บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บทที่ 7
ฉู่ชิวไป๋พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสิบวัน ผลตรวจ MRI บ่งชี้ว่าเืที่คั่งอยู่ในกะโหลกศีรษะถูกร่างกายดูดซึมไปเกือบหมดแล้ว าแภายนอกก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวังที่สายตาจะกลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมนั้นกลับริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น
เขาเอ่ยปากขอกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ถูกหานรุ่ยฉินปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง
“่นี้แม่ยุ่งมาก ไม่มีเวลามาดูแลลูกหรอกนะ”
ที่บ้านมีคนรับใช้มากมาย และต่อให้เป็เวลาปกติ หานรุ่ยฉินก็ไม่เคยลงมือดูแลใครด้วยตัวเองอยู่แล้ว เหตุผลที่เธอไม่ยอมให้ฉู่ชิวไป๋ออกจากโรงพยาบาล พูดตามตรงก็คือเธอยังคงคาดหวังกับยาที่ให้ทางสายน้ำเกลือ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงที่เขาต้องทำอยู่ทุกวันเท่านั้น
แต่ฉู่ชิวไป๋เองก็เป็หมอ เขาย่อมรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุดว่า สิ่งที่แพทย์พอจะทำได้ในตอนนี้มีไม่มากแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านก็ค่าเท่ากันครับ ผมสัญญาว่าจะกินยาให้ตรงเวลา” เขารับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างเคร่งครัด แต่หานรุ่ยฉินก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
ฉู่เจียงไหลที่เพิ่งเลิกเรียนและแวะมาเยี่ยมพอดี บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่เข้า จึงรีบะโเข้ามาเป็ทัพเสริมให้พี่ชายทันที “คุณแม่ครับ ให้พี่ชิวไป๋กลับบ้านเถอะนะครับ” เขารู้จุดอ่อนของหานรุ่ยฉินดีที่สุด น้ำเสียงใสกระจ่างจึงเจือไปด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆ “คุณหมอย้ำตลอดเลยนะครับว่าต้องให้พี่ชิวไป๋อารมณ์ดี แต่การที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้ สุขภาพจิตจะดีได้ยังไงล่ะครับ? แบบนี้มีแต่จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงเปล่าๆ”
เมื่อสองพี่น้องผนึกกำลังกันรบเร้า หานรุ่ยฉินจึงเริ่มใจอ่อนและยอมอนุญาตในที่สุด
***
วันที่ออกจากโรงพยาบาล อากาศไม่เป็ใจนัก สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่ชิวไป๋นั่งอยู่บนรถเข็น โดยมีพยาบาลเข็นพาเขากลับเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงครั้งสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ยังไม่ทันจะได้เข้าห้องดี ก็ถูกฉู่เจียงไหลที่ดักรออยู่หน้าประตูจู่โจมเข้าใส่ พร้อมกับยัดช่อดอกลิลลี่ที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่นใส่อ้อมแขนเต็มรัก
ฉู่เจียงไหลที่ยอมโดดค่ายกิจกรรมฤดูหนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ทำเสียงเอฟเฟกต์ประกอบการเปิดตัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “แท่นแท๊น! เซอร์ไพรส์ครับ!”
ดูเหมือนเขาจะเป็หนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกใบนี้ ที่มีความสุขกับการออกจากโรงพยาบาลของฉู่ชิวไป๋จากใจจริง
ฉู่ชิวไป๋ก้มลงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาซึ่งหาได้ยากใน่หลายวันนี้ ฉู่เจียงไหลเห็นดังนั้น ก็เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเขา เส้นผมสีดำขลับลื่นไหลผ่านปลายนิ้วราวกับผ้าไหมเนื้อนุ่ม แต่น่าเสียดายที่ััได้เพียงไม่กี่ครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เบือนหน้าหนีด้วยความเก้อเขิน
เมื่อก่อนเขาเองก็ชอบลูบหัวของฉู่เจียงไหลเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ในนาทีนี้ การถูกอีกฝ่ายัักลับทำให้เขารู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก... หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ท่ามกลางเสียงหัวใจที่ดังระรัว คำอวยพรที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดีก็ลอยเข้ากระทบโสตประสาท
“พี่ชิวไป๋ ยินดีที่ได้กลับบ้านนะครับ!”
ความสุขเป็สิ่งที่ติดต่อกันได้ไม่ต่างจากไข้หวัด ความดีใจอย่างไม่ปิดบังของฉู่เจียงไหลทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มรู้สึกว่า การได้ออกจากโรงพยาบาลอาจจะเป็เื่น่ายินดีจริงๆ ก็ได้ ต่อให้ต้องถูกเข็นไปมาเหมือนสิ่งของก็ไม่เป็ไร ต่อให้ยังมองไม่เห็นอะไรเลยก็ไม่ใช่เื่ที่ทนไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างก็ดูเหมือนจะไม่น่ารำคาญเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าวันฝนตกย่อมทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายอย่าง ลานจอดรถของโรงพยาบาลอยู่กลางแจ้ง การที่ฉู่ชิวไป๋ต้องนั่งรถเข็นจึงทำให้รองเท้าและถุงเท้าของเขาเปียกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งชายกางเกงสีน้ำตาลอ่อนก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำสีเข้ม
แต่ความลำบากเพียงเล็กน้อยเท่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้อ้อมกอดของฉู่เจียงไหลอย่างเปิดเผย
ในตอนที่ฉู่เจียงไหลก้มลงกอดเขาอย่างเป็ธรรมชาตินั้น เขาถึงกับมีความคิดที่น่ารังเกียจแวบเข้ามาในหัวว่า สายฝนห่านี้คือของขวัญฉลองการกลับบ้านที่์ประทานมาให้ ประสาทััของฉู่ชิวไป๋ตื่นตัวและอ่อนไหวเป็พิเศษ เขารับรู้ได้ถึงละอองฝนทุกเม็ดที่สาดเข้ามาใต้ร่ม และในขณะเดียวกันก็รู้สึกละอายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทั้งหนักหน่วงและลิงโลดของตัวเอง
เขาอยากจะพูดว่า 'ฉันแค่ตาบอด ไม่ได้ขาเจ็บ' แต่ฉู่เจียงไหลกลับปรนนิบัติเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนการปฏิเสธตรงๆ จะกลายเป็การจงใจสร้างระยะห่างเพราะมีเจตนาแอบแฝง เขาจึงทำได้เพียงทำตัวแข็งทื่ออยู่นิ่งๆ สวมบทบาทพี่ชายที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกอย่างว่าง่าย
อย่างน้อยคราวนี้ก็ไม่มีเครื่องวัดคลื่นหัวใจ คงไม่มีใครรู้แล้วว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วแค่ไหน
ทันใดนั้นลมก็กรรโชกแรงขึ้น ลูกน้องที่ถือร่มต้านแรงลมไม่ไหวจนร่มเอียงไปเล็กน้อย โชคดีที่ฉู่เจียงไหลไหวตัวทัน เขาค้อมตัวลง ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายฝน ปกป้องคนในอ้อมแขนอย่างเต็มที่
ระยะห่างที่ฉู่ชิวไป๋พยายามรักษาไว้ถูกย่นลงในชั่วพริบตา ใบหน้าของเขาแนบชิดกับแผงอกของฉู่เจียงไหล ไออุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายทะลุผ่านเสื้อผ้าที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำยาซักผ้า ส่งผลให้สมองของฉู่ชิวไป๋ขาวโพลนไปหมด ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของเขาที่มืดบอด
พอมารู้ตัวอีกที เขาก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้ว
“ผมไปนั่งอีกคันดีกว่าครับ” ฉู่เจียงไหลเปียกโชกไปทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้า สภาพเหมือนสุนัขตัวโตที่ยอมะโลงน้ำเพื่อปกป้องเ้านาย ทั่วทั้งตัวแผ่ไอเย็นออกมา
แม้ฉู่ชิวไป๋จะมองไม่เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายคงดูน่าสมเพชไม่น้อย ในดวงตาที่เหมือนลูกสุนัขไร้พิษสงคู่นั้นคงจะเต็มไปด้วยความจนใจอยู่แน่ๆ
ฉู่เจียงไหลพูดต่อว่า “ผมไม่อยากให้พี่ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลต้องมาติดหวัดผมอีก”
หัวใจที่เต้นระส่ำยังไม่สงบลงดีนัก สมองของฉู่ชิวไป๋จึงประมวลผลช้ากว่าปกติ อันที่จริง เพื่อที่จะสามารถซ่อนเร้นความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่มีต่อไออุ่นของฉู่เจียงไหล เขาเองก็้าอยู่ตามลำพังเช่นกัน จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม... รีบไปเช็ดตัวบนรถเถอะ นายเองก็ระวังจะเป็หวัดด้วย”
เนื่องจากพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมานานเกินไป สัมภาระจึงมีมากจนต้องใช้รถขนหลายคัน ขบวนรถเบนซ์สีดำสี่คันจึงแล่นประกบหน้าหลัง ขนาบรถของฉู่ชิวไป๋ซึ่งอยู่ตรงกลางเอาไว้อย่างแ่า โดยมีฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ในรถคันหลังสุด
แม้ว่าฉู่เจียงไหลจะพยายามบังฝนให้เขาอย่างดีที่สุด แต่เพราะฝนตกหนักมาก ฉู่ชิวไป๋จึงยังคงเปียกอยู่ดี
คนขับรถดูเหมือนจะเป็พนักงานใหม่ น้ำเสียงจึงฟังดูไม่คุ้นหู แต่ก็เป็คนใส่ใจดีทีเดียว หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน ระหว่างที่ติดไฟแดง เขายื่นแก้วเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่เตรียมไว้ส่งให้เ้านายหนุ่ม “คุณฉู่ครับ ดื่มอะไรอุ่นๆ หน่อยนะครับ”
เครื่องปรับอากาศในรถถูกเปิดไว้แรงมาก แม้ลมที่เป่าออกมาจะเป็ลมร้อน แต่ฉู่ชิวไป๋ก็ยังรู้สึกหนาวสั่น สิ่งที่ถูกยัดใส่มือคือแก้วช็อกโกแลตร้อนที่ยังอุ่นๆ เขาก้มลงจิบไปอึกหนึ่ง รสชาติบอกได้ว่าเป็ของร้านประจำที่เขาชอบมาก จึงอดไม่ได้ที่จะดื่มเพิ่มอีกหลายอึก
ขณะที่ประคองแก้วอุ่นๆ ไว้ในมือ ฉู่ชิวไป๋ก็เริ่มปรับตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบคนตาบอดในโลกภายนอกอีกครั้ง
เมื่อสูญเสียการมองเห็น ประสาทการได้ยินของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็พิเศษ สายฝนด้านนอกซัดสาดกระจกหน้าต่างดังซู่ซ่า ที่ปัดน้ำฝนกวัดแกว่งไปมาเป็จังหวะ เขาตั้งใจฟังอย่างละเอียด จนแม้แต่เสียงลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ดัง 'ฟู่ฟู่' ก็ยังชัดเจน โลกที่มองไม่เห็นใบนี้กำลังส่งเสียง White Noise [1] ที่สม่ำเสมอและซ้ำซากจำเจออกมาอย่างต่อเนื่อง...
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งปกติเป็คนนอนหลับยาก จู่ๆ ก็ถูกความง่วงอย่างรุนแรงจู่โจมเข้าใส่อย่างกะทันหัน ยังไม่ทันได้วางแก้วช็อกโกแลตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวลงในช่องวางแก้วด้วยซ้ำ...
สติทั้งหมดของเขาดับวูบลงในชั่วพริบตา
***
เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ฉู่ชิวไป๋พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยความมึนงง ดวงตาที่มองไม่เห็นทำให้ยากจะคาดเดาว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือเขาไม่ได้ถูกส่งกลับบ้าน เพราะฟูกที่นอนอยู่นี้แข็งกระด้างจนทำให้เจ็บสะโพกและแผ่นหลังไปหมด
ภายในห้องเงียบสนิท ฉู่ชิวไป๋พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าข้อมือทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยอะไรบางอย่าง เขายกมือขึ้นตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาถูกตรึงให้แนบชิดกัน ข้อมือถูกมัดไว้ด้วยกุญแจมือหนังสัตว์ วงแหวนหนังนุ่มนิ่มรัดแน่นอยู่กับิั มีความกว้างประมาณครึ่งฝ่ามือ ที่ปลายของมันเชื่อมต่ออยู่กับโซ่โลหะหนักอึ้งที่ดูแล้วไม่มีทางทำลายได้ง่ายๆ สองเส้น
เขาลองเหยียดแขนดู ความยาวของโซ่ถูกปรับแต่งมาเป็พิเศษ ทำให้เขาแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้ ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
ฉู่ชิวไป๋ใจหายวาบ เมื่อลองขยับขาดูก็พบว่าที่ข้อเท้ามีอุปกรณ์แบบเดียวกันพันธนาการอยู่เช่นกัน เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่โซ่นั้นหนักมาก เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง... เคร้ง...' ยิ่งปลุกลางร้ายในใจเขาจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก สมองที่มึนงงจากฤทธิ์ยาเริ่มกลับมาแจ่มชัด เขาคิดในใจด้วยความตื่นตระหนก...
นี่ฉัน... ถูกลักพาตัวงั้นเหรอ?
ในฐานะลูกหลานของตระกูลฉู่ ศิลปะการป้องกันตัวเป็วิชาบังคับที่ต้องเรียนมาั้แ่เด็ก
ฉู่ชิวไป๋รูปร่างสูงใหญ่ ความสามารถด้านกีฬาก็ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งทักษะการต่อสู้ก็ยังเหนือกว่ามือสมัครเล่นทั่วไป แม้จะเทียบกับมืออาชีพไม่ได้ แต่ถ้าเป็การป้องกันตัวในสถานการณ์คับขันทั่วไป เขาก็มั่นใจว่าเอาตัวรอดได้สบาย
แต่ตอนนี้เขามองไม่เห็น ทั้งมือและเท้าก็ถูกมัดตรึงเอาไว้ สภาพไม่ต่างอะไรกับแมวป่าตกยากที่ถูกถอดเล็บหักขาแล้วขังเอาไว้ในกรง
เขาพยายามนึกย้อนถึงรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้ นึกถึงบรรดาเหล่าผู้ถือหุ้นที่เพิ่งมาเยี่ยมเพื่อสืบข่าวพินัยกรรมของฉู่เจิ้นเทียน นึกถึงราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง นึกถึงคนขับรถคนนั้นที่มีน้ำเสียงไม่คุ้นหู และนึกถึงเครื่องดื่มแก้วนั้นที่ทำให้เขาหลับไป...
พ่อเสียชีวิตแล้ว และมีใครบางคนฉวยโอกาสตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ลักพาตัวเขามากักขังไว้ระหว่างทางกลับบ้าน
หรือว่า... อุบัติเหตุสะพานยกระดับถล่มก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ? แต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อฆ่าล้างครอบครัวของเขาให้สิ้นซาก?!
เมื่อเชื่อมโยงกับการที่เหล่าผู้ถือหุ้นหลายคนผนึกกำลังกันเพื่อบีบบังคับและปิดล้อมให้เขาสละอำนาจ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกในสมองของเขาไม่หยุดหย่อน
ฉู่ชิวไป๋เจ็บใจที่ตัวเองมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้งยังสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ แต่ก็อดเป็ห่วงฉู่เจียงไหลที่นั่งรถตามหลังมาไม่ได้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกจับมาด้วย
พอคิดถึงตรงนี้ ความหวาดกลัวที่เพิ่งสงบลงก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาในใจอีกครั้ง ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเครียดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันใดนั้น ก็มีเสียงความวุ่นวายดังขึ้นเล็กน้อยที่ด้านนอกประตู เหมือนมีคนกำลังทะเลาะและลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่นานความขัดแย้งนั้นก็ยุติลง ภายในห้องกลับมาเงียบสงัดจนน่าขนลุกอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนที่เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งจะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ ทำให้หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกวูบ แทบร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
มีคนมา!
คนคนนั้นเดินเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าแล้ว น่าจะมาเพียงคนเดียว
“ตื่นแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและฟังดูประหลาด คาดว่าคงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงเสียง
ฉู่ชิวไป๋ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย... คนคนนี้กลัวว่าเขาจะจดจำเสียงได้ บางทีอาจจะยังไม่คิดที่จะเอาชีวิตเขา “คุณเป็ใคร?”
“ลองทายดูสิ” น้ำเสียงเ็าและแข็งกระด้างเหมือนหุ่นยนต์เจือไปด้วยการเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
ฉู่ชิวไป๋หันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทายไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ผมเดาว่าคุณน่าจะเป็ผู้ชาย และรูปร่างสูงใหญ่พอสมควร”
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ยังมีอารมณ์มาเล่นทายปัญหาอยู่อีกเหรอ? ดูท่าว่าจะไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่เลยนะ” น้ำเสียงของมันแฝงแววหยอกล้อปนเย้ยหยันต่อความใจเย็นของฉู่ชิวไป๋ “ไม่คิดเลยว่าคุณชายน้อยตระกูลดังที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมจะใจกล้าขนาดนี้”
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเข้าประเด็นทันที “ผมไม่ได้ใจกล้า แต่ผมใจป้ำ คุณ้าอะไร? เราตกลงกันได้”
คนคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลียนแบบน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็วางมาดของเขา แล้วพูดทวนคำถาม “้าอะไร ก็ได้หมดเลยงั้นเหรอ?”
มันหัวเราะ พลางกระตุกโซ่เหล็กที่เชื่อมกับข้อมือของฉู่ชิวไป๋เล็กน้อย โซ่เหล็กตึงเปรี๊ยะในทันที ก่อนจะหย่อนลงเป็เส้นโค้งตามแต่อีกฝ่ายจะบงการ
ฉู่ชิวไป๋ไม่อยากเปลืองแรงโดยใช่เหตุ จึงไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้อีกฝ่ายดึงจนทั้งตัวต้องโน้มไปข้างหน้าตามแรงดึง
“ดีมาก เด็กดี ว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
สิ้นเสียงนั้น แขนของฉู่ชิวไป๋ก็ถูกกระชากอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อหัวไหล่ที่ยังไม่หายดี ความเ็ปแล่นปราดจากหัวไหล่ลามไปทั่วทั้งแขน
ฉู่ชิวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างที่ไร้การขัดขืนของเขาดูราวกับหุ่นเชิดที่ขยับตามการชักใยของเ้านาย เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและเยือกเย็น “อย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยผมไปเถอะ คุณอยากได้อะไรก็เสนอเงื่อนไขมาได้เลย”
โจรลักพาตัวไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดจายั่วยวน “คุณชายนี่ใจกว้างจังเลยนะ! เงื่อนไขอะไรก็ได้เลยเหรอ? งั้นก็โชคดีแล้วล่ะที่เป็ฉัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นคงได้ลาภลอยไปฟรีๆ”
“ผมหมาย—”
“หมายความว่า ไม่ว่าฉันจะอยากได้อะไร คุณชายใหญ่ตระกูลฉู่ก็จะยอมมอบให้แต่โดยดีใช่ไหม?”
การรุกล้ำที่แฝงเจตนาร้ายทำให้ฉู่ชิวไป๋นิ่งไม่ได้อีกต่อไป เขารีบถอยหนีตามสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงที่แข็งและเย็นเฉียบ
“กรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยครับ” คิ้วของฉู่ชิวไป๋ขมวดมุ่น แต่ก็ยังคงพยายามข่มน้ำเสียงให้ราบเรียบอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียขวัญ ยังคงรักษามาดสูงส่งของผู้ซึ่งอยู่เหนือกว่าที่ 'แมู้เาไท่ซานจะถล่มลงมาตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า' [2] เอาไว้ได้
แต่โจรลักพาตัวนิสัยเสียกลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ มันค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมรอยยิ้มยั่วเย้า ไล่ต้อนจนฉู่ชิวไป๋ต้องถอยร่นจนชิดกำแพงราวกับกำลังหยอกล้อลูกนกในกรง สนุกสนานกับการได้เห็นเหยื่อตกอยู่ในสภาวะจนตรอกที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้อีก
ฉู่ชิวไป๋กัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้เมินเฉยต่อการคุกคามอันหยาบคายของอีกฝ่าย แล้วเจรจาต่อรองอย่างใจเย็น “ตระกูลฉู่สร้างศัตรูในแวดวงธุรกิจไว้ไม่น้อย แต่ผมมั่นใจว่าเราไม่เคยทำเื่ผิดศีลธรรมร้ายแรง ผมคิดว่าที่คุณเชิญผมมาที่นี่ก็คงแค่้าทำข้อตกลงบางอย่างกับตระกูลฉู่ ชื่อเสียงกับผลประโยชน์ เงินทองหรืออำนาจ สิ่งที่คนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มามันก็มีอยู่แค่นี้ ผมแค่หวังว่าจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ส่วนคุณ้าอะไร เรามารีบคุยกันให้จบๆ ไปดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีเหตุผล แต่โจรลักพาตัวกลับไม่เล่นตามเกม “คุยกันงั้นเหรอ...”
น้ำเสียงลากยาวที่ผ่านเครื่องแปลงเสียงฟังดูวิปริตพิกล จนฉู่ชิวไป๋ฟันธงในใจไปแล้วว่าคนคนนี้อาจจะมีอาการทางจิต เขาพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีที่เ็า “ใช่ คุยกัน”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากคุยล่ะ?”
“งั้นคุณอยาก...”
ยังพูดไม่ทันจบ ปลายคางที่กดลงเล็กน้อยในท่าป้องกันตัวก็ถูกบีบอย่างแรง โจรลักพาตัวที่มีปัญหาทางจิตคนนั้นบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล
ความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาทำให้ฉู่ชิวไป๋ทนไม่ไหวจนต้องสบถคำหยาบออกมาในที่สุด เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่สิ่งที่พุ่งเข้ามาปะทะกลับกลายเป็จูบที่ทั้งเปียกชื้นและร้อนผ่าว
ฉู่ชิวไป๋พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็พวกโรคจิต แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็โรคจิตประเภทที่พุ่งเข้ามาจูบเขาแบบนี้
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ฉู่ชิวไป๋ก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโหสุดขีด “ดูเหมือนฉันจะทายผิดสินะ แกไม่ได้อยากได้เงิน ไม่ได้อยากได้ชื่อเสียง แต่ที่ลักพาตัวฉันมาเพราะแอบหลงรักฉันสินะ?” เขาแสดงความรังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและเ็า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรสนิยมชอบนอนกับผู้ชาย ไสหัวไปซะ!”
แต่โจรลักพาตัวกลับไม่สะทกสะท้านต่อความโกรธเกรี้ยวที่สร้างขึ้นมากลบเกลื่อนนั้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับถอยห่างออกไปเล็กน้อย ยืดตัวขึ้นแล้วมองฉู่ชิวไป๋จากมุมสูง จ้องมองริมฝีปากที่บวมแดงและชุ่มชื้นจากการถูกบดขยี้และเช็ดถูอย่างแรง
ความเงียบที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ไอ้โรคจิตกระตุกโซ่แล้วขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ริมฝีปากเฉียดใบหู ลมหายใจร้อนจัดและถี่กระชั้นรดลงบนต้นคอของเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังชิดติดใบหู
ความรังเกียจและความหวาดกลัวเหมือนตาข่ายที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ห่อหุ้มฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างแ่าจนหายใจไม่ออก เขาััได้ถึงขนที่ลุกชันไปทั้งตัวทีละเส้นๆ
ติ่งหูถูกเลียอย่างรวดเร็วและแ่เบา ปลายลิ้นที่พลิ้วไหวตวัดรัดแล้วคลายออกทันที ราวกับกำลังไล้เลียไอศกรีมที่กำลังละลายท่ามกลางอากาศร้อนระอุในฤดูร้อน น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวจากเครื่องแปลงเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูวิปริตผิดมนุษย์
“งั้นขอถามคุณชายใหญ่... ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ ‘ถูกผู้ชายเอา’ คุณจะสนใจไหม?”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนฉู่ชิวไป๋ไปตลอดชีวิต ก็ได้เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน