หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จคนในครอบครัวต่างแยกย้ายไปทำงานและเรียนหนังสือเจิ้งหยวนเลยอุ้มหนิวหนิวออกไปเดินเล่นข้างนอกและบังเอิญพบป้าสะใภ้ใหญ่ที่กลับมาจากอำเภอเมืองพอดี
ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งดูเหมือนกำลังพยายามระงับความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในอกและถลึงตาใส่ทันทีที่เห็นเจิ้งหยวน เจิ้งหยวนเหลือบมองตามทิศทางที่เธอมาเป็นทางเข้าตัวอำเภอเมืองก็รู้ทันทีว่าเธอไปทำอะไรดูท่าหลินเสี่ยวหยางจะทำได้ไม่เลว เจิ้งหยวนเหยียดยิ้มมุมปาก แล้วก้มหน้าลงไปหยอกล้อหนิวหนิวในอ้อมแขนต่อ
ครั้นก็ได้ยินเสียงคนในกองใกล้ๆ ถามขึ้น “โอ๊ะคุณแม่ของเทียนหู่นี่นา เธอไปทำอะไรมาน่ะ?”
ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งยังไม่ทันตอบ ก็มีคนพูดอีกว่า“นี่ยังไม่ถึงชั่วโมงเลิกงานเลย? ทำไมกลับมาแล้วเล่า?”
ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งหัวเราะจืดเจื่อนก่อนบอก“วันนี้ฉันไม่ได้ไปทำงานน่ะ”
“เอ๊ะเธอไม่ไปทำงานเหรอ ไม่ไปเก็บแต้มบ้านเธอจะเอาอะไรกิน?”
สิ้นเสียงพูดของคนคนนี้ รอบข้างก็มีหลายคนหัวเราะเฮฮาตามชื่อเสียงด้านความขี้เกียจของเจิ้งเทียนหู่ผู้เป็นลูกชายก็กระฉ่อนไปทั่วทั้งกองเหล่าสะใภ้ในกองเองก็ปากจัดไม่น้อยเมื่อพบป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งจะไม่ชอบหยอกได้อย่างไรป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งโดนพูดใส่จนเสียหน้า พลันเกรี้ยวกราดตอกกลับสตรีสวมชุดคลุมสีฟ้าด้วยสีหน้ามาดร้าย “บ้านฉันกินอะไร ต้องให้เธอมายุ่งเหรอ!”
สตรีในชุดสีฟ้าเริ่มไม่พอใจด้วยแล้ว มีใครในกองไม่ล้อเธอบ้างเหตุใดถึงทีเธอ แม่เทียนหู่กลับยอกย้อนเล่า หมายความว่าคนอื่นพูดได้แต่เธอห้ามพูดหรือ?เธอจึงหัวเราะเยาะคำรบหนึ่งแล้วว่า “บ้านเธอมีน้องสามีเป็นหัวหน้ากองนี่ บ้านฉันไม่จำเป็นต้องยุ่งจริงดังว่า”
ในกองมีใครไม่รู้บ้างว่าแม่ของเจิ้งเทียนหู่ไปยืมเสบียงที่บ้านหัวหน้าเจิ้งทุกปีและไม่รู้จักคืนทั้งปีทั้งชาติจนเจิ้งหยวนต้องไปทวงถึงบ้าน
เจิ้งหยวนหัวเราะเสียงแผ่วเบาเมื่อได้ยินเธอไปทวงเสบียงอาหารที่บ้านคุณลุงตลอดหลายปีใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียวแม้ตนเองจะได้รับชื่อเสียงร้ายกาจมาบ้างแต่ครอบครัวป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเจิ้งหยวนรู้ว่ารั้งอยู่ต่อไฟโทสะต้องมาตกใส่หัวเธอแน่ ป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งกำลังโมโหเธออยู่หากปากไม่มีหูรูด หลุดชื่อหลินเสี่ยวหยางออกมาต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้คงไม่ดีนักเธอเลยเปลี่ยนท่าอุ้มหนิวหนิวและหมุนตัวกลับเข้าบ้าน
“ซิงซิงคอยดูน้องชายเธอไว้แป๊บหนึ่งนะ”เจิ้งหยวนทิ้งหนิวหนิวให้หลานสาวตัวน้อยช่วยดูให้ก่อน แล้วค่อยเดินเข้าห้องครัว
เฉินชุ่ยอวิ๋นที่กำลังเลือกผักอยู่เงยหน้าขึ้นมาถาม“ให้แกพาหนิวหนิวไปเดินเล่นไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับมาแล้วเล่า?”
“บังเอิญเจอป้าสะใภ้ใหญ่เจิ้งน่ะค่ะ”เจิ้งหยวนคุกเข่าลงตรงข้ามเฉินชุ่ยอวิ๋นแล้วหยิบถั่วฝักยาวต้นหนึ่งมาเด็ดตรงที่มีหนอนออกจากนั้นวางสองท่อนที่สภาพยังดีอยู่ลงในกะละมังพลางเอ่ยยิ้มๆ“ฉันเห็นป้าสะใภ้กลับมาจากทางเข้าเมือง โชคดีที่ฉันไปตกลงกับหลินเสี่ยวหยางไว้ก่อนดูจากสีหน้าป้าสะใภ้ใหญ่แล้ว คงสอบถามไม่ได้ความอะไรละมั้งคะ”
เฉินชุ่ยอวิ๋นมีสีหน้าเคร่งเครียด “แกคงไม่ได้เถียงอะไรเธอหรอกใช่ไหม?”
“ไม่สักหน่อย”เจิ้งหยวนหยิบถั่วฝักยาวขึ้นมาอีกฝัก “เมื่อครู่เธออารมณ์เสียมาจากหลินเสี่ยวหยางกำลังหัวร้อนพอดี หากฉันราดน้ำมันลงไปอีก ไฟโทสะไม่โหมกระหน่ำใส่หัวฉันเหรอ? ฉันเลยรีบอุ้มหนิวหนิวกลับบ้านน่ะ”
เฉินชุ่ยอวิ๋นยังคงกังวลใจ เธอวางถั่วฝักยาวลงแล้วว่า“งั้นเธอคงจะยอมแพ้แล้วละมั้ง?”
เจิ้งหยวนเบะปาก “ใครจะรู้ล่ะ ช่างเธอเถอะฉันกับหลินเสี่ยวหยางไม่ยอมรับซะอย่าง เธอจะทำอะไรได้มาไม้ไหนก็มีวิธีรับมือทั้งนั้นแหละ” พอเห็นเฉินชุ่ยอวิ๋นยังมีท่าทางกลัดกลุ้มอยู่เจิ้งหยวนจึงเอ่ยต่อ “แม่ แม่ลองนึกดูว่าตอนป้าสะใภ้ใหญ่ทะเลาะกับฉันเคยชนะฉันรอบไหนบ้าง? แม่วางใจได้ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่มีหลักฐาน ไม่กล้ายั่วยุฉันตามอำเภอใจหรอก”
เมื่อนึกถึงผลการรบอันกล้าหาญของลูกสาวช่วงหลายปีที่ผ่านมาเฉินชุ่ยอวิ๋นก็เขกหัวเธอ ทั้งอยากโกรธและหัวเราะพร้อมกัน “แกเนี่ยนะฉันคลอดลูกสาวนิสัยอย่างแกออกมาได้ยังไงกันโชคดีที่กำหนดเรื่องแต่งงานกับสกุลเฝิงไว้เรียบร้อยแล้วไม่งั้นคงไม่มีใครกล้าสู่ขอแก”
“โธ่ แม่อย่าพูดอย่างนั้นสิ ลืมหลินเสี่ยวหยางไปแล้วเหรอ?” เจิ้งหยวนโยนถั่วฝักยาวใส่กะละมัง เลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจพลางลูบใบหน้าตนเองและพูดว่า “ลูกของแม่น่ะ อาศัยแค่ใบหน้าและรูปร่างนี้ ยังจะหาคนแบบที่ต้องการไม่ได้อีกเหรอ?”
เฉินชุ่ยอวิ๋นเงียบกริบ “…”นึกอยากจะยัดลูกสาวไร้ยางอายคนนี้กลับเข้าท้องแล้วคลอดใหม่อีกสักครั้ง