หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 8
รัชทายาทใต้ม่านโรค
เช้าวันถัดมา ตำหนักอวี้หลันเต็มไปด้วยร่องรอยของคืนแห่งการลอบสังหาร แม้ฝูอันจะสั่งให้คนทำความสะอาดพื้น เปลี่ยนม่าน เปลี่ยนเครื่องหอม และซ่อมหน้าต่างที่แตก แต่กลิ่นควันกำยานกับเืเก่ายังแฝงอยู่ในอากาศราวกับไม่ยอมสลาย
ทหารจากกรมอาญาวังที่เคยยืนรอด้านนอกหายไปแล้ว ไม่ใช่เพราะพวกเขายอมแพ้ แต่เพราะหลังนักฆ่าดอกเหมยดำบุกเข้าตำหนักอวี้หลันกลางคืน หากกรมอาญาวังยังยืนกรานจะนำตัวเซวียนอี้ออกไปทันที ย่อมเท่ากับยอมรับว่าตนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
วังหลวงจึงเงียบลงชั่วคราว แต่เป็ความเงียบแบบเดียวกับผิวน้ำก่อนพายุ
หลี่เฉิงเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เปิดบันทึกของอดีตฮองเฮาหลินอีกครั้ง เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านข้าง ไม่เกินสามก้าว าแของเขาถูกพันใหม่เรียบร้อย แต่หลี่เฉิงเยว่ยังสั่งให้เขานั่งทุกครึ่งชั่วยาม แม้อีกฝ่ายจะทำหน้าเหมือนกำลังถูกลงโทษก็ตาม
ฝูอันเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ "องค์ชาย รัชทายาทเสด็จมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
"รัชทายาท?"
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จมาพร้อมเกี้ยวเล็กและหมอหลวงสองคน บอกว่าได้ยินว่าองค์ชายทรงประชวร จึงมาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง"
"อาจเป็กับดักพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
หลี่เฉิงเยว่มองบันทึกในมือ "กับดักแน่นอน" ฝูอันหน้าซีด "เช่นนั้นกระหม่อมจะทูลให้เสด็จกลับ…"
"ไม่ต้อง" หลี่เฉิงเยว่ปิดบันทึก "เพียงแต่ต้องดูให้ดีว่ากับดักนี้วางไว้เพื่อจับใคร"
ไม่นาน รัชทายาทหลี่ฉางิก็ถูกพาเข้ามาในตำหนักอวี้หลัน เขาอายุห่างจากหลี่เฉิงเยว่หลายปี ใบหน้าซีดเซียว รูปร่างผอมกว่าที่ตำแหน่งรัชทายาทควรจะเป็ แต่ท่าทางยังคงอ่อนโยนและสูงศักดิ์ สวมอาภรณ์สีฟ้าเทาปักลายเมฆ ข้างกายมีขันทีและหมอหลวงติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อเห็นหลี่เฉิงเยว่ เขายิ้มบาง ๆ "น้องสาม"
"ถวายบังคมรัชทายาท" หลี่เฉิงเยว่คำนับตามฐานะ
หลี่ฉางิถอนใจเบา ๆ "ระหว่างพี่น้อง เ้าจำเป็ต้องห่างเหินเพียงนี้หรือ"
"ในวังหลวง ความห่างเหินช่วยให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้นพ่ะย่ะค่ะ"
รัชทายาทชะงักเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ "เ้าพูดเหมือนมารดาไม่มีผิด"
คำว่ามารดาทำให้อากาศในห้องเย็นลงทันที เซวียนอี้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นครึ่งก้าว หลี่เฉิงเยว่สบตารัชทายาท "รัชทายาทหมายถึงพระสนมซู หรืออดีตฮองเฮาหลิน"
ขันทีและหมอหลวงที่ติดตามมาพลันหน้าซีด รัชทายาทหลี่ฉางิไอเบา ๆ ใช้ผ้าเช็ดปาก ก่อนหันไปสั่งคนของตน "พวกเ้ารอด้านนอก ข้ามีเื่จะคุยกับน้องสาม"
หมอหลวงลังเล "แต่พระวรกายของรัชทายาท…"
"ออกไป" น้ำเสียงยังอ่อนโยน แต่หนักแน่นอย่างยิ่ง
ผู้ติดตามทั้งหมดจำต้องถอยออกไป ฝูอันเองก็ถอยออกไปยืนเฝ้าหน้าประตู เหลือเพียงหลี่เฉิงเยว่ เซวียนอี้ และรัชทายาทในห้อง
หลี่ฉางิมองเซวียนอี้ "ทหารเอกผู้นี้ไว้ใจได้?"
"เขาคือคนที่ข้าไว้ใจ" หลี่เฉิงเยว่ตอบทันที
เพียงประโยคเดียว เซวียนอี้ก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกวางลงบนฝ่ามือใครบางคนอย่างเบามือ
รัชทายาทมองทหารหนุ่มอยู่นาน "เช่นนั้นก็ดี" เขาไออีกครั้ง คราวนี้ผ้าขาวมีเืจาง ๆ ติดอยู่
"พระองค์ถูกวางยาหรือ" หลี่เฉิงเยว่เห็น
รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ "เ้าเริ่มถามตรงขึ้นมาก"
"เพราะข้าเสียเวลาฟังคำโกหกมามากพอแล้ว"
รัชทายาทนิ่งไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาอ่อนลง "ใช่ ข้าถูกวางยา"
แม้คาดไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำยืนยัน หลี่เฉิงเยว่ก็ยังรู้สึกเย็นในอก "โดยฮองเฮา?"
รัชทายาทหลุบตา "มารดาเลี้ยงของข้า"
"มารดาเลี้ยง?" หลี่เฉิงเยว่จ้องเขา
รัชทายาทเงยหน้าขึ้น "เ้ากับข้าเกิดจากมารดาเดียวกัน"
ทั้งห้องเงียบลงทันที แม้แต่เสียงลมนอกหน้าต่างก็เหมือนหยุดไปชั่วขณะ เซวียนอี้มองหลี่เฉิงเยว่โดยไม่รู้ตัว องค์ชายสามยืนนิ่ง ใบหน้าไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วที่วางบนโต๊ะกดลงจนข้อนิ้วซีด
รัชทายาทพูดต่อ "อดีตฮองเฮาหลินคือมารดาของเรา เ้าถูกเปลี่ยนชื่อมารดาหลังนางถูกกล่าวหาว่าฏ ส่วนข้าถูกฮองเฮาคนปัจจุบันรับไปเลี้ยงในฐานะโอรสของนาง เพื่อรักษาตำแหน่งรัชทายาทไว้ในมือ"
"เหตุใดพระองค์ไม่เคยบอกข้า" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงต่ำ
"เพราะข้าไม่แน่ใจว่าเ้าควรรู้หรือไม่"
"ทุกคนชอบตัดสินแทนข้าเสมอ"
รัชทายาทยิ้มเศร้า "ใช่ และข้าก็ผิดไม่ต่างจากพวกเขา"
หลี่เฉิงเยว่มองเขาอยู่เนิ่นนาน ในใจมีบางอย่างปริแตกออกอย่างเงียบงัน เขาไม่เพียงถูกพรากความทรงจำ แต่ถูกพรากมารดา พรากพี่ชาย พรากชาติกำเนิด และถูกเลี้ยงให้เชื่อว่าตนเป็เพียงโอรสโดดเดี่ยวของพระสนมที่ไม่มีใครเอ่ยถึง
"คืนนั้นเกิดอะไรขึ้น" เสียงของเขาเบากว่าปกติ
รัชทายาทหลี่ฉางิหลับตาลง "มารดาของเรารู้ว่าฮองเฮาคนปัจจุบัน ซึ่งเวลานั้นยังเป็กุ้ยเฟย ลอบวางยาข้าเพื่อทำให้ร่างกายอ่อนแอ นางยังพบหลักฐานว่ากุ้ยเฟยร่วมมือกับขุนนางฝ่ายกรมอาญาปลอมราชโองการบางฉบับเพื่อโยกย้ายทหารชายแดน"
เซวียนอี้แววตาเคร่งขึ้น — ทหารชายแดน เื่นี้อาจเกี่ยวข้องกับการที่เขาถูกส่งไปชายแดนในคืนนั้น
รัชทายาทพูดต่อ "มารดาตั้งใจนำหลักฐานถวายฝ่าา แต่ก่อนถึงวันนั้น นางถูกกล่าวหาว่าติดต่อฏ ตำหนักของนางถูกปิดล้อม ส่วนเ้า…" เขามองหลี่เฉิงเยว่ "เ้าถูกซ่อนไว้ในตำหนักเย็นเก่า เพราะมารดารู้ว่ามีคน้าใช้เ้าเป็ตัวประกัน"
หลี่เฉิงเยว่กำมือแน่น "แล้วไฟไหม้?"
รัชทายาทเสียงแหบลง "ไม่ใช่อุบัติเหตุ" ความเงียบกดทับลงหนักกว่าเดิม "มีคนจุดไฟเพื่อทำลายหลักฐานและฆ่าพยาน แต่พวกเขาไม่คิดว่าจะมีเด็กอีกคนฝ่าไฟเข้าไปช่วยเ้าออกมา" สายตาของรัชทายาทเลื่อนไปยังเซวียนอี้ "เด็กคนนั้นคือเ้า"
"กระหม่อมจำได้ไม่ครบพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
"จำไม่ครบอาจเป็โชคดี" รัชทายาทไอจนตัวสั่น คราวนี้เืติดผ้ามากกว่าเดิม
"ยาที่พระองค์ได้รับคืออะไร" หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
"ยาช้า ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงทีละน้อย หมอหลวงบอกว่าข้าป่วยเรื้อรัง แต่ข้ารู้ว่าตนเองถูกทำให้ป่วย"
"เหตุใดนางไม่ฆ่าพระองค์"
รัชทายาทยิ้มบาง "เพราะรัชทายาทที่ป่วยแต่ยังมีชีวิต มีประโยชน์กว่าศพ ข้าสามารถเป็ฉากบัง ให้นางคุมราชสำนักผ่านชื่อของข้า"
"แล้วข้า?" หลี่เฉิงเยว่หลุบตา
"เ้าคือสิ่งที่นางกลัว"
"เพราะข้ามีสิทธิ์ในบัลลังก์?"
รัชทายาทมองเขานิ่ง ๆ "เพราะก่อนมารดาตาย ฝ่าาเคยมีพระราชประสงค์จะมอบตราจันทร์ให้เ้า"
"ตราจันทร์คืออะไรพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
รัชทายาทตอบช้า ๆ "ตราลับของราชวงศ์ ใช้รับรองราชโองการในยามที่บัลลังก์ถูกแทรกแซง หากตราัคืออำนาจต่อหน้าแผ่นดิน ตราจันทร์คือคำสัตย์ที่ซ่อนไว้ในเงา"
หลี่เฉิงเยว่คิดถึงรอยเว้าด้านหลังหยก "ตรานั้นอยู่ที่ใด"
รัชทายาทล้วงของสิ่งหนึ่งออกจากอกเสื้อ เป็ปิ่นเล็กสีเงิน รูปดอกเหมยขาว ครึ่งหนึ่งมีรอยไหม้ดำ แต่ไม่เสียรูป "มารดาทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ข้า บอกว่าหากวันหนึ่งหยกสองครึ่งกลับมาประกบกัน ให้นำสิ่งนี้มอบให้เ้า" เขาวางปิ่นลงบนโต๊ะ "ข้ารอมาสิบห้าปี"
หลี่เฉิงเยว่มองปิ่นนั้น หัวใจเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เซวียนอี้หยิบหยกสองครึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อพลิกด้านหลัง รอยเว้าตรงกลางดอกเหมยขาวดูพอดีกับปลายปิ่นอย่างน่าประหลาด
หลี่เฉิงเยว่รับปิ่นมา เสียบปลายปิ่นลงในรอยเว้านั้น เสียงคลิกเบามากดังขึ้น หยกสองครึ่งแยกชั้นออกจากกันอย่างช้า ๆ ภายในช่องลับเล็ก ๆ มีตราทองขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือซ่อนอยู่ ตรานั้นเป็รูปจันทร์เสี้ยวล้อมด้วยดอกเหมย
ตราจันทร์
ฝูอันที่แอบยืนอยู่หน้าประตูแทบลืมหายใจ หลี่เฉิงเยว่ยกตรานั้นขึ้น มันเย็นมาก เย็นเหมือนเก็บคืนหิมะสิบห้าปีไว้ภายใน
รัชทายาทมองตราจันทร์ด้วยแววตาโล่งใจและเศร้าในคราวเดียวกัน "ในที่สุดมันก็กลับมาหาเ้า"
"สิ่งนี้พิสูจน์อะไรได้" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงต่ำ
"ยังไม่พอ" รัชทายาทตอบ "ตราจันทร์ต้องคู่กับราชโองการลับฉบับหนึ่ง มารดาซ่อนมันไว้ในวัดบรรพชน แต่หลังไฟไหม้หอเก็บบันทึกเมื่อคืน ข้าไม่รู้ว่ามันยังอยู่หรือไม่"
"ราชโองการลับเกี่ยวกับอะไร"
รัชทายาทมองเขา "เกี่ยวกับสิทธิ์ของเ้า"
หลี่เฉิงเยว่เงียบ เซวียนอี้ก้าวเข้าใกล้ขึ้นเล็กน้อย รัชทายาทสูดลมหายใจลึก "เฉิงเยว่ เ้าอาจไม่ได้เป็เพียงองค์ชายสามที่ถูกลืม แต่เป็คนที่มารดาและฝ่าาเคยตั้งใจให้เป็ทางรอดของแผ่นดิน หากข้าตายก่อนขึ้นครองราชย์"
คำนี้หนักยิ่งกว่าหิมะถล่ม หลี่เฉิงเยว่ไม่เคยอยากได้บัลลังก์ ไม่เคยอยากเป็หมากในเกมของผู้ใด แต่กลับพบว่าตนถูกวางอยู่กลางกระดานั้แ่ยังไม่รู้จักคำว่าอำนาจ
"พระองค์้าให้ข้าชิงบัลลังก์หรือ"
รัชทายาทส่ายหน้า "ข้า้าให้เ้ามีสิทธิ์เลือก"
เลือก — คำนี้ทำให้หลี่เฉิงเยว่ชะงัก ตลอดชีวิต เขาไม่เคยได้เลือกสิ่งใดมากนัก ความทรงจำถูกพราก มารดาถูกเปลี่ยน ชีวิตถูกขัง แม้แต่คนข้างกายยังถูกสั่งให้แยกออกไป
รัชทายาทมองเซวียนอี้ "และหากเ้าจะเลือกสิ่งใดในวันหน้า จงแน่ใจว่าคนที่ยืนข้างเ้าไม่ถูกพรากไปเสียก่อน"
หลี่เฉิงเยว่กำตราจันทร์แน่นขึ้น ขณะนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก ฝูอันรีบเข้ามา "องค์ชาย คนจากตำหนักคุนหนิงมาถึงพ่ะย่ะค่ะ บอกว่าฮองเฮาทรงทราบว่ารัชทายาทเสด็จมาที่นี่ จึงส่งคนมาเชิญรัชทายาทกลับ"
รัชทายาทยิ้มจาง "นางยังคงรวดเร็วเสมอ"
"พระองค์กลับไปอาจไม่ปลอดภัย" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
"ข้าไม่เคยปลอดภัยอยู่แล้ว"
รัชทายาทลุกขึ้นช้า ๆ ร่างกายของเขาสั่นจนขันทีที่อยู่ด้านนอกต้องรีบเข้ามาประคอง ก่อนออกไปเขาหันกลับมามองหลี่เฉิงเยว่ "น้องสาม"
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้า
"อย่าเพิ่งเชื่อฝ่าาทั้งหมด" ประโยคนั้นเบามากแต่เย็นจนแทงใจ "และอย่าเพิ่งเกลียดพระองค์ทั้งหมดเช่นกัน"
กล่าวจบ รัชทายาทก็เดินออกจากตำหนักอวี้หลันไป เหลือเพียงตราจันทร์ ปิ่นเหมยขาว และคำพูดที่คล้ายคมดาบวางอยู่กลางห้อง
อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าเพิ่งเกลียด
หลี่เฉิงเยว่ยืนเงียบอยู่นาน เซวียนอี้เดินมายืนข้างเขา
"ข้าไม่อยากได้บัลลังก์" เสียงของหลี่เฉิงเยว่เบามาก
"กระหม่อมทราบ"
"แต่ทุกคนกำลังลากข้าเข้าไปหามัน"
"เช่นนั้นพระองค์ต้องไม่เดินตามแรงลาก" เซวียนอี้สบตาอย่างมั่นคง "พระองค์ต้องเดินด้วยเท้าของพระองค์เอง จะไปทางบัลลังก์ หรือออกจากวังหลวง กระหม่อมจะเดินตาม"
หัวใจของหลี่เฉิงเยว่เหมือนถูกแตะเบา ๆ เขาอยากถามว่าตามในฐานะใด — ทหารเอก คนของข้า เด็กชายในกองไฟ หรือสิ่งที่ยังไม่อาจเอ่ยชื่อ แต่เขาไม่ถาม เพราะบางคำถาม เมื่อถามออกไปแล้ว อาจทำให้ทั้งสองไม่มีทางถอย
หลี่เฉิงเยว่เพียงวางตราจันทร์ลงบนฝ่ามือเซวียนอี้ "เก็บไว้กับเ้า"
"สิ่งนี้สำคัญเกินไปพ่ะย่ะค่ะ"
"เพราะสำคัญ ข้าจึงให้เ้าเก็บ"
"องค์ชาย…"
"เ้าจำแทนข้ามาสิบห้าปี เก็บตราอีกชิ้นคงไม่หนักเกินไป"
เซวียนอี้มองตราจันทร์ในฝ่ามือ มันเล็กมาก แต่หนักเหมือนชะตาแผ่นดิน เขากำมันไว้แนบอก "กระหม่อมจะรักษาไว้ด้วยชีวิต…"
หลี่เฉิงเยว่มองเขา เซวียนอี้หยุดทันที แล้วแก้คำ "จะรักษาไว้ด้วยการมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่จึงพยักหน้า "ดี"
นอกตำหนักอวี้หลัน ขบวนของรัชทายาทค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป แต่ไม่มีใครเห็นว่าหลังม่านเกี้ยวสีฟ้าเทา รัชทายาทหลี่ฉางิไอเป็เือีกครั้ง และในเืนั้นมีสีดำปะปนจาง ๆ
เขาหลับตาลง "ข้าให้ตราจันทร์แก่เขาแล้ว"
ขันทีคนสนิทที่ประคองอยู่ข้างเกี้ยวน้ำตาคลอ "รัชทายาท…"
หลี่ฉางิยิ้มเศร้า "ต่อจากนี้ อยู่ที่ว่าน้องข้าจะเลือกทางใด"
ด้านหลังขบวน มีเงาดำสายหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมย มันมองไปทางตำหนักอวี้หลัน ก่อนจะหายไปในเงากำแพง
ดอกเหมยดำเริ่มขยับอีกครั้ง และคราวนี้ เป้าหมายของมันไม่ใช่เพียงองค์ชายสาม แต่รวมถึงรัชทายาทที่เริ่มพูดความจริงมากเกินไปแล้ว