แฟนไม่ยอมทำการบ้าน
ในยามเช้าโต๊ะม้าหินอ่อนหน้าตึกเรียนสูงใหญ่มีนิสิตตัวเล็กจับจองพื้นที่เอาไว้ เพราะคาบเรียนตอนเช้าที่ยกเลิกกระทันหันทำให้เ้าตัวต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกเพราะมีงานต้องทำเต็มไปหมด เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมาสองปีแล้วก็เหมือนจะปรับตัวไม่ได้เสียที
เฮ้อ อยากงอแงจัง
“ไม่ต้องมาจับ!”
“ที่รักอย่าอารมณ์เสีย”
เสียงเอะอะที่คุ้นเคยดังอยู่ไม่ไกลเรียกความสนใจให้เงยหน้าขึ้นมา
อ่า.. นั่นสุเพื่อนคนสวยของเขา แล้วนั่นพี่ยศแฟนสุ ปกติก็มาส่งกันทุกวันอยู่แล้ว แต่ดูท่าวันนี้สถานการณ์จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“..”
“ตอนเย็นมารับนะครับ ทิพี่ฝากดูมันด้วยนะ มีอะไรโทร.หาพี่ได้เลย”
“ครับ”
คนฟังพยักหน้ารับกับประโยคหลังทั้งที่ก็ไม่รู้หรอกว่าต้องดูอะไร หรือเพื่อนเขาจะไม่สบาย?
“สุป่วยหรอ?”
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง อ๊ะ ซี๊ดดด”
คนตัวเล็กหยีตามองเพื่อนที่กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วร้องออกมา มันฟังดูเ็ป หรือน้องริดซี่จะมาทักทายสุ ต้องใช่แน่ ๆ เมื่อกี้ท่าเดินก็ดูแปลก ๆ
“ต้องไปหาหมอมั้ย เราเห็นสุเดิน..เอ่อ ไม่ถนัด”
“ไม่เป็ไร มึงไม่ต้องลำบากหรอก คนที่ต้องรับผิดชอบคือไอ้พี่ยศ”
“พี่ยศ?”
“เออ เมื่อคืนมันเอาตูดกู ทั้งกีหน้ากีหลังไม่แ่ให้กูเลยสักนิด แม่ง”
คนพูดอารมณ์เสีย แต่คนฟังหน้าแดงไปถึงใบหู ไม่ชินสักนิดกับคำพูดโผงผางของเพื่อนคนสวย
“สุ..”
“ไม่ต้องเข้าข้าง นี่ใจเย็นมากแล้ว”
ไม่ได้จะเข้าข้าง แค่อยากให้ระวังคำพูดนิดนึง คนฟังใจมันบางไม่ไหว
เหลือบตามองสุทินที่นั่งปั้นหน้าั์แต่พอพี่ยศไลน์มาก็กดโทรศัพท์ตอบแทบจะทันที
ก็แค่ทำเป็โกรธไปอย่างนั้น
กะทิเป็เพื่อนกับสุทินั้แ่เข้ามาเรียนปีหนึ่งวันแรก ๆ จำได้ดีเลยว่าวันนั้นเป็วันที่มีกิจกรรมรับน้อง ่พักเบรคสุทินนั่งอยู่คนเดียวในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ จับกลุ่มคุยกันอยู่ ก็พอเข้าใจได้เพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักกันมาก่อนแล้ว ไม่จากที่เรียนพิเศษก็จากรั้วโรงเรียนเดียวกัน
เด็กต่างจังหวัดที่มาตัวคนเดียวอย่างกะทิไม่มีความกล้ามากพอที่จะทักทายกลุ่มคนใหญ่ ๆ แบบนั้นหรอก อย่างมากก็แค่เพื่อนผู้หญิงที่นั่งอยู่คนเดียวอย่างสุทินเท่านั้น กะทิตัวขาวจึงเดินเลียบ ๆ เข้าไปหา รวบรวมความกล้าเอ่ยของนั่งด้วยกันแบบกุก ๆ กัก ๆ
‘คือ.. เราชื่อกะทินะ ขอนั่ง..’
อะจึ๊ย
ตาดุมากแม่ แต่ก็สวยจนแทบหยุดหายใจ เล่นเอาคนมองเคลิ้มไปเลย นี่เหรอสาวกรุงเทพฯ
‘นั่งสิ’
น้ำเสียงแหบห้าวทำกะทิขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป จนกระทั่งอีกฝ่ายเป็คนพูดขึ้นมา กะทิก็ทำเพียงยิ้มกว้างตอบรับ แล้วบอก..
‘สุทินสวยมาก ๆ’
ยอมรับเลยว่าวันนั้นกะทิคิดว่าสุทินเป็ผู้หญิงจริง ๆ เพราะเ้าตัวอยู่ในชุดนิสิตหญิง ผมยาวดัดเป็ลอนสลวย แถมยังมีหน้าอกตูมใหญ่ พอเ้าตัวบอกนั่นแหละถึงรู้ว่าไม่ใช่ แต่ก็ไม่ติดอะไรเลยสักนิดเพราะสุทินสวยมาก ๆ สวยจนกะทิมองตาค้างไปเลย
หลังจากนั้นก็เกิดเป็มิตรภาพแสนยาวนาน ทั้งคณะคบกันอยู่สองคนหลังจากปิดเทอมยาว ๆ สุทินก็กลับมาพร้อมกับร่างกายที่เป็ผู้หญิงเต็มตัว ตอนแรกกะทิไม่เชื่อ คนจริงอย่างสุทินก็แทบจะเปิดกระโปรงให้ดูด้วยซ้ำ ดีนะที่ยั้งเอาไว้ได้ทัน
“ซู..”
“เรียกอีก กูไม่หัน”
อันที่จริงสุทินมีชื่อในวงการด้วยนะ ชื่อว่า ‘ซูซี่’ เซ็กซี่เหมือนเ้าตัวมาก ๆ แต่เพื่อนตัวเร้ก ๆ อย่างกะทิไม่ถนัดเอาเสียเลยกับการเรียกชื่อเพื่อนสองพยางค์ แล้วพอเรียกพยางค์เดียว.. ซู.. เอาจริงคิดว่าตัวเองเป็สวนสัตว์ กะทิจึงเป็คนเดียวที่ถูกอนุโลมให้เรียกชื่อเดิมได้ ยังไง สุ ก็ดีกว่า ซู แหละวะ
“..”
“อะไร?” หรี่ตามองจับผิด
รู้ว่าไอ้ตัวน่ารักเนี่ยมันไม่มีใคร คนที่มีผลกับใจก็แค่ไอ้พี่โชแฟนมัน สุทินน่ะคอยสอดส่องทำตัวเป็ไม้กันหมามาั้แ่ปีหนึ่งแต่แฟนไอ้กะทิคนนี้มันเหนียวจริง ฝ่าทุกด่านมาได้จนตอนนี้คบกันมาได้ปีกว่าแล้ว ความประพฤติยังดีดูไม่มีอะไรแย่นอกจากความหมั่นไส้ส่วนตัว แล้วทำไมกะทิมันทำหน้าเหมือนกระต่ายเฉามืออย่างนั้นวะ
“คือ..”
กะทิอยากถามสุทิน แต่กะทิก็อายเลยขยับเข้าไปใกล้ยกมือป้องปากกระซิบข้างหูเพื่อนรัก
“ที่ก้น มันเจ็บมากเลยเหรอ”
“กะทิ! นี่มึง!”
“สุเบา ๆ”
“อะไร นี่อย่าบอกนะว่ายังไม่เคย”
“อื้อ”
“ไอ้พี่โชแม่งเป็หินเหรอวะ”
“พี่โชเฉย ๆ ได้มั้ยสุ ไม่มีไอ้นะ”
กรอกตาถอนหายใจใส่ ก็เป็แบบนี้ มุมิ ๆ แบบนี้ นุ่มนิ่มแบบนี้ จะว่าไปสุทินก็เข้าใจแล้วก็นึกเวทนาไอ้พี่โชมันเหมือนกัน คงอยากทำแหละ แต่ไม่รู้จะยังไง
“พี่โชไม่ทำเรา”
“ทำ? เย็ด?”
คำพูดตรงไปตรงมาทำเอาคนฟังเลิ่กลั่ก ก้อนแก้มขึ้นสีแดงก่ำดูน่าเอ็นดู รีบแก้คำเพื่อน
“เน้ดนะสุ” แบบนั่นทิรับไม่ไหว หัวใจจะวาย
“เย็ดก็เย็ด”
“สุ..”
“เออ เน้ด แล้วยังไง? พี่มันไม่เน้ดมึง?”
“อื้ม เราไม่เคยหนุบหนับกันเลย”
“วอท!? นี่พูดจริงหรอมึง?”
“อื้อ”
ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งหงอยเหงา ในสายตากะทิถึงพี่ยศกับสุทินเพื่อนรักจะเถียงกันบ่อย ๆ หรือโกรธกันงอนกันกับเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ น่าปวดหัว แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูหวานชื่นและน่าอิจฉาสำหรับคนนอกอย่างกะทิ ไม่รู้ทำไมพอเป็เื่ของตัวเองแล้วมันเหมือนมีกำแพงบาง ๆ กั้นระหว่างตัวเขากับพี่โชเอาไว้ และบางครั้งมันทำให้อึดอัด กะทิอยากทำลายมัน
“โอ้ยตาย กูคิดว่าไอ้พี่โชมันเป็หิน แต่แม่งเป็ร่างจำแลงของพระถังซำจั๋ง โปรดสัตว์ได้บาปจริง ๆ เชี่ย”
“สุพูดอะไร”
“ช่างกูเถอะ ว่าแต่นี่คือเหตุที่มึงหมอง?”
“อื้อ”
“..”
“ทำไมอ่ะ คือเราดูไม่ดีหรอ”
น้ำเสียงขาดความมั่นใจทำให้คนเป็เพื่อนที่สถาปนาตัวเองเป็มัมหมีเจ็บแปลบในอก โอเค ลูกเราดีที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ขอเทคะแนนความสงสารไปให้พี่โช อยากจ่อไมค์ถาม อดทนยังไงก่อน???
“จูบกันที ไอ้พี่โชไม่หลุดได้ไงวะ”
คล้ายว่าสุทินเผลอพูดประโยคต้องห้าม เพราะทันทีที่จบประโยคเมฆหมอกมืดครึ้มก็ยิ่งโรยตัวเข้าปกคลุมเพื่อนตัวเล็ก ให้หม่นหมองยิ่งกว่าเดิมอีก พอคิดอะไรได้ดวงตาคู่สวยก็เบิกโตขึ้นมาด้วยความใ
“..ทิ นี่มึง”
“..อื้อ คบกันมาเกือบสองปี พี่โชจูบเรานับครั้งได้ แถมจูบเสร็จก็ชอบหนีไปหลบอยู่นานสองนาน”
“..”
“ตอนแรกก็คิดว่าเขิน แต่ตอนนี้เราเริ่มไม่มั่นใจแล้วอะสุ”
“..”
“บางทีเราก็อดคิดไม่ได้ว่า..พี่โชไม่โอเคกับเราหรือเปล่า”
น้ำเสียงแ่เบากับท่าทางหงอยเหงาดูน่าสงสาร ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ทั้งยังกังวลสารพัด ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น ดูอึดอัดไปเสียหมด
เฮ้อ..
ยิ่งฟังสุทินยิ่งอยากยกน้ำชาคาราวะในความอดทนของพี่โช ถ้าเป็เมื่อก่อน มีร้อยแทงร้อย มีพันแทงพัน ไอ้พี่มันหวังฟันเพื่อนเขาแน่ ตอนนั้นเขาถึงได้กันท่าทุกทาง
ตัดภาพมาที่..
“พี่โชไม่เน้ดเรา ฮึก”
“..”
“ไม่เข้าใกล้เราด้วย แง๊”
“.. โอเคทิ”
“ฮึก.. สุ..”
“มึงฟังกู..”
ถือว่าเอาบุญแล้วกันวะ
..