ภายในห้องครัวในพระราชวังขณะนี้เหล่าคนครัวกำลังขะมักเขม้นเตรียมอาหารเย็นกันอยู่ บรรยากาศโดยรวมนั้นเหมือนจะปกติแต่ทว่ากลับมีบุคคลหนึ่งซึ่งไม่น่าจะอยู่ที่นี่ได้กำลังยืนหั่นผักอย่างสบายอารมณ์ ราชินีเอลิเซียหั่นผักไปด้วยพร้อมกับฮัมเพลงเบา ๆ การที่เธออยู่ในครัวทำให้เหล่าคนครัวอึดอัดไม่น้อยแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเธอยืนกรานที่จะรับหน้าที่เป็คนหั่นผัก
ประตูห้องครัวถูกเปิดพร้อมกับที่เออร์วินเดินเข้ามาเหล่าคนครัวต่างเหลียวมองมายังเ้าชายแล้วยิ้มให้เขา กับเ้าชายที่ใครต่างก็มองว่าเป็ขยะที่ใครก็ต่างดูถูกผู้นี้เหล่าคนครัวกลับมีความรู้สึกดี ๆ ให้เพราะว่าเ้าชายไม่เคยถือตัวกับพวกเขาทั้งยังมีเมนูใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาให้เสมอ ไม่เพียงเท่านั้นบางครั้งเ้าชายน้อยผู้นี้ก็ยังเข้าครัวด้วยตัวเองซึ่งมันเป็อะไรที่มหัศจรรย์มากสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบและแปลกมากสำหรับเด็กที่มีสายเืเชื้อพระวงศ์ แต่นั่นมันทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกสนิทสนมและคุ้นเคยกัน ราชินีเอลิเซียที่กำลังหั่นผักอยู่หันมาเห็นลูกชายตนก็ยกมีดขึ้นมาแล้วยิ้มให้เออร์วิน
“เอ๊ะ ท่านแม่...” เออร์วินแปลกใจที่เห็นแม่ของตนอยู่ในครัว
“อุ๊ยตายจริง เออร์วินลูกแม่มาทำอะไรกันเนี่ย อ๊ะ อย่าบอกนะว่าลูกจะทำอาหารร่วมกับแม่เ้าลูกคนนี้จะเอาใจแม่เก่งเกินไปแล้วนะ”
“เอ่อคือว่า...” เออร์วินพยายามพูดแต่ก็โดนแม่ขัด
“นี่ ๆ ลูกดูสิจ๊ะฝีมือการหั่นผักของแม่พัฒนาไปไกลมากแล้วนะจ๊ะเห็นมั้ย ๆ”
“เอ่อ...”
“นี่ ๆ ว่าแต่เมื่อไหร่ลูกจะสอนขั้นต่อไปให้แม่ล่ะจ๊ะ แม่ว่าแม่พร้อมแล้วนะ”
“คือ...”
“นี่ ๆ แล้ววันนี้เราสองแม่ลูกจะทำอะไรให้พ่อเขาทานเป็มื้อเย็นดีจ๊ะเรามาช่วยกันคิดเนอะ”
ราชินีเอลิเซียพูดจบก็ยิ้มให้กับลูกชายของเธอที่ยืนนิ่งเป็รูปปั้นพร้อมกับมองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังงาน เออร์วินกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพูดว่า
“คือว่าผมจะมาทำเค้กเพื่อไปง้อท่านพี่หน่อยน่ะครับ”
ราชินีเอลิเซียที่ได้ยินดังนั้นก็รีบเอามือปิดปากในขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงถือมีดอยู่ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึงเออร์วินที่เห็นปฏิกิริยาแบบโอเวอร์แอ็กติงของแม่ตนก็ตกอยู่ในความงุนงงว่าตนพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า หางตาขององค์ราชินีเริ่มมีน้ำตารื้นขึ้นก่อนจะพูดพร้อมเสียงกระซิกว่า
“ไม่นึกเลยว่าเออร์วินน้อยของแม่จะโตป่านนี้แล้วถึงขนาดรู้จักง้อสาวด้วย นี่แม่ยังหลงคิดว่าเออร์วินน้อยของแม่เป็เด็กแบเบาะอยู่เสียอีก ทำไมกันนะทั้งที่แม่ควรจะดีใจที่ลูกแม่โตเป็หนุ่มแต่แม่ยังรับความจริงนี้ไม่ได้”
ราชินีเอลิเซียก็ใช้นิ้วปาดน้ำตาพร้อมทำเสียงกระซิก ส่วนเออร์วินนั้นยืนนิ่งเป็รูปปั้นอยากจะบอกเหลือเกินว่า 'ผมยังเป็เด็กสิบขวบอยู่นะครับท่านแม่แล้วสาวที่ท่านแม่บอกก็เป็พี่สาวของผมด้วย' แต่ทั้งหมดทั้งมวลเออร์วินกลับเลือกที่จะเงียบไว้ ในขณะที่เรเวนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมองมายังองค์ราชินีด้วยความอึ้งแล้วพูดกับเด็กชายเบา ๆ ว่า
“เออร์วินนี่แม่เธอเหรอ”
ตัวเมืองไพร์ล็อกนั้นเป็เมืองขนาดเล็กที่แบ่งพื้นที่ออกเป็สามส่วนตามระดับความสูงของูเาที่เป็ที่ตั้งของเมือง บริเวณเมืองชั้นล่างสุดเป็ที่อยู่อาศัยของประชาชนคนธรรมดาทั่วไปและเป็ที่ตั้งของตลาดและร้านค้าต่าง ๆ บริเวณชั้นกลางเป็ที่ตั้งของค่ายทหาร คลังเสบียง ส่วนชั้นบนสุดเป็ที่ตั้งของพระราชวังและบ้านของเหล่าขุนนางทั้งหลาย
ภายในค่ายทหารวันนี้ก็เป็ดังเช่นทุกวันเหล่าทหารต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม โรงตีเหล็กในค่ายทหารก็ทำหน้าที่ซ่อมแซมอาวุธเตาจนมีเสียงค้อนทุบเหล็กดังออกมาจากโรงตีเหล็กไม่ขาดสาย ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปดังเช่นทุกวันมุมหนึ่งในค่ายทหารก็ปรากฏสายฟ้าพลังแรงสูงขึ้นพร้อมกับเสียงดังเปรี๊ยะตามด้วยหุ่นฟางห้าตัวที่เป็เป้าหมายการโจมตีกลายเป็ฝุ่นผง เ้าหญิงลิลิธมองผลงานของตนตรงหน้าด้วยสายตาที่เ็าก่อนจะออกคำสั่ง
“เอามาอีก”
เหล่าทหารหลายคนที่ทำหน้าที่เฝ้าดูการฝึกของเธอต่างก็รีบขนหุ่นฟางมาใหม่อีกห้าตัวในขณะที่ออกัสซึ่งเป็ครูฝึกของเธอเพราะมีความเข้ากันได้กับเวทสายฟ้าเช่นเดียวกับเธอเอาแต่ยืนมองอยู่เฉย ๆ แต่ดวงตาของเขากลับแสดงถึงความหวาดหวั่นพร้อมกับเหงื่อที่ไหลออกมา เหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในค่ายนั้นต่างรับรู้ได้ถึงความรุนแรงจากเวทสายฟ้าที่ลิลิธร่ายออกมา พวกเขาต่างมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชมผิดกับออกัส เขามองไปยังหุ่นฟางตัวใหม่ที่ถูกนำมาตั้งด้วยสายตาที่หวาดกลัว เพราะหุ่นฟางที่เพิ่งถูกทำลายไปด้วยเวทสายฟ้าของลิลิธนั้นไม่ใช่หุ่นฟางชุดแรกที่ถูกทำลายในวันนี้ นับแต่ที่ลิลิธเข้ามายังค่ายทหารในตอนเช้าตรู่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก็เอาแต่มุ่งทำลายหุ่นฟางพวกนี้ไม่หยุดหย่อน ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างทึ่งในความสามารถของเธอกลับเป็ออกัสที่รู้ได้ทันทีว่าเ้าหญิงผู้นี้ขณะนี้กำลังอารมณ์บูดสุด ๆ ใจจริงเขาอยากหลีกหนีจากเธอในวันนี้ด้วยซ้ำแต่ในฐานะที่เป็ครูฝึกทำให้เขาจำใจต้องเฝ้าดูการฝึกฝน(หรือการระบายอารมณ์)ของเธออยู่อย่างนี้
หากบอกว่าเ้าชายเออร์วินคือขยะเ้าหญิงลิลิธก็คงเป็สิ่งที่ตรงกันข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง ั้แ่เกิดเธอก็พลังเวทมนตร์มหาศาลมีความสามารถเรียนรู้ได้เร็วทั้งยังมีความเข้ากันได้กับเวทสายฟ้า เธอจึงมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับน้องชายของเธออยู่เสมอทำให้เริ่มมีคนมองว่าคนที่มีความเป็ไปได้มากที่สุดในการได้รับสืบทอดบัลลังก์ต่อจากพระาาอัลเฟรดก็คือเ้าหญิงลิลิธ ขุนนางบางคนที่มีลูกชายพยายามที่จะผลักดันให้ลูกชายของตนได้หมั้นหมายกับเ้าหญิงด้วยหวังว่าลูกชายของตนจะได้เป็พระาาในอนาคต แต่ปฏิกิริยาที่พระาาแสดงออกมากลับเพียงแค่รับทราบแต่ไม่มีการตอบสนองอื่นแต่อย่างใดสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจแก่พวกเขาเป็อันมาก
เมื่อหุ่นฟางทั้งห้าตัวถูกนำมาตั้งเสร็จทหารที่ทำหน้าที่ตั้งหุ่นฟางก็รีบหลีกหนีจากบริเวณไปอย่างลนลาน ลิลิธจินตนาการว่าหุ่นฟางทั้งห้านี้คือเออร์วินน้องชายเธอ เธอนึกภาพที่อีกฝ่ายกำลังยิ้มให้เธอซึ่งดูเหมือนว่านอนสอนง่ายแต่แท้จริงแล้วกลับดื้อรั้นถึงขีดสุดแถมยังชอบทำอะไรตามใจตัวเอง หลายครั้งหลายหนที่เธอเตือนเขาแต่กลับได้รับคำตอบรับมาว่า ‘ครับ’ แล้วก็เป็เข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาอย่างเื่เมื่อเช้าที่เธอพยายามกันเขาออกจากสาวใช้ที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าที่เขาพามาแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจคำพูดของเธอ
“ไปตายซะเออร์วิน” ลิลิธพูดลอดไรฟันออกมาพร้อมกับใช้มานากระตุ้นอิเล็กตรอนในอากาศจนเกิดเป็ลูกบอลสายฟ้าขนาดใหญ่
ออกัสที่ยืนมองลูกศิษย์ฝึกฝน(หรือระบายอารมณ์)กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เกี่ยวกับทักษะการใช้เวทสายฟ้าของลิลิธนั้นไม่ว่าเขาจะมองกี่ครั้งก็ยังรู้สึกทึ่ง ทั้งยังไม่ต้องร่ายคาถาแถมยังใช้มานาเพียงน้อยนิด เขาเคยลองถามลิลิธดูซึ่งเ้าหญิงก็ยินดีอธิบายให้ฟังพร้อมทำท่าอวดด้วยการบอกว่าทั้งหมดนี้เป็ความคิดของน้องชายเธอ แต่ออกัสที่ฟังกลับหัวหมุนเพราะเขาไม่เข้าใจถึงหลักการของมันเลยสักนิด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอิเล็กตรอนที่อีกฝ่ายบอกคืออะไรและมันอยู่ในอากาศได้ยังไง แต่ที่เขาไม่รู้ยิ่งกว่าก็คือแม้แต่ลิลิธเองก็ไม่รู้เช่นกันแต่ที่เธอทำได้เพราะเธอแค่เชื่อในคำแนะนำของน้องชายเธอเท่านั้น
ลูกบอลสายฟ้ามีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แสงไฟสว่างจ้าแม้เป็ตอนกลางวันเสียงดัง เปรี๊ยะ ๆ ดังขึ้นสะท้านใจของผู้คนในละแวกใกล้เคียง จนเมื่อลูกบอลสายฟ้ามีขนาดใหญ่เป็สี่เท่าของลูกฟุตบอลลิลิธก็จัดการโยนบอลสายฟ้าใส่หุ่นฟางทั้งห้าพร้อมกับนึกภาพน้องชายของเธอซ้อนทับกับหุ่นฟางทั้งห้า ออกัสที่เห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าตะลึงออกมาหอกที่เขาถืออยู่นั้นพลันมีสายฟ้าห่อหุ้ม เสียงะเิดังลั่นไปทั้งไพร์ล็อก
“ตูม!!!”
ชาวเมืองทุกคนพากันสะดุ้งโหยงด้วยความใ บางคนถึงกับหยุดงานที่ทำอยู่ในมือแล้วรีบออกมาดูว่าเมืองไพร์ล็อกยังอยู่ดีไหม
ภายในบ้านที่ทรุดโทรมหลังหนึ่งในสลัมขณะนี้จูนที่ให้พ่อของเธอนอนหลับหลังจากที่ทานยาแอสไพรินที่เออร์วินให้มากำลังเช็ดตัวของพ่อเธออยู่ก็ต้องสะดุ้งโหยงแล้วรีบออกไปนอกประตูบ้านพบว่าเหล่าผู้คนที่อยู่ในสลัมก็มีอาการเช่นเดียวกับเธอ ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงกับมีบางคนหมอบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เด็กผู้หญิงที่อยู่บ้านข้างของจูนเองก็ชะโงกหน้ามาอย่างแตกตื่น
“พี่สาวคะนั่นมันเสียงอะไรคะ” เธอถามจูนด้วยความรู้สึกกังวล
“พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน” จูนตอบพร้อมกลับแสดงความรู้สึกหวาดกลัวและกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ภายในบ้านหลังเล็กเจคที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะกลางห้องโดยมีเนียนั่งเล่นตุ๊กตาผ้าขาด ๆ อยู่ที่พื้นด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา ในขณะที่บนโต๊ะยังคงมีอมยิ้มสามอันที่เออร์วินให้เธอมาในสภาพที่ยังเหมือนเดิมไม่ผ่านการแกะเลยแม้แต่อันเดียว เพราะว่าเนียนั้นแสดงความรู้สึกชัดเจนเลยว่าเธอไม่ชอบเออร์วินแม้กระทั่งไม่อยากจะกินของที่เขามอบให้ ส่วนอันนาก็กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน
ขณะที่เจคกำลังใช้ความคิดเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่นั้นเสียงะเิของอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น เนียที่เล่นตุ๊กตาอยู่ก็สะดุ้งโหยงด้วยความใอันนาก็เผลอร้องว๊ายออกมาจนเกือบทำหม้อคว่ำ ส่วนเจครีบออกไปนอกบ้านมองไปทางที่เสียงดังมาพบว่ามาจากเขตชั้นกลางที่เป็ที่ตั้งค่ายทหารและคลังเสบียง
ส่วนค่ายทหารที่มาของเสียงขณะนี้กำลังตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว ใช้เวลาสักพักหนึ่งฝุ่นที่ฟุ้งกระจายอยู่ก็ค่อย ๆ จางไป จนเผยให้เห็นพื้นดินที่กลายเป็หลุมเป็บ่อเคล้ากับกลิ่นไหม้ที่คลุ้งไปทั่วผืนดินแตกร้าวกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เ้าหญิงลิลิธที่ยังคงยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเธอเพียงแค่ถอนหายใจยาวออกมาเพราะเหมือนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจเอาไว้ เหล่าทหารที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันร้องเฮลั่นออกมาแล้วพากันกล่าวยกยอปอปั้นเ้าหญิงกันยกใหญ่ ต่อให้สิ่งที่เธอทำนั้นจะสร้างความเสียหายขนาดไหนแต่การที่เชื้อพระวงศ์มีพลังอันมหาศาลก็หมายถึงเมืองแห่งนี้ทรงพลังไปด้วยเช่นกันจึงไม่แปลกที่ทุกคนจะยินดีกับผลลัพธ์นี้ มีก็เพียงแต่ออกัสที่นั่งลงกับพื้นเหงื่อท่วมตัวพร้อมหอบหายใจไม่หยุดส่วนตาก็เบิกโพลงด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อมือยังกำหอกที่ตอนนี้ไร้ซึ่งสายฟ้าไว้แน่นไม่คลาย
ความจริงแล้วเวทสายฟ้าที่ลิลิธใช้ออกมานั้นทรงพลังพอที่จะกวาดล้างค่ายทหารแห่งนี้ไปได้ด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะออกัสใช้เวทสายฟ้าของตนสกัดความเสียหายเอาไว้ให้อยู่ในวงแคบ
“นี่มันเวทสายฟ้าอะไรกัน” ออกัสถามตัวเองในใจ เ้าหญิงลิลิธเต็มที่ก็อายุแค่สิบสามปีแต่กลับเวทที่ทรงพลังเช่นนี้ และที่สำคัญเขาััได้ว่ามานาของเ้าหญิงนั้นแทบไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อยเมื่อรวมกับการที่เธอไม่จำเป็ต้องร่ายคาถาหรือไม่แม้แต่จะใช้คีย์ลัด เขานึกถึงเื่ที่เ้าหญิงพูดว่าทักษะที่เธอใช้นั้นได้รับการชี้แนะมาจากน้องของเธอ หากว่าคนที่เทคนิคเช่นนี้เรียกว่าน่ากลัวแล้วล่ะก็ เช่นนั้นคนที่คิดเทคนิคนี้ขึ้นมาก็ปีศาจดี ๆ นี่เอง ออกัสคิดเช่นนี้ไปมาในหัว ก็จะถามคำถามที่พักนี้เขามักถามตัวเองบ่อย ๆ ในใจว่า “แล้วตกลงอิเล็กตรอนมันคืออะไรวะ”
ลิลิธที่เมื่อฝึกฝน(ได้ระบายอารมณ์)เสร็จแล้วก็เตรียมจะกลับไปที่พระราชวัง
“แปะ แปะ” เสียงปรบมือดังขึ้นเป็การปลุกออกัสจากการใช้ความคิดแต่ลิลิธกลับทำเหมือนไม่สนใจเสียงปรบมือนั้น ออกัสมองไปยังเ้าของเสียงปรบมือพบว่าเป็อัศวินฝึกหัดคนหนึ่งเขาก็แสดงความดูแคลนออกมา อัศวินฝึกหัดผู้นี้รูปร่างสูงโปร่งผิวขาวเนียนใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาเข้ากับผมสีทองที่ถูกรวบไว้ด้านหลังแล้วมัดไว้ เสื้อเกราะที่เขาสวมนั้นแม้เป็ตามระเบียบของอัศวินฝึกหัดไพร์ล็อกแต่เห็นได้ชัดว่าทำจากแร่ชั้นดีแม้ไม่ถึงกับระดับพวกมิธริลแต่ก็ดูหรูหรากว่าอัศวินฝึกหัดคนอื่นดูก็รู้ว่าเป็ของสั่งทำพิเศษ ดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวมีการประดับอัญมณีไว้มากมาย
อัศวินฝึกหัดผู้นี้มีชื่อว่า กิลเบิร์ต วากอน ลูกชายของ หัวหน้าสายลับและข่าวกรอง ลอร์ด อาร์เทมิส วากอน หนึ่งในขุนนางที่มุ่งหวังจะให้บุตรชายของตนแต่งกับเ้าหญิงลิลิธแล้วขึ้นเป็พระาาคนต่อไป กิลเบิร์ตเห็นลิลิธยังคงไม่มีทีท่าสนใจตนเขากลับไม่มีทีท่าขุ่นเคืองทั้งยังทาบฝ่ามือกับอกซ้ายก่อนจะค้อมกายทำความเคารพยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เป็เวทมนตร์ที่ยอดเยี่ยมมากพะย่ะค่ะเ้าหญิงลิลิธ”
ลิลิธกลับไม่มีท่าทีสนใจเมื่อคิดว่าวันนี้ฝึกฝนเท่านี้ก่อนแล้วกันก็หันไปพูดกับออกัส
“วันนี้คงพอแค่นี้ข้าขอตัวกลับก่อนนะท่านออกัส” ออกัสที่ยังคงนั่งกับพื้นเพียงยกมือให้เธอเป็การบอกว่าตามสบาย เ้าหญิงลิลิธก็เตรียมเดินจากไปแต่เธอเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีร่างน้อย ๆ วิ่งมาหาเธอพร้อมร้องว่า
“เ้าหญิงคะ” ลิลิธหันไปมองพบว่าคนที่วิ่งมาเป็มีเรียที่มีอายุไล่เลี่ยกับน้องชายเธอ มีเรียวิ่งมาเบรกเอี๊ยดตรงหน้าเธอหอบหายใจ มีเรียตอนนี้แต่งตัวด้วยชุดเกราะของอัศวินฝึกหัดที่ตัดให้เข้ากับขนาดของเด็กตัวเล็กอย่างเธอ ตามเนื้อตัวของเธอมอมแมมไปด้วยฝุ่นที่ไม่รู้ว่าเกิดจากการฝึกฝนหรือเพราะว่าวิ่งมาหาลิลิธอย่างสุดกำลัง มีเรียสูดหายใจลึกเข้าปอดก่อนจะพูดกับลิลิธด้วยตาที่เป็ประกาย
“เ้าหญิงลิลิธคะเวทมนตร์เมื่อกี้เป็เวทมนตร์ที่สุดยอดมากเลยนะคะ ไม่ทราบว่าชื่อเวทมนตร์อะไรเหรอคะ เสียงมันดังตูมใหญ่ทำเอามีเรียใสะดุ้งโหยงเลยล่ะค่ะ” ลิลิธตอบไปเพียงว่า
“เป็เวทมนตร์ที่ไม่มีชื่อเรียกน่ะ”
“เอ๋!!! ไม่มีชื่อเรียกอีกแล้วเหรอคะ” มีเรียแสดงอาการใอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่เพียงแต่เวทที่เธอได้ใช้ไปในวันนี้แต่เป็เวทสายฟ้าเกือบทั้งหมดที่ลิลิธเคยได้แสดงให้คนอื่นเห็นต่างก็เป็เวทสายฟ้าที่ไม่มีชื่อทั้งสิ้น พอมีคนถามเธอก็จะตอบไปเพียงว่ามีคนสอนให้ ส่วนที่มาของเวทพวกนี้ว่าลิลิธเรียนมาจากไหนคนที่รู้ก็มีเพียงแค่ออกัสเท่านั้น
กิลเบิร์ตที่เห็นว่าเ้าหญิงลิลิธทำเหมือนตนเป็เพียงอากาศธาตุแต่กลับตอบคำถามของมีเรียก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใด เขายังคงแสดงท่าทีสุขุมเยือกเย็นเสมือนว่าไม่รู้สึกรู้สากับการตอบสนองของเ้าหญิงลิลิธ ขณะที่ลิลิธจะพูดว่าขอตัวกับมีเรียสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านพวกทหารมาหาเธอ
“เออร์วิน?” ลิลิธพูดชื่อของน้องชายเธอออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะการที่น้องชายของเธอนั้นที่แทบจะฝังชีวิตไว้ที่ห้องสมุดการมาปรากฏตัวที่ค่ายทหารเป็อะไรที่แปลกมาก ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยมาแต่แต่น้อยครั้งมากที่เขาจะมาและทุกครั้งที่เขามาค่ายทหารมักจะตรงไปที่แผนกหลอมสร้างเสียมากกว่า และตัวลิลิธเองก็ไม่ค่อยอยากให้น้องชายของเธอมาที่แห่งนี้สักเท่าไหร่ ส่วนสาเหตุนั้นก็เดาได้จากสายตาของเหล่าผู้คนที่แห่งนี้ที่มองมายังน้องชายของเธอ ซึ่งส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความดูถูกอย่างมีเรียเองก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดแจ้งที่เด็กชายมาที่นี่ ส่วนกิลเบิร์ตแม้ว่ายังรักษาท่าทีสุขุมเฉกเช่นเดิมแต่ทันทีที่เขาเห็นเออร์วินก็ยังคงเผลอแสดงอาการเหยียดหยามออกมาทางสายตาก่อนจะรีบกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว ทว่าทั้งหมดนี้กลับไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของลิลิธเป็อันขาด จะมีก็แต่ออกัสที่ฉีกยิ้มและรีบลุกขึ้นทันทีที่เห็นเด็กชายเดินมา เออร์วินเดินมายืนตรงหน้าลิลิธพร้อมกับถือกล่องอะไรบางอย่างไว้ในมือเขายิ้มให้พี่สาวของตน
“ท่านพี่ครับฝึกเหนื่อยไหมครับพอดีผมทำเค้กที่ท่านพี่ชอบมาให้”