การเดินทางยืดเยื้อเนิ่นนานกว่าที่เสี่ยวหลินคาดไว้ ด้วยขบวนสินค้ามักต้องหยุดพักส่งมอบวัตถุดิบแก่ร้านค้าประจำตามเมืองต่าง ๆ ที่ผ่าน ขบวนสินค้าจึงกลายเป็ภาพคุ้นตาของผู้คนที่เฝ้ารอ ต่างพากันออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มและไมตรี
เสี่ยวหลินกับลี่ถิงพลอยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นกัน บ้างมอบขนมมาให้ลิ้มลอง บ้างเล่าเื่ราวความเป็อยู่และวิถีชีวิตของหมู่บ้านนั้น ๆ อย่างออกรส ทำให้เส้นทางที่ยาวไกลมิได้เงียบเหงา หากเต็มไปด้วยสีสันของชีวิต
เฉิงเหว่ย ชายชราผู้เป็หัวหน้าขบวนมักชวนทั้งสองมานั่งผิงไฟยามราตรี พร้อมเล่าประสบการณ์การเดินป่าหาของป่า และเื่ราวเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ที่ตนเคยไปเยือน
“พวกข้านี่แหละ…ตระเวนไปทั่วสารทิศ พบเจอผู้คนนานัปการ แต่ละแห่งล้วนมีความสนุกและรสชาติชีวิตแตกต่างกันไป”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายชราดังขึ้น แฝงความภาคภูมิใจในทุกถ้อยคำ
เสี่ยวหลินแสร้งหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพและถ่อมตน
“ช่างดีนัก…พวกข้าเองหาได้ออกเดินทางไปที่ใดนัก เป็เพียงสาวใช้ในตระกูลมั่งคั่ง ได้แต่อยู่ในจวน ไม่เคยมีโอกาสใช้ชีวิตเยี่ยงท่านเลยเ้าค่ะ”
ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกไปล้วนเป็เพียงการปั้นแต่ง ทว่าทุกครั้งที่ได้ฟังเื่ราวชีวิตของท่านลุงตรงหน้า กลับรู้สึกสนุกและตื่นเต้น นี่คือประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากตำราหรือหนังสือใด ๆ
นางได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแท้จริง ได้ทอดสายตามองทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ลิ้มรสอาหารเรียบง่ายแต่กลมกล่อม และได้ฟังเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่นหัวเราะท่ามกลางหมู่บ้านเล็ก ๆ ทุกสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ลบความหนักหน่วงที่อยู่ภายในใจนางออกไปทีละน้อย
เวลาล่วงเลยเกือบสามสัปดาห์ ขบวนรถม้าก็เคลื่อนเข้าสู่เขตชายแดน กำแพงหินสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา เพียงได้เห็นภาพความแข็งแกร่งตระการตานั้น หัวใจของเสี่ยวหลินพลันสั่นสะท้าน นางสูดลมหายใจลึก ความตื่นเต้นและความหวั่นเกรงผสมปนเปกันอยู่ในอก
ลี่ถิงที่ยืนเคียงข้างกระซิบเสียงสั่น “องค์…เอ่อ เสี่ยวหลิน พวกเรามาถึงกันแล้วนะเ้าคะ”
สายลมเย็นเฉียบของยามเช้าโบกสะบัดชายอาภรของผู้คน เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วทางลาดชัน สายตาของเสี่ยวหลินก็จับจ้องไปยังประตูเมืองชายแดนแคว้นฉิน
ธงประจำแคว้นผืนใหญ่สีเข้มโบกสะบัดเหนือยอดหอคอยสูงตระหง่าน ปราการใหญ่ทอดยาวชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกตนเล็กจ้อยราวกับแมลงในป่าใหญ่
ทหารยามสวมเกราะดำเงางามยืนเรียงรายแ่าตามป้อมปราการ ดวงตาเฉียบคมกวาดมองตรวจสอบทุกขบวนที่ผ่านเข้าประตู ไม่ปล่อยให้สิ่งใดเล็ดรอดสายตาไปได้ง่าย ๆ
เมื่อขบวนรถม้าถูกเรียกให้หยุดตรงหน้าประตูเมือง ชายชราผู้เป็หัวหน้าขบวนก้าวลงไปยื่นแผ่นป้ายแก่ทหารยาม ก่อนหันมาพยักมือเรียกผู้ติดตามให้เข้าไปตรวจสอบตามลำดับ
เสี่ยวหลินกับลี่ถิงพลันรู้สึกเกร็งขึ้นทันที ทหารฉินใบหน้าเคร่งขรึม กวาดสายตาไปยังแต่ละคน ดวงตาเฉียบคมดุจเหล็กคม เสี่ยวหลินก้มศีรษะต่ำ ปล่อยผมสยายให้ดูกระเซอะกระเซิงเล็กน้อยแล้วคลุมด้วยผ้าบาง เพียงเผยร่างดุจสตรีชาวบ้านธรรมดา ลี่ถิงก็ทำตามเช่นกัน
ความเงียบงันชั่วอึดใจ ทำให้หัวใจของสองสตรีเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ ก่อนที่ทหารจะพยักหน้า ขบวนจึงได้รับอนุญาตให้ผ่าน ทั้งสองจึงทอดถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เื้ัปราการสูงตระหง่านคือทิวเขาสลับซับซ้อน ถนนกว้างทอดเข้าสู่เมืองชายแดนที่คึกคักไปด้วยนักเดินทางจากแดนไกล ผู้คนสัญจรพลุกพล่าน พ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้า เสียงเกวียนไม้บดถนนดังกุกกักไม่ขาดสาย คลอเคล้ากับกลิ่นอาหารและฝุ่นดินคละคลุ้งไปทั่ว
เสี่ยวหลินทอดสายตามองเบื้องหน้า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่คือก้าวแรกของนางในแคว้นฉิน ดินแดนที่ไม่รู้จักและไม่อาจคาดเดาได้ว่าภายภาคหน้าจะประสบพบเจอสิ่งใดบ้าง
เมื่อขบวนนำสินค้าไปส่งขายเสร็จสิ้น ชายชราหัวหน้ากลุ่มก็หันมามองเสี่ยวหลินกับลี่ถิง แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยดุจลูกหลานตน
“พวกข้าพามาได้เพียงเท่านี้แล้วหนาเสี่ยวหลิน ลี่ถิง” เฉิงเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “จากตรงนี้ไปพวกเ้าคงต้องไปกันเองแล้ว”
เสี่ยวหลินเม้มริมฝีปากแน่น ก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม สำนึกในไมตรีจิต
“พวกข้าขอบคุณท่านลุงและทุกคนที่เมตตาพวกข้ามาตลอด หากวาสนานำพาข้าจะกลับไปเยี่ยมพวกท่านที่ซางอวิ๋นอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
บรรดาชายชราหัวเราะทุ้มต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู บ้างโบกมือเป็การลา บ้างเอ่ยถ้อยคำให้กำลังใจราวญาติผู้ใหญ่ที่ส่งบุตรหลานออกเดินทางสู่โลกกว้าง
ขบวนรถม้าของกลุ่มชายชราก็ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งกลางสายลมเย็น ทั้งสองยืนนิ่งจ้องขบวนเ่าั้จนเลือนลับไปกับทางไกลโพ้น
“คืนนี้เราควรหาที่พักในเขตชายแดนก่อน รุ่งเช้าจึงค่อยออกเดินทาง หากอยู่ที่นี่หลายวันเกรงว่าจะถูกตามพบได้ง่าย”
ลี่ถิงพยักหน้ารับ พลางยกห่อผ้าสัมภาระแน่นขึ้นด้วยความระมัดระวัง สองสตรีสาวเท้าเข้าสู่ตรอกเล็กในเขตชายแดน ที่ผู้คนพลุกพล่านแต่มิหนาแน่นจนเกินไป
พวกนางลัดเลาะไปตามถนนในยามสนธยา แสงโคมกระดาษสาดส่องวูบไหว บรรยากาศตรงนี้แตกต่างจากความหรูหราในวังหลวงราวฟ้ากับดิน
พวกนางก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยมไม้สองชั้นเล็ก ๆ ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยอักษรที่ลบเลือน แต่พออ่านถ้อยคำคร่าว ๆ ได้อยู่
ด้านในเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยคละเคล้า กลิ่นสุราหมักแรงฉุนปะปนกับกลิ่นอาหารร้อน ๆ ผู้คนที่นี่หลากหลาย ส่วนใหญ่เป็พ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทาง บ้างก็เป็ทหารชายแดน จึงมิได้มีผู้ใดสนใจสองสตรีที่มาใหม่
ลี่ถิงสูดหายใจลึก แล้วก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ยกับเ้าของโรงเตี๊ยมว่า
“พวกข้า้าห้องพักสักคืน ค่าที่พักเท่าใดหรือเ้าคะ”
เ้าของโรงเตี๊ยมเป็ชายร่างท้วม หนวดเครารุงรัง เขามองสองสตรีแต่งกายดุจชาวบ้านธรรมดา ผมเผ้ายุ่งเหยิงที่ถูกคลุมด้วยผ้าบางปกปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่งเพียงครู่ ก่อนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความไม่ใส่ใจนัก
“ห้องธรรมดาชั้นบน คืนละห้าสี่สิบอิแปะ รวมอาหารเช้า พวกเ้าจะพักหรือไม่เล่า”
เสี่ยวหลินพยักหน้า ยื่นเงินจากถุงผ้าที่นางเตรียมมา แล้วรับกุญแจไม้ที่ส่งมาให้ทันที
รุ่งอรุณวันใหม่ แสงตะวันอ่อนสาดลอดม่านบาง ลงมากระทบพื้นห้อง เสี่ยวหลินยืดกาย ลุกขึ้นชะโงกมองทิวทัศน์ด้านนอก เส้นทางดินเล็ก ๆ ทอดยาวไปสู่เมืองใหญ่ไกลลิบเบื้องหน้า
“วันนี้อากาศแจ่มใสนัก พวกเราเริ่มออกเดินทางกันเลยเถิด”
เสี่ยวหลินก้าวเท้าช้า ๆ บนทางดิน ลี่ถิงเดินเคียงข้าง มองผู้คนใช้ชีวิตในยามเช้า ซึ่งไม่ได้ต่างไปจากเมื่อวานนัก พวกนางหยุดตรงหน้าชาวบ้านหญิงคนหนึ่งที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ จัดสินค้าหน้าร้านอย่างขะมักเขม้น
“เอ่อ..ข้าขอถามหน่อยเ้าค่ะ” เสี่ยวหลินเอ่ยเสียงสุภาพ “พวกข้าต้องเดินทางไปเมืองหลวง เส้นทางไปที่นั่นต้องไปทางใดหรือเ้าคะ?”
หญิงผู้นั้นหยุดมอง สังเกตจากชุดผ้าเรียบง่ายที่ทั้งคู่สวม ใบหน้าแฝงรอยยิ้มเมตตา เห็นได้ชัดว่าพวกนางมาจากต่างถิ่น
นางชี้มือไปยังเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นสู่เขา ไกลสุดสายตาปรากฏเพียงแนวป่าทึบ
“หากจะเดินเท้า ก็ต้องฝ่าเขาลูกนั้นไป และข้ามไปอีกสองลูก ใช้เวลาเป็เดือนจึงจะถึงย่านเมืองใหญ่ แต่หากเ้ามีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็อาจติดตามขบวนพ่อค้าที่ขนสินค้าผ่านเส้นทางนี้ไปได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเดินเท้าให้ลำบากนัก”
เสี่ยวหลินกับลี่ถิงสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยความโล่งใจที่ยังพอมีหนทางให้พวกนางไม่ต้องเดิน
“พอจะรู้หรือไม่เ้าคะ ว่าขบวนพ่อค้าจะออกเดินทางเมื่อใดบ้าง?”
“่ยามเว่ย ขบวนใหญ่ขนสินค้าและวัตถุดิบจากต่างเมืองจะเริ่มออกเดินทางไปยังเมืองหลวง ถ้าสนใจเ้าก็ไปติดต่อพวกเขาได้ตรงลานกว้างหน้าตลาดได้เลย”
ทั้งคู่โค้งเล็กน้อยพร้อมกัน “ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ”
หลังจากแยกกับหญิงชาวบ้าน ลี่ถิงก็ถอนหายใจแ่เบา “โชคดีแล้วนะเ้าคะที่เรามีเงินติดตัวอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงต้องลำบากเดินกันจนสิ้นแรงเป็แน่”
เสี่ยวหลินพยักหน้าช้า ๆ เห็นพ้องด้วย “จริงดังเ้าว่า หากได้ร่วมทางไปกับขบวนพ่อค้าอีกย่อมดี พวกเราจะได้กลมกลืนไปกับผู้คน”
สายลมเย็นปลายฤดูหนาวยังคงพัดเฉียดพวงแก้มให้แดงระเรื่อ สองสตรีสะพายห่อสัมภาระเล็ก ๆ ก้าวเท้าไปยังลานกว้างหน้าตลาด ดังที่หญิงชาวบ้านชี้แนะไว้ก่อนหน้า
เสียงโหวกเหวกโกลาหลของพ่อค้าแม่ค้าดังแข่งกับเสียงม้าร้อง ผู้คนเร่งรีบขนหีบผ้าแพรและถุงสมุนไพรขึ้นสู่รถม้าอย่างขันแข็ง ขบวนพ่อค้าดูใหญ่โตกว่าที่คาดไว้มาก มีรถม้าเรียงรายนับสิบคันทอดยาวสุดสายตา
ทั้งสองสาวก้าวเข้าไปหาชายวัยกลางคนซึ่งดูท่าทางเป็หัวหน้าขบวน “ข้าได้ยินมาว่าขบวนนี้จะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง พวกข้าอยากจะติดตามไปด้วย ไม่ทราบว่าต้องเสียค่าโดยสารเท่าใดเ้าคะ”
บุรุษผู้นั้นกวาดตามองสองสตรีผู้มาใหม่ั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนเปล่งเสียงเข้ม “จะไปถึงเมืองหลวงใช่หรือไม่… ที่นั่งไปกับข้าวของก็คนละแปดสิบอิแปะ รวมอาหารทุกมื้อ แต่หากอยากนั่งสบายหน่อยในรถม้าโดยสาร ก็ต้องคนละหนึ่งร้อยอิแปะ”
เสี่ยวหลินยกยิ้มบาง “พวกข้าเพียงนั่งไปกับข้าวของก็เพียงพอแล้วเ้าค่ะ” นางล้วงห่อผ้าเล็กออกมา ยื่นเงินให้โดยไม่รีรอ
เ้าของขบวนพยักหน้าช้า ๆ รับเงินอย่างพอใจ ก่อนหันไปะโบอกลูกน้อง “ไป จัดที่ให้นางทั้งสอง!”
ไม่นาน ทั้งคู่ก็ขึ้นไปนั่งบนกองฟางแห้งที่ใช้รองหีบ สมุนไพรกลิ่นลอยอบอวล เสียงสัญญาณแตรสั้นดังขึ้น ขบวนม้าค่อย ๆ เคลื่อนล้อไปตามถนนดินที่ทอดขึ้นเขาที่ทอดยาวสุดสายตา…เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นฉิน