“พ่อคะ หนูอยากอยู่คนเดียว และหนูไม่้าให้ใครมายุ่งกับหนูค่ะ!”
ฉันที่อธิบายกับพ่อ เพราะไม่้าให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิต ก็ตอนนี้ฉัน 20 แล้วนี่ ก็อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นของตัวเองบ้าง อยากเที่ยวผับไม่้าให้ใครมาวุ่นวาย แต่คุณพ่อดันหาบอดี้การ์ดมาให้ฉัน ฉันก็ไม่เคยเจอหน้าว่าเค้าหน้าตาเป็ยังไงเหมือนกัน แล้วก็ไม่รู้นิสัยดีหรือเปล่าเข้ากับฉันได้ไหม
“ก็ถ้าแกอยากจะอยู่คนเดียว แกก็ต้องมีบอดี้การ์ดคอยดูแล แกอยากจะออกไปอยู่คอนโดข้างนอกก็ได้ตามแต่แก แต่ยังไงแกก็ต้องมีบอดี้การ์ดดูแลอยู่ดี มันเป็ความปลอดภัยของแก นี่พ่อเป็ห่วงแกนะ แกเลือกเอาว่าจะอยู่บ้านหรือจะออกไปอยู่คอนโด ถ้าแกออกไปอยู่คอนโดแกก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของพ่อ”
พ่อไม่พูดเปล่า ท่าทางและน้ำเสียงของพ่อจริงจังมาก ปกติพ่อตามใจฉันมาตลอดนี่เป็ครั้งแรกที่พ่อไม่ตามใจ แล้วฉันจะต้องทำยังไงล่ะ ในเมื่อฉันอยากออกไปอยู่คอนโดก็ยอมรับเงื่อนไขของพ่อซะ ไม่เป็อะไรหรอกแค่บอดี้การ์ดคนเดียว เขามีเวลาทำงาน เลิกงานแล้วเขาก็คงกลับบ้าน เวลาเค้าเลิกงานก็เป็คิวของฉันที่ได้ออกไปเที่ยวเริงร่าสุขสบายตามใจฉันล่ะ
“ก็ได้ค่ะ ตามที่พ่อบอก เอาแบบนั้นเลยค่ะ หนูจะไปขัดใจอะไรพอได้”
ฉันพูดประชดประชันพร้อมทำหน้าทำปากมุบมิบเป็การแซะพ่อตัวเอง ก็แน่ล่ะ ใครจะไปอยากเดินเที่ยวแล้วมีคนเดินตามตูดต้อยๆ หรือไปไหนก็ต้องมีคนคอยตามฉันรู้สึกว่ามันไม่เป็ส่วนตัว
“แล้วไปอยู่ข้างนอกก็ทำตัวให้มันดีๆล่ะ อย่าเกเร รู้มั้ย” พ่อกำชับฉันหนักแน่น
“ได้เลยค่ะลูกคนนี้จะเป็เด็กดีและน่ารักนะคะ” ฉันยิ้มอ่อน เพราะฉันเป็คนดีต่อหน้าพ่อเท่านั้นแหละ
ฉันคอยเริ่มทยอยเก็บของเล็กๆน้อยๆ เสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็เพื่อที่จะย้ายไปอยู่คอนโดใหม่ ใกล้มหาลัยมากยิ่งขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ค่าาา รอสักครู่นะคะกำลังจะไปเปิดประตูให้ค่ะ”
สงสัยจะเป็คุณแม่บ้านมาตามให้ลงไปทานข้าวเย็นแน่เลย เพราะฉันมัวแต่หมกมุ่นอยู่ในห้องเก็บของอยู่ในห้อง
แอ๊ดดดด…ด
“อ้าว!! คุณเป็ใคร คุณแม่บ้านให้นายมาตามฉันลงไปทานข้าวหรอ”
“ผมปีเตอร์ครับ เป็บอดี้การ์ดของคุณครับ คุณท่านให้ผมมาตามคุณไปที่ห้องทำงานท่านครับ”
“เื่ด่วนหรอ” ฉันถามได้แค่นั้น นายปีเตอร์ก็เดินนำหน้าฉันลิ่ว ลิ่ว ไปที่ห้องทำงานคุณพ่อ ชิ ตอบคำถามให้เสร็จก่อนก็ไม่ได้ ไม่รู้จะรีบไปไหน
“มาแล้วค่ะพ่อ มีเื่ด่วนอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันรีบเดินตามมาที่ห้องทำงานของพ่อแล้วเอ่ยถามด้วยประโยคที่ฉันสงสัยทันที
“มาเร็วดีนะ” พ่อวางปากกาแล้วเงยหน้าขึ้นมา “พ่ออยากให้แกกับปีเตอร์ทำความรู้จักกันไว้เพราะปีเตอร์จะต้องอยู่ดูแลแกแทนพ่อ”
“แล้วพ่อจะไปไหนคะทำไมจะต้องให้เค้ามาดูแลหนูแทนพ่อ”
“พ่อก็มีงานต้องทำนะลูก ไม่งั้นจะจ้างเค้ามาดูแลแกทำไม” ประโยคนี้พ่อค่อนขอดฉันหรือเปล่านะ ได้แต่คิดแล้วก็เก็บความสงสัยไว้ในใจ
“ไงงงงง ปีเตอร์ นายนามสกุลอะไรน่ะ พาร์คเกอร์ หรือเปล่า” ฉันหันไปพูดกับนายปีเตอร์ตัวดีที่ไปเคาะประตูห้องฉันเมื่อกี้
“คุณอาจจะยังไม่ได้อ่านแฟ้มประวัติของผมแต่ไม่เป็ไรพรุ่งนี้ผมจะนำแฟ้มประวัติของผมมาให้คุณอ่านนะครับ” แหนะ ตอบดีดีไม่ได้จะต้องยอกย้อนนะนายคนนี้
“ได้สิจ๊ะ พรุ่งนี้ฉันจะตั้งใจรออย่างจดจ่อเพื่ออ่านแฟ้มประวัติของนายนะ” ถึงที่ฉันบ้างล่ะ ปากดีอย่างนายต้องเจอคนฝีปากกล้าอย่างฉัน
“เอาล่ะ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วลงไปทานข้าวเย็นกันดีกว่า” พ่อฉันพูดแทรกขึ้นมา ทำให้บทสนทนาระหว่างฉันกับปีเตอร์จำเป็จะต้องจบลง
ฉันเดินตามพ่อลงมาห้องอาหาร โดยมีนายปีเตอร์เดินตามหลังฉันมาติดๆ ปกติจะมีฉันกับพ่อที่ทานข้าวกันสองคน แต่วันนี้แปลกๆหน่อย ที่มีนายปีเตอร์มาร่วมโต๊ะทานข้าวด้วย ก็ดีถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศมีเพื่อนมาร่วมโต๊ะทานข้าวเพิ่ม
ระหว่างทานข้าวนั้นอยู่อยู่พ่อฉันก็เอ่ยขึ้นมา “แล้วธุรกิจที่บ้านของนายเป็ยังไงบ้างล่ะปีเตอร์”
“ตอนนี้ก็ดีครับ ผมอยู่ใน่ระหว่างฝึกงานกับทางบ้านอยู่ครับ”
ถ้าที่บ้านของนายปีเตอร์มีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว เขาจะมาทำงานเป็บอดี้การ์ดของฉันเพิ่มทำไม หารายได้เสริมหรอ หรือระหว่างเรียนเงินไม่พอใช้ ฉันจะต้องรู้ให้ได้ ฉันจะเริ่มสืบจากไหนดี เพราะถ้าถามคุณพ่อ คุณพ่อก็คงจะไม่ตอบฉันแน่ จะถามคนอื่นในบ้านก็น่าจะไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับนายปีเตอร์คนนี้ หรือฉันจะเอ่ยถามเค้าไปเลยตรงๆดี ความคิดนี้ก็น่าจะดีนะ
“แล้วทำไมนายถึงมาทำงานเป็บอดี้การ์ดฉันล่ะ นายมีปัญหาเื่ค่าใช้จ่ายหรอ”
“ผมว่าเื่นี้ไม่ใช่ปัญหาของคุณครับ” อะจึ้กกก ทิ่มตรงกลางอก พูดแบบนี้แปลว่าเค้าหาว่าฉันยุ่งเื่ส่วนตัวของเขาใช่ไหม
“พ่อค้าอาหารวันนี้มีแต่ของโปรดของหนูทั้งนั้นเลย วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ” ฉันเลิกสนใจคำพูดของนายปีเตอร์แล้วหันไปคุยกับคุณพ่อต่อ “พ่อเห็นว่า่นี้ลูกผอมไปนะ ทานข้าวให้มันเยอะๆหน่อยนะ” ฉันได้แต่ยิ้มแก้มปริพร้อมทำตาสระอิให้คุณพ่อ ความจริงฉันไม่ได้ผอมลงเพราะไม่มีเวลากินข้าวหรอก ฉันตั้งใจไดเอทต่างหากล่ะ
หลังจากทานข้าวเสร็จคุณพ่อก็ขึ้นไปนอนพักผ่อน เหลือแต่ฉันกับปีเตอร์ ฉันเลยทำการผูกมิตรกับปีเตอร์ไว้ซะหน่อยดีกว่า เพราะยังไงนายนี่ก็เป็คนที่คอยมาดูแลฉัน
“ปีเตอร์นายชอบดูหนังเื่อะไรเป็พิเศษไหม หรือว่าชอบทานอาหารแบบไหนเป็พิเศษไหม” ฉันถามเชิงจิตวิทยาไปยังงั้นแหละ ความจริงฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรนายนี่เท่าไหร่ แต่แสดงความเป็มิตรเข้าไว้ ผูกมิตรไว้ดีกว่าสร้างศัตรู
“ไม่ครับ” เขาตอบแค่นั้นแล้วก็เดินจากไป นี่ไม่คิดอยากจะผูกมิตรหรือว่าคุยกับฉันบ้างเลยรึไง ฉันพยายามเป็มิตรแล้วนะ
“นายจะกลับแล้วหรอ” ฉันะโเสียงดังถามแผ่นหลังใหญ่ที่เดินจากไป แต่นายนั่นไม่ตอบอะไร เดินขึ้นรถแล้วสตาร์ทรถออกไปเลย “ให้มันได้อย่างนี้สิ ให้ฉันพูดอยู่คนเดียว” คนบ้าอะไร มีคนคุยด้วยก็ยังไม่ยอมคุยอีก ไม่รู้ว่าพูดเยอะดอกพิกุลจะร่วงจากปากหรือยังไง นายนั่นทำให้ฉันหัวเสียจริงๆ
ช่างสิ เขาก็แค่ไม่อยากเป็มิตรกับฉันแค่นั้นเอง เค้ามีเพื่อนเยอะไหมนะ แต่ฉันว่าเค้าคงไม่ค่อยมีเพื่อนแน่เลยนิสัยเค้าเป็แบบนี้
เช้าที่แสนจะสดใส~ ~
เช้าวันนี้อากาศดีมาก อาจจะเพราะลมหนาวเริ่มลงแล้ว หนาวขนาดนี้ ถ้ามีแฟนดีๆให้กอดสักคนก็ยังดี แต่ฉันว่าคงไม่มีแฟนหรอก ไปซื้อผ้าห่มหนาๆหลายๆผืนมาห่มก็อุ่นแล้ว ไม่ต้องรอให้มีแฟนก็ได้ ฉันคิดแบบประชดตัวเอง ฉันเกิดมาจนอายุ 20 ปี ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน คนคุยก็ไม่มี กิ๊กก็ไม่มี คนเข้ามาจีบก็ไม่มี แอบรู้สึกเซ็งนะ เวลาที่จะไปเที่ยวกับเพื่อน แต่เพื่อนต้องใช้เวลาอยู่กับแฟน เพื่อนก็มีน้อย แฟนก็ไม่มีอีก เห้อออออ
ฉันเดินลงมาด้านล่างเพื่อหาอะไรกิน ไม่รู้วันนี้แม่บ้านทำอะไรไว้ให้เป็อาหารเช้าบ้าง “ตื่นแล้วหรอครับ” ฉันที่กำลังเดินชายตาดูบรรยากาศภายในบ้านอย่างใจเย็น ก็สะดุดกับเสียงของนายไม่มีมารยาทนั่น “เอ๊ะ นี่นายมาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย”
“ผมมาทำงานครับ ซึ่งตามปกติแล้วผมจะต้องมาทำงานตอนเช้า ตอนนี้ก็เป็เวลา 10:00 น. แล้วนะครับไม่ได้เช้าเลยครับ”
“นี่ครั้งที่สามแล้วนะ ที่นายพูดค่อนขอดฉันน่ะ นายไม่ชอบอะไรฉันหรือเปล่า”
“ไม่มีนะครับผมว่าคุณคิดมากไปเอง”
“ฉันต้องคิดมากอยู่แล้วไหม เมื่อวานฉันก็ชวนนายคุย นายก็ไม่คุย สตาร์ทรถออกไปเลยไม่ลากันสักคำ คนปกติที่ไหนเขาทำกัน”
ฉันพูดเสร็จ เขาก็เดินหันหลังให้ฉันอีกแล้ว ไม่ตอบฉันอีกแล้ว ฉันพูดมากไปหรือเปล่า หรือเขารำคาญฉัน ฉันผิดปกติหรือเขาผิดปกติกันแน่นะ
“วันนี้เป็วันที่คุณจะต้องย้ายของไปคอนโดใช่ไหมครับ”
“ใช่ ทำไมหรอ”
“วันนี้ผมจะอยู่ช่วยคุณย้ายของสัมภาระจนเสร็จครับ”
“ทำไมนายใจดีจัง ความจริงฉันย้ายสัมภาระของฉันเองคนเดียวก็ได้ มันไม่ได้มีเยอะมากมายหรอก”
“ผมไม่ได้ใจดีแต่มันเป็หน้าที่ของผมครับ”
นายนี่แค่ยิ้มและพูดว่าผมยินดีช่วยเหลือคุณแค่นั้นก็ได้ป่ะ จะต้องทำหน้านิ่งเสียงดุทำไม
“พ่อคะหนูเก็บของเสร็จแล้วขอย้ายของไปคอนโดก่อนนะคะ”
“พ่อมีเซอไพร้ซให้ลูกด้วยและรับรองว่าลูกจะต้องปลอดภัยแน่นอน”
“เซอไพร้ซอะไรคะ”
“เมื่อลูกไปถึงคอนโดลูกจะรู้เอง”
เอ๊ะ นี่พ่อฉันทำให้ฉันประหลาดใจอีกแล้วนะ แต่อาจจะเป็เื่ราวดีๆ อย่างเช่น ปาร์ตี้ต้อนรับการย้ายห้องใหม่ของฉันก็ได้ เพื่อนข้างห้องที่น่ารัก ให้ฉันวาดฝันไปก่อนนะความจริงเป็ยังไงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปรอลุ้นเอง
“ขอให้เป็เื่ดีนะ” ฉันอวยพรตัวเอง