คืนพระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้ากลับเป็ไปด้วยหมู่เมฆา บดบังจันทราจนมิต่างอันใดกับคืนเดือนมืด ใต้รัติกาลมีเพียงแสงสลัวจากจันทราที่เล็ดลอดออกมาจากช่องว่างระหว่างเมฆ ส่องสว่างให้กับพื้นโลกเพียงมิให้มืดมิดจนเกินไป
ฉั๊วะ... คมดาบเฉือนเข้ากลางหลังบุรุษหนุ่ม คนถลาไปเบื้องหน้าฟันกระบี่กลับหลัง เพื่อป้องกันกระบวนท่าตามหลัง
ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากปากบุรุษผู้นี้ มีเพียงหัวคิ้วที่ย่นเข้าหากันเพียงเล็กน้อย แม้จะอยู่ท่ามกลางวงล้อมกลับไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกแม้เพียงน้อยนิด ชุดยาวสีขาวอันขาดวิ่น รอยเืที่กลาดเกลื่อนทั่วตัวกลับย้อมชุดมันจนแดงฉาน บ่งบอกถึงชะตากรรมที่มันต้องเผชิญใน่เวลานี้เป็อย่างดี
"ยอมมอบบันทึกมาเถอะ พลังปรานท่านแทบหมดสิ้น วิชาตัวเบาอันร้ายกาจของท่านมิอาจใช้ออกได้อีก" หัวหน้าขบวนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า
"ยื้อได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น" มีเพียงประโยคสั้นๆที่เอ่ยออกมา สบสายตากับผู้นำขบวน กลับไม่มีทีท่ายอมจำนนแม้แต่น้อย ในขณะที่มือขวากำด้ามกระบี่แน่น พร้อมออกท่ากระบี่ได้ทุกเมื่อ
"คุ้มหรือที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อบันทึกเล่มหนึ่ง"หัวหน้าขบวนออกคำถามเกลี้ยกล่อมให้บุรุษชุดขาวยอมจำนน
"ตายเพื่อนายท่านมีอันใดไม่ควร"ไม่มีความลังเลใดๆจากบุรุษผู้นี้ แม้กายมันจะเต็มไปด้วยาแ แต่คมดาบ คมกระบี่ กลับฟาดฟันไม่ถึงจิตใจอันจงรักภักดีของมัน
ไม่มีคำกล่าวอันใดออกมาจากปากหัวหน้าขบวนอีก เพียงโบกมือแ่เบา เหล่ายอดฝีมือทั้งสี่ต่างกระชับอาวุธ พุ่งทะยานเข้าใส่บุรุษหนุ่ม การเคลื่อนไหวสอดประสานเกิดจากการร่วมงานมากันอย่างดี มิมีช่องว่างแม้เพียงนิด กดดันบุรุษชุดขาวจนหมดหนทางถอย
หลังจากผ่านห้วงความเป็ความตายมามากมาย บุรุษหนุ่มมิตื่นตระหนกอันใด ร่ายรำกระบี่คุ้มกายตนเอง สายตากลับสาดส่องหาช่องว่างจุดอ่อน เพียงเสี้ยวพริบตา มือกระบี่ผู้หนึ่งคล้ายเร่งร้อนสร้างผลงาน โถมกระบี่เข้าทิ่มแทงจนหลุดพ้นระยะที่พวกพ้องช่วยคุ้มกันได้
เมื่อพบช่องว่างจุดอ่อนเช่นนี้ บุรุษชุดขาวไหนเลยจะยินยอมปล่อยผ่าน เบี่ยงกายหลบกระบี่ที่ทิ่มแทงมา พร้อมกับแทงกระบี่เข้าไปยังท้องน้อยของมือกระบี่ผู้นั้น ไม่ว่าจะแง่มุม ความเร็ว ล้วนยากหลบเลี่ยง เพียงเวลาชั่วขณะก็มีคนเข้ามาแทนที่ตำแหน่งมือกระบี่ที่สิ้นชีพไป พร้อมกับฟันดาบเฉียงด้วยความเร็วสูง
บุรุษหนุ่มงอเข่าขวาเบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อยพร้อมกับปาดกระบี่กลับหลังตามสภาวะ อีกฝ่ายกลับมีปฏิกิริยารวดเร็ว ตอบสนองอย่างทันท่วงที ยกกระบี่ขึ้นมาต้านรับไว้ได้
บุรุษหนุ่มพลันวกกระบี่กลับมาจู่โจมผู้ใช้ดาบ ปรานกระบี่แ่พริ้วคล้ายจริงคล้ายลวง กลับเป็เพลงกระบี่มายาจันทราอันเลื่องชื่อรุกเร้าจนผู้ใช้ดาบมือไม้ปั่นป่วนพลันเปลี่ยนทิศทางกระทันหัน ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาเงาวายุ คนคล้ายลมพายุกรรโชก พุ่งทะยานสวนทางกับมือกระบี่อีกคนที่พุ่งจู่โจมด้วยความเร็วสูงปรานกระบี่เปลวเพลิงแผ่ความร้อนคุกคามคน คมกระบี่ห่างจากใบหน้าเพียงน้อยนิด
ในขณะที่อาศัยช่องว่างที่ตนเองสร้างขึ้นมาดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากจุดอับ กลับเกิดลางสังหรณ์อัปมงคลขึ้น
ฉับ..!
ปรานดาบอันคมกริบขนานไปกับพื้นดิน ตัดขาบุรุษหนุ่มขาดเสมอเข่า โลหิตอันอุ่นระอุสาดกระจาย แต่บุรุษหนุ่มไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาทันทีที่รู้สึกเย็นวาบที่ขา ไม่ทันที่โลหิตจะสาดถึงพื้น กลับรีบเร่งเร้าปรานในร่างเผาเม็ดพลังจินตันหมดสิ้น ถ่ายเทพลังทั้งหมดลงในกระบี่ ใช้ออกด้วยวิชาอันร้ายกาจที่สุดของตนเองที่ยามปกติมิอาจใช้ออก
"กระบี่วายุเงามายาสะบั้นจันทร์"
ปรานวายุอันเกิดจากการเผาเม็ดพลังจินตันหลอมเข้ากับปรานกระบี่ ก่อเกิดเป็พายุปรานกระบี่อันบ้าคลั่งรุนแรง โถมกระหน่ำเข้าเฉือดเฉือน เหล่ายอดฝีมืออย่างจัง บ้างโดนพายุตัดเฉือนแขนขาขาดกระเด็นปลิ่วว่อน บ้างตัวขาดเป็หลายท่อนมิรู้ส่วนหัวส่วนหาง มีเพียงหัวหน้าขบวนที่ตั้งรับได้อย่างเต็มกลืน พายุปรานกระบี่อันบ้าคลั่งยังสร้างาแให้แก่มันมากมายจนมิอาจเคลื่อนไหวได้ชั่วขณะ
หลังจากออกกระบวนท่าฆ่าสังหารยอดฝีมือเ่าั้ ด้วยความสำนึกตัวว่าไม่อาจต่อสู้กับหัวหน้าขบวนด้วยสภาพเช่นนี้ได้ จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดทุ่มเทกำลังที่เหลือผลักดันร่างอันไร้ขาของตนเอง พุ่งออกจากหน้าผา ได้แต่รำพันในใจ
"เป็หรือตาย ให้โชคชะตาตัดสินเถอะ"
ตู้ม !
ร่างบุรุษหนุ่มร่วงหล่นไปยังหน้าผาอันมีแม่น้ำเชี่ยวกรากด้านล่าง คนพลันหายสาปสูญ...
หมู่บ้านชนบทอันไร้ชื่อแห่งหนึ่งในแคว้นซ่ง ห่างจากชายแดนแคว้นฮั่นเพียงไม่กี่สิบลี้ เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีสี่คน กำลังเดินทางไปท้ายหมู่บ้าน อันเป็ที่ตั้งของบ้านอาจารย์พวกมันที่ก่อสร้างห่างไกลจากผู้คน
"อาเหมาเ้าว่าวันนี้อาจารย์จะสอนสิ่งใด"เด็กหนุ่มใบหน้าสี่เหลี่ยม ตากลมโตสดใส เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องสาม ย่อมต้องสอนต่อยตีแน่นอน"เด็กหนุ่มร่างผอม ท่าทางสัตย์ซื่อถือมั่น เอ่ยคำ พลางกำหมัดทั้งสองขึ้น
"เฮอะ ต่อยตีอันใดวันนี้อาจารย์จะสอนเื่การคำนวนต่างหาก ใช่หรือไม่พี่ใหญ่" เด็กหนุ่มร่างอ้วนเอ่ยคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดุจพระสังกัจจายน์
"ท่านสอนสิ่งใดก็เรียนสิ่งนั้น"เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เด็กหนุ่มใบหน้าสี่เหลี่ยม แววตาสดใสนั่น มีนามว่าจางหยุน ปีนี้อายุสิบหกปี เป็เด็กกำพร้าที่บิดาตายจากา มารดามันบอกกล่าวเพียงเท่านั้น มันไม่้าสร้างความลำบากใจอันใดให้มารดา มันจึงไม่เอ่ยถามเื่บิดาอีก เพียงทราบว่าตายแล้วก็พอ
เด็กหนุ่มร่างผอมชื่อหวังเอ้อเหมา เกิดก่อนจางหยุนไม่กี่เดือน กลับตรงข้ามกับจางหยุน ที่ตายไปกลับเป็มารดา เหลือเพียงบิดาที่เลี้ยงดูมันมาจนเติบใหญ่กลายเป็คนพ่ายผอมเช่นนี้ เห็นมันพ่ายผอมเช่นนี้ แต่ตัวมันกลับมีกำลังวังชาไม่เบา ในบรรดาเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันมันกลับทรงพลังที่สุด
เด็กหนุ่มอ้วนท้วมที่ใบหน้ายิ้มแย้มดุจพระสังกัจจายน์นั้น ชื่อเฉินคุนพึ่งอายุสิบห้าเป็น้องเล็กสุดในกลุ่มพวกมัน บิดามารดามันอยู่ครบ มีความเป็อยู่ที่ไม่เลวจึงอ้วนท้วมเช่นนี้
คนสุดท้ายอวี๋เฟิง พี่ใหญ่ของกลุ่ม อายุสิบเจ็ดปีเป็เด็กกำพร้าที่อาจารย์รับมาเลี้ยง ไม่รู้ว่าเป็เพราะถูกอาจารย์เลี้ยงดูมาแต่เล็กหรือไม่ นิสัยใจเย็น เป็ผู้ใหญ่ พูดน้อยของมันจึงถอดแบบมาจากอาจารย์ไม่ผิดเพี้ยน
เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งสี่คนเอ่ยคำหยอกล้อกันในขณะที่เดินไปยังบ้านที่สร้างอย่างโดดเดี่ยว ท้ายหมู่บ้านที่ซึ่งอาจารย์พวกมันอาศัยอยู่ หลังจากเดินอีกเพียงชั่วครู่ก็มาถึงยังลานบ้านทั้งสี่ก็รีบมุ่งหน้าเข้าไปยังศาลาที่อาจารย์ใช้สอน เพราะสายตาทั้งสี่คู่เห็นอาจารย์นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อนพลางมองมาที่พวกมันทั้งสี่
"คารวะอาจารย์"ทั้งสี่คนเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง พลางโค้งคำนับจนศรีษะแทบจรดพื้น
ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นพลันยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นมาเบาๆ "เอาเถอะวันนี้ในเมื่อมาสาย ข้าก็จะสอนเื่วิชาการคำนวนแก่พวกเ้าละกัน"
หลังจากได้ยินคำนั้นหวังเอ้อเหมาพลันหน้าซีดก้มหน้าถอนหายใจอย่างหมดหวัง
เฉินคุนกลับยิ้มแย้มหน้าบานถูมือเข้าด้วยกันอย่างดีใจเอ่ยกับหวังเอ้อเหมา "ไม่เป็ไรอาเหมา ไม่เข้าใจสิ่งใดเกอจะสอนเ้าเอง ฮ่าฮ่า"
หลังจากทั้งสี่เตรียมตัวพร้อมเรียบร้อยแล้วบุรุษวัยกลางคนก็เข้าสู่บทเรียนทันที วันเวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปีหลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้นบุรุษหนุ่มในวันนั้นกลายเป็ชายวัยกลางคนในวันนี้ ผ่านวันเวลาอันเรียบง่ายในบ้านเล็กๆ ในชนบทห่างไกลผู้คน อดีตพัดผ่านไปอย่างสงบ แต่ภายในใจมันกลับมิอาจสงบได้แม้แต่วันเดียว