เสียงหัวเราะดังขึ้น ด้วยรู้ว่าคำพูดนี้เป็นการหยอกล้อกันเล่นให้ครื้นเครง
“หยุดนะ! นั่งลงก่อนเพคะ...” อีเอื้องรีบวิ่งมาขวางหน้า พร้อมกางแขนกั้นเจ้าพรหมเสกเอาไว้ “ฝีมือข้าก็หาด้อยกว่าผู้ใดไม่ พระองค์ยังมิได้ลองเลย จะรู้ได้เช่นไร น่านะพ่อขุนรูปงาม…สักคำก็ยังดี ให้อีเอื้องได้บุญสักคราเถิดหนา”
เจ้าพรหมเสกเอียงหน้ามองดูนางกำนัลเพียงหนึ่งเดียว ที่กล้าหาญต่อปากต่อคำด้วยพระองค์ แล้วให้นึกขันในความไร้เดียงสาของมัน “มึงนี่นะ มากูจะเสี่ยงตายสักมื้อ”
กับข้าวเรียบง่ายยามรบทัพจับศึก ความเหนื่อยอ่อนทำให้อาหารธรรมดากลับมีรสชาติอร่อยล้ำ อีเอื้องเห็นเจ้าขุนพรหมเสกมิค่อยกล้าหยิบจับอาหารในสำรับ นางจึงเลือกหยิบปลาย่างเกลือตัวน้อย ใส่ลงในห่อใบตองตึง ที่มีข้าวนึ่งในมือของเจ้าขุนพรหมเสก พร้อมส่งยิ้มให้แก่บุรุษหน้าหวานนัยน์ตากล้า ทำให้บุรุษผู้หยาบกระด้างต้องยิ้มตอบให้นางโดยไม่ทันรู้ตัว
เจ้านางซอมพอแลเจ้าขุนหาญได้แต่ชำเลืองมองหน้ากัน พร้อมกินข้าวในมือตนเงียบ ๆ สองพี่น้องต่างก็รู้แล้วว่า มีบางอย่างไม่ปกติ
กินข้าวได้เพียงครึ่ง ม้าเร็วจากพลับพลาหลวงก็ควบมายังศาลาพักริมนา
“เจ้าขุนพรหมเสก แลเจ้าขุนหาญ มีบัญชาเรียกประชุมด่วนพระเจ้าข้า…”
“มีการใดเร่งด่วนเช่นนั้นรึ?” เจ้าขุนพรหมเสกวางทิ้งห่อข้าวกับปลาย่างตัวน้อยลงตรงหน้า ด้วยความร้อนใจกับข่าวการเรียกประชุม
“เจ้าแสนเมืองสิงห์ จับตัวข้าศึกได้พระเจ้าค่ะ เห็นว่ามันผู้นี้อ้างตนเป็นฑูตสงคราม ต้องการเจรจาด้วยชาวเรา เจ้าราชวงศ์อินทร์ถวายจึงให้ข้ามาเรียกตัวพ่อพญานั่งเมืองทั้งหลาย แลเหล่าสหายร่วมรบ ไปฟังความโดยพร้อมกัน” กล่าวจบมันผู้นั้นก็เร่งควบม้าจากไป
“พี่นางอาหารมื้อนี้ข้าขอบใจท่านนัก แต่การสำคัญเร่งด่วนข้าจำต้องขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวซี่ ยังไม่หมดเลยนะ เจ้าขุนท่านกินข้าวให้หมดแล้วค่อยไปมิได้หรือ” อีเอื้องรีบขัด เมื่อเห็นเจ้าขุนพรหมเสกรีบรุดไปหาช้างทรงตัวใหญ่
“การงานสำคัญ เอาไว้จบเรื่องแล้วกูค่อยกิน”
เจ้าขุนหาญรีบยัดข้าวปลาเข้าปากพร้อมยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะรีบวิ่งไปหาเจ้าขุนพรหมเสกที่กำลังปีนขึ้นหลังช้าง
“เจ้าพี่พรหม ขอข้าไปด้วยเถิด ข้ามิได้เอาม้ามา มีแต่เพียงวัวลากเกวียน แลไอ้ทหารพวกนี้จำต้องใช้มันลากไม้ไปยังค่ายอีก”
อีเอื้องแลเจ้านางซอมพอ ทำได้แค่มองห่อข้าวตองตึงที่เหลือคาทิ้งไว้ แล้วมองช้างตัวใหญ่ที่กำลังพาสองบุรุษมุ่งหน้าไปยังพลับพลาหลวงยังค่ายพักทัพ
“อีเอื้อง…มึงชอบเจ้าขุนพรหมเสกฤา”
คำถามของเจ้านางซอมพอ ทำเอาอีเอื้องตาโต กลืนข้าวแทบไม่ลงคอ “เปล่านะ ข้ามิใด้มีใจ ก็แค่อยากแกล้งให้พระองค์อ่อนโยนลงบ้างก็เท่านั้น”
“ฤา…ทำไมกูถึงคิดว่าเป็นมึงที่ดูอ่อนโยน มีการป้อนปลาป้อนข้าว หากมึงเคี้ยวคายคาปากได้ราวแม่นกป้อนลูก มึงคงทำไปแล้วกระมัง เจียมเนื้อเจียมตัวบ้างหนา แม้นมึงจักเป็นลูกขุนแสงมาก่อน แต่พ่อมึงก็ต้องโทษจนถูกปลด แลตัวมึงเองหากไม่เพราะกูไปอ้อนวอนต่อแม่เจ้าเกสร คงถูกขายไปใช้แรงเสียที่ใดแล้วก็หารู้ไม่ กูเตือนเพราะรักมึงดอก เจ้าขุนพรหมเสกเป็นถึงราชบุตรเมืองใหญ่ ต่อให้กำเนิดจากพระสนม แต่มึงดูเอา เขาถูกวางตัวไว้เป็นรองก็แค่เจ้าอินทร์สรงที่โง่เง่าไม่เอาถ่าน ต่อไปอย่างไรเสีย ก็คงเป็นพญานั่งเมืองใดเมืองหนึ่ง กูไม่อยากให้น้องสาวเจ็บปวด หากชอบพอก็จงตัดใจเสีย”
อีเอื้องสายได้แต่ก้มหน้ากินข้าวเงียบ จริงเช่นที่เจ้านางชอมพอกล่าวเตือน นางพึงใจในบุรุษผู้ห้าวหาญเช่นเจ้าขุนพรหมเสก แต่แล้วเช่นไร นางเป็นแค่ขี้ข้ารับใช้เจ้านาย ไหนเลยจะคู่ควรเช่นลูกขุนนางหรือธิดาต่างแคว้น ชีวิตนี้ของอีเอื้องคงทำได้แค่แอบเก็บพระองค์มานอนกอดฝันเท่านั้นดอกหนา
ภายในพลับพลาหลวงเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา กลิ่นอายของสงครามยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอดินชื้นแฉะจากฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง ทำให้สถานการณ์ตรงหน้ายิ่งทวีความบีบคั้นกดดัน เจ้าขุนอินทร์ถวายประทับเหนือแหย่งไม้ ขนาบข้างด้วยเจ้าแสนเมืองสิงห์ผู้คุมกำลังรบหลัก แลบรรดาแม่ทัพนายกองที่นั่งเรียงรายตามลำดับชั้นยศตามความสำคัญ
เมื่อเจ้าขุนพรหมเสกและเจ้าหาญมาถึง ทุกสายตาก็เหยียดมองไปยังร่างของชายผู้หนึ่ง ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนกลางกระโจม สภาพสะบักสะบอมแต่เครื่องแต่งกายยังบ่งบอกว่าเป็นขุนนางชั้นสูงจากหนานเยว่
"มันว่าอย่างไรบ้าง เจ้าแสนเมืองสิงห์" เจ้าพรหมเสกเอ่ยถามพลางทรุดตัวลงนั่งข้างพระเชษฐา มือยังคงลูบคลำตลับยาที่ซ่อนอยู่ในชายพกโดยไม่รู้ตัว
"มันอ้างว่าเป็นทูตส่งสาส์นจากเจ้าแคว้นของหนานเยว่" เจ้าแสนเมืองสิงห์ตอบเสียงเข้ม "มันบอกว่าศึกที่โค้งน้ำหักทำให้จอมทัพคนสำคัญของมันต้องสิ้นชีพ แลการบุกพังทลายค่ายของเจ้าอุปราชขุนคำหลวง ก็ยังทำให้ทหารแลขุนพลต้องสิ้นชีพเป็นจำนวนมาก ตอนนี้ยังต้องเผชิญกับไข้ป่าและฝนที่กำลังเริ่มตกลงมา ล้วนเป็นอุปสรรคปัญหา พวกมันจึงอยากขอเจรจาสงบศึก โดยมีข้อแลกเปลี่ยน ให้สุวรรณโคมคำปันดินแดนเล็กน้อยให้พวกมันได้พักอาศัยทำกินร่วมไปกับชาวเรา"
เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงนิ่งสดับ ฟังดูเหมือนชัยชนะจะอยู่แค่เอื้อม แต่แววตาของจอมทัพกลับฉายแววกังวล หนานเยว่แต่ไรมามีนิสัยเจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอก หากพวกมันยอมก้มหัวให้สุวรรณโคมคำโดยง่ายเช่นนี้ คงไม่พ้นรอจังหวะตลบหลังในหน้าแล้ง กลายเป็นหนามทิ่มแทงเนื้อจนบ่งหนองให้เจ็บช้ำไม่หายขาด
กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรและสายฝนที่เริ่มหนักขึ้น เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงเรียกเจ้าขุนพรหมเสกแลเจ้าแสนเมืองสิงห์เข้าพบเป็นการส่วนตัว แผนการเจรจาถูกร่างขึ้นอย่างรัดกุม
"กูจักไปเจรจากับพวกมันด้วยตนเองที่ด่านชายขอบ" เจ้าขุนอินทร์ถวายตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงเด็ดขาด
"ไม่ได้นะเจ้าพี่! หากเป็นแผนลวงเล่า พระองค์จะทรงตกอยู่ในอันตราย" เจ้าขุนพรหมเสกค้านขึ้นทันควัน
"เพราะเหตุนี้ กูถึงต้องให้เจ้าแสนเมืองสิงห์แลเจ้าโยนยางคำอยู่รั้งค่ายหลวง" ทรงวางพระหัตถ์บนไหล่พระอนุชา "เจ้าแสนเมืองสิงห์แลเจ้าโยนมีบารมีมากพอ ที่จะคุมทัพสุวรรณโคมคำและเวียงชัยได้ หากกูเพลี่ยงพล้ำ ให้เจ้าแสงสั่งบุกเข้าบดขยี้หนานเยว่ให้ราบพนาสูรได้ทันที...ส่วนมึง พรหมเสก มึงนั้นไปกับกูเพียงคนเดียวก็พอ"
"เหตุใดถึงให้ข้าไปเพียงผู้เดียวเล่าเจ้าพี่?"
"เพราะฝีมือดาบของมึงนั้นหาผู้ใดเปรียบมิได้ และเพราะใจของมึงนั้นนิ่งสงบราวหินผา กูต้องการคนที่กล้าและไวมากพอที่จะเด็ดหัวทูตหนานเยว่ทิ้ง หากมันตระบัดสัตย์คิดไม่ซื่อกับเรา"
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH