การไต่สวนไม่มีความคืบหน้าซ่งิเจิงจึงรีบรายงานต่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น
นอกจากผลการสอบสวน เขายังค่อยๆเล่าประเด็นน่าสงสัยที่ตรวจพบเมื่อวานในคราวเดียว หนึ่งในนั้นมีลูกธนูขนนกที่มีชื่อพระราชทานขององค์ชายรองสลักอยู่ซึ่งเป็จุดที่น่าสงสัยมากที่สุด
หลังจากเซวียนเหวินฮ่องเต้ได้ฟังก็ทรงไตร่ตรองสักพัก“หากว่าคราบเืต่างกัน ไม่ใช่รอยที่เลอะอยู่บนตัวม้า เช่นนั้นเ้ารองก็เป็ผู้บริสุทธิ์ล่ะสิ”
ซ่งิเจิงประสานมือกล่าวเสียงทุ้ม“ในที่เกิดเหตุไม่พบลูกธนูดอกที่สอง เื่นี้กระหม่อมไม่อาจสรุปผลได้พ่ะย่ะค่ะ”
หากไม่ใช่ศรที่องค์ชายรองยิงออกไปเช่นนั้นแน่นอนว่าต้องมีลูกธนูอีกดอก แต่กลับไม่มีเสียอย่างนั้น จึงไม่อาจตัดสินได้ ไม่แน่อาจจะเป็องค์ชายรองที่วางแผนไว้ ใช้เพียงแค่ลูกธนูดอกนี้ดอกเดียวเท่านั้นั้แ่ต้นจนจบ
ซ่งิเจิงเป็คนคิดอะไรรอบคอบยิ่งเป็เื่ที่เกี่ยวกับจ้าวอวี้หร่าน เขายิ่งต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
“พวกหมาป่าโฉดชั่ว กล้าคิดก่อฏ!”เซวียนเหวินฮ่องเต้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ซ่งิเจิงเอ่ยต่อฝ่าาไปอีกสองสามประโยค สีหน้าอึมครึมของพระองค์ก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นตรัสว่า “วันนี้กำลังจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเ้าอยู่พอดี ก็ควรให้คนพวกนั้นรู้เจตนารมณ์ของข้าเสียบ้างเื่นี้ให้เ้าไปจัดการก็แล้วกัน”
มีเซวียนเหวินฮ่องเต้คอยสนับสนุนซ่งิเจิงก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดแล้ว ตอนที่ผละจากกระโจมของเซวียนเหวินฮ่องเต้ที่มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มเ็าอยู่แวบหนึ่ง
จ้าวอวี้หร่านพักผ่อนมาทั้งคืนความเ็ปที่ศีรษะด้านหลังนั้นจางหายไปหมดแล้ว สีหน้าดูสดชื่นแจ่มใสมองดูแสงแดดยามเช้าที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ในที่สุดก็รู้สึกมีเรี่ยวมีแรง
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จคนจากสำนักหมอหลวงก็เข้ามาตรวจดูอาการ เขาคือหมอหลวงหลินซิ่งอาน
หลินซิ่งอานเห็นนางดูสดชื่นมีชีวิตชีวาแววตาสดใส จิตใจนิ่งสงบ เมื่อยื่นมือไปตรวจชีพจรให้นาง ก็พบว่าชีพจรเต้นสม่ำเสมอกว่าเมื่อวานพอตรวจดูอาการาเ็ที่ศีรษะของนาง ก็พบว่ามีเค้าบวมน้อยลง จึงลูบเคราแล้วยิ้มออกมา“อาการาเ็ขององค์ชาย อีกไม่กี่วันก็หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ่นี้อย่าเพิ่งออกแรงมากก็เป็พอ และต้องเสวยโอสถให้ตรงตามเวลาพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอวี้หร่านได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจพลางพยักหน้า “ลำบากหมอหลวงหลินแล้ว”
หลังจากหลินซิ่งอานออกไปไม่นานก็มีคนเอาโอสถมาถวาย นางจึงทำได้เพียงกลั้นใจกระดกเข้าไปรวดเดียว
ไม่รู้ว่าเป็เพราะผลกระทบทางจิตใจหรือเป็เพราะเมื่อวานตอนที่เสวยโอสถทั้งสองครั้งล้วนมีของหวานตบท้ายเพื่อกลบรสขมวันนี้รสขมของโอสถในปากจึงฝังลึกไม่ยอมจืดจาง
นางรอให้อาหารเช้ามาส่งอย่างยากลำบากหลังจากเสวยเสร็จ นางจึงลองลิ้มรสในปาก ก็พบว่ารสขมยังคงติดแน่นจึงทำได้เพียงใช้น้ำเปล่าล้างปากไปสองครั้ง
ยากนักที่นางจะพักฟื้น กระทั่งจันซื่อ[1] ที่โดยปกติจะมาส่งหนังสือพับทุกเช้าต่างจงใจหลบหลีกนางจึงหยิบเอา ‘ตำราอี้จิง[2]’ ที่วางอยู่กลางแท่นบรรทมไม้จื่อถานเอนหลังพิงหมอนใบใหญ่สีน้ำเงินเข้มเหลือบทอง พลิกตำราอ่านอย่างสบายอารมณ์แต่แล้วซ่งิเจิงก็เข้ามา
จ้าวอวี้หร่านไม่อยากพบเขา ทว่าหลังจากกลับมาเมื่อคืนนางได้มานั่งไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ในตอนนี้นางยังต้องยืมกำลังของเขาปราบปรามเหล่าองค์ชายอีกอย่าง เมื่อชาติที่แล้วใน่เวลานี้ความสัมพันธ์ของพวกเขายังถือว่าเข้ากันได้ดียิ่งไปกว่านั้นคือนางให้ความเคารพนับถือเขา เขาเป็แม่ทัพที่มีชื่อเสียงโด่งดังสละเืเนื้อปกป้องความมั่นคงสงบสุขของชายแดน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขาควรค่าแก่การถูกเลื่อมใสศรัทธา
ความขัดแย้งล้วนเกิดขึ้นหลังจากการที่นางฆ่าพี่ชายเพื่อครองบัลลังก์จึงถูกเขาล่วงรู้ความจริงว่าที่แท้แล้วนางเป็สตรี
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเป็ไปแบบสู้กันจนตายไปข้าง
ตอนนี้ขอเพียงนางคอยระแวดระวัง ในภายภาคหน้าค่อยแอบแบ่งแยกอำนาจในราชสำนักของเขาออกมาบางทีพวกเขาอาจยังสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ แต่ตอนนั้นที่ส่งเขากลับไปทางเขตตะวันตกเฉียงเหนือนางไม่นึกว่าเขาจะตายในสนามรบ
พอคิดมาถึงตรงนี้จ้าวอวี้หร่านก็สงบอารมณ์ลงได้มากและยอมพบเขาในที่สุด
เมื่อซ่งิเจิงเข้ามาในกระโจมก็เห็นนางอาบแสงอาทิตย์ด้วยท่าทีเกียจคร้าน นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องกำลังถือตำราทำให้เขาคิดว่า่เวลาที่เงียบสงบนี้เป็ภาพลวงตา
นางในความทรงจำของเขาเป็คนดื้อรั้นเหี้ยมโหด เ็าไร้ความรู้สึก
“องค์ชาย ่บ่ายจะมีการจัดงานเลี้ยงขึ้นฝ่าาให้กระหม่อมมาแจ้งล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็งานเลี้ยงต้อนรับเสด็จอาใช่หรือไม่ข้าจะต้องไปร่วมงานอย่างแน่นอน”
ดวงตาของจ้าวอวี้หร่านยังคงจดจ้องอยู่ที่ตำราซ่งิเจิงมองที่หน้าปก ‘ตำราอี้จิง’ เขาจำได้ว่านางอ่านอยู่หลายครั้งหลายคราก็ยังไม่เข้าใจซ้ำยังอารมณ์เสียจนโยนตำราทิ้ง
ั์ตาเจือแววขำขันอยู่ครู่หนึ่งตัดสินใจไม่อยู่กวนใจนางต่อ จึงประสานมือทำความเคารพแล้วทูลลา
เขามาเร็วไปเร็วดุจสายลมจ้าวอวี้หร่านยังไม่คุ้นชินนัก นางเม้มริมฝีปาก รู้สึกว่าตนเองในชาติที่แล้วถูกเขาตามตอแยมากจนเกินไปจึงรู้สึกคุ้นชินกับสิ่งเ่าั้ไปแล้ว
เมื่อจวนเจียนจะถึงเวลางานเลี้ยงใน่บ่ายนางก็ได้แต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่ทำให้นางคาดไม่ถึงคือซ่งิเจิงยังให้คนยกเกี้ยวมารอรับนางอีก
นางขึ้นเกี้ยวด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างเช่นเคย สายตาทอดไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีเขาอยู่ข้างกายจนกระทั่งถึงสถานที่จัดงานเลี้ยง
วันนี้นางสวมชุดประจำตำแหน่งสีแดงผมดำขลับถูกรวบมัดอยู่กลางมงกุฎ เผยผิวบริเวณลำคอเล็กน้อย ผิวบริเวณที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมานั้นขาวนวลดุจหิมะกระทั่งผ้าขาวยังดูมัวหมองขึ้นมาถนัดตา
ซ่งิเจิงยืนอยู่ข้างกายนางเขากวาดมองจากหางตา รู้สึกว่านางควรจะใส่สีอื่น สีสันสดใสแบบนี้ ยิ่งดึงดูดความสนใจของคนเข้าไปใหญ่
ขุนนางทั้งหลายมากันเกือบครบแล้วต่างนั่งกันอยู่เนืองแน่นภายในงานเลี้ยง เหล่าเสด็จพี่ของนางก็มาร่วมงานต่างลุกขึ้นมาคารวะนางทีละคน
เพื่อหลีกเลี่ยงการคำนับตามพิธีของทุกคน นางจึงเดินไปนั่งยังตำแหน่งที่นั่งของนางถัดไปก็คือที่นั่งของซ่งิเจิง เซวียนเหวินฮ่องเต้คงเป็ผู้ที่สั่งให้คนจัดแจงเช่นนี้เสด็จพี่ของนางล้วนถูกจัดแจงให้นั่งถัดไปจากเขา แสดงให้เห็นว่าเขาได้รับความเมตตากรุณาอย่างชัดเจน
บนโต๊ะของจ้าวอวี้หร่านไม่มีจอกเหล้าวางไว้ทุกคนรู้ดีว่านางได้รับาเ็ จึงไม่กล้าให้ดื่มเหล้าขณะที่ยังาเ็อยู่
นางจึงยกชาจิบให้ชุ่มคอระหว่างที่รอให้เซวียนเหวินฮ่องเต้มาถึง
คาดไม่ถึงว่าตอนนี้กลับมีทหารแถวหนึ่งฉุดลากทาสรับใช้ไม่กี่คนที่อาการร่อแร่เจียนตาย อีกทั้งเนื้อตัวเต็มไปด้วยเืเข้ามา ทำเอามือที่กำลังถือถ้วยชาอยู่หยุดชะงักได้ยินหัวหน้าทหารรายงานขึ้นเสียงดัง “เรียนซู่อ๋อง นำตัวมาครบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องอยู่ที่ซ่งิเจิงจ้าวอวี้หร่านก็เบนหน้าไปมองเช่นกัน มองเห็นดวงตาคู่คมที่กำลังเดือดพล่านของเขา
นางขมวดคิ้วมุ่น นึกถึงคำพูดที่เขาเอ่ยขึ้นเมื่อวาน หรือเขาจะใช้เวลานี้...
นางยังไม่ทันได้ข้อสรุปซ่งิเจิงก็ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองลงไปทั่วบริเวณ แผ่ซ่านแรงกดดันอันน่าเกรงขามของแม่ทัพใหญ่ออกมา
“เมื่อวานองค์รัชทายาทตกจากหลังม้าจากการตรวจสอบ พบว่ามีคนต่ำช้าลอบผสมเมล็ดสลอดเข้าไปในอาหารม้าขององค์รัชทายาทจงใจวางแผนลอบทำร้ายพระองค์ ต้องได้รับโทษ! ทั้งแปดคนนี้ปฏิบัติหน้าที่หละหลวม ทำให้คนชาติชั่วได้โอกาสประมาทจนบกพร่องในหน้าที่ มีโทษมหันต์ ปะาสถานเดียว!”
หลังจากคนที่อยู่ในงานเลี้ยงได้ยินเช่นนั้นต่างก็หายใจไม่ทั่วท้อง ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงร้องโหยหวนพลันดังขึ้นบาดหูโดยไม่มีใครคาดคิด
ทุกคนกลับไปดูนักโทษแปดคนนั้นต่อหนึ่งในนั้นถูกดาบในมือทหารสะบั้นคอ หัวที่ถูกตัดหลุดกลิ้งลงไปบนพื้นดวงตาของคนผู้นั้นยังคงเบิกกว้าง เืสาดกระเซ็นประหนึ่งสายน้ำ เมื่อสูญเสียแรงค้ำจุนร่างทั้งร่างจึงล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
มหาดเล็กที่ขวัญอ่อนใจนร้องลั่น ขุนนางล้วนหน้าซีดเผือด ถูกฉากเมื่อครู่จู่โจมจนสะทกสะท้าน
จ้าวอวี้หร่านก็รู้สึกไม่ค่อยดีจึงเม้มริมฝีปากไว้แม้นางจะเคยเห็นฉากนองเืมาก่อน แต่นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าซ่งิเจิงจะตัดหัวประจานในเวลานี้
ซ่งิเจิงที่ยืนอยู่หลังโต๊ะในเวลานี้เดินไปยังเบื้องหน้าคนที่กำลังตัวสั่นเทิ้มเมื่อยกมือขึ้น ทหารก็ส่งดาบไปยังมือของเขาทันที
เขาถือดาบไว้ในมือ แววตาเย็นเยือกสายตามองขึ้นไปยังจ้าวอวี้หร่านที่นั่งอยู่้า จากนั้นจ้องเขม็งไปที่องค์ชายใหญ่และองค์ชายองค์อื่นๆทหารคุมตัวทาสรับใช้คนหนึ่งมาคุกเข่าลงต่อหน้าเขา
เหล่าองค์ชายไม่รู้ว่าที่เขามองมานั้นมีเจตนาอันใดในใจรู้สึกประหม่าเหลือจะบรรยาย แต่ซ่งิเจิงกลับไม่พูดพร่ำทำเพลงขณะที่ยกยิ้มและสบสายตากับพวกเขานั้น หัวอีกหัวก็ลงไปกลิ้งอยู่บนพื้นในพริบตาเืสดๆ สาดกระเซ็นไปบนรองเท้าหนังกวางสีดำของเขา
ภายในงานมีเสียงหายใจติดขัดบรรดาองค์ชายมีสีหน้าซีดเผือด พวกเขาเข้าใจความหมายที่ซ่งิเจิงกำลังสื่อแล้ว
เขากำลังสาธิตให้ดูเป็ตัวอย่างส่วนวิธีการของเขานั้นทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นรัวแรง มือไม้สั่นระรัว
สายตาของซ่งิเจิงที่ส่งมาให้ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็ทาสรับใช้ที่ถูกลงทัณฑ์ เหมือนกับว่าคมดาบเล่มนั้นได้ฟาดฟันลงมาบนคอของตนเองทำให้พวกเขาเย็นสันหลังวาบ จนรู้สึกชาหนึบไปทั้งศีรษะจนขวัญหนีดีฝ่อ
เมื่อบั่นคอด้วยตนเองไปแล้วคนหนึ่งซ่งิเจิงจึงเชิดคางขึ้นประกาศกร้าว“บังอาจิ่พระเกียรติองค์รัชทายาทแห่งแคว้นข้า ข้าก็จำต้องลงทัณฑ์ด้วยตนเอง!”
หลังกล่าวจบ ทาสรับใช้อีกคนก็ถูกกดลงต่อหน้าเขาซ่งิเจิงลงดาบอีกหน กลิ่นคาวเืเข้มข้นอบอวลอยู่กลางอากาศ ขุนนางฝ่ายบุ๋นจำนวนไม่น้อยทนไม่ไหวเบี่ยงกายยกแขนเสื้อปกปิดใบหน้า ไม่อาจทนดูฉากนองเืเช่นนี้ต่อไปได้
ทุกคนล้วนตกตะลึงกับความอำมหิตของเขาซ้ำยังยิ่งเข้าใจเจตนาของเซวียนเหวินฮ่องเต้ที่จัดงานเลี้ยงครั้งนี้ขึ้นมา
คนที่บังอาจทำผิดกฎ ต้องฆ่า!
จ้าวอวี้หร่านที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่ากำลังมองดูชายหนุ่มผู้ห้าวหาญจากไกลๆ ่เวลานี้ใจของนางพลันเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นมาเพราะเขา
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] ตำแหน่งผู้ดูแลกิจการส่วนพระองค์ในองค์รัชทายาท
[2] อี้หมายถึง การเปลี่ยนแปลง จิง หมายถึง ตำรา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่าตำราที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง