Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 20 ทรินิตี้

     ราวสามพันปีก่อนคริสตกาลกลุ่มคนสามกลุ่มเดินทางจากสถานที่ห่างไกล รอนแรมมาเป็นแรมเดือนเพื่อมาพบกันยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรทีส ดินแดนที่ถูกขนานนามว่าเป็น “พระจันทร์เสี้ยวแห่งความอุดมสมบูรณ์” ใจกลางของสถานที่แห่งนั้นมีอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของชาวสุเมเรียตั้งอยู่ เมื่อมองจากที่ไกล บริเวณโดยรอบของอาณาจักรถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงตระหง่านฟ้าแลดูน่าเกรงขาม ยิ่งมองไปยังเงาที่ทะยานเด่นอยู่หลังกำแพงตระหง่านเหล่านั้น ยังต้องพบกับสิ่งก่อสร้างทรงกรวยที่สูงกว่าความสูงของกำแพง สูงจนมองไม่เห็นปลายยอดที่หายเข้าไปในหมู่เมฆอาคารสูงแห่งนั้นเป็นหอคอยหอคอยแห่งนั้นคือหลักฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของโฮโมเซเปียนส์หอคอยแห่งนั้นชื่อว่าบาเบลกลุ่มคนทั้งสามกลุ่มมีกำหนดนัดหมายกันบนชั้นสูงสุดของหอบาเบลผู้ที่มาจากตะวันออกไกลมีผิวสีขาวเหลือง ร่างกายไม่สูงใหญ่นัก แต่กลับเต็มไปด้วยความปราดเปรียว และคล่องแคล่วผู้ที่มาจากทางใต้มีผิวสีคล้ำเข้ม ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ขมึงเกร็งราวกับสัตว์ป่าผู้ที่มาจากทางเหนือมีผิวสีขาวซีด ร่างกายสูงใหญ่และผมสีอ่อน มองไปเหมือนกับกำแพงน้ำแข็งที่มิอาจทำลาย ทั้งสามกลุ่มนัดหมายกันมาเพื่อร่วมลงนามในการก่อตั้งภาคีแห่งหนึ่ง ภาคีที่จะเป็นหลักประกันการอยู่รอดของสายพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ผู้ที่มาจากตะวันออกไกลกล่าวว่าพวกข้าจะเป็นสามง่ามที่ทิ่มแทงเหล่าปีศาจร้ายที่เร้นกายอยู่ในความมืด เรียกพวกข้าว่าตรีศูลผู้ที่มาจากทางใต้กล่าวว่าพวกข้าจะเป็นดวงตาที่คอยสอดส่อง เป็นแสงสว่างที่คอยเปิดเผยให้ปีศาจร้ายปรากฏตัว เรียกพวกข้าว่าโพรวิเดนซ์ผู้ที่มาจากทางเหนือกล่าวว่าพวกข้าจะเป็นโล่ เป็นปราการที่คอยป้องกันไม่ให้ปีศาจหน้าไหนทำร้ายเหล่ามนุษย์ เรียกพวกข้าว่าไทรแอดตัวแทนของคนทั้งสามกลุ่มนำโลหะสีเงินออกมาคนละหนึ่งก้อน โยนลงไปในหม้อหลอมโลหะที่ถูกเผาอยู่ก่อนจนแดงฉานจากนั้นทั้งสามก็ยื่นมือขึ้นเหนือหม้อหลอมใบนั้น ความร้อนทำให้ผิวบนมือของทั้งสามเปลี่ยนเป็นสีแดง ทั้งสามหยิบมีดมาคนละเล่ม กรีดลงไปบนฝ่ามือของตน โลหิตของทั้งสามหลั่งรินลงไปในหม้อหลอมนั้นเมื่อโลหะทั้งสามก้อนหลอมรวมกลมกลืนกับโลหิตเหล่านั้นกลายเป็นโลหะเหลวก็ถูกเทลงแม่แบบหล่อที่เป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งมีดวงตาและสามง่ามประดับอยู่ด้านในรูปหล่อนั้นกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของภาคีเมื่อสามง่าม ดวงตา  และโล่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว แปลว่ามนุษยชาติจะร่วมกันทำงานเพื่อขจัดปีศาจร้าย เพื่อขจัดภัยคุกคามแห่งเผ่าพันธุ์ของมวลมนุษย์และจงเรียกพวกเราว่าทรินิตี้สัญลักษณ์นั้นยังประดับอยู่ในอาคารศูนย์กลางของทรินิตี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันอยู่ในห้องรูปทรงสามเหลี่ยมห้องหนึ่งซึ่งมีแต่เหล่าผู้นำของทรินิตี้เข้าไปได้ปัจจุบันชายทั้งสามจากตรีศูล โพรวิเดนซ์ และไทรแอดมองไปยังสัญลักษณ์ที่แขวนอยู่บนผนังห้อง พร้อมกับกล่าวคำที่พึ่งถูกเพิ่มลงไปในสัญลักษณ์นั้นเมื่อราวพันปีที่ผ่านมา อูนุส โปร ออมนิบุสสามง่าม ดวงตาและโล่จะปกป้องเหล่ามวลมนุษยชาติอีกครั้ง.............................................................วลาดิเมียร์กับเรย์ยืนประจันหน้ากันด้วยท่าทีเอาจริงเอาจังครั้งนี้ทั้งคู่เปลี่ยนร่างตัวเองให้อยู่ในร่างที่เปี่ยมด้วยพลังของโดมินาริออร์คผิวสีเขียวเข้มดุจสนิมเหล็กหนึ่งตัวแมวปีศาจขนสีดำมีลายสีขาวที่หน้าอกและยืนสองขาหนึ่งตัว“คาล นายเริ่มเข้าใจและเรียนรู้การหมุนเวียนมานาในร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนั่นก็พอจะกล้อมแกล้มนับได้ว่านายสอบผ่านขั้นพื้นฐานในการต่อสู้ สิ่งต่อไปที่ฉันกับเรย์จะแสดงให้ดูก็คือการต่อสู้แบบโดมินาริที่แท้จริง เริ่มกันเถอะเรย์” ทันทีที่วลาดิเมียร์พูดจบร่างของเรย์ก็พลันหายคล้ายเป็นกลุ่มควันแล้วไปปรากฎอยู่ด้านหลังของวลาดิเมียร์ กรงเล็บของเรย์ไม่ได้กางออกกว้างเหมือนทุกครั้งที่สู้กับผม แต่กลับหุบรวมชิดกันเป็นฝ่ามือคล้าย ๆ กับเป็นใบมีดแหลมคมเรย์พุ่งฝ่ามือนั้นเข้าที่หลังของวลาดิเมียร์โดยไม่มีทีท่ายั้งมือฝ่ามือนั้นของเรย์เหมือนกับผ่าอากาศออกมาได้จริง ๆวลาดิเมียร์ไม่แม้แต่จะหันกลับมา แต่กลับกระทืบพื้นจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เศษหินจำนวนมากกระเด็นกระดอนเข้ามาขัดขวางการโจมตีของเรย์จนทำให้ฝ่ามือนั้นพลาดเป้า เศษหินเหล่านั้นถูกฝ่ามือของเรย์เชือดเฉือนราวกับมีดหั่นเนยจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันใดนั้นวลาดิเมียร์พลิกตัวเข้าหาเรย์พร้อมกับพร้อมกับเหวี่ยงหมัดขนาดใหญ่ยักษ์นั้นใส่เรย์ หมัดนั้นโดนเข้าตัวเรย์อย่างจังจนทะลุผ่านร่างของเธอออกไปทางด้านหลัง แรงลมกรรโชกที่เกิดจากหมัดยังพัดเศษก้อนหินที่กระเด็นกระดอนอยู่ก่อนปลิวไปติดกำแพงทางด้านหลังแม้ผมจะไม่ได้ชื่นชอบเรย์เท่าไหร่ แต่ภาพที่เห็นเรย์ถูกวลาดิเมียร์ต่อยจนตัวทะลุก็ทำเอาผมตกใจจนอ้าปากส่งเสียงดัง“เรย์!”แต่ไม่ทันที่ผมจะสิ้นเสียงร้อง ร่างที่ถูกต่อยทะลุของเรย์ก็กลับกลายสลายไปเป็นหมอกควันอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เรย์ไม่ได้ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของวลาดิเมียร์แล้ว แต่เรย์กลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันสามร่างที่ด้านบน ด้านซ้ายและด้านขวาของวลาดิเมียร์ในพริบตาเดียววลาดิเมียร์ยกมือซ้ายและมือขวาขึ้นเพื่อปัดป้องการโจมตีของเรย์ ส่วนการโจมตีจากด้านบนวลาดิเมียร์ทำสิ่งที่ผมคาดไม่ถึงออกมา เขาเอี้ยวหัวไปด้านหลังแล้วกระชากกลับด้วยความรวดเร็ว เขาโหม่งศรีษะของตัวเองเข้าปะทะกับฝ่ามือของเรย์ จนถึงกับทำให้เรย์ต้องเสียจังหวะกลายเป็นควันและมาปรากฏตัวห่างออกไปอีกราว ๆ ห้าเมตรด้านหน้าของวลาดิเมียร์หลังจากตั้งรับการโจมตีของเรย์โดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวฝ่ามือที่แหลมคมเหมือนใบมีดนั้นแล้ว วลาดิเมียร์ก็เอี้ยวคอไปทางซ้ายทางขวาจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น จากนั้นเขาก็กระโจนเข้าหาเรย์แล้วต่อยหมัดทำมุมสี่สิบห้าองศาลงที่พื้นเบื้องหน้าเรย์ ทันทีที่หมัดของเขากระทบเข้ากับพื้นผมเห็นมานาสีเขียวกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มกำปั้นของเขาจนทั่ว แรงกระแทกที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดเศษหินเศษปูนจำนวนมากลอยขึ้นมาทั่วบริเวณ ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นควันที่เกิดจากแรงกระแทกก็บดบังวิสัยทัศน์ของเรย์ไปจนแทบจะมิดเรย์ยกมือขึ้นป้องกันใบหน้าตามสัญชาติญาณเมื่อหมัดของวลาดิเมียร์กระทบเข้ากับพื้น การทำแบบนั้นทำให้เรย์เสียจังหวะในการโจมตีสวนกลับมา ซึ่งก็เป็นไปตามที่วลาดิเมียร์คาดการณ์ไว้ทันทีที่เรย์ตั้งหลักได้เธอก็พบว่าอ้อมแขนใหญ่โตของวลาดิเมียร์โอบรัดเอวของเธอจากด้านหลังอย่างแน่นหนา วลาดิเมียร์ทิ้งตัวไปด้านหลังด้วยน้ำหนักทั้งหมดและเกร็งขาตั้งแต่เข่าลงไปไว้ให้ยึดไว้กับพื้น พร้อมยกเรย์ข้ามหัวหวังให้ฟาดเข้ากับพื้นด้วยท่วงท่าแบบท่าซูเพล็กซ์แต่ก่อนที่เรย์จะกระแทกลงกับพื้น เรย์ก็ฝืนบิดตัวในมุมที่ไม่น่าเป็นไปได้จนสามารถเอามือไปยันพื้นไว้ก่อนที่ตัวจะกระแทก แล้วอาศัยแรงกระทบนั้นทำให้ตัวเองหลุดรอดจากอ้อมกอดรัดของวลาดิเมียร์ ทันทีที่เรย์หลุดจากอ้อมกอดของวลาดิเมียร์เธอก็กลายไปเป็นกลุ่มควันอีกครั้ง จากนั้นก็ปรากฏตัวห่างออกไปทางด้านหน้าของวลาดิเมียร์ วลาดิเมียร์รีบดีดตัวขึ้นมาจากท่าทุ่มที่พลาดแล้วก็พบว่าเรย์กำลังพุ่งตัวมาอย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบสวนหมัดออกไปปะทะกันอย่างรุนแรงทั้งคู่ประมือกันจนสร้างความละลานตาให้ผมเป็นอย่างมาก ประเดี๋ยวเรย์ก็โผล่ไปตรงนั้นตรงนี้ฟาดฝ่ามือใส่พื้นจนเป็นร่องรอยคล้ายดาบฟันทั่วห้องไปหมด วลาดิเมียร์ก็ไม่น้อยหน้าทุกที่ที่เขาย่างก้าว ทุกที่ที่เขาออกหมัดก็ปรากฎเป็นหลุมเป็นบ่อพังพินาศไปทั่วต่างผลัดกันรุกรับต่างผลัดกันป้องกันโจมตีผมกับนอร่าต้องคอยจัดการกับเศษหินต่าง ๆ ที่เป็นลูกหลงกระเด็นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งโดยมากนอร่าเป็นคนจัดการ และผมคอยกระโดดหลบไปมาอย่างทุลักทุเลหลังจากร่วมสิบนาทีของเปลี่ยนสภาพห้องเรียบร้อย ๆ ให้กลายเป็นศากปรักหักพัง ทั้งคู่ก็เตรียมลงมือขั้นสุดท้ายผมเห็นฝ่ามือของเรย์เปล่งแสงมานาสีขาวใสออกมา และกำปั้นของวลาดก็ถูกห่อหุ้มด้วยมานาสีเขียว ทั้งคู่อยู่คนละฝากของห้องและหันหน้าเข้าหากัน ตั้งท่าเตรียมพร้อมราวกับมือปืนเตรียมตัวดวลศึกเป็นตายของชีวิต ครั้งนี้ทั้งคู่พุ่งเข้าหากันตรง ๆ โดยไม่มีลูกเล่นใด ๆพริบตาเดียวฝ่ามือของเรย์จ่อมาที่คอหอยของวลาดิเมียร์แล้วก็หยุดไว้ พร้อม ๆ กับที่วลาดิเมียร์ก็หยุดหมัดของเขาไว้ที่ปลายคางของเธอเช่นกันทุกอย่างในห้องนั้นเหมือนกับหยุดนิ่ง ไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมาแม้แต่แอ๊ะเดียว จนกระทั่งเรย์และวลาดิเมียร์หัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน “ฝีมือนายตกลงนะ” “ฝีมือเธอตกลงนะ” ทั้งคู่พูดออกมาพร้อมกันแล้วก็หัวเราะกันเหมือนคนบ้า ผมเหลือบตาไปมองนอร่าก็เห็นเธอส่ายหัวพร้อมทำหน้าเหนื่อยหน่ายพร้อมถอนใจ“เฮ้ คาล นายสังเกตเห็นอะไรจากการต่อสู้นี้บ้าง” ผมหันหน้ากลับมากลับมาทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกจากวลาดิเมียร์ที่เดินเข้ามาหาผม ตอนนี้ทั้งวลาดิเมียร์และเรย์กลับมาอยู่ในร่างของคนปกติแล้ว เรย์กำลังหันหลังเดินออกไปก้มลงหยิบเสื้อยืดตัวหนึ่งที่พื้นมาสวมใส่ ผมเผลอมองตามจนลืมตอบคำถามของวลาดิเมียร์“เฮ้ คาล ฉันถามว่านายสังเกตเห็นอะไรจากการต่อสู้นี้บ้าง”วลาดิเมียร์ก็คงรู้ว่าผมใจลอยจึงถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นอีกจนผมสะดุ้ง“เอ่อ ฉันว่าฉันเห็นการเคลื่อนไหวร่างกายในแบบที่ฉันไม่น่าจะทำได้” “ทำไมนายถึงคิดว่านายทำไม่ได้ล่ะ?”“ก็วลาด นายกับเรย์ใช้พลังจากความสามารถของเผ่าพันธุ์ใช่มั้ย แล้วฉันยังไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไรกันแน่ดังนั้นฉันไม่คิดว่าจะทำการต่อสู้แบบนั้นได้”“งั้นฉันจะขอบอกนายว่าในการต่อสู้เมื่อสักครู่นั้น พวกเราไม่ได้ใช้พลังจากความสามารถของเผ่าพันธุ์พวกเราเลย ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้”“เรียนรู้... นายหมายความว่ายังไง ที่นายต่อยพื้นจนแตกพรุนเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือที่เรย์หายตัวเป็นหมอกควันนั่นไม่ใช่ความสามารถจากเผ่าพันธุ์ของพวกนาย” ผมยังไม่ค่อยเชื่อกับสิ่งที่เห็นเท่าไหร่ เพราะทั้งความเร็ว ทั้งความรุนแรงที่เห็นมันดูเกินขอบเขตที่ผมคิดว่าสิ่งมีชีวิตจะทำได้จริง ๆ“ถ้าอย่างนั้นมันคืออะไร? สิ่งที่เรียกว่าขอบเขตงั้นหรือ?” ผมนึกถึงคำอธิบายเรื่องขอบเขตที่วายายังไม่มีโอกาสอธิบายจนจบ“ไม่ใช่คาล สิ่งที่ฉันกับเรย์ใช้ต่อสู้ให้นายดูไม่ได้เป็นความสามารถของเผ่าพันธุ์ หรือขอบเขตอะไรทั้งนั้น มันคือ ‘ท่าร่าง’”“ท่าร่าง?”ผมถามวลาดิเมียร์ด้วยหน้าตาที่งงงวย ท่าร่างคืออะไรกัน?“ใช่ท่าร่าง มันมีอีกคำที่ฉันเคยอ่านเจอจากหนังสือของเซเปียนส์ ขอฉันนึกสักครู่หนึ่งซิ มันเรียกว่าอะไรกันนะ”วลาดิเมียร์ทำท่าครุ่นคิดพร้อมกับเริ่มออกเดินวนไปมาเป็นวงกลมด้านหน้าผม พร้อม ๆ กับที่เรย์ก็เดินกลับมาอยู่ข้าง ๆ ของเขา พอวลาดิเมียร์เห็นหน้าเรย์ก็ทำตาโต และเอามือขวาที่กำไว้ทุบลงไปยังมือซ้ายที่กางอยู่ จากนั้นก็หันมายิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มกว้างแบบวลาดิเมียร์ “ฮ่ะฮ่ะ คาล ฉันนึกออกแล้วพวกโดมินาริเรียกสิ่งนี้ว่าวรยุทธ” “วรยุทธ!?”จบตอนที่ 20