บทที่ 6 อัปลักษณ์งั้นหรือ
ฉินซานพยายามลืมตาที่แดงก่ำจากความเ็ปขึ้นอย่างยากลำบากเบื้องหน้าเห็นเพียงหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่งทว่าดวงตากลมดำใสกระจ่างของนางกลับลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
ห้วงขณะนั้นเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่คล้ายกับเ้านายของตนจากหญิงสาวคนนี้
เขากัดฟันทนความเ็ปราวถูกกรงเล็บนับพันตะปบใส่กดศีรษะลงช้าๆ เพื่อแสดงการยอมรับ
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นอีกฝ่ายรู้ความก็เผยรอยยิ้มเล็กน้อยขยับมืออย่างรวดเร็วร่ายอาคมพร้อมถ่ายพลังไร้รูปเข้าสู่ร่างฉินซานอย่างต่อเนื่อง
“นางอัปลักษณ์นั่นทำอะไรอยู่!”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินว่านางบอกว่านางรักษาฉินซานได้? แค่วาดมือลอยๆจะช่วยใครได้ ชักจะเหมือนพวกลวงโลกเข้าไปทุกทีแล้ว!”
“เฮ้ย! ดูสิ! ฉินซานลุกขึ้นยืนแล้ว! เขาดูเหมือนจะหายแล้วจริงๆ!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างร้องเสียงหลงด้วยความใขณะที่ฉินซานค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าซับซ้อน เอ่ยขอบคุณนางด้วยเสียงแ่เบา
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ไม่ทราบว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างไร”
มีเพียงเขาที่รู้ชัดว่าสิ่งที่เซียวหลิงอวิ๋นทำเมื่อครู่ไม่ใช่การลวงโลกเพราะเขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ไหลเข้ามาในร่าง พลังนั้นราวกับมือคู่หนึ่งยื่นเข้ามาผลักบางสิ่งออกไปจากร่างเขาทันใดนั้นความเ็ปทั้งหมดพลันจางหายไป
เซียวหลิงอวิ๋นไม่อ้อมค้อมตอบอย่างตรงไปตรงมาทันที
“ทุกครั้งที่ข้าลงมือรักษาภายในแต่ละเดือนจะมีสามครั้งแรกที่เก็บค่าตอบแทนเพียงสามร้อยหยวน หรือก็คือสามเหรียญสำหรับที่นี่เ้าช่างโชคดีนัก วันนี้เป็ครั้งที่สามของเดือนพอดี ข้าเอาเก้าเหรียญก็แล้วกัน”
สมัยนั้นอาจารย์ของนางเคยกล่าวไว้ว่ายามใดพลังยังไม่คืนสู่จุดสูงสุด ต้องออกมือช่วยคนอย่างน้อยเดือนละสามคราเพื่อคลี่คลายเคราะห์กรรมแปลกประหลาดที่ไม่อาจอธิบาย
แต่หากวันใดพลังของนางกลับคืนสู่ขีดสุดแล้วกฎเกณฑ์พวกนี้ย่อมไม่จำเป็อีกต่อไป
ฉินซานมึนงงอยู่ครู่หนึ่งสมองพร่าเบลอ คิดวนไปมาจับต้นชนปลายไม่ถูก
ในเมื่อแม่นางตรงหน้าบอกว่าเก็บเพียงสามเหรียญต่อครั้งแล้วเหตุใดเขาถึงต้องจ่ายเก้าเหรียญ
แต่พอได้คิดอีกทีสีหน้าเขาก็ซับซ้อนขึ้นไปอีก
แม่นางผู้นี้...หรือว่าจะเป็ผู้สื่อิญญาจริงๆ?
หากเป็คนจากเผ่านั้นจริงปกติแล้วลงมือแต่ละครั้งต้องเริ่มที่หลักหมื่นเหรียญทองเป็อย่างน้อยทว่าหญิงสาวตรงหน้ากลับเรียกเพียงเก้าเหรียญ ช่างถูกเสียจนไม่น่าเชื่อ!
เขาไม่กล้าถามอะไรมากรีบยื่นเงินเก้าเหรียญให้เซียวหลิงอวิ๋นโดยไม่อิดออดเขาไม่รู้ว่าเซียวหลิงอวิ๋นไม่เคยเก็บเงินจากการช่วยซ่างกวนหลิวหรือหลีเย่หานดังนั้นเมื่อรวมกับครั้งนี้ จึงถือเป็การช่วยเหลือครั้งที่สามของเดือนและต้องได้รับค่าตอบแทนเก้าเหรียญพอดี
เซียวหลิงอวิ๋นเก็บเงินแล้วก็หมุนตัวจะจากไปแต่ฉินซานกลับรวบรวมความกล้าถามขึ้นว่า
“แม่นาง ขออภัยที่รบกวนข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดเมื่อครู่ข้าจึงเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมา”
เซียวหลิงอวิ๋นหยุดฝีเท้าหันกลับมามองประตูจวนสกุลฉินที่ปิดสนิท ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มแฝงความเย้ยหยัน
“เ้ารู้อยู่เต็มอกว่าคนในครอบครัวเ้าได้ทำเื่ใดไว้แต่กลับเลือกเมินเฉย เช่นนี้แล้วเคราะห์กรรมย่อมไม่อาจหลีกพ้นหากยังดึงดันปล่อยไว้โดยไม่คิดหยุดยั้ง วันหน้าคงไม่โชคดีได้เจอข้าอีกแล้วเอาเป็ว่า...่ครึ่งเดือนนี้ เ้าอย่าเพิ่งออกจากเมืองจะดีกว่า”
พูดจบนางก็หันหลังจากไป ไม่คิดอธิบายอะไรอีก
เหล่าชาวบ้านกรูกันเข้ามาถามฉินซานด้วยความอยากรู้ว่าเขาหายดีแล้วจริงหรือไม่แล้วที่แม่นางผู้นั้นพูดหมายความว่าอย่างไร
ฉินซานประหลาดใจในคำพูดของเซียวหลิงอวิ๋นไม่น้อยกว่าจะรับมือกับชาวบ้านเ่าั้เสร็จ เขาก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองจวนสกุลฉินอีก
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสามของโรงน้ำชาแห่งหนึ่งแล้วจึงสาวเท้าขึ้นบันไดไปยังห้องที่อยู่ติดริมหน้าต่าง
ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบหรูกลิ่นชาอบอวล ที่ริมหน้าต่างมีบุรุษในชุดยาวสีดำผู้หนึ่งนั่งอยู่แรงกดดันแผ่ออกมารอบกายจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพสลักหากเซียวหลิงอวิ๋นอยู่ที่นี่ต้องจำได้ทันทีว่า...คนผู้นี้คือหลีเย่หาน
“เป็อย่างไรบ้าง”
เสียงทุ้มต่ำไร้อารมณ์ดุจน้ำแข็งกระทบหินเอ่ยออกมาสั้นๆเพียงสองคำกลับทำเอาฉินซานเย็นวาบไปถึงกระดูก
ฉินซานทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีกล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“เป็ข้าน้อยที่โง่เขลาเองคิดว่าพวกเครือญาติเืเย็นยังพอมีความเมตตาอยู่บ้างสุดท้ายกลับเกือบต้องตายเพราะพวกเขา ข้าน้อยยินดีรับโทษจะไม่ใจอ่อนให้อภัยพวกเขาอีก ทุกคนสมควรถูกลากมารับโทษตามกฎหมาย!”
ฉินซานรู้ว่าพี่ชายทั้งสองของตนลอบใช้อสูรเป็เครื่องระบายอารมณ์ทั้งยังเชิญผู้อื่นเข้ามาร่วมทรมานมันถึงในบ้านทว่าเขากลับไม่ได้แจ้งทางการในทันทีหากแต่พยายามไกล่เกลี่ยหวังจะพูดจาให้พี่ชายทั้งสองกลับใจ
แม้แต่ยามที่นายท่านสั่งให้เขาลงมือจัดการเขากลับเชื่อว่าตนสามารถพูดจาหว่านล้อมได้ ทว่าผลคือเมื่อกลับถึงบ้านก็เกิดเหตุประหลาด เขามีอาการคลุ้มคลั่งทันทีซ้ำยังถูกขับไล่ออกมาราวกับไม่ใช่คนในครอบครัวปล่อยให้เขาทรมานอยู่ตามลำพังทั้งยังขับไล่ออกมา เขาจะไม่รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกได้อย่างไร
“ไปรับโทษโบยสามสิบไม้” หลีเย่หานจิบชาเบาๆ กล่าวเรียบนิ่ง
แต่ก่อนที่ฉินซานจะได้ลุกออกไปก็มีเสียงตามมาว่า“นางพูดว่าอย่างไร”
นางไหนกัน?
ฉินซานชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเดาได้ว่า นายท่านหมายถึงหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ผู้นั้น เขารีบรายงานตามตรงทั้งที่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่นายท่านกลับถามถึงเื่ของหญิงสาวผู้นั้น!
“อย่าออกนอกเมืองงั้นหรือ”
หลีเย่หานรำพึงเบาๆคล้ายพูดกับตนเอง ฉินซานไม่ทันใส่ใจนักจึงเอ่ยว่า “วันพรุ่งนี้กลุ่มผู้สื่อิญญาจะเดินทางเข้ามาในเมืองข้าน้อยถูกมอบหมายให้ไปต้อนรับ”
ดวงตาลึกล้ำของหลีเย่หานพลันเกิดระลอกคลื่นเขาเพียงเอ่ยรับเบาๆ ก่อนโบกมือให้ถอยออกไป
ในขณะเดียวกัน เซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นถูกหลีเย่หานเฝ้าดูอยู่ตลอดนางยังคงเดินเล่นในตลาดด้วยอารมณ์ดี
เงินเก้าเหรียญในมือแม้ไม่มากแต่นางก็หวังว่าจะพอซื้อสมุนไพรเบื้องต้นมาฟื้นฟูร่างกายได้บ้าง
แต่เมื่อนางไปถึงร้านขายสมุนไพรกลับต้องหัวเราะฝืดฝืนออกมา
เก้าเหรียญในมือ...แม้แต่สมุนไพรพื้นฐานสักต้นยังซื้อไม่ได้เลย!
เซียวหลิงอวิ๋นแอบปาดเหงื่อในชาติก่อน เงินไม่กี่ร้อยหยวนก็ซื้อเห็ดหลินจือเพาะเลี้ยงได้หลายขีดแล้วแท้ๆ
นางลองสอบถามราคาสมุนไพรที่้าดูจึงเพิ่งรู้ว่ามันเป็วัตถุดิบชั้นเยี่ยมสำหรับหลอมโอสถราคาสูงลิบลิ่วถึงหลักหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว
และเมื่อหลอมเป็โอสถแล้วราคาจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก โอสถขั้นหนึ่งเม็ดเดียวราคาก็ทะยานถึงหลักพันเหรียญทองแล้วชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไม่มีโอกาสลิ้มลองเลยด้วยซ้ำ
เสียงระฆังเตือนภัยในใจเซียวหลิงอวิ๋นดังลั่น
ดูท่าการหาเงินจะกลายเป็เื่เร่งด่วนเสียแล้ว
แม้นางจะเชี่ยวชาญการหลอมโอสถแต่หากไร้ต้นทุนจะเริ่มต้นได้อย่างไรดังนั้นทางเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือเปิดแผงรับดูโหงวเฮ้งและทำนายดวงเพื่อหาเงินทุนตั้งต้น
เซียวหลิงอวิ๋นกำเงินเก้าเหรียญไว้แน่นขณะที่กำลังจะจากไปเด็กหนุ่มในร้านสมุนไพรก็แนะนำให้นางลองไปดูที่ย่านตั้งแผงขายของดู
เมื่อได้ยินว่าบริเวณนั้นมีสินค้าหลากหลายนางจึงรีบมุ่งหน้าไปยังย่านดังกล่าวตามที่เด็กหนุ่มบอกทันที
ไม่นานเซียวหลิงอวิ๋นก็มาถึงย่านตั้งแผงขายของฝั่งถนนตะวันตกที่นั่นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แผงขายของเรียงรายตลอดแนวถนนบรรยากาศครึกครื้นอย่างยิ่ง
ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยแผงขายของมีสินค้าหลากหลาย ทั้งขนสัตว์ สมุนไพร อาวุธิญญา ยันต์ เครื่องประดับวิเศษเสื้อผ้า รองเท้า และแม้แต่ตำราวิชาและสุราิญญาก็มีให้เห็น
เซียวหลิงอวิ๋นเดินชมด้วยความเพลิดเพลินไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงะโด้วยความเกรี้ยวกราดดังมาจากด้านหน้า
“ไอ้หยา! ไม่มีเงินจ่ายค่าแผง ยังกล้าคิดจะมาตั้งขายของที่นี่? ไสหัวไปให้พ้น! ไม่งั้นข้าจะทุบเ้าให้ฟันร่วงทั้งปาก!”
เสียงดุดันราวพญาหมีคำรามดังขึ้นมาอย่างดุดันเซียวหลิงอวิ๋นไม่ใช่คนชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน แต่แล้วจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเป็เสียงที่แม้นางไม่คุ้น แต่กลับสะท้อนในจิตใจของเ้าของร่างเดิมอย่างรุนแรง
“ท่านผู้ดูแลเย่ ขอร้องเถอะนะ รอให้พวกข้าขายหนังอสูรพวกนี้ได้ก่อนจะรีบนำเงินมาจ่ายค่าที่ในวันนี้ ข้ากับพี่ชายจำเป็ต้องใช้เงินจริงๆมารดาของเรายังรออยู่ที่บ้านให้เรากลับไปซื้อยา...”
“น้องพี่! แม้เราจะอดตายก็อย่าไปก้มหน้าขอใคร ไปกันเถอะพวกเราจะไปเก็บสมุนไพรด้วยตัวเอง!”
ร่างของเซียวหลิงอวิ๋นขยับนำหัวใจนางเดินเข้าไปโดยไม่ทันรู้ตัว
เมื่อเข้าไปใกล้ก็เห็นภาพสองพี่น้องที่ผิวพรรณซีดเซียวแต่ใบหน้าจัดว่าโดดเด่นกำลังกอดมัดหนังอสูรเอาไว้
พี่คนโตดูอายุราวสิบแปดปีส่วนคนน้องน่าจะราวสิบสองสิบสามปีทว่ายิ่งมองกลับยิ่งรู้สึกว่าใบหน้าของพวกเขางดงามจนน่าทึ่งทั้งยังมีโหงวเฮ้งที่บ่งบอกถึงวาสนาอันยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้าเพียงแต่ตอนนี้กลับแฝงด้วยเงาแห่งมรณะ
ชายร่างกำยำไว้หนวดเคราครึ้มกำลังจ้องสองพี่น้องด้วยสายตาดุร้ายคล้ายพร้อมจะลงมือทุกเมื่อ
เขาคำรามเสียงเย็น“ใครใช้ให้เ้าสองคนมาขอข้ากัน! ไม่มีเงินจ่ายค่าแผงก็ไปให้ไกลๆ จากที่นี่อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก!”
เซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวดวงตาพลันร้อนผ่าวคล้ายหยาดน้ำกำลังจะไหลริน แต่นั่นไม่ใช่อารมณ์ของนางหากเป็ความรู้สึกของเ้าของร่างเดิมที่แทรกขึ้นมา
เมื่อนางข่มอารมณ์ลงก็มีภาพความทรงจำมากมายจากเ้าของร่างเดิมผุดวาบขึ้นในสมองภาพครอบครัวสามคน พี่ชาย น้องชาย และมารดาที่อ่อนโยนอบอุ่น
นางจึงเข้าใจในทันใดว่าสองพี่น้องเบื้องหน้านี้คือเซียวหลิงเฟิง พี่ชายของเ้าของร่าง และเซียวหลิงเย่น้องชายของเ้าของร่าง
ส่วนหญิงสาวใจดีในความทรงจำผู้นั้นก็คือมารดาของพวกเขาเอง