เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่5 ตอนที่ 135 : สงครามของจริง

            เฉิงซินหลินไม่สนใจท่าทางอันเบื่อหน่ายของหยางเฉินเขาแค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาผ่านความยากลำบากมามากมายซึ่งหาได้ยากในคนหนุ่มรุ่นเดียวกัน

            “ใช่ฉันได้รับการแต่งตั้งให้เข้าร่วมกองรบยุทธวิธีที่ 32หลังจากที่เข้ารับราชการทหารเพียงครึ่งปีที่เป็นอย่างนั้นเพราะฉันมีพื้นฐานการต่อสู้ และได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษพวกเราเป็นหน่วยรบพิเศษที่ร่วมรบในสถานที่ซึ่งเป็นอันตรายมาก ในทุกๆวันเราจะหมอบคอยอยู่ที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้เราต่อสู้กับพวกลักลอบขนยาเสพติดและพวกค้ามนุษย์ไม่ก็จัดการกับกรณีพิพาทแนวชายแดนด้วยการต่อสู้กับประเทศอื่นๆที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อนึกถึงมันเมื่อไหร่ ฉันจะคิดอยู่เสมอว่าโชคดีเท่าไหร่แล้วที่รอดมาได้ครบ32

            รั่วซีเธอรู้มั้ยมีครั้งหนึ่งตอนฉันกำลังต่อสู้กับทหารอินเดียในหุบเขาลึกกองกำลังเสริมของพวกมันมาเร็วกว่าที่เราคาดไว้ พวกมันมาพร้อมฝูงเครื่องบินรบและพวกเราก็มีกันแค่ 18 คนในขณะที่ศัตรูมีเป็นร้อย พวกเรามีปืนกลเพียง 2-3กระบอก ในการใช้ขับไล่พวกมันออกไปทหารอินเดียขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญ แต่นั่นก็ไม่สำคัญอะไรเพราะพวกแค่ถือปืนแล้วก็ยิงออกไปเท่านั้น ในขณะที่คลังกระสุนของเราอยู่ห่างออกไปพวกเราจึงไม่สามารถยิงตอบโต้ได้อย่างที่ต้องการ

            มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกมันยิงปืนใหญ่ออกมาและพวกเราก็ทำได้เพียงแค่หนีเท่านั้น กองบัญชาการสั่งให้เราถอนกำลังออกมาภายใต้สถานการณ์นี้ พวกเขาให้เราหลบหนีออกจากหุบเขาโดยเร็วตอนนั้นหัวหน้าของเราตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เขาสะพายระเบิดไว้บนร่างกายเดินหายเข้าไปตั้งแคมป์ในป่าและเมื่อพวกมันไม่ได้สนใจ เขาก็แอบเอาระเบิดไปวางไว้ในตำแหน่งที่พวกมันอยู่จนสามารถทำลายปืนใหญ่ของพวกมันทั้ง 2 กระบอกลงได้"

            แม้ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายแต่เฉิงซินหลินก็มีอารมณ์ร่วมไปกับมันมากนั่นให้หลินรั่วซีมีความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ด้วยเธอรู้สึกตื่นเต้นไปกับวิกฤตในเวลานั้น และเอ่ยถามว่า

            “แล้วหัวหน้าของพี่ถูกพบมั้ย?”

            เฉิงซินหลินตอบอย่างจริงจังว่า“เขาจะไม่ถูกพบได้อย่างไรหัวหน้าของพวกเราถูกไล่ยิงเป็นรังผึ้งโดยไอ้ลิงอินเดียพวกนั้นจนแม้แต่กระดูกก็หาไม่พบ...”

            “น่าสงสารจัง...”

            “ไม่เลยในฐานะทหารผู้รับใช้ชาติ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความตายไปได้ มันเป็นโชคชะตา”

            เฉิงซินหลินยิ้มอย่างตรงไปตรงมาและพูดต่อว่า

            “รั่วซีเธออาจจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดบ้าคลั่งหลังจากเห็นหัวหน้าของเราตาย พวกเราหลบซ่อนอยู่ในป่าพวกเราใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่า กว่าร้อยคนของทหารอินเดียมีอาการกังวลจนปวดหัวเป็นอย่างมากเมื่อพวกมันสูญเสียปืนใหญ่ไปเราตรงเข้าไปใจกลางกลุ่มของพวกมัน และกระหน่ำยิงอย่างบ้าคลั่ง

            ฉันจำได้ทีหลังว่ามีกระสุนยิงเฉี่ยวหูของฉันไป จนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่วาบผ่าน ฉันเห็นเพื่อนร่วมรบ2 คนที่อยู่ข้างๆร่วงลงกับพื้นเหมือนง่วงนอนโดยฉับพลัน แม้พวกเขาจะตายแล้วแต่ในมือของพวกเขาก็ยังคงจับปืนไว้แน่นไม่ยอมปล่อยจนกระทั่งมีคนช่วยปิดตาให้พวกเขา… เหตุการณ์พวกนี้ฉันยังคงเห็นมันในความฝันอยู่เสมอ”

            หลินรั่วซีรู้สึกราวกับความหลงใหลในสนามรบลามเข้ามาในจิตใจเธอถามทันทีว่า

            “พวกพี่ได้แก้แค้นให้หัวหน้าหรือเปล่าคะ?”

            “เราทำเราต่อสู้นานกว่าครึ่งชั่วโมงในสนามรบเล็กๆ นั้น ในตอนสุดท้าย มีเพียง 2คนเดินออกมาจากป่า ส่วนคนอื่นๆ ตายหมดเช่นเดียวกับศัตรูของพวกเรา...”

            เฉิงซินหลินถอนหายใจยาวก่อนจะกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “ตอนนั้นพวกเราไม่สนเรื่องชีวิตหรือความตายมีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในความคิด คือ การแก้แค้นให้กับหัวหน้าด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ฉันลืมทุกอย่างไปหมดสิ้น ตอนนี้พอมาพูดถึงมันอีกทีวันคืนเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถลืมได้จริงๆ”

            เสียงของเฉิงซินหลินต่ำและแหบราวกับเขาถูกฝังในความทรงจำที่นองเลือดนั้นอย่างสมบูรณ์

            ขณะเดียวกันหลินรั่วซีก็ฟังอย่างจริงจังเธอแสดงอารมณ์ท้อแท้และสิ้นหวังออกมา

            “คุณพูดมาพอหรือยัง?หยุดพูดเรื่องไร้สาระนี่ซะทีได้มั้ย?”

            ทันใดนั้นหยางเฉินเงยหน้าขึ้น มองไปที่เฉิงซินหลินอย่างเย็นชา

            “นายพูดว่าอะไรนะ!?”เฉิงซินหลินดวงตาเบิกกว้าง และถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

            หลินรั่วซีกำลังแช่ตัวอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้เธอรู้สึกชื่นชมและเคารพ แต่หยางเฉินกลับใช้คำพูดหยาบคายซึ่งทำให้เธอไม่พอใจเป็นอย่างมากและเธอถามเชิงตำหนิว่า

            “หยางเฉินทำไมนายชอบเป็นแบบนี้นะ! ทำไมถึงพูดกับคนที่อายุมากกว่าด้วยน้ำเสียงแบบนี้!”

            หยางเฉินค่อยๆลุกขึ้นจากโซฟาและหัวเราะเยาะ

            “ทำไมผมจะพูดแบบนั้นไม่ได้ในเมื่อคนอายุมากกว่าที่คุณพูดถึงเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระ”

            “คุณหยางแม้ว่าคุณจะเป็นสามีของรั่วซีผมก็ไม่สามารถปล่อยให้คุณมาดูหมิ่นเกียรติของทหารอย่างเราได้!คุณต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้ผม!”

            “คำอธิบาย?คุณคู่ควรงั้นหรือ?” หยางเฉินหัวเราะเยาะและหันหลังจากไป

            หลินรั่วซีลุกขึ้นและตะโกนทันทีว่า “หยางเฉินหยุดอยู่ตรงนั้น!นายต้องอธิบายคำพูดของนายนายไม่ได้รับอนุญาตให้หยาบคายกับรุ่นพี่ของฉัน!”

            หยางเฉินถอนหายใจยาวและหันกลับไปมองหลินรั่วซี ท่าทางแบบนี้ทำให้หลินรั่วซีรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก เธอไม่เคยเห็นหยางเฉินเผยท่าทางแบบนี้มาก่อนมันเป็นความอ้างว้าง โศกเศร้า สิ้นหวัง ว่างเปล่า

    และมืดมึนราวกับห้วงน้ำลึกอย่างที่ทำให้คนอื่นๆรู้สึกเศร้าตาม

            หลินรั่วซีถึงกับพูดอะไรไม่ออกเฉิงซินหลินไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนี้ เวลานี้เขาลุกขึ้นยืดอกและจ้องไปที่หยางเฉินเขม็งในความคิดของเขา

            ผู้ชายสามัญคนนี้ไม่สามารถแข่งกับเขาได้ในทุกด้าน แต่กลับกลายมาเป็นสามีของหลินรั่วซีนั่นทำให้เขารับไม่ได้อย่างแรง อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่าการทำตัวหงุดหงิดและไร้เหตุผลจะต้องเผชิญกับความเกลียดชังอย่างรุนแรงจากผู้หญิงอย่าง หลินรั่วซีดังนั้นเขาจึงตัดสินใจค่อยทำให้หลินรั่วซีมาอยู่ข้างเขาอย่างช้าๆ

            แต่อย่างไรก็ตามการค่อยๆ ลงมือทำไม่ได้หมายความว่าเขาจะอดทนต่อการยั่วยุของผู้ชายกิ๊กก๊อกคนนี้ได้!

            หยางเฉินหลับตาลงเขาเลิกจ้องมองเฉิงซินหลินด้วยสายตาซับซ้อน รวมถึงพฤติกรรมยียวนกวนประสาทแล้วเผชิญหน้ากับเฉิงซินหลินที่ดูเหมือนเป็นฮีโร่ชุดแดง และเขาแค่พูดว่า

            “รุ่นพี่เซินผมจะพูดตรงๆก็แล้วกันทั้งหมดที่คุณเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวอาชีพของคุณในสนามรบอันดุเดือดมันเป็นเพียงแค่สนามเด็กเล่นในสายตาของผม มันเป็นเพียงแค่เทพนิยายที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีแค่นั้น”

            “คุณพูดอะไรออกมา?”ดวงตาของเฉิงซินหลินเบาลง

            หยางเฉินปราศจากความกลัวอย่างสิ้นเชิงเขายิ้มและพูดว่า “คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสนามรบสักนิดคุณไม่เคยเห็นสนามรบของจริงมาก่อนด้วยซ้ำ”

            “คุณกำลังพูดว่าคุณเคยเห็นมาก่อนอย่างนั้นหรือคุณหยาง?" เฉิงซินหลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงดูถูก

             หยางเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆและพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

            “เม็ดทรายสีเหลืองแดงกระจายไปทั่วทุกแห่งตั้งแต่หัวจรดเท้านอกจากเลือดแล้ว ก็มีแค่เหงื่อเท่านั้น ไม่มีน้ำหรืออาหารคนรอบตัวแขน ขา หรือหัวขาด และบางคนชิ้นส่วนของหัวใจขาดหายไป

            มีปืนใหญ่ยิงใส่ฐานทัพของคุณและถ้าคุณเผลอแม้เพียงเล็กน้อยอาจมีรูโหว่ปรากฏขึ้นบนหัวของคุณคุณติดอยู่ในที่ซ่อนของตัวเอง ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้คุณไม่มีทางรู้ว่าถ้าคุณเดินออกไป คุณจะเสียแขนหรือขาในวินาทีถัดมา คุณอาจไม่รู้ว่าคุณตายไปได้อย่างไรด้วยซ้ำ

            เมื่อคุณเห็นใครก็ตามตรงหน้าไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ปฏิกิริยาแรกที่จะตอบสนองได้ คือยิงใครสนล่ะว่านั้นอาจเป็นชาวบ้าน! เป็นทหารนายหนึ่ง!หรือเป็นเพื่อนของคุณเอง!มนุษย์สามารถทำเรื่องชั่วๆ ได้เสมอตราบใดที่มันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณ มันจะต้องตาย

            เมื่อคุณเห็นว่าเพื่อนหรือหัวหน้าที่สู้รบร่วมกันมาตัวแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยกระสุนปืนใหญ่ คุณจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปทั้งหมดที่คุณรู้สึกมีเพียงสิ่งเดียว! คือความโล่งอกที่คนที่ตายไม่ใช่คุณ!ในเวลานั้นเมื่อคุณไม่สามารถแม้แต่จะช่วยชีวิตตัวเองได้ใครมันจะบ้าไปมีเวลาว่างใส่ใจชีวิตของคนอื่น!

            เรื่องแก้แค้นนะหรือ?นั้นคือสิ่งที่คนโง่ทำ! ถ้าคุณไม่สามารถเอาชนะได้ก็หนีสิ! ถ้าคุณสามารถเอาชนะก็ต้องมั่นใจเสียก่อนว่าคุณจะไม่ตายโดยเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดตายแล้วทั้งหมดที่แล้วมาก็ล้วนสูญเปล่า!” หยางเฉินแทบจะตะโกนออกมาในตอนสุดท้าย

            เสียงที่ดุร้ายของเขาไม่เพียงแต่ทำให้หลินรั่วซีอึ้งเงียบไปแม้แต่ท่าทางที่ดูกล้าหาญของเฉิงซินหลินก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง

            นี้มันนรกแบบไหนกันแน่?

            “มีเพียงการฆ่าอย่างไร้ปรานีในสนามรบทุกสิ่งที่คุณพูดมันเป็นเรื่องไร้สาระชนิดที่แสดงในหนังของนักเรียนโรงเรียนประถมเลยล่ะ” หยางเฉินเดินก้าวยาวออกมาจากบ้านหลังจากที่เขาพูดจบเขาจำเป็นต้องซื้อบุหรี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

            เขาอยากขับรถไปตามทางด่วนจนกว่าความรู้สึกบ้าระห่ำที่อึดอัดอยู่ภายในใจของเขาสงบลง

            เมื่อเขาเดินออกจากประตูป้าหวังที่เพิ่งกลับมาจากซื้อของ ก็พบกับหยางเฉิน ก่อนที่เธอจะทันได้เรียกเขาหยางเฉินก็รีบเข้าไปในรถ และขับออกไปอย่างรวดเร็ว

            ป้าหวังพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและเมื่อเธอเดินเข้าไปในบ้าน เธอก็ตกตะลึงในทันที

            หลินรั่วซีและเฉิงซินหลินยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นทั้งคู่พวกเขาตกอยู่ในความงุนงงราวกับพวกเขาสูญเสียจิตวิญญาณของพวกเขาไป

            หยางเฉินขับรถไปที่ร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุดและซื้อบุหรี่ที่ถูกที่สุดและแรงที่สุด หลังจากหยิบม้วนหนึ่งขึ้นมาดูด เขากลับเข้าไปในรถสตาร์ทเครื่องและขับออกไปที่ทางหลวงรอบเมืองด้วยความเร็วสูงการจราจรบนทางหลวงคืนนี้น้อย ดังนั้นจึงสามารถเห็นรถ M3ราวกับแสงไฟวาบผ่าน ขู่คำรามในขณะที่เคลื่อนผ่านคันอื่นๆ

            หลังจาก10 กว่านาทีผ่านไปหยางเฉินดูดบุหรี่ไปแล้ว 3 ตัวเขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เขามองหาที่ว่างสำหรับจอดรถ จากนั้นจึงเดินออกจากรถ และเหม่อมองไปยังดวงจันทร์ที่ส่องสว่างบนท้องฟ้ายิ้มด้วยท่าทางอ่อนล้า เขารับเอาความรู้สึกแย่ๆจากคำพูดห่วยแตกของเฉิงซินหลินมาเต็มๆ มันไม่คุ้มค่าเลยดูเหมือนว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาจะดูสงบลงมากกว่าแต่ก่อน

            แต่เขาก็ยังคงห่างไกลจากความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างส่งผลกับจิตใจของเขาการยับยั้งตัวเองยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา หลังจากความคิดของเขาสงบหยางเฉินเริ่มสังเกตบริเวณที่เขาจอดรถ เมื่อเขามองไปรอบๆ และถึงกับตะลึงมันเป็นสถานที่ที่ข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร มันเป็นที่ที่เขาเคยมากับโม่เชี่ยนนีถึง 2 ครั้งใกล้กันเป็นแม่น้ำที่มีแสงไฟส่องสว่างแสดงให้เห็นว่าธุรกิจร้านค้าริมถนนยังคงเฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน

            หยางเฉินรู้สึกหิวขึ้นมาเขาคิดถึงแผงขายของริมทางของพี่สาวเซียงขึ้นมาในทันที ซึ่งเป็นที่ที่เขาทานข้าวกับโม่เชี่ยนนี

            หยางเฉินเดินไปอย่างช้าๆมุ่งหน้าไปตามทางที่เขายังจำได้ สองนาทีต่อมาหยางเฉินก็มาถึงร้านข้างทางของพี่สาวเซียงซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากหน้าผากของพี่สาวเซียงเต็มไปด้วยเหงื่อ เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีแดงเมื่อมองเห็นหยางเฉินเดินมา

            เธอจำเขาได้ในทันทีและร้องทักเขาอย่างกระตือรือร้น

            “นั้นใช่น้องหยางหรือเปล่า?เธอต้องมาหานีซี่แน่ๆ เลย!”

            หยางเฉินรู้สึกทึ่งกับการทักทายของพี่สาวเซียงแต่เมื่อมองไปตามทางที่พี่สาวเซียงชี้ไป เขายิ่งประหลาดใจที่พบโม่เชี่ยนนีเธอสวมชุดเดรสสีขาวลายจุดสีดำ นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน เธอนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะมีอาหารและเครื่องดื่มดีกรีสูงเหมือนเคย ท่าทางของโม่เชี่ยนนีดูสง่างามมากถึงแม้ว่าเธอจะนั่งทานในร้านอาหารข้างถนนเพียงลำพังแต่มันก็ดูเป็นธรรมชาติอย่างมาก ราวกับเธอกำลังดื่มไวน์ชั้นดี ราคาแพงพร้อมกับทานคาเวียร์เกรดสูงที่ราคาแพงยิ่งกว่าทอง

            หยางเฉินเมื่อเห็นภาพดังกล่าวแล้วเขาอดคิดถึงประโยคที่ว่า “บางทีเธอเป็นเช่นหมอกขาวและบางคราวเธอเป็นเหมือนควัน” ไม่ได้