“ต้องยอมรับว่าวิธีที่เจ้าใช้ก็ถือว่าดียิ่ง จับนิสัยข้าได้อย่างถ่องแท้ อีกทั้งคดีนี้ก็เป็นคดีอยุติธรรมจริง ข้าเองก็พอรู้มาบ้าง” ฟู่จือเหิงไขว้ขา กอดอกหัวเราะเย็น “แต่เจ้าลืมไปหรือว่าข้าฟู่อันเกอเป็นคนเช่นไร”
“เชิญท่านกล่าว” ฉู่จวินหลันยิ้มพลางคิดในใจ ที่แท้ฟู่จือเหิงก็มีชื่อรองว่า ‘อันเกอ’
“เจ้าประเมินข้าในใจสตรีต่ำเกินไป เส่ว์อิ่งที่เจ้าให้เงินมาเล่นละครต่อหน้าข้า พอขึ้นมาบนห้องก็สารภาพกับข้าตรงๆ ข้านั่งอยู่ในห้องนี้เกือบครึ่งคืน คาดว่าคุณชายที่รออยู่ห้องข้างๆ คงร้อนใจนัก อยากดูบทความของข้าใช่หรือไม่”
“คุณชายฟู่ช่างหลักแหลมเกินคน ข้าผิดไปแล้ว” ฉู่จวินหลันลุกขึ้นเดินไปยังห้องด้านนอกช้าๆ
โคมไฟผ้าแพรที่อยู่มุมห้องส่องสว่าง ยามนี้นางก้าวทวนแสงนั้นออกมา
ฟู่จือเหิงลุกขึ้นยืน จึงเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สูงเพียงปลายจมูกตน ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามประหนึ่งสลักจากหยก ดวงตาเป็นประกายมีชีวิตชีวา ใบหน้างดงามไร้ที่ติ ความโกรธที่แทบจะถูกหลอกใช้เมื่อครู่ก็พลันหายไปครึ่งหนึ่ง
“คุณชายฟู่” ฉู่จวินหลันยอบกายเคารพ เอ่ยอย่างจริงจังว่า “มือปราบหยวนถูกใส่ร้ายจริง ต่อให้เขาจะฆ่าคนไปบ้างก็มีเหตุผลที่เข้าใจได้ แต่คนที่ชั่วร้ายแท้จริงคือคุณชายหลิว เรื่องนี้เกี่ยวโยงกว้างขวาง หากคุณชายฟู่ไม่ช่วย เกรงว่ามือปราบหยวนคงไม่รอด”
“แล้วอย่างไร” ฟู่จือเหิงกอดอกเลิกคิ้ว “เขาจะถูกใส่ร้ายหรือน่าสงสารแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า”
ฉู่จวินหลันก้มหน้า ครานี้นางเข้าใจชัดแล้วว่านิสัยอีกฝ่ายเป็นเช่นไร และรู้ว่าการวางแผนของนางไปแตะต้องจุดอ่อนไม่อาจล่วงเกินได้
“เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าไม่ส่ง” ฟู่จือเหิงที่สีหน้าบึ้งตึงโบกแขนเสื้อ แล้วหันกายเดินกลับเข้าไปในห้องด้านใน
ฉู่จวินหลันรู้ดีว่าฟู่จือเหิงหยิ่งทะนง ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดใช้เป็นเครื่องมือ
นางไม่เซ้าซี้ต่อ เพียงประสานมือกล่าว “คุณชายฟู่โปรดอภัย วันนี้เป็นข้าที่บุ่มบ่ามเกินไป พรุ่งนี้ข้าจะไปขอขมาท่านถึงที่”
ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องไปทันที
ฟู่จือเหิงยืนกอดอกหันหลังให้ฉู่จวินหลัน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปก็หันกลับมา เห็นแผ่นหลังแบบบางตั้งตรงของเด็กหนุ่มกำลังก้าวออกจากห้อง
เขาแค่นเสียงเบาแล้วเดินไปยังโต๊ะหนังสือ พอก้มหน้าเห็นสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ใต้ตัวอักษร ‘โง่’ ที่ลากเส้นสะบัดอย่างบ้าบิ่น กลับมีตัวอักษรที่ใหญ่ยิ่งกว่า ‘สะท้อนกลับ’
เขาพินิจอยู่นานจึงเข้าใจความหมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งขบขัน จนเผลอยิ้มออกมา นิ้วยาวดีดไปบนอักษรนั้นเบาๆ พลางกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าเด็กบ้า”
ฉู่จวินหลันกลับมาที่ห้องข้างๆ แล้วเอ่ยอย่างจนใจ “กลับกันเถิด”
เซียวซวี่ที่อยู่ข้างฉู่จวินหลันพยักหน้าเงียบๆ จากนั้นทั้งคู่ก็ลอบออกจากเรือนเฟิงหย่าจากทางบนหลังคามาสิ้นสุดที่ตรอกหนึ่ง
เซียวซวี่เอ่ยถาม “เลิกล้มแล้วหรือ”
“ไม่มีทาง” ฉู่จวินหลันยิ้มเอ่ยต่อ “การคาดคั้นเขาเช่นนั้นนับว่าไม่ค่อยชอบธรรม แต่หากเลิกล้มหนทางนี้ เกรงว่าคงต้องไปชิงนักโทษจากคุกเท่านั้น หากต้องการสะสางเรื่องนี้อย่างเร็ว ก็ต้องอาศัยปลายพู่กันของเขาสร้างความฮือฮา วันพรุ่งนี้ข้าจะใช้โฉมหน้าที่แท้จริงไปเยือนด้วยตนเอง อธิบายให้กระจ่างแล้วค่อยร้องขอความช่วยเหลือ นั่นถึงจะไม่เสียความซื่อตรง”
โฉมหน้าที่แท้จริง?
กล้ามเนื้อทั่วร่างของเซียวซวี่ตึงเครียดทันที “ในชุดสตรีหรือ”
“ใช่น่ะสิ” ฉู่จวินหลันกล่าวต่อ “ความช่วยเหลือและความไว้วางใจต้องเริ่มต้นจากความจริงใจ ข้าผิดเองที่ฉวยโอกาสจากเขา ครานี้ย่อมต้องขอโทษด้วยความจริงใจ”
ริมฝีปากของเซียวซวี่ขยับเล็กน้อย แต่กลับนึกหาคำมาห้ามไม่ออก
ฉู่จวินหลันกลั้นหาวหนึ่งครั้ง “ช่างเถิด เวลานี้ก็ล่วงมามากแล้ว ข้าขอกลับก่อน พรุ่งนี้อย่าลืมมาฝังเข็มล่ะ”
พูดจบก็โบกมือหันหลัง หาทิศทางกลับเรือน แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานข้ามกำแพงเหินหลังคาจากไปอย่างรวดเร็ว
ฮั่วเย่ชิงอุทานอย่างตกตะลึง “ชายาของท่านช่างคล่องแคล่วและท่าทางงดงามนัก!”
จิ่งอวี้ก็เอ่ยว่า “วันพรุ่งชายาซื่อจื่อจะไปพบฟู่จือเหิง เรื่องที่นางจะขอความช่วยเหลือต้องสำเร็จแน่”
“ทำไมเล่า” ฮั่วเย่ชิงเอ่ยถาม
จิ่งอวี้เม้มปากกล่าว “โง่อีกแล้ว ท่านลืมไปแล้วหรือว่าฟู่จือเหิงโปรดสิ่งใดที่สุด ชายาซื่อจื่อมีรูปลักษณ์เช่นนั้น หากเปลี่ยนกลับไปใส่ชุดสตรี เกรงว่าแค่ยิ้มเล็กน้อย เรื่องก็สำเร็จแล้ว พวกเรา…”
จิ่งอวี้ยังพูดไม่ทันจบ ฮั่วเย่ชิงก็รีบเอามือปิดปากเขาไว้ แล้วหันไปส่งยิ้มกลบเกลื่อนให้เซียวซวี่ที่สีหน้าบึ้งตึงยิ่งนัก ส่วนจิ่งอวี้ก็เต็มไปด้วยความเสียใจนัก อยากฉีกปากตัวเองให้ขาดเสียจริง
เซียวซวี่มองไปทางจวนตระกูลฉู่ สีหน้าที่เย็นเยียบยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
หลังฉู่จวินหลันกลับถึงจวน นางนอนพักเพียงชั่วครู่ก็ออกไปเก็บน้ำค้างเช่นเดิม
เช้าวันรุ่งขึ้นที่ภูเขาจวิ้นฮวา หมอกยามเช้าลอยคลอเคลียทั่ว ท้องฟ้ายังคงไม่สว่าง
ฉู่จวินหลันเห็นสตรีนางนั้นที่หน้าวัดอู่อวิ้นอีกครั้ง นางยังคงคุกเข่าพลางพนมมืออย่างศรัทธาเช่นเดิม
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เหล่าผู้ติดตามต่างหันมอง ครั้นเห็นว่าเป็นฉู่จวินหลันจึงคลายความระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่าสตรีนางนั้นยิ้มให้ตน ฉู่จวินหลันก็ส่งยิ้มกลับไปเช่นกัน
“คุณหนูมาเช้านัก”
สตรีนางนั้นยิ้มเล็กน้อย “ท่านด้วยไม่ใช่หรือ”
ฉู่จวินหลันยกขวดกระเบื้องในมือขึ้นพลางกล่าว “ข้ามาเก็บน้ำค้างกับสมุนไพรทุกเช้า มีเพียงยามนี้เท่านั้นจึงจะทำได้ ไม่เหมือนคุณหนูที่มาสวดมนต์ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า”
สตรีนางนั้นได้ยินคำว่าสมุนไพรก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ที่จวนท่านมีคนป่วยหรือ”
“ใช่ พี่ชายข้าตาบอดน่ะ” ฉู่จวินหลันเห็นอีกฝ่ายดูเหมือนอยากพูดคุย จึงยิ้มพลางก้าวเข้าไปหา
เมื่อสตรีนางนั้นลุกขึ้นยืน หญิงรับใช้กับองครักษ์สองคนที่อยู่ข้างกายก็ก้าวมาจะขวาง แต่สตรีนางนั้นโบกมือห้ามไว้
ฉู่จวินหลันเดาว่าสตรีนางนี้คงไม่ใช่เพียงบุตรสาวตระกูลพ่อค้าธรรมดา ทว่านางก็หาได้ใส่ใจไม่
ทั้งสองฝ่ายต่างทำความเคารพกัน
สตรีนางนั้นเอ่ยยิ้มๆ “ข้ามาอธิษฐานก่อนฟ้าสางที่นี่ครึ่งเดือนแล้ว และมักจะเห็นท่านมาเก็บสมุนไพรให้พี่ชายทุกวัน ดูก็รู้ว่าท่านเป็นผู้ให้ความสำคัญต่อครอบครัว มีใจที่กตัญญู”
“ท่านก็เช่นกันไม่ใช่หรือ” ฉู่จวินหลันยิ้มตอบ
สตรีนางนั้นหัวเราะเบาๆ “ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเองก็ไร้หนทาง มารดาข้าล้มป่วยหนัก ไม่ว่าหมอกี่คนก็รักษาไม่ได้ ต่างบอกว่านางป่วยด้วยโรคร้อนร้ายแรง อาการหนักยากจะฟื้นตัว หากไม่ดีขึ้น อีกห้าปีก็อาจกลายเป็นฝีร้ายจนสิ้นชีพ ข้าหวาดกลัวยิ่งนัก! เห็นนางกินไม่ได้ ดื่มไม่ได้ นับวันร่างกายผ่ายผอมลงเรื่อยๆ ในฐานะบุตรสาว ข้าย่อมทุกข์ใจจนแทบสิ้นสติ”
นางกล่าวพลางเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ
ฉู่จวินหลันเห็นปลายจมูกของอีกฝ่ายแดงก่ำเพราะร้องไห้ก็เวทนายิ่งนัก เอ่ยว่า “จากที่ท่านกล่าวมา มารดาท่านต้องคุมอาหาร ดื่มมากก็ปัสสาวะบ่อย กินมากแต่กลับผ่ายผอม ทั้งยังอ่อนแรงลงทุกวันใช่หรือไม่”
“ใช่ ท่านรู้ได้อย่างไร ท่านมีความรู้ด้านวิชาแพทย์หรือ”
“ข้าไม่เคยพบมารดาท่าน เพียงฟังจากอาการที่ท่านเล่าจึงพอเดาได้ ข้าจะบอกตำรับอาหารสองอย่างให้ท่านลองทำให้มารดากิน อีกทั้งต้องพานางออกเดินเล่นเช้าเย็นวันละครึ่งชั่วยาม และเฝ้าระวังเวลามื้ออาหาร นอกจากผักผลไม้แล้ว ข้าวหรือมันทั้งหลายต้องไม่เกินหนึ่งกำมือของท่าน”
“และห้ามกินของหวานและน้ำตาลต่างๆ เด็ดขาด ผลไม้ก็อย่ากินเกินสี่ตำลึงต่อวัน หากทำตามนี้ร่วมกับเทียบยาที่หมอประจำจวนสั่งให้ อาการของมารดาท่านย่อมทุเลาลง หากคุมได้ดี ต่อให้หลายสิบปีก็ใช่ว่าจะถึงตายอย่างที่ว่า”
ฉู่จวินหลันจึงบอกตำรับอาหารสองอย่างกับนาง แม้นางยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังกล่าวขอบคุณฉู่จวินหลัน
ฉู่จวินหลันร่ำลานางแล้วก็ไปเก็บน้ำค้างเช่นทุกวัน เมื่อเห็นว่ามีสมุนไพรสดใหม่ก็เก็บติดมือมาด้วย
ครั้นกลับถึงจวนก็เห็นว่าลานเรือนมีบางอย่างผิดปกติ
แม้แต่บ่าวคนหนึ่งก็ไม่มี! จื่อเยียนกับพวกไช่มามาล้วนหายไป!
นางฉงนใจจึงรีบเดินออกจากลานเรือน ก็พบกับเหมยกุ้ยสาวใช้จากเรือนฮูหยินผู้เฒ่าเดินมาอย่างเร่งรีบพอดี “คุณหนูสาม ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังหาท่านอยู่เจ้าค่ะ!”
“เกิดอะไรขึ้น จื่อเยียนอยู่กับท่านย่าหรือไม่”
เหมยกุ้ยตอบ “คุณหนูสามไปก็จะรู้เองเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันไม่ถามต่อ รีบก้าวไปยังเรือนใหญ่ทันที
ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปกลับเห็นภาพที่ทำให้นางแทบเลือดขึ้นหน้า!
จื่อเยียนคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้างดงามบวมแดงราวหัวไชเท้า ดวงตาบวมปิดจนลืมไม่ขึ้น! โดยมีไช่มามายืนเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจอยู่ด้านข้าง ส่วนสะใภ้หลิวซุ่นเป่า ลวี่ถี และลวี่หลัว ต่างมีสีหน้าเดือดดาล
ฉู่จวินหลันที่สีหน้าไร้อารมณ์เดินไปหาจื่อเยียนช้าๆ ดวงตางดงามจ้องฮูหยินผู้เฒ่ากับฉู่ไฉเหลียง
“อาศัยจังหวะที่ข้าไม่อยู่ลงโทษคนของข้าเช่นนั้นหรือ”