เรือนกาญจนา

    บทพิเศษ 3 ร้ายกว่า (ตอนที่ 13 แก้ไข)

    “พี่อุตส่าห์ไปทำสวยกับช่างแต่งหน้าที่บุษแนะนำให้พี่ แต่พอทำเสร็จก็ไม่เห็นว่าพี่ชินจะสนใจพี่เลย” นิธิชลต่อว่า

    “เอ่อ พี่ชลคะ บางทีการตัดใจมันคงจะง่ายกว่าการแย่งชิงนะคะ” บุษพยายามเกลี้ยกล่อม

    “บุษพูดอะไรน่ะ” นิธิชลไม่พอใจที่น้องสาวพูดไม่เข้าหู

    “พี่ชลก็รู้ว่าพี่ชินรักรวิวรรณนี่คะ” บุษกล่าว

    “บุษ!” นิธิชลเรียกเสียงแข็ง

    บุษเข้าไปจับมือพี่สาว “ฟังบุษนะคะ หากพี่รีบตัดใจตอนนี้ มันยังไม่สายเกินไป อย่าถลำลึกไปกว่านี้อีกเลย ไม่เช่นนั้นพี่จะมีภัยนะคะ”

    “ถ้าไม่อยากให้คำปรึกษาพี่ก็บอกมาสิ พี่ไปปรึกษาคนอื่นก็ได้” ชลปัดมือน้องสาวออกแล้วเดินหนีทันที

    “เดี๋ยวสิคะ พี่ชล พี่ชล” บุษห้ามนิธิชลไม่ได้เสียแล้ว และดูเหมือนว่าพี่ชลจะโกรธเธออีกต่างหาก

    ***********************************

    และแล้วบุษก็เคยชินกับการคอยดูแลปรนนิบัติจางเว้ยทุกคืน จนกระทั่งใกล้ครบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอเปลี่ยนใจไม่ไปภูเก็ตกับกลวิทย์

    หลังจากที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทั้งคืน ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ แต่ถูกปิดบังเรือนร่างด้วยผ้าห่มผืนเดียวกัน จางเว้ยกอดหญิงสาวไว้และกำลังจะหลับ แต่ทว่า

    “ฉันมีเรื่องจะขอค่ะ” บุษพูดเหมือนคนไม่มีแรง

    “ว่ามาสิ”

    “ฉันขอกลับไปอยู่คฤหาสน์สัก 7 วันนะคะ” บุษขอร้อง

    “นานไปมั้ย” จางเว้ยไม่อยากห่างจากหญิงสาว

    “คุณคงไม่ได้มีฉันคนเดียวหรอกใช่มั้ยคะ” บุษเข้าใจว่าฝ่ายชายต้องมีเมียลับๆ คนอื่นอีกแน่

    “ผมคบทีละคน หากผมมีคนใหม่ ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนเก่าอีกเลย” จางเว้ยพูดอย่างเย็นชา

    “ฉันมีความจำเป็นต้องกลับคฤหาสน์จริงๆ ค่ะ” บุษนึกถึงพ่อกับแม่

    “ก็ได้ ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน” จางเว้ยรู้สึกอารมณ์เสีย เขาก็เลยคลายอ้อมกอดและลุกจากเตียงไปแต่งตัวกลับบ้านของเขาทันที

    แม้บุษจะรู้สึกใจหายและไม่อยากทำให้ฝ่ายชายโกรธ แต่เธอก็ต้องใจแข็ง เพราะมันใกล้ถึงวันที่พ่อแม่เธอเสียชีวิตจากเครื่องบินตก

    ***********************************

    บุษกลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ มันทำให้เธอเริ่มรู้สึกคิดถึงจางเว้ย เมื่อเธอนำของไปเก็บที่ห้อง เธอก็พึมพำว่า “นี่ฉันรักจางเว้ยไปแล้วงั้นหรือ ไม่เป็นไร ฉันจะตัดใจจากคุณให้ได้ ผู้ชายใจร้าย”

    หลังจากที่ครอบครัวอนันตษิรินฑราชอยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บุษจึงเข้าไปคุยกับพ่อเป็นการส่วนตัวทันที

    “มีอะไรจะคุยกับพ่องั้นหรือ”

    “พ่อไม่เห็นต้องเดินทางไปคุยเรื่องการค้ากับคุณโดนิกที่นิวยอร์กเลยนี่คะ” บุษกล่าว

    “นั่นลูกค้าสำคัญของพ่อนะ”

    “วีดีโอคอลดีกว่าค่ะ” บุษเสนอ

    “การไปถึงที่ มันทำให้เขาเห็นว่าทางเราให้ความสำคัญเขามากแค่ไหน” พ่อยังคงรั้น

    “แต่การคุยออนไลน์มันสร้างความสะดวกให้ทั้งพ่อและคุณโดนิกด้วยนะคะ” บุษก็ไม่ยอมแพ้

    “แล้วพ่อจะคิดดูอีกที”

    “หนูรู้ค่ะ ว่าพ่ออยากไปเที่ยว แต่เอาไว้ให้หนูว่างก่อนนะคะ หนูจะพาครอบครัวทั้งหมดไปเที่ยวทะเลด้วยกัน” บุษพูดยิ้มๆ

    “พ่อไม่ใช่เด็กๆ นะ” ชัยนพแอบขำกับความคิดของลูก

    “น่า พ่อ นานๆ ทีค่ะ” บุษพูดเสียงเย้า

    “ก็ได้ เอาไว้พ่อติดต่อคุณโดนิกได้ก่อนก็แล้วกัน”

    บุษรู้สึกมีความหวังว่าพ่อและแม่เธออาจจะรอดชีวิตครั้งนี้

    และแล้วก็เป็นข่าวดีสำหรับบุษ นั่นก็คือ พ่อแม่ของเธอไม่ได้เดินทางไปหาคุณโดนิก และยอมติดต่อกันผ่านทางวีดีโอคอล ดังนั้นท่านทั้งสองจึงพากันไปเที่ยวรีสอร์ทแถวปากช่องแทน

    เมื่อบุษเห็นพ่อแม่เธอไม่มีทางได้ขึ้นเครื่องบินอย่างแน่นอน เธอก็เลยใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยรองประธาน และได้ทำงานใกล้ชิดกับอนุชินมากขึ้น นั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่า อนุชินแอบไปรับไปส่งรวิวรรณที่มหา’ ลัยทุกวัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองแน่นแฟ้นมาก คงไม่มีใครสามารถแยกพวกเขาออกจากกันได้

    แต่แล้วบุษก็ต้องผิดหวังเพราะเธอไม่สามารถห้ามความตายได้ ดังนั้นจึงมีข่าวอุบัติเหตุขับรถตกเหวทำให้มหาเศรษฐีและภรรยาเสียชีวิตทั้งคู่ บุษที่เพิ่งเห็นข่าวก็รีบเดินทางไปรับศพพ่อแม่ที่ปากช่องพร้อมกับอนุชิน

    อนุชินเห็นว่าบุษเสียใจมาก เลยถือโอกาสขออนุญาตแม่บ้านพาตัวรวิวรรณไปด้วย เพื่อให้ไปช่วยปลอบบุษบง ทำให้ทั้งสามคนได้นั่งรถไปด้วยกัน บุษไม่อยากให้ใครมองเห็นตนร้องไห้ เลยขอให้รวิวรรณนั่งข้างคนขับ

    บุษบงร้องไห้และคิดในใจว่า “พ่อแม่อุตส่าห์ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินแล้วเชียว ทำไมนะ ทำไมถึงห้ามความตายไม่ได้”

    สักพักบุษก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ของอุไร “ใช่แล้วค่ะ คุณบุษ คุณอาจเปลี่ยนแปลงอดีตได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องความตายของคนอื่นค่ะ”

    บุษจึงสื่อจิตถามอีก “แล้วฉันล่ะ ฉันจะรอดมั้ย”

    “แล้วแต่คุณเท่านั้น ตอนนี้คุณเป็นคนกำชะตาของตัวเองอยู่ค่ะ ฉันไปนะคะ” อุไรตัดขาดจากการติดต่อ

    บุษสื่อไม่ได้อีกต่อไป และคิดในใจอีกว่า “ฉันคงปกป้องคุณไม่ได้นะคะ จางเว้ย”

    พอไปถึงปากช่อง อนุชินก็เป็นธุระจัดการทุกอย่างให้ โดยมีรวิวรรณคอยช่วย ส่วนบุษยังคงนั่งเฝ้าศพของพ่อแม่ไม่ห่าง

    และแล้วพวกเขาก็พาศพกลับกรุงเทพฯ โดยรถกระบะที่อนุชินจ้างเหมามา

    เหตุการณ์ก็กลับมาเป็นเช่นเดิม นั่นคือ ในงานศพ แขกเหรื่อมาร่วมงานอย่างล้นหลาม และบุษก็เป็นคนไปนั่งคอยส่งธูปให้แขกเช่นเดิม

    สักพักเสียงที่คุ้นเคยก็ทัก “คุณเป็นยังไงบ้าง”

    “จางเว้ย! ฉันสบายดีค่ะ” บุษส่งธูปให้เขา และนั่งดูเขาไหว้เคารพศพตามปกติ ในตอนนี้เธอไม่ได้รังเกียจอะไรเขาอีกแล้ว เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขามันลึกซึ้งกว่าที่คิด

    หลังจากจางเว้ยปักธูป เขาก็บอกว่า “ผมคงต้องรีบไปนั่งแล้ว เดี๋ยวใครจะสงสัย”

    บุษพยักหน้าให้และมองฝ่ายชายเดินจากไป บุษรู้ตัวดีว่าเธอรักเขามาก และอยากจะปกป้องไม่ให้เขาตายเหมือนข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่บุษในร่างรันเคยค้นเจอ

    แต่มีสิ่งที่กลับตาลปัตรก็คือ หลังงานศพ นิธิชลเป็นฝ่ายดึงมือบุษไปที่หลังบ้านสัปเหร่อ เพื่อแอบดูอนุชินกับรวิวรรณ

    “บุษเห็นมั้ยว่า ทั้งสองถึงขั้นกอดจูบที่วัดด้วย” นิธิชลไม่พอใจ

    “พี่ชลคะ ตัดใจเสียเถอะนะคะ” บุษพยายามกล่อมอีก

    “ทำไมบุษพูดกับพี่แบบนี้” นิธิชลโมโห

    “บุษรู้ดีว่า ต่อให้พวกเราทำลายรวิวรรณ พี่อนุชินก็ไม่มีวันเปลี่ยนไปรักคนอื่นหรอกค่ะ” บุษพูดตามตรง

    “พี่จะพิสูจน์ให้ดูก็แล้วกัน” นิธิชลเดินหนีไปทันที

    บุษมองเห็นพี่สาวโกรธ และเดินหนีเธอไป เธอจึงส่ายหน้าที่ไม่อาจเตือนพี่สาวได้

    ***********************************

    และแล้วก็ถึงคืนที่เป็นวันตายของบุษบง ในเวลานี้บุษรู้สึกปลงกับความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าไขว่คว้ามากเท่าไหร่ เมื่อเธอตายก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลยจริงๆ คงเหลือไว้เพียงบาปบุญที่ตนเคยทำไว้เท่านั้น

    บุษทำเป็นเดินไปที่ระเบียงดูดาว เพื่อรอคนร้าย เธออยากรู้จริงๆ ว่า ใครกันที่โกรธแค้นเธอมาก ถึงขั้นฆ่าเธอได้

    พอถึงเวลาที่แน่นอน บุษจึงรีบหันไปทันที

    “โอ๊ย! ปล่อยฉันนะ ฉันบอกให้ปล่อย”

    ภาพที่เห็นคือ บุษมองเห็นนิธิชลถูกลูกน้องของจางเว้ยจับกุมเอาไว้

    “พี่ชล เป็นพี่งั้นหรือคะ” บุษตกใจ

    “บุษ พวกมันเป็นใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็มาจับพี่ พี่แค่จะมาปลอบบุษเท่านั้นเอง” นิธิชลกล่าวอ้าง

    “ไม่จริงครับ พวกเรามองเห็นว่าคุณชลกำลังจะผลักคุณตกจากระเบียง” ชายคนหนึ่งกล่าว

    “ทำไมพี่ต้องฆ่าบุษด้วยคะ” บุษถามทั้งๆ ที่มีน้ำตาคลอ

    “อย่าไปเชื่อพวกมัน พวกมันโกหก” นิธิชลไม่ยอมรับ

    “หรือว่าพี่ต้องการเป็นเจ้าของบริษัท และต้องการทรัพย์สมบัติทั้งหมด ใช่มั้ยคะ” บุษเค้นถาม

    “ก็ใช่น่ะสิ พ่อยกให้เธอหมดนี่” นิธิชลหลุดปาก

    บุษพูดทั้งน้ำตาว่า “ที่ผ่านมา พี่ไม่เคยเห็นบุษเป็นน้องสาวเลยหรอคะ”

    “ใครจะไปเห็นศัตรูเป็นน้อง” นิธิชลกล่าวเสียงห้วน

    “คุณจางเว้ยสืบได้แล้วครับว่า คุณนิธิชลเป็นคนจ้างวานมือปืนให้ฆ่าคุณในวันที่คุณกำลังจะไปภูเก็ต” ชายอีกคนรายงาน

    “พวกแกไม่มีหลักฐาน” นิธิชลหันไปบอกลูกน้องของจางเว้ย

    “มือปืนถูกจับแล้วครับ และเขาก็ซัดทอดมาที่คุณ อีกไม่นานตำรวจก็จะมาจับกุมคุณแล้ว” ชายอีกคนกล่าว

    “ไม่นะ ฉันไม่อยากติดคุก ช่วยพี่ด้วยนะบุษ” นิธิชลหันไปมองน้องสาวเพื่อขอร้อง

    “แล้วถ้าบุษตกจากระเบียง พี่คิดจะช่วยบุษมั้ยคะ” บุษรู้สึกเสียใจที่ตอนที่ตนกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนและคอยเอาแต่แค้นอาฆาตคนฆ่า ทำให้เธอไปไหนไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ และยอมไปเฝ้าเรือนกาญจนาเพียงเพื่อจะทำให้ตนได้รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าตัวเอง

    นิธิชลอึ้งไม่ยอมตอบอะไร สักพักตำรวจก็เข้ามาจับกุมใส่กุญแจมือให้นิธิชล

    “ปล่อยลูกสาวฉันนะ ลูกสาวฉันไม่ผิด” นงลักษณ์เข้าไปขัดขวางตำรวจ

    “อย่าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ครับ” ตำรวจกล่าว

    “ไม่ ฉันไม่ยอมให้ใครจับลูกสาวฉันไปทั้งนั้น” คุณนงลักษณ์ถูกแม่บ้านและรวิวรรณช่วยกันจับรั้งไว้

    หลังจากตำรวจไปแล้ว นงลักษณ์ก็รีบตามไปเพื่อประกันตัวลูกสาว

    บุษถูกลูกน้องของจางเว้ยพาตัวกลับคอนโด

    และคืนนี้เขาก็ขอรางวัลจากเธอ ที่เขาสามารถปกป้องชีวิตของเธอและสามารถตามหาผู้บงการมือปืนให้ไปฆ่าบุษ แต่กลายเป็นว่าคนขับ taxi คนนั้นรับเคราะห์แทน

    จางเว้ยคิดถึงบุษมากไปหน่อย ทำให้เมื่อคืนมีศึกหนัก และพากันอ่อนเพลีย ทำให้ทั้งสองพากันตื่นสาย

    จางเว้ยรีบลุกไปแต่งตัว และเดินออกจากห้องไปทันที ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ขอบคุณเขาเลย

    ***********************************

    ผลสุดท้ายนิธิชลก็ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี

    นงลักษณ์เลยประชดชีวิตด้วยการนำทรัพย์สมบัติไปปรนเปรอสามีใหม่ นั่นก็คือกลวิทย์

    ส่วนบุษได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัทเต็มตัว และให้อนุชินเป็นรองประธานเช่นเดิม

    บุษทำงานอย่างหนักจึงไม่ค่อยมีเวลาให้จางเว้ย ดังนั้นวันนี้เขาจึงนัดบุษบงมาคุยที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง

    “มีอะไรหรือเปล่าคะจางเว้ย” บุษมองนาฬิกาก็พบว่าตนมาสายครึ่งชั่วโมง

    “คุณไม่ค่อยมีเวลาให้ผมเลยนะ” จางเว้ยน้อยใจ

    “คุณเองก็รู้ ว่าบุษงานยุ่งนี่คะ” บุษรู้สึกผิด

    “เอาล่ะ ในเมื่อสถานะของคุณได้เปลี่ยนไปแล้ว มันคงถึงเวลาที่ผมต้องยอมปล่อยคุณไปเสียที” จางเว้ยเกริ่น

    บุษขมวดคิ้วและว่า “หมายความว่ายังไงคะ”

    “คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเมียลับๆ ของผมอีกแล้ว เพราะผมมีคนใหม่แล้ว” จางเว้ยพูดอย่างเย็นชา

    “อะไรนะ!” แม้บุษจะรู้ว่ามันคงต้องเกิดขึ้นสักวัน แต่นี่มันกะทันหันเกินไป เธอยังไม่ทันตั้งตัว เลยพูดทั้งๆ ที่มีน้ำตาคลอว่า “คุณเบื่อฉันแล้วหรอคะ”

    “ครับ”

    แม้มันจะเป็นเพียงคำสั้นๆ แต่ได้ใจความมาก บุษจึงรีบปาดน้ำตาและพูดอีกว่า “ขอบคุณค่ะ ที่ยอมปล่อยฉันไป ลาก่อนนะคะ” เธอลุกหนีทันที

    ***********************************

    สองสัปดาห์ต่อมา บุษรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด เธอก็เลยลางานครึ่งวันเพื่อไปพบแพทย์ และนั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่า

    “คุณตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วครับ” หมอกล่าว

    “ฉันท้องหรอคะคุณหมอ” บุษนึกไม่ถึง ทั้งๆ ที่ตนก็ทานยาคุมไม่เคยขาด

    “ครับ เชิญคุณไปที่แผนกสูตินารีเวชเพื่อไปฝากครรภ์นะครับ” หมอแนะนำ

    บุษทำได้เพียงพยักหน้า เธอนึกไม่ถึงว่าเธอจะท้องโดยไม่ได้ตั้งใจแบบนี้ บุษยังไม่ฝากครรภ์ เพราะเธอกำลังจะท้องไม่มีพ่อ ด้วยความสับสนและความลังเล ว่าเธอควรจะปกป้องชื่อเสียงของตัวเองด้วยการเอาเด็กออกดีหรือไม่

    บุษคิดทบทวนอยู่นานพอสมควร และแล้วพอตั้งสติได้ เธอก็ได้ไปยืนอยู่หน้าสถานที่ทำแท้งเสียแล้ว

    บุษกำลังจะตัดสินใจฆ่าเด็กบริสุทธิ์ สักพักภาพของนิธิชลในร่างรวิวรรณก็ปรากฏให้เธอเห็น เธอมองเห็นผู้หญิงจิตไม่ปกติกำลังอุ้มท้อง โดยมีป้าวรรณคอยดูแลไม่ห่าง นั่นทำให้เธอคิดได้ว่า “ฉันควรจะรักษาชีวิดเด็กใช่มั้ย” ดังนั้นบุษจึงหันหลังเดินจากสถานที่ดังกล่าวไปขึ้นรถ ตอนนี้เธอได้ตัดสินใจแล้วว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ตอนนี้เธอจะปิดบังเรื่องท้องไว้ก่อน หากปิดไม่ได้ ก็แค่เสียชื่อเสียงเท่านั้นเอง

    ตั้งแต่นั้นมาบุษก็ยังคงทำงานปกติเหมือนทุกๆ วัน แต่ที่ต่างออกไปก็คือเธอบำรุงสุขภาพอย่างมาก เพราะเธอตั้งใจจะรักษาชีวิตเด็กไว้สุดชีวิต เตรียมใจที่จะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

    เช้าวันรุ่งขึ้น บุษนั่งดื่มนมอ่านหนังสือพิมพ์ วันที่ของหนังสือพิมพ์ทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่า มันใกล้จะถึงวันที่มาเฟียจางเว้ยตายแล้ว นั่นทำให้บุษถึงกลับมือไม้สั่นทำหนังสือพิมพ์หลุดมือ

    “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณบุษ” แม่บ้านเป็นห่วง

    “อ้อ ปะเปล่าค่ะ” บุษรีบตั้งสติ

    “นี่ค่ะคุณบุษ กล่องอาหารเพื่อสุขภาพ” แม่บ้านยื่นกล่องอาหารกลางวันให้

    “ขอบคุณนะคะป้าวรรณ งั้นบุษไปล่ะ”

    วันนี้บุษนั้นไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงานเลย เธอนึกถึงแต่ข่าวที่จางเว้ยถูกยิงเสียชีวิต ดังนั้นคืนนี้เธอจึงตัดสินใจไปบ้านของมาเฟียจางเว้ย

    ***********************************

    เมื่อบุษมาถึงบ้านของมาเฟีย เธอก็ถูกลูกน้องของเขาขัดขวางเอาไว้

    “ฉันมาขอพบคุณจางเว้ยค่ะ” บุษพูดดีๆ

    “ตอนนี้คุณไม่ได้เป็นอะไรกับคุณจางเว้ยแล้วนะครับ” ลูกน้องกล่าว

    “ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกเขานะคะ” บุษยังไม่ยอมแพ้

    “เข้าไปไม่ได้จริงๆ ครับ” ลูกน้องยังคงห้าม

    บุษทำเป็นหันหลังกลับไป พอลูกน้องเผลอ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปที่ห้องของจางเว้ยและเปิดประตูทันที นั่นทำให้บุษถึงกับชะงัก เพราะจางเว้ยกำลังจูบกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา

    “ผมขอโทษครับนาย คุณบุษจะเข้ามาให้ได้” ลูกน้องกล่าว

    จางเว้ยอารมณ์เสีย และสั่งให้ลูกน้องพาตัวผู้หญิงของเขากลับไปก่อน

    ตอนนี้อยู่สองต่อสองแล้ว และจางเว้ยก็หันหลังให้บุษ เพราะยังไม่อยากมองหน้าบุษ

    บุษเม้มปาก และกล่าวว่า “ฉันไม่ได้มาเพื่อสานสัมพันธ์กับคุณ แต่ฉันมาเพื่อเตือนคุณเท่านั้นค่ะ”

    จางเว้ยปรับอารมณ์เรียบร้อย เขาก็หันมาถาม “เตือนเรื่องอะไร”

    “คุณอย่าไปท่าเรือได้มั้ยคะ ศัตรูอาจดักไปทำร้ายคุณที่นั่น” บุษนึกถึงข่าวในหนังสือพิมพ์

    “คุณไปรู้อะไรมา” จางเว้ยสงสัย

    “ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่ขอให้คุณยอมฟังฉันสักครั้งนะคะ อย่าไปที่นั่น” บุษเกลี้ยกล่อม

    “เอาล่ะ คุณมีอะไรอีกมั้ย” จางเว้ยถาม

    บุษส่ายหน้า และมองฝ่ายชายอย่างอาลัย แต่ตอนนี้สถานะของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงยอมเดินจากไป พร้อมกับคิดในใจว่า “ลาก่อนค่ะ จางเว้ย ต่อไปฉันจะไม่มาเจอคุณอีก”

    ***********************************

    สองวันต่อมา บุษขับรถพาแม่บ้านและรวิวรรณไปทำบุญให้พ่อกับแม่ของบุษที่วัด หลังจากเลี้ยงเพลพระเสร็จ บุษเปิดอ่านข่าวในมือถือทำให้เธอเห็นข่าวมาเฟียจางเว้ยถูกยิงขมับดับสยองเช่นเคย ตอนนั้นบุษถึงกับช็อคหมดสติ โชคดีที่รวิวรรณวิ่งเข้าไปช่วยประคองได้ทันเวลาพอดี และนำเธอส่งโรงพยาบาล

    นั่นจึงทำให้ทั้งอนุชิน รวิวรรณและแม่บ้านรู้ว่า ประธานสาวกำลังตั้งครรภ์

    อนุชินเข้าไปในห้องผู้ป่วยพิเศษเพื่อสอบถามความเป็นไป

    “ใครเป็นพ่อเด็กงั้นหรอครับ คุณบุษ กลวิทย์ใช่มั้ย” อนุชินเค้นถาม

    บุษส่ายหน้าและมีน้ำตาคลอ เธอตอบว่า “พ่อเด็กตายไปแล้วค่ะ”

    “บอกได้มั้ยว่าเขาเป็นใคร” อนุชินอยากรู้

    “ฉันบอกไม่ได้ค่ะ” บุษรักษาสัญญา

    “ให้ผมรับผิดชอบเป็นพ่อเด็กให้มั้ย” อนุชินเสนอ

    “อะไรนะคะพี่ชิน!” บุษตกใจกับคำพูดนั้น

    คล้ายกับเรื่องเรือนกาญจนา ที่คุณอ่าน