### ขลุ่ยมรณะ (Deadly Flute)
**Episode 3: เงามืดในคืนฝนตก (Shadows in the Rain)**
ฝนกลับมาตกหนักอีกครั้งในคืนนั้น ราวกับฟ้าจะร้องไห้แทนคนตาย
ไอริณและพิธาขับรถฝ่าถนนลื่นเปียกมุ่งหน้าสู่บ้านเดี่ยวสองชั้นย่านสุขุมวิท เหยื่อรายล่าสุดคือ “นายสมชาย วรวิทย์” นักสะสมของโบราณวัย 62 ปี ที่ถูกพบศพนั่งค้างอยู่บนเก้าอี้หนังในห้องทำงานส่วนตัว ประตูบ้านล็อกกลอนจากข้างใน ไม่มีร่องรอยงัดแงะ
ทีมพิสูจน์หลักฐานกำลังทำงานใต้แสงไฟสาดส่อง กลิ่นฝนชื้นผสมกลิ่นธูปที่ยังคุกรุ่นในห้อง
ไอริณก้าวเข้าไปในบ้าน แจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลเข้มเปียกฝนเกาะหยดน้ำ ผมดำขลับที่มัดหางม้าสูงมีผมปรกหน้าผากเล็กน้อย เธอสวมถุงมือยางแล้วเดินตรงไปยังศพทันที
สมชายนั่งตัวแข็งทื่อ มือยังกำรีโมทโทรทัศน์หลวมๆ ใบหน้าเหยเกซีด ริมฝีปากซีอันผิดธรรมชาติ ตาเบิกกว้างจ้องมองไปที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าบนโต๊ะข้างหน้า
“หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเหมือนเคสแรกเลยครับ” หมอนิติเวชรายงาน “ไม่มีสารพิษ ไม่มีาแ ทุกอย่างปกติ... ยกเว้นจังหวะหัวใจที่หยุดกระทันหันราวกับถูกสั่งให้หยุด”
ไอริณก้มลงตรวจแผ่นเสียงที่ยังหมุนอยู่เบาๆ เป็แผ่นไวนิลเก่า เพลงพื้นบ้านไทยบรรเลงด้วยขลุ่ยเดี่ยว เธอกดหยุดเครื่องแล้วหยิบแผ่นขึ้นมาดู
“แผ่นนี้เพิ่งเปิดไม่นาน” เธอพูดเบาๆ “และดูรอยนิ้วมือตรงขอบแผ่นสิ... มีคนอื่นััแผ่นนี้ก่อนเขาตายไม่กี่นาที”
พิธาเดินเข้ามาใกล้ “กล้องวงจรปิดในบ้านเสียหมดเลยครับ เหมือนถูกปิดสวิตช์หลักั้แ่เย็น”
ไอริณไม่ตอบ เธอสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนพื้นพรมใกล้ศพ มีเศษไม้ไผ่เล็กๆ สองสามชิ้นตกอยู่ คล้ายกับที่พบในปากของอาจารย์วิชัยเป๊ะๆ
เธอคีบเศษไม้ใส่ถุงหลักฐาน แล้วหันไปมองหน้าต่างบานใหญ่ที่ปิดสนิท ฝนกระหน่ำกระทบกระจกดังสนั่น แต่มีรอยนิ้วมือเปียกชื้นจางๆ ติดอยู่ด้านในกระจก ราวกับมีคนยืนกดอยู่นาน
“พิธา... เธอช่วยตรวจสอบรายชื่อนักสะสมของโบราณที่สนิทกับสมชายหน่อย โดยเฉพาะคนที่เคยซื้อขายขลุ่ยด้วยกัน”
พิธาพยักหน้าแล้วเดินออกไปโทรศัพท์
ไอริณอยู่คนเดียวในห้องทำงาน มองไปรอบๆ ชั้นหนังสือเต็มไปด้วยของโบราณ มีขลุ่ยไม้ไผ่แขวนโชว์หลายชิ้น แต่ไม่มีชิ้นไหนดูเก่าแก่หรือพิเศษเท่าที่เธอคาด
ทันใดนั้น เสียงฝนที่ตกหนักอยู่ดีๆ ก็เงียบลงชั่วขณะ
เธอรู้สึกถึงความหนาวเย็นแผ่ซ่าน หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะอีกครั้ง
แล้วก็ได้ยินมัน
เสียงขลุ่ย... เบามาก ราวกับลอยมาจากไกลๆ แต่ชัดเจนจนน่าขนลุก
ไม่ใช่จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง
ไม่ใช่จากภายนอก
แต่เหมือนดังมาจากในบ้านนี้เอง จากมุมมืดที่เธอมองไม่เห็น
ไอริณหันควับ มือล้วงปืนพกใต้แจ็คเก็ตหนังทันที บู้ทหนังกระทบพื้นไม้ดังกึกก้องขณะที่เธอเดินตรวจทุกมุมห้อง
ไม่มีใคร
เสียงขลุ่ยค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับเสียงฝนที่กลับมาตกหนักอีกครั้ง
เธอหายใจเข้าลึก หยุดยืนนิ่งหน้าหน้าต่าง มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกฝนชุ่ม
“มันไม่ใช่บังเอิญแล้ว” เธอพึมพำ “มีคนใช้ขลุ่ยนี้เป็อาวุธจริงๆ”
เช้าวันต่อมา ที่ห้องทำงานของไอริณ
เธอนั่งจ้องภาพถ่ายเศษไม้ไผ่สองเคสที่วางเทียบกันบนโต๊ะ ผมดำขลับปรกหน้าเล็กน้อยเพราะนอนไม่พอ ใต้ตาคล้ำ แต่ดวงตายังคมกริบเหมือนเคย
พิธาเดินเข้ามาพร้อมแฟ้ม “พี่ไอริณ ผมเจอแล้วครับ สมชายกับอาจารย์วิชัยเคยติดต่อกันเื่ซื้อขายขลุ่ยโบราณชิ้นเดียวกันเมื่อสามเดือนก่อน... ขลุ่ยที่หายไปจากพิพิธภัณฑ์บ้านอยุธยา”
ไอริณพยักหน้า “แล้วคนที่ขายให้ทั้งคู่ล่ะ?”
“ไม่มีตัวตนครับ ใช้ชื่อปลอม โอนเงินผ่านบัญชีม้า และ...” พิธาหยุดไปชั่วขณะ “มีคนที่สามครับ นักสะสมอีกคนที่เคยประมูลขลุ่ยชิ้นเดียวกัน แต่แพ้การประมูลไป เขาชื่อนายวิกรม สุวรรณศรี อยู่แถวอยุธยา”
ไอริณลุกขึ้นทันที หยิบแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลคลุมตัว
“ไปอยุธยากัน”
ขณะที่เธอเดินออกจากห้อง เสียงฝนเริ่มตกอีกครั้ง
เบาๆ แต่หนักแน่น
เหมือนทำนองขลุ่ยที่กำลังจะบรรเลงท่อนต่อไป
ในเงามืดของคืนฝนตก มีบางคนกำลังเป่าขลุ่ยเงียบๆ
และหัวใจของเหยื่อรายต่อไป... กำลังเต้นตามจังหวะนั้นโดยไม่รู้ตัว
**End of Episode 3**
*โปรดติดตามตอนต่อไป*