Supreme Dark lord ราชันทมิฬครองภพ

    สถานที่ในอดีต

    ​ในวินาทีสุดท้ายที่ดาบไม้กำลังจะกะทบเข้าที่หัวของเมอร์ริส กลับถูกเบี่ยงออกไปปะทะที่ไหล่ขวาของเมอร์ริสแทน
    ปั่ก! เมอร์ริสรู้สึกกระดูกหัวไหล่ที่เคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง รู้สึกเจ็บจนล้มลงหงายหลังนอนใช้มืออีกข้างกุมหัวไหล่ไวราบกับพื้นดิน เด็กหนุ่มกัดฟันพยายามไม่ส่งเสียงอะไรลอดออกมาจากไรฟัน แต่ก็ยังคงแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างรวดร้าวออกมา
    “เฮอะ ถือว่าวันนี้ถือว่าแกโชคดี ใสหัวไปจากที่นี้ได้แล้ว!”โจเซฟตะคอกใส่พร้อมก้าวผ่านร่างของเขาไป เป็นการเหยียดหยามครั้งสุดท้าย เมอร์ริสไม่ได้กล่าวอะไรออกมาพลิกตัวส่งสายตาไม่เข้าใจตามหลังโจเซฟไป ตัวเขารู้จักโจเซฟดี ในยามที่มันฉุนขาดอะไรขึ้นมามันไม่ใช่คนที่จะหยุดยั้งตัวเองจากการทำเรื่องบ้าๆได้ โจเซฟเคยแม้กระทั้งฆ่าคนรับใช้ด้วยข้อหาปัญญาอ่อนอย่างเช่นทำน้ำชาหกลดชายเสื้อของมันอย่างโหดเหี้ยม และด้วยตระกูลขุนนาง แน่นอนมันไม่ได้รับโทษร้ายแรงแต่อย่างไร  
    ทันไดนั้นเขาก็สังเกตเห็นร่างบางร่างหนึ่งกำลังยืนมองมาทางพวกเขาไต้ร่มไม้ไม่ไกลสักเท่าไหร่แต่มันก็เป็นจุดที่ผู้คนไม่ค่อยสังเกตเห็นนัก
    “โจเซรีน...”เมอร์ริสกล่าวเสียงเบาเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในอดีต ดวงตาความของเขาปรากฏความซับซ้อนทางความรู้สึกออกมา เธอมีผมสีทองส่องประกายราวเมื่อต้องแสงแดดที่สาดส่องลอดจากใบไม้ด้านบน ใบหน้าคมได้รูปและมีกระสีชมพูจางๆตรงกลางวงหน้าทำให้ดูมีเสน่ย์มากยิ่งขึ้นแต่ทว่าสายตาที่มองมายังพวกเขา ไม่สิ มองมาที่ตัวเขาต่างหาก กลับเป็นดวงตาที่เรียบนิ่งเฉยฉาปราศจากความรู้สึก
    เมอร์ริสก้มหน้าลงหลบสายตาที่มองมาด้วยอารมณ์ซับซ้อนเมื่อมองโจเซฟที่เดินไปหาเธอด้วยสีหน้ายิ้มแฉ่งเขาพอจะเดาออกแล้ว เขาไม่ไม่รู้ว่าโจเซรีนมาที่นี้ตอนไหนและนานเท่าไหร่ที่เธอเห็นเรื่องราวทั้งหมด แต่ตอนนี้เขาได้ประติดประต่อเรื่องราวได้อย่างข่าวๆแล้ว ในวันนี้โจเซฟได้ซ้อมเขาหนักหน่วงเป็นพิเศษมากกว่าทุกวัน แม้ว่าจะเป็นก่อนที่เขาจะกล่าวแทงใจดำของมัน   อาจเป็นเพราะว่าโจเซฟต้องการสั่งสอนและเหยียบย่ำเขาต่อหน้าหญิงสาวที่ตนหลงใหล
     โจเซฟคิดว่าเธอชมชอบคนที่แข็งแกร่ง
    แต่น่าเสียดายที่โจเซฟยังรู้จักเธอไม่ดีพอ….เท่าตัวเขา
    ‘เจ้ากำลังไล่ตามดอกไม้ที่หนามของมันเป็นพิษ’เมอร์ริสคิดและพ่นลมออกจากจมูกด้วยความดูแคลน เมื่อเห็นว่าโจเซรีนได้เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะสนใจโจเซฟที่เดินตามหลังอย่างดื้อดึง เด็กหนุ่มผมดำลุกขึ้นอยากลำบาก ตอนนี้เขาต้องไปพบหมอประจำตระกูลไซเรนชาดต์ เพื่อทำการรักษา ถึงเขาจะตกต่ำจนต้องสูญเสียที่ยืนในฐานะศิษย์ของลูแคส ไซเรนชาดต์รวมถึงลูกสาวของเขาโจเซรีน ไซเรนชาดต์ ด้วยเหตุผลที่บางอย่างที่เขาไม่ทราบ เขายังคงพอเหลือความสัมพันธ์ของกับตระกูลนี้อยู่บ้างนิดหน่อยอย่างน้อยหมอของที่นี่ก็ไม่ได้เย็นชากับเขาแม้ว่าเขาจะตกต่ำลงก็ตาม
    และที่สำคัญคือมันไม่มีค่าใช้จ่าย....

    ณ ห้องทำแผล
    เมอร์ริศเปลือยท่อนบนกำลังนั่งสนทนากับหมอชราที่ผมหงอกทั่วศรีษะประจำตระกูลไซเรนชาดต์ เมอร์ริสยังคงมีสีหน้าสงบเหมือนเคย ขณะที่หมอกำลังทำการรักษาไหล่ของเขาโดยการจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยมือ
    “เจ้านี้โชคไม่ดีเอาเสียเลย”หมอกล่าวด้วยแววตาสงสารเมอร์ริสไม่สนใจสิ่งที่หมอชรากล่าวเลยไม่พูดอะไรโต้ตอบ
    “ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ดันทุลังต่อไป”
    “ข้ารู้”เมอร์ริสกล่าวเสียงเบา เขาเข้าใจสิ่งที่หมอชราต้องการจะสื่อ
    “แต่เจ้าก็ยังอยู่ที่นี้ และโดนซ้อมจนต้องมาหาข้าเกือบทุกสัปดาห์ หรือ ทุกวัน ข้าเกรงว่าเจ้าจะพิการหรือ..ตายในสักวันหนึาง” ประโยคสุดท้ายหมอกล่าวเสียงเบาเมอร์ริสเงียบลงอีกครั้งไม่ตอบกลับ ชายชรา เขาเข้าใจถึงความทะเยอทะยานของเมอร์ริส และนี่ก็เป็นเรื่องปกติของเด็กหนุ่มวัยประมาณนี้ แม้แต่ตัวเขาสมัยก่อนก็ยังเป็นเช่นกัน แต่เพียงไม่ฝืนทนเช่นเด็กหนุ่ม  หมอชายส่ายหน้าและไม่โน้มน้าวเด็กชายต่อ และทำการรักษาต่อไปเงียบๆ เมอร์ริสถึงกับแสดงสีหน้าเหยแกออกมาเมื่ออีกฝ่ายใช้มือจัดกระดูกหัวไหล่ของเข้าให้เขาที่อย่างแรงแต่ยังคงอดทนไม่เปล่งเสียงออกมาเบาๆด้วยความเจ็บปวด
    “เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่ไหล่ของเจ้าไม่คาดเคลื่อนมาก แค่ประมาณอาทิตย์ สองอาทิตย์ก็ดีขึ้น ส่วนแผลถลอกและรอยฟกช้ำข้าจะจัดยาทาภายนอกให้”“ขอบคุณท่านมาก”เมอร์ริสกล่าวพร้อมก้มหัวให้เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมจากไป
    “แต่ว่าที่ข้ากังวล ก็คือรอยฟกช้ำจะส่งผลร้ายไปยังโรคร้ายของเจ้ามากกว่า น่าเศร้าที่ ท่านหญิงทรีริตี้ หายสาบสูญ ไม่งั้น เจ้าคงไม่ตกมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”เด็กชายเงียบไปพักหนึ่งเมื่อได้ยินก่อนจะส่ายหน้าพร้อมยิ้มกลับ”ท่านไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้หรอก ” เมอร์ริสโบกมือลาและจากไป โดยมีสายตาของหมอชราไล่ตามหลัง
    “โชคชะตาชั่งเล่นชอบเล่นตลกเสียจริง”ชายชรากล่าว ในสายตาของเขา เมอร์ริสควรค่าแก่การยกย่อง เขากำลังคิดถึงเรื่องพรสวรรค์ในทางดาบและการพัฒนา น่าเสียดายที่โรคร้ายได้พรากสุขภาพของเขาไป ถ้าเป็นคนปกติคงจะตายไปนานแล้ว แต่เมอร์ริสเมื่อก่อนมีร่างกายที่เหนือกว่าคนปกติมาก ด้วยพรสวรรค์ เขาจึงยังมีชีวิตรอดแต่ก็กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆอย่างไม่มีทางรักษา ชายชราจึงรู้สึกเวทนาเด็กหนุ่มมากนัก  แต่ทว่าจากการสังเกตมานานของตัวเขา เมอร์ริสนอกเหนือร่างกายแล้ว สิ่งอื่นๆล้วนแต่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเช่นลักษณะท่าทาง….
    ชายชราถอนหายใจดังเฮ้อ ก่อนจะเลิกคิดเรื่องนี้และหันหลังกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ

    หลังจากออกจากห้องพยาบาลเมอร์ริสไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ที่นี้ต่อ การฝึกดาบของวันนี้คงจบลงแค่นี้มิหนำซ้ำยังต้องพักพื้นอีกอย่างต่ำ2อาทิตย์
    "หรือว่าข้าไม่คู่ควรอยู่ที่นี้จริงๆ"เมอร์ริสกล่าวค่อยๆก้าวเดินลงจากเนินเขาอย่างช้าๆ สายตามองทอดไปยังเมืองด้านหน้า เมืองที่เขาเติบโตขึ้นมา เมืองโลว์เรส
    “ข้าอุสาห์สามารถเข้าเหยียบที่แห่งนี้ได้แล้ว แต่เพียงไม่นานข้ากลับกำลังถูกบีบบังคับให้ออกจากที่นี้”เมอร์ริสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยากจะบรรยายขณะเดินลงจากเขา ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอัดอั้นที่อยู่ภายในใจ มองรอบข้างที่ต้นไปด้วยต้นไม้หลายชนิดบนภูเขาลูกเล็กๆแห่งนี้ คือที่ตั้งของตระกูลไซเรนชาดต์ ตระกูลขุนนางที่ปกครองเมืองนี้และที่ดินรอบๆมาหลายชั่วอายุคน เขาเฟ้ามองที่จากที่ไกลๆตั้งแต่ยังเป็นเด็กกำพร้าด้วยความปราถนาและหาวิธีทุกทางเพื่อที่จะได้เข้ามายังที่แหงนี้ แต่น่าเสียดายที่สามารถอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี
    ตอนนั้นเองเมอร์ก็เข้าสู่พื้นที่ภายในเมือง เมอร์หันหลังกลับมามองปราสาทที่อยู่บนเดินเขา ก่อนจะเผยสายข่มขืนออกมาเล็กๆ
    “นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้าเดินลงมาจากด้านบนนั้น และหลังจากวันนี้ข้าคงได้แต่มองจากที่ไกลๆเหมือนเดิม” เมอร์ริสรู้ดีว่าต่อจากนี้ไปเขาคงไม่ได้ไปเหยียบลานฝึกอัศวินประจำตระกูลไซเรนชาดต์อีก วันนี้เขายอมรับเรียบร้อยแล้วว่าต่อให้ฝึกต่อไปอีกมันก็ไร้ประโยชน์ด้วยสภาพร่างกายนี้
    ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงสีเหลือส้มเป็นการบอกเวลาว่าตอนนี้คือเวลายามบ่ายแก่  ๆไกล้จะถึงช่วงเย็นเต็มที เขาค่อยๆเดินเข้าไปในเมือง ด้วยความที่ตระกูลไซเรนชาดต์ตั้งอยู่กลางเมือง ที่แรกที่เข้าเดินผ่านจึงเป็นสวนสาธารณะและเป็นพื้นที่ของผู้มีศักดิ์ฐานะดีในกว่าคนทั่วไปอย่าง ครู หรือ แพทย์ เดินถัดไปอีกจะเป็นตลาด เมอร์ริสเดินอย่างช้าๆไม่เร่งรีบเพราะอาการปวดจากรอยฟกช้ำตามร่างกาย เขาเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาใส่ชุดผ้าลินิลสีสดใหม่ เหล่าเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นสนุกกันยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง กำลังทำกิจวัตประจำวันอย่างสดใส
    เด็กหนุ่มมองภาพเหล่านี้อย่างเงียบๆเมื่อเดินมาได้สักพักจนเข้าสู่เขตชานเมือง เขตที่สิ่งปลูกสร้างตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ตรอกซอยมีเยอะจนไม่นับไหวและผู้คนที่ไม่ได้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าลินินสดใหม่เหมือนกับผู้คนที่ผ่านมา สีของมันซีดจางและบางคนจะมีคราบดินหรือน้ำมันติดตามส่วนต่างๆ เมอร์ริสค่อยเดินตรงเข้าไปและเดินเลี้ยวผ่านเข้าตรอกซอยราวกับรู้คุ้นฉินเป็นอย่างดี ระหว่างทางมีคนปรายตามองดูเขาบ้างประปรายเมื่อเห็นลักษณะกสนแต่งตัวที่ดีของเมอร์ริส แต่ก็เลิกสนใจเมื่อเห็นรอยหมองเปื้อนฝุ่นที่ติดชายเสื้อและกางเกงจากการล้มลงด้วยการ ‘ซ้อมดาบ’กับโจเซฟ และที่คล้องแขนของเขา  เมอร์ริสก็ยังไม่สนใจ เดินต่ออย่างสงบเพื่อไปถึงสถานที่ที่ตนตั้งเป้า “พี่ชายค่ะ..”
    ทันไดนั้นเองเขาพลันได้ยินเสียงแหลมเล็กเรียกเบา เด็กหนุ่มหันไปมอง“หือ มีอะไร หนูน้อยและเลิกคิ้วหันไปมอง” หือ มีอะไรเหรอ หนูน้อย”ผู้ที่เรียกขานเขาเป็นเด็กน้อยเพศหญิงวัยไม่เกิน6ขวบใบหน้าหมองเปื้อนฝุ่นในชุดสีน้ำตาลซอมซ่อที่มีรอยปะเย็บต่างดูก็รู้แล้วว่าผ่านการใช้งานมานานพอสมควร ในมือตระก้าใบหนึ่งซึ่งมีสิ่งของจิปาถะจำนวนหนึ่งในนั้นเขาพลันนึกถึงตัวเองในสมัยก่อน
    “คือ...”เด็กหญิงทำสีหน้าเลิกลั่นเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่เงียบสงบของเมอร์ริส เด็กหนุ่มรู้เข้าใจในทันที ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มอ่อนโยนออกมา “ว่าไง” เด็กหญิงผ่อนคลายลงก่อนจะกล่าว “พี่ชายสนใจรับไม้ขีดไฟสักแท่ง ไหมค่ะ”
    “ไม้ขีดไฟ นั้นซินะช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวซะด้วยสิ่ง”เมอร์ริสกล่าวเสียงเบาจนเด็กสาวแทบไม่ได้ยินและทำหน้าฉงน
    “พี่ชายพูดอะไรเหรอค่ะ”
    “เปล่าหรอกหนูน้อย ไม้ขีดแท่งเท่าไหร่”เด็กหญิงได้ยินดั่งนั้นก็ยิ้มแฉ่งและกล่าวออกมาอย่างร่าเริง
    “แค่ 5แท่ง 1เหรียณทองแดงเท่านั้นค่ะ”
    “งั้นเอา 10แท่งก็แล้วกัน”เมอร์กล่าว เด็กหญิงพยักหน้าอย่างมีความสุขและยิบไม้ขีดไฟยื่นให้ตามจำนวน เขาพลันสังเกตเห็นว่ามือของเด็กหญิงผอมแห้งจนเกือบเห็นกระดูกเนื่องจากขาดสารอาหารที่เพียงพอ เมอร์ริสจ้องมองแขนนั้นอย่างเงียบๆ เมื่อเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยน เด็กหญิงกำลังจะเดินไปแต่กลับถูกเด็กหนุ่มเรียกตัวไว เด็กหญิงหันควับมาด้วยความสงสัย
    “เจ้ารู้จัก โบสถ์เรกิสหรือเปล่า พอดีข้าหลงทางน่ะ”แน่นอนเมอร์ริสไม่มีทางหลงทางหรอกเข้ารู้จักพื้นที่นี้มากกกว่าส่วนๆอื่นๆของเมืองซะด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินสิ่งที่เมอร์ริสพูดเด็กหญิงแสดงสีหน้าชั่งใจคลายกำลังลังเลออกมา ซึ่งเขาไม่ได้เร่งเร้าคำตอบแต่อย่างได เด็กชั่งใจอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจ
    “ข้ารู้คะ แต่ว่า..." เด็กหญิงยกนิ้วชีขึ้นมาหนึ่งนิ้วด้วยท่าทางเก้กัง เกรงว่าจะทำให้เมอร์ริสอารมณ์ไม่ดีทั้งที่เขาก็ซื้อไม้ขีดไฟของเธอไปแล้ว
    “ตกลง”เมอร์ริสเห็นท่าทางและความกังวลของเด็กหญิงก็หัวเราะในใจเบาและตอบตกลงอย่างว่าง่ายและยืนเหรียญทองแดงอีกเหรียญให้อีกฝ่าย เด็กหญิงยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง วันนี้เธอได้เงินถึง3เหรียญทองแดง ซึ่งพอจะซื้อขนมปังดำได้ถึงสองชิ้น
    จากนั้นเด็กสาวก็พาเมอร์ริสเดินผ่านตรอกซอยๆต่างจนมาถึงสถานที่ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีเด็กหนุ่มมองโบสถ์เล็กๆเก่าๆที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านทรงสูงรอบข้างด้วยความคุ้นเคย เขาเห็นเด็กเล็กพอๆกับเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟอยู่ราว6-7คน กำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลออกไป
    “ถึงแล้วค่ะพี่ชาย”เด็กหญิงที่นำทางมากล่าว
    “ขอบใจมากหนูน้อย”
    “ไม่เป็นค่ะ งั้นหนูขอตัวก่อนนะค่ะ”หนูน้อยสู้ชีวิตกล่าวจากลาเมื่อหมดหน้าที่ของตน ก่อนจะวิ่งไปรวมกับเด็กคนอื่น ราวกับรู้จักกันเป็นอย่างดี
    “ที่นี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนเดิม”เมอร์ริสกล่าวเสียงเบากวาดดวงตาสีดำสนิทสอดส่องสถานที่ในอดีต เมอร์ริสคาดเดาถูกต้อง ในระแวกนี้มีเพียงโบสถ์นี้ที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเด็กหญิงที่ซูบผอมขนาดนั้นน่าจะเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากความไม่พร้อมของผู้ให้กำเนิด เพราะต่อให้เป็นเด็กจากครอบครัวจากจนแค่ไหนก็ไม่น่าจะมีร่างกายที่ผอมขนาดนั้นได้ ยกเว้นชนชั้นทาส ที่เขาขอให้เด็กหญิงนำทางก็เพราะเห็นภาพตัวเองในอดีต เขาเคยทำแบบนี้มาแล้วเพื่อเอาชีวิตรอดจากความหิว และเข้ารู้ดีว่าเด็กหญิงจะต้องเจอกับอะไรต่อไป

    ทันไดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนออกมาจากในโบสถ์ตามที่เมอร์ริสคิด เด็กหนุ่มเตรียมที่จะหันหลังกลับไปในทางที่ตนเองจากมา เขาไม่ได้มีธุระกับสถานนี้แต่อย่างได เข้าแค่อยากรำลึกถึงอดีตเท่านั้น แต่เสียงที่ได้ยินกับคุ้นหูอย่างน่าแปลกใจจนอดหันกลับไปไม่ได้
    “แอนนา! ข้า ทำไมเจ้าถึงไม่ชอบฟังที่ข้าพูดบางเลย ว่าอย่าแอบเอาของจากพี่ๆไปขายอีก วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้สำนึกผิดเลยคอยดู!”เด็กหญิงที่ขายไม้ขีดไฟให้แก่เมอร์ริส หรือชื่อแอนนาร้องเสียงหลงวิ่งหนีอีกฝ่ายที่ไล่ตามมา เมอร์ริสรู้สึกสนใจเล็กน้อย ตั้งแต่ตอนไหนที่โบสถ์มีแม่ชีอายุน้อยขนาดนี้ เด็กหนุ่มเห็นแค่แผ่นหลังบางๆไม่เห็นใบหน้า  และจำไม่ได้ว่าน้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้เป็นของใคร จึงไม่รู้ว่าเป็นคนที่ตนรู้จักหรือไม่
    “ไม่ อย่าตีข้า วันนี้ข้าขายไม้ขีดให้พี่ชายตรงนั้นได้เงินตั้ง3เหรียญทองแดง!”เด็กหญิงร้องออกมาอย่างร้อนรน
    “วันนี้เจ้าไม่มีข้ออ้างอีกแล้ว   เดี๋ยวนะ พี่ชายตรงไหน”แม่ชีสาวงุนงง
    “ตรงนั้นไง!”เด็กหญิงที่มาที่เมอร์ริสที่ยื่นอยู่นอกอาณาเขตของโบสถ์จนที่ทำให่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต
    ‘ไม่ดีแล้ว’เมอร์ริสคิดในใจรีบหันหลังปิดบังใบหน้าเร่งก้าวเดินออกจากตรอก เขาไม่ต้องการที่จะเจอคนที่อาจจะรู้จักในอดีตในตอนนี้  แม้ว่าเขาจะไม่คุ้นเคยต่อแม่ชีคนนี้ก็เถอะ ขณะเดียวกันก็เริ่มที่ แต่เสียงของแม่ชีนั้นกลับทำให้เท้าของหยุด
    “หยุดก่อน นาย..ใช่ เมอร์ริสใช่ไหม นี่..นี่ฉัน อลิส..ไง”