บทที่ 14 กู่พิษแห่งโหลวหลานกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
"จ้าวอู่เจียง!" เสียงแหลมเล็กของเฉินเจิ้งฮัวดังขึ้นด้วยความหวาดกลัว ผู้เป็หัวหน้าขันทีจ้องมองคนตรงหน้าเหมือนเห็นสัตว์ร้ายจากนรก ชายอ้วนขยับตัว้าจะเป็อิสระ แต่แล้วความเ็ปจากแขนขาที่ถูกหักก็พุ่งพล่าน
เฉินเจิ้งฮัวได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องต่อไป
"เ้าสุนัขต่ำช้า รีบปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ อย่าบังคับให้ข้าต้องทำให้เ้ามีจุดจบเหมือนอาของเ้า!"
จ้าวอู่เจียงดึงกริชออกไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ได้ยินเสียงหยดเืกระทบพื้น กลิ่นคาวเืตลบอบอวนในอากาศ ขันทีหนุ่มพูดออกมาเบา ๆ ว่า
"ตอบคำถามของข้ามาซะ ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าท่าน"
"ตอบแล้ว ตอบแล้ว ข้ายินดีตอบคำถามของเ้า!" หัวหน้าขันทีร้องะโออกมาในทันใด
"ถามมาเถอะ ถามมาได้เลย!"
"ทำไมท่านถึงต้องฆ่าอาสามของข้า?"
จ้าวอู่เจียงมีดวงตาเ็า
หัวหน้าขันทีพยายามขดร่างกายอ้วนกลม ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเื
"เขาทำผิดกฎ เขารู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ เขาก็เลยต้องตาย!"
"ท่านเป็คนฆ่าเขาใช่หรือไม่? ฮะ?"
จ้าวอู่เจียงร้องะโออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด มือกำด้ามกริชแน่น ก่อนจะแทงลงไปบนาแของอีกฝ่ายด้วยความหนักหน่วงอีกครั้ง
"อ๊าก! ข้าแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ข้าแค่ทำตามคำสั่ง!"
ร่างกายของหัวหน้าขันทีสั่นเทาและชักกระตุก
"คำสั่ง? เป็คำสั่งของผู้ใด?"
ขันทีหนุ่มมีใบหน้าเ็า ยังคงจำได้ดีถึงเนื้อหาในจดหมายที่ตู๋กูอี้เหอ้าให้ตนส่งมอบให้ฮ่องเต้ เพราะฉะนั้น เขาจึงอยากได้ข้อมูลมาเชื่อมต่อเื่ราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน
"มันเป็คำสั่งของ..."
หัวหน้าขันที้าจะพูดบางอย่างออกมา แต่แล้วก็หยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน พลันของเหลวสีดำก็ไหลทะลักออกมาจากปาก ใบหน้าอ้วนกลมบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ราวกับว่ากำลังพบเจอกับความเ็ปแสนสาหัส
ของเหลวสีดำที่ไหลออกมามีลักษณะเหนียวข้นและมีกลิ่นชวนคลื่นไส้เป็อย่างยิ่ง
"ไม่นะ! ไม่นะ! ไม่นะ!"
เฉินเจิ้งฮัวพึมพำ ของเหลวสีดำยังไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของเขาปูดโปนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
"คำสั่งเป็ของ..."
"เป็ของผู้ใด? รีบพูดออกมาให้ไว!" จ้าวอู่เจียงโน้มตัวลงไป อยากจะได้ยินให้ชัดเจน เขาจับคอเสื้อของหัวหน้าขันที และ้าจะยกร่างอีกฝ่ายขึ้นมา
"คำสั่ง..." หัวหน้าขันทีพูดออกมาได้เพียงเท่านั้น ร่างกายก็หยุดชะงัก แล้วลมหายใจขาดหายไป
"บัดซบ" ชายหนุ่มปล่อยมือออกจากคอเสื้อของหัวหน้าขันที และก้าวถอยหลังออกไป ปล่อยให้ร่างไร้ิญญาของเฉินเจิ้งฮัวล้มลงไปบนพื้น
หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ ดวงตาของชายหนุ่มก็เป็ประกายในความมืด เขารีบขยับเข้าไปหาศพของเฉินเจิ้งฮัวด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะนำกริชแทงลงไปที่หัวใจของหัวหน้าขันทีโดยตรง
สวบ…
เสียงใบมีดแทงทะลุเนื้อหนัง จ้าวอู่เจียงลากกริชลงมาทางด้านล่าง าแเปิดเผยให้เห็นหัวใจของหัวหน้าขันที
หลังจากนั้น ก็ได้ทำการกรีดใบมีดไปทางแนวขวาง ทำให้าแมีลักษณะเหมือนไม้กางเขน โลหิตไหลทะลักออกมา และในเวลาเดียวกันนั่นเอง เข็มเงินสามเล่มก็พุ่งออกมาจากชายเสื้อของจ้าวอู่เจียง เข็มเงินเ่าั้จมหายไปในกล้ามเนื้อและโลหิตของคนตาย
ได้ยินเสียงดัง ปึก! เหมือนกับเข็มแหลมทิ่มแทงอะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มดึงปลายเข็มกลับขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะยกเข็มขึ้นดูช้า ๆ
และสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของเขาก็คือหนอนตัวหนึ่ง
หนอนสีขาวตัวอ้วนสั้นมีเพียงตาเดียว
"กู่พิษของพวกโหลวหลาน!"
จ้าวอู่เจียงคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในหัวใจ
...
"ยังเกี่ยวข้องกับข้าอยู่อีกหรือ?"
ภายใต้อาณาเขตแห่งนี้เต็มไปด้วยร่มเงา เฉกเช่นสถานที่ทุกแห่งใต้ท้องฟ้า ไม่มีสถานที่ใดไร้เงา
ภายในตำหนักเก่าแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเนิ่นนาน ต้นไม้ต้นหนึ่งกำลังเจริญเติบโตงอกงาม ใบไม้ร่วงหล่นลงมาปกคลุมพื้นดินในบริเวณใกล้เคียงหนาแน่น
แต่ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยผลไม้นั้น มีคนนำศพมนุษย์มาแขวนห้อยหัวเอาไว้ตามกิ่งไม้จนเต็มต้น
ศพมนุษย์เหล่านี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยรูพรุน สภาพศพเน่าเปื่อย หนอนสีขาวตัวอ้วนกลมกำลังชอนไชอยู่ตามรูพรุนบนร่างศพ
ชายชราสองคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เบื้องหน้าของพวกเขาคือตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่ง ในตะกร้าไม้ไผ่เต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวจำนวนมาก
"ร่างกาฝากของกู่ลำดับที่ 73 ตายแล้ว"
"ตายก็ตายไปเถอะ ตัวคนไม่สำคัญ เราเอาหนอนกลับมาให้ได้ก็พอ"
"แต่ดูเหมือนกู่ก็ถูกฆ่าตายเช่นกัน"
"กู่ลำดับที่ 73 ก็ถูกฆ่าตายด้วยหรือ? ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่สำคัญอยู่แล้ว ว่าแต่ร่างกาฝากเป็ผู้ใด?"
"เฉินเจิ้งฮัว หัวหน้าขันที"
"ไม่เป็ไร แต่โชคร้ายที่กู่ลำดับที่เก้าในตัวของจ้าวชางหยวนกลับอันตรธานหายไป"
"เราให้คนตามกลับมาดีหรือไม่?"
"ไม่ดี กำลังจะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น เราอย่าเคลื่อนไหวมากเกินไปจะดีกว่า"
...
จ้าวอู่เจียงทำการปิดฝากล่องไม้อย่างแ่า
ภายในกล่องไม้บรรจุกู่พิษแห่งโหลวหลานที่ได้มาจากศพของหัวหน้าขันที
แม้ว่ามันจะเป็กู่ชนิดเดียวกัน แต่ขันทีหนุ่มกลับรู้สึกว่ากู่ตัวนี้อ่อนแอมากกว่ากู่พิษที่ได้จากศพของแม่ทัพจ้าวในชายแดนเหนืออย่างสิ้นเชิง
จ้าวอู่เจียงได้เรียนรู้วิชาทางการแพทย์มาจากอาสามจ้าวโส่ว เขามีความสามารถมากยิ่งกว่าหมอหลวง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขันทีหนุ่มเลือกจะซ่อนเร้นความสามารถของตนเอาไว้เพราะไม่อยากทำตัวโดดเด่นมากเกินไป และด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ชายหนุ่มจึงสามารถจัดการกู่พิษได้อย่างง่ายดาย...
เขาเก็บกล่องไม้และเดินออกมาจากห้องด้านข้าง
หลังจากผ่านตำหนักอีกหลายหลัง จ้าวอู่เจียงก็กลับมาถึงสวนดอกไม้เล็ก ๆ ตู๋กูิเยว่ยังคงนั่งใช้ความคิดอยู่ที่เดิม ชิงเอ๋อร์ก็นั่งอยู่ข้างกายนางเช่นกัน
"เป็อย่างไร?"
เมื่อเห็นขันทีหนุ่มกลับมาแล้ว ดวงตาของชิงเอ๋อร์ก็เป็ประกายสดใส รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่เมื่อนึกได้ว่าฮองเฮายังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ นางจึงรีบสงวนท่าทีตนเองอีกครั้ง
"ก็ดี"
"นายหญิงอยากพบเ้า"
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าและเดินเข้าไปหาตู๋กูิเยว่ เขาคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าฮองเฮาต้องเรียกเขามาถามอะไรบางอย่างแน่นอน อีกอย่าง ก่อนหน้านี้เขาก็เป็บ่าวรับใช้คนสนิทของนางอยู่แล้ว
"ฮองเฮากระหม่อมมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ตู๋กูิเยว่เงยหน้าขึ้นมา "นั่งลงเถอะ"
ขันทีหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะหินโดยไม่เกรงใจ หยิบแตงโมมากินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะนำกล้วยมาปอกเปลือกและค่อย ๆ กินด้วยความสบายอกสบายใจ
ใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวอู่เจียงสะท้อนชัดอยู่ในประกายดวงตาตู๋กูิเยว่ แต่ความสบายอารมณ์ของขันทีน้อยผู้นี้ทำให้ใบหน้างามปรากฏความขุ่นเคืองใจขึ้นมาในพริบตา
"ขันทีน้อย ทำไมเ้าต้องแนะนำให้ฮ่องเต้พลิกป้ายหลิวเหม่ยเอ๋อร์ด้วย?"
แม้จะถูกต่อว่า แต่ขันทีหนุ่มก็ยังกัดกล้วยหอมใบนั้นเหมือนไม่สนใจ
"ทูลฮองเฮา ฝ่าาเปรียบดั่งโอรส์ กระหม่อมจะทำสิ่งใดได้ ขันทีตัวน้อย ๆ อย่างกระหม่อม สามารถควบคุมสิ่งใดได้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"หมายความว่าฮ่องเต้ทรงเรียกหลิวเหม่ยเอ๋อร์เข้าไปเองอย่างนั้นหรือ?"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาทรงถามกระหม่อมเพียงแต่ว่าร่างกายของพระองค์แข็งแรงดีแล้วใช่หรือไม่ กระหม่อมย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้"
จ้าวอู่เจียงตอบกลับไปหน้าตาใสซื่อ
ดวงตางดงามของตู๋กูิเยว่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเล็กน้อย
นางนึกโทษตนเองขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อนึกถึงคำพูดของเซวียนหยวนจิ้งก่อนหน้านี้ ฝ่าาบอกว่าจะประทานความรักให้แก่นางสนมในวังหลวงอย่างเท่าเทียมกัน จ้าวอู่เจียงจึงตัดสินใจมอบหลักประกันอีกหนึ่งอย่างให้แก่ตู๋กูิเยว่
"ฝ่าา กระหม่อมมีบางอย่าง้าจะบอกให้ท่านทราบ"
"บอกมา!"
"ฝ่าากำลังคิดว่าฮ่องเต้ไม่โปรดปรานพระองค์ใช่หรือไม่ เป็ไปได้หรือไม่ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่กระหม่อมหรือฝ่าา? แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่ฮองเฮาเองก็ได้พ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อตู๋กูิเยว่จ้องมองขันทีน้อยกำลังละเลียดกินกล้วยหอมทีละเล็กทีละน้อย นางก็อดนึกถึงการโลมเลียท่อนไม้แห่งการให้กำเนิดเมื่อคืนก่อนขึ้นมาไม่ได้ สองแก้มของนางจึงแดงปลั่งขึ้นมาชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย นางก็รู้สึกเย็นเฉียบไปทั้งกาย
"ข้ามีปัญหาอันใดหรือ?"
ขันทีหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ
"กระหม่อมก็ไม่มั่นใจหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ แต่ฮองเฮาโปรดตรองดูให้ดี เป็ไปได้หรือไม่ว่าฮองเฮาทรงมีความ้ามากเกินไป จนทำให้ฝ่าารู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าที่ควรจะเป็? หรือฮองเฮาทรงตอบสนองไม่มากพอ? นั่นอาจเป็สิ่งที่หลิวเจาอี๋ทำได้ดีกว่าก็ได้พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินคำถามเ่าั้ จิตใจของตู๋กูิเยว่ก็เต็มไปด้วยความคิดสับสนวุ่นวาย
ถึงแม้ว่าหลิวเหม่ยเอ๋อร์จะไม่เก่งกาจเื่การใช้ท่วงท่า แต่นางก็มีเสน่ห์เย้ายวนใจยากหาผู้ใดเทียบเคียง ฮ่องเต้ทรงเลือกนางขึ้นไปรับใช้บนเตียง บางทีอาจเป็เพราะเหตุผลนี้ก็เป็ได้กระมัง?
"ข้ารู้แล้ว!"
ดวงตางดงามของตู๋กูิเยว่เป็ประกายระยิบระยับ รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
"ชิงเอ๋อร์ไปเตรียมน้ำให้ข้าอาบเดี๋ยวนี้ คืนนี้ข้าจะไปหาฮ่องเต้อีกครั้ง"
"ทูลฮองเฮา ไม่ทราบว่าคืนนี้จะสวมใส่ชุดใดเพคะ?"
"ไม่ต้องสวมใส่ชุดใดทั้งนั้น!"