“ หรือว่าเ้าเสือฟ้าจะบุกเข้ามาปล้นที่คุ้มเ้าหาญศึก แต่พวกมันจะมาปล้นสิ่งใดกัน” อัสนีเองก็ได้แต่เก็บความสงสัย หากเปิดเผยออกไปก็จะถูกตั้งคำถามมากมาย เขาเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีซึ่งเขาเองก็ยังไม่รู้วันเวลาแน่ชัด
คืนนั้นเขากลับมาร่วมประชุมกับหัวหน้าโชติซึ่งยังไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนคุณหนูมินตรานั้นได้พักที่เรือนใหญ่ของ เ้าหาญศึก
ทำให้พวกบอดี้การ์ดอย่างเขาได้แต่เปลี่ยนเวรยามกัน โดยที่เขาเป็เวรที่สองั้แ่เวลา 3 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืนแต่พอเข้าไปเปลี่ยน พบว่า เพื่อนบอดี้การ์ดของเขาชื่อชิต กลับมีใบหน้าปูดบวม แขนหักผิดรูป
“ เกิดอะไรขึ้น” อัสนีเข้าไปแล้วจับแขนที่หัก จับบิดให้เข้าที่แขนอีกข้างที่เคลื่อนหลุดจนยกไม่ขึ้น ก็ถูกเขาดึงกลับมาเป็เหมือนเดิม อย่างง่ายดาย
“ขอบใจมากเพื่อน ระวังตัวหน่อย พวกมันบอกว่ามวยไทยของเราไม่แน่จริง ฉันเลยสู้กับพวกมัน แต่เอาชนะพวกมันได้แค่สองคนเท่านั้น”
“ หมายความว่าไง” อัสนีสงสัย
“ พวกมันบอกว่า นายขนมต้มเป็เื่หลอกลวงไม่มีทางชนะพวกมันได้ถึงเก้าคน พวกมันเลยทดสอบฉัน โดยให้พวกมันเข้ามาต่อสู้กับฉัน แต่ฝีมือพวกมันไม่ธรรมดาพวกมันเป็พวกชนกลุ่มน้อย มีเชื้อสายพม่า มอญ เป็ส่วนใหญ่แถมยังฝึกมวยไทยแบบเราด้วย”
“ ฝึกมวยไทยของเรา แล้วยังหน้าด้านมาบอกว่าตำนานมวยไทยของเราเป็จอมหลอกลวง ช่างกล้า พี่ไปพักผ่อนก่อนเลย”
อัสนีเดินเข้าไป มองหน้ากลุ่มองครักษ์ของเ้าหาญศึกที่มีอยู่สามสิบคน กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มดูถูก
“ ไงไอ้น้อง มองหน้าแบบนี้คิดจะแก้แค้นพวกเราหรือไงหา” ชายผู้เป็หัวหน้า เอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของทั้งสามสิบคน
“ จะเข้ามาพร้อมกันทั้งหมดหรือไม่ก็คุกเข่าขอโทษรุ่นพี่ของฉันซะ”
เสียงหัวเราะของพวกมันยิ่งดังขึ้นมีชายนักกล้ามคนหนึ่งไม่หัวเราะด้วย มันลอยตัวเข้ามาพร้อมกับยิงหมัดตรงเข้าใส่อัสนี
“ รนหาที่”
อัสนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม แล้วหลบหมัดของมันแล้วบิดแขนมันลง แขนของมันถึงกับหัก ถูกอัสนีเตะจนกลิ้งไปกับพื้นร้องออกมาเสียงหลง
แต่ละคนถึงกับอึ้ง ไม่แค่นั้นอัสนียังแทงเข้าเข้ากรามของมันจนตัวลอยหลับกลางอากาศ
“ รุมมันเลย”
องครักษ์อีกสองคนเข้ามา สองก้าวก็ถูกอัสนีเคลื่อนตัวเข้าประชิด แล้วซัดสันมือเข้าที่ลำคอจนทั้งสองลงไปคุกเข่าจับคอตัวเองหายใจแทบไม่ออก
คราวนี้สี่คนรุมกันเข้ามา แต่แค่เพียงพวกมันขยับเท้าก็ถูกอัสนีเตะกวาดไปสองตลบด้วยท่าเกลียวจระเข้ฟาดหาง สี่คน ถึงกับถูกฟาดหน้าด้วยปลายเท้าปลิวกระเด็นลงไปนอนสลบพร้อมๆ กัน
คราวนี้ไม่มีหนึ่งต่อหนึ่งแล้ว พวกมันที่เหลือพุ่งเข้ามาคิดจะจับตัวของ อัสนี แต่หาได้มีใครเข้าใกล้ถูกถีบยันเข้าหน้าท้องลงไปนอนกองกับพื้น หลายคนพุ่งเข้าไป แต่ว่าช้ามากถูกหมัดสวนเข้าซอกคอ บ้าง ใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง ทั้งหมดโดนกันไปคนละหมัดแต่ละหมัดที่ปล่อยออก ล้วนถูกเข้าตำแหน่งจุดอันตรายอัสนีเพียงแค่ให้พวกมันไม่อาจเคลื่อนไหวได้ชั่วคราว จึงได้ระงับพลังเอาไว้จึงทำให้พวกมันแค่สลบ หรือไม่ก็เ็ปไม่อาจลุกขึ้นมาได้
เหลือแค่เพียงหัวหน้ากลุ่มของพวกมันที่ชักมีดสั้นออกมา แล้วทิ่มแทงใส่ แต่ว่าถูกอัสนีจับข้อมือเอาไว้แล้วหักทันทีมีดร่วงหล่น แล้วฟาดศอกเข้าใส่ไปที่ใบหน้าจนเืฉีดออกมาหัวหน้ากลุ่มถึงกับลงไปกองกับพื้น
สามสิบคน ถูกอัสนีจัดการ ด้วยเวลาไม่ถึงห้านาที บอดี้การ์ดชิต ที่ยืนมองดูอยู่ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง
“ อัสนี นายทำได้ยังไงวะเนี่ย?”
“ นี่คือมวยไทยนายขนมต้นที่แท้จริงในตำนานนั้นเป็เื่โกหกแน่นอน นี่ซิของจริง ยังมีใครกังขาอีกไหม” อัสนีถามคนที่นอนอยู่ทั้งสามสิบคน
แต่ละคนต่างส่ายหัว โบกมือไม่กล้าสู้แล้ว
“ เป็คนอาชีพเดียวกัน ทีหลังอย่าทำรังแกกันแบบนี้อีก” อัสนีเอ่ยจบ ก็ไปช่วยรักษาจัดกระดูกที่หักแขนหลุด ขาเดี้ยงให้เข้าที่กันทุกๆ คน
เหตุการณ์ทั้งหมดนี่ ล้วนอยู่ในสายตาของคุณหนูมินตรา หัวหน้าองครักษ์ผาอิน และซินแสข่วง
“ บอดี้การ์ดของคุณหนูผู้นี้ฝีมือการต่อสู้ไม่ธรรมดาจริงๆ ผมเคยต่อสู้กับพวกมันสามสิบคนแต่ยังไม่สามารถล้มพวกมันได้ในเวลาสั้นเช่นนี้” องครักษ์ผาอินกล่าวยอมรับออกมา
“ ทักษะการต่อกระดูก เชื่อมเส้นเอ็นของเขาก็หาใช่ธรรมดาไม่ หมอกระดูกที่เก่งๆยังไม่สามารถทำได้เช่นนี้ คุณหนูไปจ้างคนเช่นนี้มาจากไหนกัน”
“ ข้างถนนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพ”
ซินแสฮวง กับ ท่านผาอิน ถึงกับมองหน้าคุณหนูมินตราด้วยความประหลาดใจ
“ ไม่มีอะไรแล้วก็ดี การรักษาท่านปู่สำคัญที่สุด รีบพักผ่อนกันเถอะพรุ่งนี้ต้องรักษาอาการท่านปู่ให้ได้”
คุณหนูมินตราเอ่ยจบ ก็หันกายกลับไปทันที
เที่ยงคืน อัสนีก็กลับมาที่พักของตนแล้วก็เข้าอาบน้ำ เพื่อที่จะเข้านอน แต่พอเขาเปิดประตูห้องน้ำออกมาโดยสวมแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว ก็พบกับความประหลาดใจ เพราะมีหญิงสาวคนหนึ่งมายืนอยู่ในห้องเขา หันหน้ามองไปนอกหน้าต่างหันหลังมาให้เขาแสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นส่วนสัดชัดเจนภายใต้ชุดนอนอันเบางเบาสีขาว นางหันมาพร้อมกับจ้องตาของอัสนีอย่างไม่มีการเขินเอายแม้แต่น้อย ผิดกับอัสนีถึงกับต้องก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นหยดน้ำที่แห้งจากการเช็ดร่างกาย กลับผุดเหงื่อออกมา
“ คุณ...หนูมินตรา มี..อะไรหรือครับ”
“ หากไม่มีสิ่งใด ข้าเ้าไม่สามารถเข้ามาหาท่านไม่ได้รึ?”
โอ้.. สำเนียงก็แปลกๆดวงตาก็เหมือนจะเปลี่ยนไป คุณหนูมินตราถูกผีสิงหรือเปล่าวะเนี่ย อัสนีนึกในใจ
“ คุณหนูเป็เ้านาย สามารถเรียกใช้ผมได้ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ”
“ พวกเรามานั่งคุยกันก่อน” คุณหนูมินตรานั่งลงบนเตียงแล้วใช้มือตบที่เตียงให้เขามานั่งใกล้ๆ
“ ให้ผมแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่าไหมครับ”
อัสนี พยายามจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แต่ทว่าถูกคุณหนูมินตราจับมือแล้วดึงลงมานั่งใกล้ๆสายตาของอัสนีอดมองไปที่เนินถันที่ทะลักออกมาจากอกเสื้อแสงจากดวงจันทร์ส่องกระทบกับผิวกาย ทำให้ผิวพรรณของเธอช่างเปล่งประกายขาวผ่อง ปลุกสัญชาตญาณดิบของอัสนีให้ลุกขึ้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ ชอบร่างกายของข้าเ้าหรือไม่”
“ เอ่อ..คุณหนูงดงามมาก แต่ว่า...”
คุณหนูมินตรายิ้มออกมาพร้อมกับเอานิ้วปิดปากไม่ให้เขาพูดต่อ แล้วก็ดันร่างของเขาลงไปนอนกับเตียงแล้วจูบปากของเขาอย่างอ่อนโยน อัสนีนั้นก็ไม่อิดเอื้อนต่อไป สอดลิ้นเข้าไป พร้อมกับประทับบดจูบอย่างเร่าร้อนบีบเค้นหน้าอก พร้อมกับจับแก้มก้นของ คุณหนูมินตรา ราวกับสัตว์ป่าเสียงคุณหนูมินตราร้องครางออกมา
คุณหนูมินตราไร้ซึ่งความเขินอายอีกต่อไปถึงผ้าขนหนูออกจากร่างของอัสนีโดยที่อัสนีก็ถอดเสื้อผ้าของคุณหนูมินตราออกอย่างรวดเร็วแต่ก่อนที่จะเริ่มลงเสาเข็ม
ดวงตามัจจุราชก็ส่งคำพูดออกมาว่า
“ ทำลายความบริสุทธิ์ของคุณหนูมินตรา แบบมีิญญาเ้านางน้อยสิงร่าง จะได้วิชาฝ่ามือไร้เงา สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่มีพลังปราณยุทธ์ขั้นสูง
แต่ขับไล่ิญญาเ้านางน้อยออกไปและไม่ทำลายความบริสุทธิ์ของคุณหนูมินตรา จะได้ เขี้ยวนรสิงห์ปราบมาร เอาไว้ปราบจอมปีศาจร้ายได้”
อัสนีพอได้ยินเช่นนี้ ก็หยุดการกระทำทุกอย่างแล้วก็ค่อยๆ ดึงร่างของคุณหนูมินตราออกมา แล้วก็เอ่ยออกมาอย่างช้าๆ ว่า
“ เหตุใดต้องทำเช่นนี้ เ้านางน้อย”
คุณหนูมินตราถึงกับนิ่งเงียบมองหน้าเขาอย่างประหลาดใจ
“ ท่านรู้แล้ว ว่าข้าเ้าเป็ผู้ใด”
“ อยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกมาเถอะ”
“ สังหารเ้าหาญศึก”เสียงเ้านางน้อยพูดออกมาเปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง และเด็ดขาดยิ่ง
“ หือ เ้าหาญศึกคือบิดาของเ้านางมิใช่หรือเหตุใดถึงให้ผมสังหารบิดาของตัวเอง”
เ้านางน้อยเวลานี้หยิบเสื้อผ้าที่บางเบามาปกปิดร่างกาย แม้นจะไม่มิดชิด แต่ก็ดีกว่าเปลือยเปล่าเช่นนี้อัสนีเองก็คลายใจ เกรงว่าหากยังคงเห็นเรือนร่างอันสวยงามนี้ต่อไปเขาเองอาจจะเลือกข้อแรกก็เป็ได้
“ นับั้แ่ข้าเ้าเกิดมา ท่านพ่อกับท่านแม่ได้ให้ความรักความเอ็นดูข้าเ้ากับพี่ชายใหญ่อย่างเท่าเทียมกันมาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง มีพระธุดงค์ท่านหนึ่งผ่านมา แล้วทำนายดวงชะตาของข้าเ้าทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนไป ทีแรกข้าเ้าเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จนกระทั่งวันหนึ่งข้าเ้าถูกบิดาที่เคารพรักมาตลอด สั่งจำขังข้าเ้าไม่ให้ออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียวท่านพ่อบอกว่า ข้าเ้ามีเวรกรรมนัก ให้ข้าเ้าสวมผ้าขาว ถือศีล กินเจ ตลอดไปทุกวันต้องสวดแผ่เมตตาให้เ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ทุกๆ วัน จนกว่าเ้ากรรมนายเวรจะให้อภัย
เวลาล่วงผ่านไปสามปี ข้าเ้ามีอายุครบ 18 ปีมีอาจารย์ท่านหนึ่งมากับบิดา พร้อมกับ ซากศพเสือดำตัวใหญ่ พวกเขากรีดที่ข้อมือใช้เืพรมจรรย์ของข้าเ้า หยดลงไปที่ซากศพเสือดำตัวนั้น จนครบ99วันข้าเ้าสูญเสียเืมากเท่าไร
บิดาก็หาได้สนใจไม่วันนั้นข้าเ้าจำได้ดี ท่านแม่กับพี่สาวได้เข้ามาขอร้องให้ปล่อยตัวของข้าเ้า แต่ทว่า ท่านพ่อกลับไม่ใส่ใจ และยังบอกว่าข้าเ้าเป็เ้ากรรมนายเวรของบิดา มารดาและ พี่สาว
หากข้าเ้าไม่ตาย ทุกๆ คนต้องพบกับอันตรายถึงชีวิต ทำให้ทุกๆ คนไม่กล้าที่จะห้ามปรามสุดท้ายข้าเ้าถูกบังคับให้กลืนยาพิษ แล้วฝังร่างอยู่ใต้เรือนของข้าเ้าพวกมันสะกดิญญาของข้าเ้าเอาไว้ด้วยคาถาอาคม หน้าผากของข้าเ้าถูกพวกมันนำไปเป็ เครื่องรางของขลังมีเพียงท่านเท่านั้นที่จะช่วยเหลือข้าเ้าได้”
“ นึกไม่ถึง เ้าหาญศึกหลงเชื่อคำทำนายยอมทำร้ายบุตรีถึงขนาดนี้ แต่ทำไมต้องเป็ผมด้วย”
“ นี่คือกรรมที่ท่านทำเอาไว้เมื่อชาติก่อนมีเพียงท่านเท่านั้นที่จะช่วยเหลือข้าเ้าและบิดาได้”
“ ผมเนี่ยนะ”
“ ใช่ ชาติก่อนท่านคือ พระธุดงค์ที่เคยคำทำนายให้กับบิดาของข้าเ้า”
“ อะไรนะ ?”……….