จ๋อม! จ๋อม! ..
เสียงร้องเท้าบูทเก่าๆสีน้ำตาลย่ำลงบนน้ำสกปรกสีดำขุ่นที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ั์ตาสีดำสาดส่องไปรอบๆอย่างระแวดระวังก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในมุมมืดแห่งหนึ่งในอุโมงค์ใต้ดิน
เ้าของั์ตาสีดำเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางอย่างชำนาญ ก่อนจะโผล่มาสถานที่หนึ่งซึ่งคือ ท่อระบายน้ำหลักของเมืองซึ่งในอดีตเคยถูกใช้เป็หลุมหลบภัยา
ตอนนี้ภายในท่อระบายน้ำหลักนี้เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากมาย แต่ถึงจะมีผู้คนมากมายกลับแทบไม่มีเสียงสนทนาอะไรเท่าไหร่ สายตาของแต่ละคนราวกลับเป็คนไร้ชีวิต เหม่อมองไปยังเพดานอุโมงค์อย่างไร้ความหวัง
ชายหนุ่มเ้าของั์ตาสีดำถอนหายใจอย่างสังเวชกับภาพตรงหน้า ที่เห็นกี่ทีก็ยังไม่เคยชิน ก่อนจะนึกย้อนไปยังสาเหตุที่ทำให้ผู้คนกลายเป็สภาพอย่างนี้
ในวันนั้น วันที่ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยอุกกาบาตจำนวนนับไม่ถ้วน ตกลงมากระทบลงบนผืนโลก ผืนแผ่นดินสั่นไหวจนแทบยืนไม่อยู่นานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยความสั่นไหวระลอกที่สองที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมอีกทั้งยังกินระยะเวลานานถึง2สัปดาห์
บ้านเรือนที่เคยสวยงามพังทลายไปกว่า90% ผู้คนนับพันภายในเมืองล้มตายราวกับใบไม้ร่วง ผืนแผ่นดินที่เคยงดงามตอนนี้กลับอาศัยอยู่ไม่ได้ จนผู้คนต้องหลบมาอาศัยอยู่ภายในท่อระบายน้ำแสนสกปรกแต่ปลอดภัย
ในระยะเวลาแรกทุกคนต่างก็เฝ้ารอคอยถึงการช่วยเหลือของรัฐบาลรวมถึงองค์กรต่างๆ
1สัปดาห์
2สัปดาห์
3สัปดาห์
.
1เดือน
2เดือน
3เดือน
เวลาผ่านไปนาน3เดือนกลับไร้ข่าวคราวใดๆ นานวันเข้าปัญหาใหม่ก็ปรากฏ เสบียงอาหารเริ่มขาดแคลน จากที่เคยกิน3มื้อต่อวันก็กลายเป็1-2มื้อต่อวันเท่านั้นและบริเวณสถานที่ต่างๆยังมีซากศพผอมแห้งของมนุษย์ที่อดอยากจนตายไปอีกไม่น้อย ยังไม่รวมถึงปัญหาอาชญากรรมต่างๆทั้งปล้น ฆ่า ข่มขืนที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน
จนในที่สุดก็มีผู้กล้าหาญกลุ่มหนึ่งตัดสินใจที่จะออกไปขอความช่วยเหลือเบื้องนอก...
....แต่แล้วกลุ่มคนเ่าั้ก็ไม่ได้กลับมา
หากถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปอาศัยอยู่้าผืนแผ่นดิน ก็เพราะว่า้านั้นปรากฏสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่บนโลกนั้นคือ สัตว์ประหลาด!
รูปร่างหน้าตาของพวกมันคล้ายคลึงกับหมาป่าตามปกติ ที่แปลกคือขนาดพวกมันมีขนาดใหญ่โตกว่าหมาป่าปกติราว2เท่าและกลางหน้าผากของพวกมันมีลายคล้ายกะโหลกมนุษย์สีแดงประดับอยู่
ความสามารถของมันนั้นอยู่นอกเหนือความนึกคิดของคนทั่วไป แม้จะมีขนาดใหญ่โตแต่มันกลับสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูง มีคนเคยเห็นมันะโพรวดเดียวจากระยะ5เมตรเข้าถึงเป้าหมายภายในพริบตา คมเขี้ยวคมกริบของมันนั้นสามารถกระชากคอของมนุษย์ให้ขาดออกจากกันได้อย่างง่ายดายราวกับเต้าหู้
อีกทั้งพวกมันยังออกล่าเป็ฝูง ในทุกๆวันจะมีคนสูญหายไปจากเมืองราวๆ10คน สร้างความอกสั่นขวัญผวาไปทั่วทั้งเมือง เคยมีกลุ่มคนจัดตั้งทีมออกล่าพวกมัน แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับไม่คุ้มกับที่เสียไป ชายฉกรรจ์15คนถูกฆ่าตายเรียบแต่กลับสามารถสังหารพวกมันได้เพียง3ตัวเท่านั้น
หลังจากนั้นผู้คนจึงตัดสินใจพากันหลบหนีลงมาอยู่อาศัยยังท่าระบายที่แสนสกปรกแต่ก็แลกมาด้วยความปลอดภัยในชีวิต
วาสก็เป็อีกคนที่ตัดสินใจย้ายลงมาอยู่ในนี้ั้แ่่แรก สาเหตุเพราะว่าเขาเห็นถึงความร้ายกาจของหมาป่าประหลาดกลุ่มนั้นด้วยตาตนเอง จึงรู้ว่าต่อให้อยู่้าต่อไปก็เหมือนเอาชีวิตไปทิ้ง
ตอนนี้เกือบจะย่างเข้าสู่เดือนที่4แล้วนับั้แ่วันที่โลกเปลี่ยนหรือที่ทุกคนเรียกว่าวันเริ่มต้นยุคมืด
ใน่4เดือนมานี้วาสรู้สึกราวกับว่าเขาได้กลับไปใช้่ชีวิตแห่งความดิ้นรนสมัยอยู่บ้านเกิดอีกครั้ง
ั้แ่วันเริ่มต้นยุคมืดวาสทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด อย่างแรกที่เขาทำคือการเข้าไปปล้นซูเปอร์มาเก็ตร้างภายในตัวเมือง นับว่ายังดีที่เขาเป็พวกแรกๆที่ทำจึงทำให้เขาสามารถกอบโกยอาหารมาได้มากมายก่อนเขาจะนำสิ่งของสัมภาระรวมถึงเสบียงต่างๆไปซ่อนไว้ในที่ลับ
ทุกวันนี้สิ่งที่เขานำติดตัวลอดเวลามีไม่กี่อย่าง สิ่งแรกคือTwin Fang อาวุธคู่กายที่ได้จากเพื่อนสนิทอย่างไทสันที่ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็เช่นไร และเป้เก่าๆที่สะพายอยู่บนหลัง ภายในเป้ถูกบรรจุไปด้วยของใช้จำเป็และเสบียงฉุกเฉินจำนวนหนึ่ง
และสิ่งเดียวที่ตอนนี้เขากำลังทำคือ รอ
รอใครสักคนหนึ่งปลุกระดมให้ผู้รอดชีวิตออกไปเสี่ยงอันตรายในโลกภายนอก ไปค้นหาเมืองอื่นที่อาจยังมีผู้รอดชีวิตหรือกองกำลังทหารให้การปกป้องอยู่
สาเหตุที่เขาไม่เป็คนปลุกระดมเองเนื่องจากตัวเขานั้นเป็เพียงบุคคลโนเนมคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีชื่อเสียงพอจะชักจูงใครต่อใครได้ ยิ่งกลับสถานการณ์เช่นนี้ใครกันจะยอมเชื่อคนแปลกหน้าแล้วตามออกไปเสี่ยงอันตรายกัน
ทุกวันๆวันวาสจะเดินไปยังท่อระบายน้ำสายหลักซึ่งมีผู้คนอยู่เยอะที่สุดและเป็ที่ที่เหมาะแก่การปลุกระดม
วันนี้ก็เช่นกันวาสได้เดินทางมาถึงท่อระบายน้ำสายหลัก เขามองหาตำแหน่งเหมาะๆก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงโดยในมือของเขานั้นยังคงถือtwin fangไว้อยู่ สายตาจับจ้องไปรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ในยุคมืดนี้จิตใจทุกคนต่างตกต่ำจนถึงขีดสุด ทุกคนสามารถกระทำทุกอย่างได้เพื่อให้ตนอยู่รอด นั้นรวมถึงการเข่นฆ่าผู้อื่นด้วย
วาสนั่งรอย่างใจเย็น ภายในใจภาวนาให้มีผู้กล้าสักคนลุกขึ้นมาสู้ เพราะยิ่งอยู่อย่างนี้นานเท่าใดยิ่งไม่ต่างจากรอความตาย เสบียงที่ร่อยหลอลงทุกวันจะยิ่งทำให้การเผชิญอันตรายเบื้องหน้ายิ่งลำบากขึ้นไปอีก
“ทุกคน!!!”ทันใดนั้นเสียงแห่งควาหวังก็ดังขึ้น วาสหัวขวับไปหาต้นเสียงทันที
“ฉันทนอยู่อย่างนี้ไม่ไหวแล้ว พวกเราทนอยู่อย่างนี้ก็ไม่ต่างจากรอความตาย ทำไมเราถึงไม่ออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกเพื่อหาทางรอดละ”ผู้พูดคือชายหนุ่มชาวยุโรปผมทองคนหนึ่ง หน้าตาที่เคยหล่อเหลาทรุดโทรมลงเล็กน้อยแต่ก็ยังคงความหล่อเหลาอยู่ วาสจำได้ว่าชายหนุ่มผมทองคนนี้ชื่อเจค ทิเมอร์ เป็รุ่นพี่ปี4มหาลัยของเขาแถวพ่วงด้วยตำแหน่งประธานสภานักศึกษาอีกด้วย เก่งทั้งด้านวิชาการและด้านกิจกรรม และยิ่งรวมกับหน้าตาที่หล่อเหลาราวกับเ้าชายจึงที่หมายปองของหญิงสาวทั่วทั้งมหาลัย
“นายจะให้เราเอาชีวิตไปทิ้งงั้นหรอ เหอะ!พูดไม่คิด”เสียงขัดคอดังขึ้นมาจากหนึ่งในฝูงชน ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้วจากบรรยากาศตายซากก็เริ่มชีวิตชีวาขึ้น ผู้คนต่างเริ่มพากันไปมุงที่เจสัน
“ทำไมคุณถึงพูดอย่างนั้นละ อยู่ที่นี้ก็ไม่ต่างจากเรารอความตายหรือคุณ้าอย่างนั้น”
“แต่ออกไปตอนนี้ก็ไม่ต่างจากไปตาย อย่างน้อยอยู่ที่นี้ก็ยังตายช้ากว่า”เสียงอันสิ้นหวังดังมาจากปากของหญิงสาวคนหนึ่งในฝูงชน เจคทำท่าเห็นใจก่อนจะเอ่ยว่า
“ผมอยากให้พวกคุณลองคิดดีๆ ถึงแม้โลกข้างบนจะอันตรายแต่หากเราร่วมใจกัน ต้องรอดไปได้แน่ๆ”
“แล้วนายจะทำยังไงกับไอ้พวกสัตว์ประหลาดที่อยู่้าละ ครั้งที่แล้วตายกันเป็เบือยังฆ่าพวกมันได้ไม่กี่ตัว”เจคได้ยินคำถามก็ฉีกยิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เื่นี้ผมคิดแผนไว้แล้ว ครั้งก่อนพวกเราประมาทพวกมันเกินไปและตอนนั้นพวกเรามีคนใช้ปืนไม่กี่คน ที่เหลือล้วนใช้แต่พวกมีดหรืออย่างอื่น แต่ตอนนี้ผมมีทางออกแล้ว”สิ้นคำ เจคก็ผายมือไปทางหนึ่งก่อนจะมีคนผู้หนึ่งเดินออกมา
ผู้ที่เดินออกมาเป็ชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาคนนี้ เขามีท่าทีประหม่าเล็กน้อยเมื่อต้องต้องเป็เป้าสายตาของฝูงชน
“คนๆนี้คือคุณสมิธ เขาเป็คนที่มีงานอดิเรกคือการสะสมอาวุธปืน บ้านของเขาอยู่ที่ชานเมืองและที่บ้านของเขานั้นเต็มไปด้วยอาวุธปืนและะุ มันจะต้องเพียงพอที่จะต่อกรกับหมาป่าพวกนั้นแน่นอน” เมืองที่พวกเขาอยู่นั้นเป็เพียงเมืองเล็กๆที่ห่างไกลจากความเจริญ ภายในเมืองมีเพียงสถานีตำรวจเล็กๆที่มีเ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธปืนที่มีน้อยยิ่งกว่า ดังนั้นยามที่เจอเหล่าหมาป่าประหลาดพวกเขาจึงไม่อาจต่อต้านมันได้
ทุกคนที่ได้ยินเจคกล่าวเริ่มรู้สึกได้ถึงความหวัง เป็ไปตามที่เจคกล่าวหากพวกเขามีอาวุธปืนแล้ว หมาป่าพวกนั้นย่อมไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้
“ละ..แล้วเราจะไปเอาปืนพวกนั้นได้ยังไงกันครับ”เด็กหนุ่มผมสีดำที่อายุพึ่งย่างเข้าสู่่วัยนุ่นเอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆกลัว เจสันทำหน้าลำบากใจก่อนจะเอ่ยว่า
“เราคงต้องหาอาสาสมัครผู้กล้าที่จะออกไปหา”ทุกคนที่ได้ยินต่างหน้าซีดเผือดหันมองหน้ากันเลิ่กลัก ทุกคนต่างมีความกลัวที่จะออกไปข้างนอกไม่มีใครไม่ห่วงชีวิตตนเอง
ผ่านไป5นาที รอบข้างยังเงียบสงัด หน้าตาของเจคเริ่มบิดเบี้ยวอันที่จริงตัวเขาก็ไม่กล้าจะออกไปเช่นกัน แต่ทันใดนั้น
“ฉันเอง!”ผู้พูดคือชายร่างท้วมที่เป็เ้าของที่พักเดิมในสลัมของวาสหรือที่ทุกคนในสลัมรู้จักในนามลุงบาร์น
“เยี่ยม! ในที่สุดเราก็มีผู้กล้าสักที”เจคพูดขึ้นอย่างยินดีและปรบมือเสียงดัง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตบมือกึกก้องดังไปทั่วท่อระบายน้ำ
“เงียบซะ! อยากให้หมาบ้าพวกนั้นมันได้ยินหรือไง”บาร์นตวาดดังลั่น ทำเอาเสียงปรบมือเงียบลงทันที
“ถ้าอย่างงะ...”
“ถึงฉันจะอาสาไปเอาแต่ยังไงฉันก็้าลูกทีมไปขนย้ายอาวุธมาอยู่ดี”เจคที่กำลังเอ่ยกลับถูกบาร์นพูดขัดจังหวะตีหน้าเจื่อนทันที
“อ้อ!ก่อนหน้านั้นฉันต้องทำข้อตกลงก่อนสินะ”บาร์นหันหน้าไปหาเจคก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ในฐานะที่ฉันอาสาที่จะออกไปเสี่ยงเอาอาวุธให้พวกนาย ดังนั้นฉันขออาวุธครึ่งหนึ่งที่มีอยู่”เจคได้ยินเช่นนั้นก็ตีหน้าเครียดก่อนจะเอ่ยว่า
“คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ อาวุธพวกนั้นมีไว้สำหรับปกป้องทุกคน อีกอย่างคุณเพียงแค่คนเดียวจะไปใช้อาวุธพวกนั้นได้หมดได้อย่างไร”
“ใครว่าฉันจะใช้คนเดียว”สิ้นคำก็มีชายฉกรรจ์หลายสิบคนเดินออกมา ก่อนจะมาหยุดอยู่เื้ับาร์น วาสเพ่งสายตาสังเกตดูใบหน้าแต่ละคนก่อนจะพบว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่อยู่ภายในสลัมของเขาทั้งสิ้น
“ตกลงว่ายังไง นายจะยอมรับข้อเสนอของฉัยมั้ยหือ?”เจคปั้นหน้ายากขณะที่กำลังจะเอ่ยคัดค้าน สมิธเ้าของอาวุธปืนทั้งหลายก็รีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่า
“ตกลงครับ ตกลง ตอนนี้ขอแค่ผมออกไปจากที่นี้ได้อะไรก็ยอมทั้งนั้น”
“ฮ่าๆๆ ในเมื่อเ้าของว่าอย่างนั้นฉันก็ไม่ขัดข้อง”เจคถลึงตามองสมิธที่พูดอะไรไม่ยอมปรึกษาเขาก่อน ดูท่าตอนนี้เขาจะคัดค้านอะไรไม่ได้แล้วคงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไป
“เอาละ! วกกลับมาเื่เดิม ฉัน้าคนไปขนย้ายอาวุธพวกนั้นโดยจะมีพวกฉันคอยคุ้มกันใครจะไปบ้าง”
เงียบ
บาร์นถอนหายใจเหมือนกับคิดไว้แล้วว่าผลต้องออกมาแบบนี้ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“คนที่ไปขนย้ายอาวุธกับพวกฉันจะได้รับอาหารที่เพียงพอสำหรับ1สัปดาห์ทันทีหลังเสร็จงาน”
สิ้นคำรอบข้างก็เกิดความวุ่นวายทันที เสบียงสำหรับ1สัปดาห์ นั่นนับเป็เสบียงจำนวนมากพอสมควร เวลานี้เริ่มมีผู้คนอดอยากไม่มีอาหารกินจำนวนมาก พวกเขาทำได้เพียงดื่มน้ำสกปรกที่ไหลย้อยลงมาจาก้าประทังชีวิต
เมื่อได้ยินว่าจะได้รับอาหารสำหรับ1สัปดาห์ พวกเขาก็เกิดความลังเลทันที ความอดอยากทำให้พวกเขาลืมเลือนถึงความอันตรายของโลกภายนอก
“ไม่เกี่ยงว่าจะเป็ชายหรือหญิง ขอแค่มีความแข็งแรงพอสมควร บอกไว้ก่อนใครที่เป็ตัวถ่วง้าฉันจะทิ้งด้านไว้หลังทันทีและฉันรับจำนวนจำกัดเพียงแค่15คนเท่านั้น”สิ้นคำบาร์น คนรอบข้างต่างพูดคุยกันเสียงดังเพราะไม่แน่ใจว่าตนจะมีความสามารถเพียงพอหรือไม่ หากขึ้นไปแล้วเป็ตัวถ่วงคงจะถูกทิ้งไว้ด้านหลังกลายเป็เหยื่อของหมาป่าเป็แน่
ผ่านไปสักในที่สุดก็มีคนยกมือขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยบุคคลอื่นอีกหลายคน
“คนที่ตัดสินใจจะไปให้อกมายืนข้างหน้าฉัน”บาร์นเอ่ยเสียงดัง ก่อนบุคคลต่างๆเดินเรียงมาหาเขา
“1 2 3.. 12 13 14 ขาดอีกหนึ่งคน!”บาร์นเอ่ยเสียงดัง วาสตอนนี้ยืนเงียบอยู่ท่ามกลางฝูงชน อันที่จริงเขาก็เริ่มมีปัญหาเื่เสบียงแล้วเช่นกัน
เสบียงที่เหลืออยู่ตอนนี้เพียงพอให้เขาใช้ได้เพียง3-4วันเท่านั้น หากได้เสบียงจากบาร์นมามันจะทำให้เขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเื่นี้ไปพักใหญ่เลยทีเดียว
แม้ใจหนึ่งจะสงสัยว่าบาร์นไปหาเสบียงมากมายมาจากไหน แต่ดูท่าตอนนี้เขาคงต้องสียงเชื่อใจบาร์นแล้ว
สองเท้าเยื้อย่างออกมาจากฝูงชนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของบาร์น บาร์นที่มองเห็นชายหนุ่มตรงหน้าเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งสายตามองหน้าวาสก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็ลูกค้าเก่าของตน
“หือ! แกเองหรอเ้าหนูวะ-สาน ชื่อแกนี้เรียกยากแฮะ ไม่เห็นหน้านานนึกว่าตายไปแล้วซะอีก”วาสพยักหน้ารับเงียบๆก่อนเอ่ยว่า
"เรียกผมว่าวาสเถอะครับ"บาร์นพยักหน้ารับ ก่อนจะเห็นที่มือทั้งสองข้างของวาสถือTwin Fangอยู่ก็ตาลุกวาว เอ่ยอย่างยินดีว่า
“ดีๆ ได้แกมาเหมือนได้ทั้งคนคุ้มกันทั้งคนขนของ”สิ้นคำบาร์นก็ละความสนใจต่อวาสก่อนจะหันไปเอ่ยกับเหล่าผู้อาสามาขนของทั้งหมดว่า
“เอาละ ในเมื่อครบแล้วก็ตามฉันมา”บาร์นออกเดินนำไปยังท่อระบายน้ำย่อยที่อยู่ข้างทางตามไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ในสลัมทั้งหลาย เหล่าผู้ขนของต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินตามไป ท่ามกลางสายตาของผู้รอดชีวิตทั้งอุโมงค์หลัก
เดินเข้าไปในความมืดครู่หนึ่งบาร์นก็นำทุกคนมาถึงปากทางเข้าที่อยู่ของเขาซึ่งเป็ตะแกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่ผุพังจนมีรูพอให้คนลอดผ่าน ด้านหน้านั้นถูกยืนเฝ้าไว้ด้วยชายร่างใหญ่สองคนที่ถือปืนอยู่
ชายสองคนที่เห็นบาร์นเดินมาก็ก้มหัวลงให้เล็กน้อยก่อนจะเปิดทางให้ วาสที่เห็นเช่นนั้นก็พึ่งจะรู้ว่าบาร์นนับว่าเป็บุคคลที่มีอิทธิพลไม่เบา ถึงว่าหอพักที่เขาอาศัยอยู่ถึงไม่มีใครกล้ามารบกวนผิดกับที่อื่น
หลังเดินผ่านตะแกรงเหล็กเข้าไป สภาพภายในก็ประจักษ์ต่อสายตาทุกคน ด้านในนั้นเป็หลุมลึกที่มีพื้นที่ครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ไร้ทางออกคาดว่าน่าจะเป็ที่บ่อพักน้ำเสีย ภายในบ่อพักน้ำเสียที่เคยเต็มไปด้วยน้ำสกปรกกลับสะอาด ไร้กลิ่นเน่าเหม็นบ่งบอกว่ามีผู้คนคอยทำความสะอาดเป็ประจำ
ภายในนั้นเต็มไปด้วยกระโจมที่ทำขึ้นอย่างลวกๆน้อยใหญ่มากมาย มีผู้คนอาศัยอยู่ราวๆ50-60คน ส่วนใหญ่เป็เด็กและผุ้หญิงและมีวัยรุ่นอยู่บางส่วน
วาสมองภาพเบื้องหน้าอย่างสนใจ สภาพที่นี้นับว่าดีที่สุดเท่าที่เขาเห็นตลอด4เดือนนี้ บาร์นที่เดินนำถูกทักทายตลอดสองข้างทาง ซึ่งเขาก็ทักทายตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหยุดเดินหันมามองเหล่าผู้ขนของทั้งหลายแล้วเอ่ยว่า
“ที่ฉันพาพวกแกมาที่นี้เพราะว่าฉัน้าให้พวกแกกินให้อิ่มพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อป้องกันการผิดลาดในวันพรุ่งนี้”เมื่อได้ยินคำว่ากิน ดวงตาของอาสาสมัครขนของทั้งหลายต่างตาลุกวาว
“พวกแกเดินตามคนของฉันไป เสร็จแล้วให้พักที่นี้นอนพักผ่อนซะให้เต็มที่ ถึงเวลาฉันจะให้คนไปตามเอง”บาร์นเอ่ยก่อนจะพยักหน้าให้ชายคนหนึ่ง วาสลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจตามชายคนนั้นไป
หลังจากกินอาหารจนอิ่มแล้วชายคนนั้นก็พาเหล่าผู้ขนของไปยังมุมหนึ่งซึ่งมีผ้าปูหยาบๆไว้แล้วบอกให้พวกเขานอนที่นี้ซึ่งพวกเขาก็ทำตามแต่โดยดียกเว้นวาส
เขาเดินไปหาชายลูกน้องบาร์นก่อนจะเอ่ยว่า
“ผม้าคุยกับคุณบาร์นสักหน่อย”
“หา!”ชายคนนั้นขมวดคิ้วเล้กน้อย แต่เมื่อเห็นเป็วาสก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเจอวาสในสลัมก็ชั่งใจเล็กน้อย ก่อนจะบอกให้วาสเดินตามเขามา
วาสเดินตามไปเรื่อยๆจนมาหยุดลงที่มุมหนึ่ง ก่อนจะเห็นว่าบาร์นกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเปลอเนกประสงค์
บาร์นที่เห็นคนของตนนำวาสมาก็เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกวักมือเรียกวาส และให้ลูกน้องตนไปทำอย่างอื่น
“ว่าไงละไอ้หนูวาส ้าอะไร?”วาสได้ยินเช่นนั้นก็ถามตรงประเด็นทันที
“คุณมีเสบียงจะจ่ายตามที่พูดไว้จริงหรอ”บาร์นนิ่งเล็กน้อย ก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกมายาวเหยียดแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ไม่มี!”วาสหน้าเครียดทันที ขณะที่กำลังจะเอ่ยอะไรต่อนั้น บาร์นก็เอ่ยขัดขึ้นมาว่า
“แต่ฉันรู้สถานที่ที่มันมีเสบียงจำนวนมากเก็บไว้อยู่”วาสได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง
“คุณมั่นใจได้ยังไงว่าเสบียงเ่าั้ยังคงเหลืออยู่”
“เพราะฉันเป็ผู้อพยพกลุ่มสุดท้ายที่ลงมาอยู่ที่นี้นะสิ ก่อนจะมาฉันพบมันแล้วนะสิ แต่ตอนนั้นต้องหนีเอาตัวรอดก่อนจึงไม่ได้แวะไปเอา”
“แล้วเสบียงพวกนั้นมันอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ในรถคอนเทรนเนอร์2คันที่จอดไว้ปั้มน้ำมันทางเดียวกับบ้านที่เราจะต้องไปเอาอาวุธ”
“งั้นแสดงว่าคุณจะขับรถคนนั้นมาอย่างั้นหรอ”
“ใช่”วาสพยักหน้ารับ และลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามว่า
“พรุ่งนี้คุณคิดว่าเราจะทำสำเร็จมั้ย”
“โอกาสสำเร็จราวๆ80%ถ้าไม่เจอพวกหมาบ้านั่น อีก20%ที่จะพลาดคือปั้มน้ำมันนั้นะเิไปแล้วหรือบ้านเ้าสมิธนั้นถล่มไม่ก็ถูกธรณีสูบ”วาสหน้าย่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“แล้วถ้าเจอละพวกหมาบ้านั้นละ”
“โอกาสสำเร็จราวๆ40%” แม้จะคิดไว้แล้ว แต่เขาก็รู้สึกใจหายไม่น้อย
“คุณจะนำคนคนไปเท่าไหร่อาวุธเท่าไหร่”
“ชายสมบูรณ์พร้อม20คน ใช้ปืน10คน ที่เหลือก็ใช้อาวุธที่พอจะหาได้”วาสหน้าเครียด มีคนถืออาวุธเพียงแค่10คนนับว่าน้อยพอสมควร แต่ถึงยังไงก็ต้องไปเพื่อความอยู่รอดของตน
วาสถอนหายใจยาวเหยียด สายตาเหม่อมองไปรอบๆ มองผู้คนกำลังดำเนินชีวิตอย่างเงียบๆก่อนจะเอ่ยถามบาร์นว่า
“พวกคนเหล่านี้มาจากไหน”
“หึหึ ก็คนในสลัมนั่นแหละ”บาร์นเอ่ยอย่างขำๆ
“ทำไมผมไม่เห็นพวกขี้ยาหรือพวกสวะสังคมสักตัวเลยละ”ที่วาสเอ่ยถึงคือพวกส่วนใหญ่ที่เขาพบในสลัมเป็ประจำ แต่เมื่อมาที่นี้กลับไม่เห็นแม้แต่น้อย
“ฉันจะเอาพวกมันมาทำไมละ แค่นี้ก็ยุ่งยากพอแล้ว”
“คุณเป็คนคุมที่นี้สินะ”
“ก็เป็มาตลอดั้แ่อยู่สลัมนั้นแหละ”วาสมองบาร์นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ดูท่ายังมีเื่ที่เขายังไม่รู้เกี่ยวกับชายคนนนี้อีกเยอะเลยทีเดียว
“คุณนี้ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ซะเนียนเลยนะ”
“แกก็ไม่ต่างกันหรอกไอ้หนู”แววตาเฉยชาไม่สนโลกกระตุกวูบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองบาร์นเงียบๆ
“หวังว่าคุณจะเชื่อใจได้นะบาร์น”วาสยังไงก็ยังเป็วาสอยู่วันยังค่ำ แผลที่เคยโดนหักหลังย้ำเตือนเขามาจนถึงทุกวันนี้
“ฉันไม่ใช่พวกชอบหักหลังหรอกนะไอ้หนู”บาร์นเอ่ยเสียงเรียบจ้องหน้าวาสกลับไปอย่างไม่หวั่นเกรง วาสพยักหน้าก่อนจะหันไปมองทางอื่นซ่อนสีหน้าเ็าไว้ไม่ให้บาร์นเห็น
‘ถ้าคุณกล้าหักหลังผมเราจะได้เห็นดีกัน’