“หลังห้องลองเสื้อแคบๆ ในสตูดิโอ... ที่ซึ่งตัณหาและความเสี่ยงเป็เสี่ยงตายถูกบดเบียดเข้าด้วยกัน...”
*****
บ่ายวันพุธ อากาศภายนอกยังคงอบอ้าวร้อนจัดจนไอแดดระเหยขึ้นมาจากพื้นผิวถนนลาดยางมะตอยเขม่าดำ ท้องถนนสายหลักในเมืองเต็มไปด้วยรถยนต์ที่เบียดเสียดแย่งชิงเส้นทางส่งเสียงบีบแตรดังสนั่นระงับประสาท แต่ภายในห้องโดยสารรถกระบะสี่ประตูของผมที่กำลังแล่นไปอย่างเชื่องช้ากลับหนาวเยือกอย่างประหลาดในห้วงลึกของความรู้สึก ผมเพิ่งขับรถออกมาจากไซต์งานก่อสร้างหลังจากพยายามฝืนบังคับจิตใจตนเองให้ทำงานคุมคนงานเทฐานคอนกรีตเสร็จสิ้นไปครึ่งวัน ทว่าในหัวสมองของผมมันกลับไม่มีเื่งานเลยสักนิด มันมีแต่ภาพเรือนร่างสะโพกผายและทรวงอกอวบอัดของเจนจิรา รวมทั้งคำพูดท้าทายยั่วยวนที่ชวนให้กระสันสยิวเสียวสะท้านของเธอชวนให้ผมข้ามฝั่งเข้าไปหาที่สตูดิโอเสื้อผ้าแฟชั่นของเธอ
ระหว่างที่รถจอดติดสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยกใหญ่ ผมเอื้อมมือหนาไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความไลน์ที่อรส่งมาให้เมื่อ่สายของวัน อรส่งรูปภาพจานอาหารเช้าของโรงแรมที่เธอไปเข้าค่ายสัมมนามาให้ดู พร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนว่า "อาหารเช้าที่นี่อร่อยดีค่ะพี่พัฒน์ แต่อรคิดถึงกับข้าวฝีมือตัวเอง และคิดถึงพี่พัฒน์จังเลยค่ะ พรุ่งนี้่บ่ายอรก็จะได้นั่งรถกลับบ้านไปหาพี่พัฒน์แล้วนะคะ ดูแลตัวเองด้วยค่ะ รักและคิดถึงเสมอ"
คำว่า 'รักและคิดถึง' จากผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาคู่ยากที่ถูกต้องตามศีลธรรมและธรรมเนียมประเพณี มันเหมือนค้อนปอนด์เหล็กขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางแผ่นอกของผมอย่างรุนแรงจนรู้สึกจุกเสียดหายใจลำบาก ความรู้สึกผิดบาปหนาแน่นค้างในอกและความลังเลใจแล่นพล่านบีบคั้นประสาทจนผมต้องกำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ผมถามตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผมกำลังทำลายชีวิตครอบครัวที่แสนสงบเงียบเพื่อแลกกับกิเลสตัณหาชั่วคราวของเพื่อนบ้านสาวคนนั้นจริงหรือ?
ผมแอบย้อนคิดไปถึงวันเก่าๆ ที่ผมและอรเริ่มสร้างครอบครัวด้วยกันใหม่ๆ อรเป็คนสมถะ เรียบง่าย อาหารมื้อเย็นของเรามักเป็แค่ไข่เจียวร้อนๆ หรือแกงจืดเต้าหู้หมูสับง่ายๆ นั่งทานด้วยกันเงียบๆ คุยกันเื่ดินเื่ฟ้าในห้องเช่าเล็กๆ ตอนนั้นผมเคยคิดว่าชีวิตคู่ที่จืดชืดแต่ราบเรียบและปลอดภัยแบบนี้แหละคือความสุขแท้จริงที่ผม้า แต่เมื่อผมก้าวขาเดินเข้าสู่เกมราคะเร่าร้อนของเจนจิรา ััเสียวซ่านดุเดือดของเธอฟาดหัวใจและร่างกายของผมจนตื่นตัวสะท้านสยิว มันทำให้ผมพบว่าตัวเองกำลังโหยหากามารมณ์ที่เร่าร้อนและดิบถ่อยมาโดยตลอด หัวใจและร่างกายของผมกลายเป็ทาสรับใช้อย่างสมบูรณ์แบบเสพติดความดิบของชู้รัก
แต่ทว่า ร่างกายและจิตใต้สำนึกที่บิดเบี้ยวของผมมันกลับไม่ยอมฟังเสียงทัดทานเตือนสติของศีลธรรม ทันทีที่สัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น มือของผมกลับหักเลี้ยวพวงมาลัยมุ่งหน้าไปยังสตูดิโอแฟชั่นของเจนจิราทันที ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นคอยฉุดลากผมไปโดยไม่อาจขัดขืนใดๆ
สตูดิโอของเจนจิราตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์สามคูหาตกแต่งสไตล์โมเดิร์นลอฟท์สีทึบหรูหราแถบย่านธุรกิจหรู เมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กลิ่นน้ำหอมรสเชอร์รี่อันเป็เอกลักษณ์เย้ายวนใจของเธอก็โชยมาปะทะจมูกทันที เสียงเพลงสากลจังหวะโลฟายช้าๆ ดังคลอเคลียแ่เบา พนักงานในร้านและช่างภาพเดินวุ่นวายกับการจัดเตรียมเสื้อผ้าแฟชั่นและไฟสตูดิโอสำหรับถ่ายแบบออนไลน์ เจนจิราในชุดสูทลำลองสีครีมเข้ารูปสวมทับเสื้อเชิ้ตคอวีสีดำยืนคุมงานสั่งการอยู่ ท่าทางของเธอเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและเด็ดขาดของผู้ควบคุมเกมทั้งหมด
ทันทีที่เธอเหลือบสายตาคู่คมมาเห็นผม แววตาคมกริบของเธอก็เปล่งประกายวาววับสะใจ รอยยิ้มมุมปากพราวเสน่ห์อันน่ากลัวและยั่วยวนปรากฏขึ้นช้าๆ บนใบหน้าสวยสะกดใจ
"อุ๊ย... ผู้ควบคุมงานก่อสร้างฝีมือดีมาถึงแล้วเหรอคะ" เจนจิราเอ่ยทักทายเสียงใสลั่นร้าน ก่อนจะหันไปสั่งงานพนักงานสองสามประโยคแล้วเดินตรงเข้ามาหาผม
"ผมมาช่วยดูตำแหน่งพื้นที่ที่จะรีโนเวตมุมสตูดิโอด้านหลังตามที่คุณบอกน่ะครับ" ผมพูดเสียงเรียบเย็น พยายามรักษาท่าทีเป็ทางการต่อหน้าพนักงานคนอื่นๆ ทั้งที่ในอกหัวใจเต้นระทึกกระชั้นจนแทบจะทะลุออกมานอกแผ่นอก
"ดีเลยค่ะคุณพัฒน์ เดินตามเจนมาทางด้านหลังเลยนะคะ มุมนั้นค่อนข้างทึบและ้าความเป็ส่วนตัวสูงในการออกแบบและจัดแสงไฟค่ะ" เจนจิราเอ่ยเสียงหวานพลางหมุนตัวเดินส่ายสะโพกผายนำผมเข้าไปในพื้นที่ด้านหลังสตูดิโอ ซึ่งเป็ส่วนห้องแต่งตัวและห้องลองเสื้อผ้า VIP ที่กั้นแยกเป็สัดส่วนด้วยม่านกำมะหยี่ผืนหนาสีแดงเข้มปิดกั้นสายตาคนภายนอก
เมื่อพ้นสายตาผู้คน เจนจิราก็รูดม่านกำมะหยี่สีแดงปิดล็อกพื้นที่โดยรอบจนเงียบสงัดไร้เสียงรบกวน แสงไฟสีส้มสลัวภายในห้องลองเสื้อสร้างบรรยากาศที่อึดอัดและเร้าอารมณ์ความใคร่ในเวลาเดียวกัน
ผมหันหลังกลับเตรียมจะหยิบตลับเมตรในกระเป๋าเครื่องมืออกมากางวัดพื้นที่รีโนเวต แต่จู่ๆ ร่างระหงของเจนจิราก็ขยับก้าวเข้ามาประชิดหลังของผมทันที แผ่นหลังแกร่งััได้ถึงทรวงอกอวบอัดคัพเอฟนุ่มแน่นของเธอที่กดเบียดบดเข้ามาอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมเชอร์รี่ที่แสนเย้ายวนโอบล้อมตัวผมจนหัวสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก
"คุณพัฒน์คะ... ดูท่าทางคุณวันนี้ดูตึงเครียด ลังเล และพยายามหลบตาเจนจังเลยนะคะ" เจนจิรากระซิบแ่เบาชิดใบหูผม ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดต้นคอของผมจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว "กระสับกระส่ายเพราะเมียแสนดีใกล้จะนั่งรถกลับบ้านพรุ่งนี้บ่ายแล้วใช่ไหมคะ?"
"ไม่ใช่..." ผมฝืนตอบ น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นระริกคุมไม่อยู่
"อย่าโกหกเจนเลยค่ะคุณพัฒน์ แววตาของคุณมันฟ้องว่าคุณกำลังรู้สึกผิดบาปค้างอยู่ในอก... รู้นะคะว่าคุณเพิ่งอ่านข้อความจากเมียหลวงมาใช่ไหมจ๊ะ?" เจนจิราเอ่ยคำพูดบีบคั้นประสาทช้าๆ ยั่วเย้าจิตสำนึก "แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายของคุณมันกลับกำลังสั่นสะท้าน้าเสพสมเนื้อตัวของเจนจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ? เมื่อก่อนวินเขาก็ชอบอุ้มเจนเข้ามาทำรักเบียดผนังห้องลองเสื้อห้องนี้แหละค่ะ... คุณพัฒน์อยากลองแสดงฝีมือทับรอยวินดูบ้างไหมล่ะจ๊ะ?"
คำพูดท้าทายจิกกัดเปรียบเทียบกับแฟนเก่าสะกิดต่อมหึงโหดปะทุในอกผมทันควัน ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอประชิดตัวในซอกห้องลองเสื้อแคบๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเฉี่ยวคมที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของนางสุนัขจิ้งจอกเ้าเล่ห์
"คุณ้าอะไรจากผมกันแน่คุณเจน? ทำไมต้องคอยปั่นประสาทผม คอยขุดเื่กวินมาพูดให้ผมหึงหวง และคอยดึงรั้งผมให้ทำลายชีวิตครอบครัวของตัวเองแบบนี้?" ผมเค้นถาม น้ำเสียงสั่นเคร้งด้วยความอัดอั้นปนตัณหาใคร่ดิบร้อนรุ่มในกาย
เจนจิราส่งเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ในลำคออย่างสะใจ แววตาของเธอไม่มีความรู้สึกผิดหรือความลังเลใจใดๆ เลยสักนิด มีเพียงความสนุกสะใจของผู้ล่าที่เห็นเหยื่อติดกับดักศีลธรรมขยับตัวไปไหนไม่ได้
"เจนไม่ได้บังคับคุณพัฒน์เลยสักนิดนะคะ... คุณพัฒน์ต่างหากที่เดินก้าวขาข้ามถนนมาหาเจนเอง ยอมก้าวข้ามเส้นศีลธรรมเพื่อแลกกับความตื่นเต้นเร่าร้อนดิบเถื่อนที่คุณไม่เคยได้รับจากเมียแสนดีราบเรียบของคุณ" เจนจิราพูดพลางยื่นหน้าสวยเข้ามาประชิดจนปลายจมูกเกือบชนแก้ม "ความรักที่เรียบร้อยจืดชืดของสะใภ้แสนดี... กับความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงเสียวสะท้านใต้เงามืดของเจน... คุณพัฒน์ลองเปรียบเทียบดูสิคะว่าร่างกายและสมองดิบของคุณมัน้าสิ่งไหนมากกว่ากันแน่?"
คำพูดเปรียบเทียบแทงใจดำของเธอสร้างความร้าวรานในหัวสมองของผมอย่างรุนแรง มันคือความจริงที่ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงที่จะยอมรับมาตลอด ความรักของอรคือความสงบและมั่นคง แต่ัักามารมณ์ของเจนจิราคือยาเสพติดร้ายแรงที่กระตุ้นสัญชาตญาณดิบของชายชาตรีให้พุ่งพล่านจนยากจะถอนตัว ผมเสพติดความปั่นป่วนเสียวสะท้านนี้จนยอมตกนรกทาสราคะชู้รัก
เจนจิราเลื่อนมือเรียวอุ่นขึ้นมาลูบไล้ดวงหน้าของผมแ่เบา ััอุ่นจากมือเธอมันบีบหัวใจให้เต้นสั่น "คืนนี้... เจนจะเปิดเตียงสลัวรอคุณพัฒน์ข้ามฝั่งมาหาเหมือนเดิมนะคะ มาแสดงให้เจนเห็นหน่อยสิคะว่าความรู้สึกผิดบาปและแหวนแต่งงานบนนิ้วของคุณ มันจะต้านทานแรงขับตัณหาความ้าที่มีต่อเนื้อตัวเจนได้รอดหรือเปล่าจ๊ะผัวชู้"
เธอคลี่ยิ้มมุมปากเย้ายวนกระตุ้นอารมณ์ดิบ ก่อนจะขยับตัวถอยห่างและเปิดม่านกำมะหยี่สีแดงเดินออกไปอย่างหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมยืนนิ่งค้างอยู่ในห้องลองเสื้อสลัวเพียงลำพัง หอบหายใจถี่ระรัวมองกระจกเงาสามมิติมุมอับที่สะท้อนภาพใบหน้าสับสนว้าวุ่นและเต็มไปด้วยความลุ่มหลงกิเลสตัณหาหนาแน่น
หลังจากช่วยเธอตรวจสอบพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ผมก็ขับรถเดินทางกลับบ้านพักใน่เย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็สีส้มแดงก่อนจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ผมก้าวเท้าเข้ามาในบ้านพักที่เงียบสงัดไร้เสียงคนอาศัย ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาในความสลัว เอามือกุมหัวพยายามคิดถึงผลกระทบทางจิตใจที่เลวร้ายขีดสุด ยามที่คิดว่าวันพรุ่งนี้อรกำลังจะกลับมาและคืนนี้ผมต้องข้ามฝั่งไปหาเจนจิราอีกครั้งเพื่อเสพกิเลสตัณหาอันตรายนั่น จิตใจของผมมันบอบช้ำปั่นป่วนจนไม่เหลือสภาพดีเลยสักนิด แต่ร่างกายกลับยังคงทรยศเฝ้านับถอยหลังรอเวลาที่จะได้เสพความหวานของผลไม้ต้องห้ามอย่างกระหาย
*****
“ความเสียวซ่านในที่สาธารณะที่เกือบโดนจับได้...
กลิ่นคาวรักนี้จะลอยไปเตะจมูกอิงอรที่บ้านเมื่อไหร่?”