ตอนที่19 ซินแสน้อย
คำตอบที่ยังคลุมเครือของกัวเป่าทำให้ซูเวยไม่คาดคั้นคำตอบจากปู่บุญธรรมอีกแต่ทว่าท่าทางเคร่งเครียดของซูเวยที่แสดงออกมานั้นทำให้กัวเป่าและกัวจวินสบตากันด้วยความแปลกใจ กัวเป่าถามซูเวยด้วยความสงสัยว่า
“เวยเวย หลานเห็นความผิดปกติอะไรหรือ?”
ซูเวยเงยหน้าสบตาทุกคนแล้วพูดออกมาตามความจริงที่เธอมองเห็นแต่เธอเลี่ยงการตอบให้เป็ไปตามหลักการของศาสตร์ฮวงซุ้ยว่า“หนูดูชัยภูมิการจัดวางแล้วมีบางอย่างดูแปลกไปค่ะหนูจะลองขุดขึ้นมาดูก่อนว่าเป็อย่างที่หนูเข้าใจตามตำราไหมนะคะ?”
ซูเวยไม่รอการตอบรับจากทุกคนแต่เดินตรงเข้าไปใช้จอบเล็กในมือตนเองขุดดินในส่วนที่เธอมองเห็นจากทักษะดวงตา์
เธอไม่กล้าบอกทุกคนในทันทีว่าตนเองมีทักษะพิเศษเนื่องจากไม่้าประมาทที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตนเองกับครอบครัวถึงแม้ว่าทุกคนจะแสดงความจริงใจกับตนเองก็ตาม
ยายเกาอิงกำลังเดินเข้ามาช่วยหลานขุดดินแต่ซูเวยร้องทักขึ้นทันทีว่า“ไม่เป็ไรค่ะยาย หนูขุดเสร็จแล้ว”
เกาอิงได้ยินเสียงหลานสาวบอกเช่นนั้นจึงชะงักไปและเห็นหลานหยิบหินแหลมขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาจากพื้น
เมื่อซูเวยหยิบหินแหลมก้อนนั้นขึ้นมาทุกคนที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นพลันรู้สึกมีลมพัดหมุนวนคล้ายโกรธเกรี้ยวครู่หนึ่งก่อนจางหายไปความจริงแล้วซูเวยเห็นว่ามีการจารึกอักขระบนหินก้อนนั้นด้วยเธอจึงร่ายเวทมนตร์ตามความเข้าใจที่เรียนรู้มาจากตำราทำนาย์จึงทำให้มีลมหมุนวนแสดงความโกธแค้นออกมาแต่ทว่าซูเวยไม่คิดที่จะบอกผู้ใหญ่ทั้งสามคนแต่อย่างใดเธอจะสืบหาความจริงของผู้ที่ประสงค์ร้ายกับครอบครัวใหม่เองในภายหลัง
“โอ๊ะ! ทำไมจู่ๆมีลมพัดหมุนน่ากลัวแบบนี้”กัวเป่าอุทานเสียงดังด้วยความตื่นใ
“นั่นสิครับอากาศนิ่งสงบแบบนี้ไม่น่ามีลมพายุกะทันหันเช่นนี้เลย” กัวจวินที่ยืนข้างกัวเป่าเหลียวมองรอบกายด้วยความแปลกใจเช่นกัน
“จริงด้วยปกติแถวนี้อากาศโปร่งโล่งสบาย จะว่ามีพายุฝนก็ไม่ใช่ นี่เป็่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว”เกาอิงแสดงความคิดเห็นตามจริงจากสภาพอากาศของที่นี่
ซูเวยหยิบหินก้อนนั้นไปวางไว้อีกตำแหน่งหนึ่งซึ่งเป็ตำแหน่งสะท้อนกลับคืนไปหาคนจารึกอักขระพร้อมกับร่ายเวทมนตร์สะท้อนกลับไปด้วยเธอ้าแก้แค้นให้กับครอบครัวใหม่เบื้องต้นไปก่อนแล้วค่อยไปตามสืบหาต้นตอที่้าทำลายครอบครัวใหม่ในภายหลัง
..........
ห้องใต้ดินคฤหาสน์เก่าหลังหนึ่ง
มีชายชราผมขาวเครายาวคนหนึ่งแต่งกายเหมือนคนโบราณ เขานั่งอยู่บนหินหยกขนาดใหญ่จู่ๆเขากระอักเืคำโตออกมาพร้อมกับมีสีหน้าเหมือนกับตื่นใและอุทานออกมาว่า“ไม่น่าเชื่อ ใครกันที่ถอนคำสาปของฉันออกไปได้?”
ทางด้านซูเวยขณะที่เธอจัดวางก้อนหินแหลมในตำแหน่งใหม่พลันมีคลื่นพลังงานแปลกประหลาดพยายามพุ่งเข้าทำร้ายเธอ
แต่ทว่าด้วยพลังจิตที่แข็งแกร่งของเอสเปอร์อย่างซูเวยทำให้เธอสะท้อนกลับในทันทีซึ่งเธอมั่นใจว่าคนที่ตั้งใจทำร้ายตนเองจะต้องาเ็อย่างแน่นอนนั่นเป็เพราะว่าซูเวยสะท้อนกลับพลังจิตอันแข็งแกร่งนั้นกลับคืนไปทั้งหมด
“หึๆคิดจะทำร้ายฉันอย่างนั้นหรือ?รู้จักฉันน้อยไปเสียแล้ว” ซูเวยหัวเราะเบาๆในลำคอพลางเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้ามเธอ
มั่นใจว่าความรู้จากตำราทำนาย์ในคฤหาสน์ขาวนั้นซับซ้อนและเหนือกว่าตำราทำนายโชคชะตาที่เธอเคยแฮ็กดูมาก่อนจึงมั่นใจในทักษะด้านนี้ของตนเองอย่างยิ่ง
“ฮวงซุ้ยของซือซือมีปัญหาที่หินก้อนนี้หรือ?”กัวเป่าถามหลานสาวบุญธรรมด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางของซูเวยที่ให้ความสำคัญกับหินแหลมก้อนนี้
ซูเวยตัดสินใจบอกความจริงเพื่อให้ครอบครัวใหม่ระแวดระวังตัวไว้จากศัตรูดีกว่าพลาดพลั้งทีหลังว่า“จะว่าใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ค่ะหินก้อนนี้ดูเหมือนจะถูกฝังไว้หลังจากผ่านการสร้างฮวงซุ้ยของย่าบุญธรรมไปสักพักแต่นานแค่ไหนหนูบอกไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องมือหาอายุหินเปรียบเทียบกันแต่หนูบอกได้แค่ว่าหินก้อนนี้กับหินก้อนอื่นๆ มันแตกต่างกันอย่างแน่นอนค่ะ”
คำตอบจริงจังของซูเวยที่คล้ายกับผู้ใหญ่แสดงความคิดเห็นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนมองสบตากันไปมาด้วยความประหลาดใจเหมือนกับว่าซูเวยเป็ผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กอายุแค่สิบขวบเท่านั้น
“หลานดูจากอะไรหรือเวยเวย?”เกาอิงถามหลานสาวด้วยความแปลกใจพร้อมกับ้าคำตอบเพื่ออธิบายที่มาของความรู้อันเก่งกาจเกินตัวของหลานสาวในตอนนี้
“อ๋อมันเป็อย่างนี้ค่ะ” ซูเวยอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ทั่วไปให้ทั้งสามคนฟังอย่างผ่อนคลายพลางลอบถอนหายใจที่ตนได้หาทางตอบคำถามไว้ก่อนแล้ว
“เป็อย่างนี้นี่เอง”กัวจวินพยักหน้าเข้าใจและรู้สึกทึ่งในความรู้ของน้องสาวที่สร้างความประหลาดใจให้เขาบ่อยครั้ง
“ซูเวยเหมือนซินแสน้อยเลยนะนี่”เกาอิงเอ่ยชมหลานสาวที่มีความรู้ด้านนี้และสามารถอธิบายตอบคำถามได้อย่างชัดเจน
“แหะๆไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะยาย” ซูเวยยิ้มเขินที่ได้รับคำชมจากยายของตนเอง
“แสดงว่าต้องมีคนจงใจสร้างปัญหาให้กับตระกูลกัวอย่างแน่นอนไม่แปลกใจเลยที่ั้แ่สร้างฮวงซุ้ยนี้ขึ้นมา ธุรกิจของตระกูลพวกเรารุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วในสิบปีแรกแต่หลังจากนั้นมีปัญหาอุปสรรคถาโถมเข้ามามากมายโชคดีที่ตระกูลกัวยึดมั่นในความซื่อสัตย์และยุติธรรมถึงได้ผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายมาได้หลายต่อหลายครั้ง”กัวเป่าพูดสาธยายถึงเหตุการณ์ร้ายและดีของตระกูลกัวที่ผ่านมาให้ทุกคนฟัง
“ปู่คิดว่าจะเป็ศัตรูจากทางไหนหรือครับ?”กัวจวินถามความคิดเห็นของปู่ตามจริงด้วยความอยากรู้
“ใครทำอะไรไว้ก็คงจะได้อย่างนั้นแหละ”กัวเป่าโบกมือเหมือนไม่อยากพูดคุยเื่นี้อีก ทำให้ทุกคนไม่กล้าซักถามเขาอีก
จากนั้นทั้งสี่คนเดินทางกลับบ้านเกาอิงด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันซูเวยรู้สึกตื่นเต้นที่เธอได้ทดลองศาสตร์จากตำราทำนาย์และเห็นว่าได้ผลจริงทำให้เธอ้าสร้างบ้านใหม่อย่างรวดเร็วส่วนกัวเป่าขมวดคิ้วตลอดทางคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่างที่สำคัญ กัวจวินรู้สึกทึ่งกับทักษะความสามารถของน้องสาวตนเองที่มีมากกว่าเด็กทั่วไปส่วนเกาอิงนั้น เธอรู้สึกภูมิใจในตัวหลานสาวที่เก่งกาจมากกว่าที่ตนคิดไว้ พลางคิดไปถึงเหตุผลการทำตัวเหลวไหลที่ผ่านมาของหลานสาวว่า
“สงสัยเมื่อก่อนเวยเวยคงจะเสียใจที่พ่อแม่ทิ้งไปถึงไม่ยอมแสดงฝีมือออกมาโชคดีที่หลานฉันกลับตัวกลับใจทันและไม่ถูกโจรลักพาตัวไปไม่งั้นฉันคงอยู่มิสู้ตายจริงๆ”
……….
สามสิบนาทีต่อมา
ทั้งสี่คนมาถึงหน้าบ้านและพบกับบรรยากาศแปลกประหลาดของเพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็นที่มีเืไหลซึมออกจากร่างกายเต็มไปหมดทั้งฟานไป๋หลานและโจวลู่ชิงสองแม่ลูกที่มาด้อมมองและพยายามปีนรั้วเข้าไปในบ้านของเกาอิง
“อ๊ะ! นังเด็กกำพร้า อยู่นี่เองหรือ? แล้วใครอยู่ในบ้านเอาหินมาขว้างใส่ฉันละ?”
“จริงด้วยค่ะหนูเจ็บไปทั้งเนื้อทั้งตัวแล้วนะคะแม่” โจวลู่ชิงร้องครวญครางด้วยความเ็ปและฟ้องแม่ตนเองด้วยความเจ็บใจ
เกาอิงกำลังจะเดินไปต่อว่าสองแม่ลูกแต่ทว่าซูเวยจับแขนเธอไว้พลางส่ายหน้าเป็เชิงบอกว่าไม่ต้องพูดอะไร
ซูเวยเดินตรงเข้าไปหาสองแม่ลูกพลางเงื้อจอบเล็กในมือเตรียมฟาดเข้าใส่สองแม่ลูกหากว่าสองแม่ลูกพูดไม่เข้าหูตนเอง
“คนดีๆที่ไม่ปีนรั้วชาวบ้านจะไม่ถูกหินปาใส่แน่นอนนี่แสดงว่าต้องปีนรั้วใช่ไหม? อย่า! อย่ามาเถียง!ไม่งั้นลองไปยืนชิดประตูรั้วดูสิ จะมีหินสักก้อนโผล่ออกมาขว้างใส่หรือเปล่า?”
สองแม่ลูกได้ยินคำพูดท้าทายของซูเวยทำให้้าฉีกหน้าของซูเวยต่อหน้าแขกที่ดูมีฐานะมั่งคั่งทั้งสองคนสองแม่ลูก
จึงจับมือกันเดินไปยืนชิดประตูรั้วบ้านของเกาอิงตามคำท้าทายปรากฏว่าไม่มีหินโผล่ออกมาจากบ้านเกาอิงแม้แต่ก้อน
เดียว สร้างความงุนงงให้กับสองแม่ลูกที่มองสบตากันเหมือนไม่เชื่อสายตา
“ถ้าอยากถูกหินขว้างใส่ไหนลองปีนเข้าไปเหมือนโจรที่จะเข้าไปขโมยของสิ?”ซูเวยเบ้ปากอย่างนึกสมเพชสองแม่ลูก
พลางท้าทายอีกครั้งอย่างตั้งใจให้ปีนรั้วโดยตรง
“แม่ปีนสิ”
“ชิงเอ๋อร์นั่นแหละลองปีนดู”
กลายเป็ว่าสองแม่ลูกเกี่ยงกันเพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะปีนเข้าไปในบ้านของเกาอิงอีกจากนั้นทั้งคู่รีบจับจูงมือเดินหนีกลับบ้านตนเองในทันที พร้อมกับเหลียวหลังกลับมามองซูเวยและยายเป็ระยะด้วยสายตาโกรธแค้น
ด้านเกาอิงที่เห็นประสิทธิภาพของค่ายกลที่หลานสาวเคยเล่าให้ฟังทำให้เธออึ้งตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตาแต่ใจของเธอ
เริ่มเข้าใจและรู้สึกภูมิใจในความสามารถของหลานสาวมากยิ่งขึ้น
ส่วนสองปู่หลานสบตากันด้วยแววตาทอประกายอย่างตื่นเต้นยินดีทั้งคู่ไม่คิดว่าหลานสาวบุญธรรมจะมีทักษะหลากหลายซึ่งเกินความคาดหมายของทั้งคู่
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงไปแล้วทั้งสี่คนเดินเข้าบ้านแต่ซูเวยขอเดินเข้าไปก่อนเพราะเธอจำเป็ต้องปลดการทำงาน
ของค่ายกลไม่งั้นได้มีคนาเ็เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ทันทีที่ทั้งสี่คนเดินเข้ามาในห้องโถงพลันมีเสียงถามด้วยความสงสัยจากเหอเฟยเถา หวังฉี และกัวลี่จิน ที่แย่งกันพูดว่า
“มีใครเห็นคนแปลกหน้าที่หน้าบ้านไหมคะ?”
“มีเสียงร้องโวยวายเหมือนถูกหินขว้างใส่ด้วยเกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”
“พวกเราได้ยินแต่เสียงแต่ไม่กล้าออกไปเพราะกลัวมีสัตว์ร้ายเหมือนที่เวยเวยบอกไว้”
ปรากฏว่าปู่กัวกัวจวิน เกาอิงและอีกสามคนมองมาที่ซูเวยที่หัวเราะชอบใจอยู่คนเดียวกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ซึ่งแตกต่างจากอารมณ์ของคนอื่น
ซูเวยเห็นว่าทุกคนมองมาที่ตนเองเป็จุดเดียวจึงยิ้มแหยๆพลางบอกตามจริงว่า“แหะๆ หนูแค่วางค่ายกลป้องกันเล็กๆไว้
ป้องกันพวกสอดรู้สอดเห็นของชาวบ้านแถบนี้เองค่ะถ้าพวกเขาไม่ปีนเข้ามาก็คงไม่เจ็บตัวหรอกค่ะ”
“หืมลูกสามารถสร้างค่ายกลได้ด้วยหรือ?”เหอเฟยเถาอุทานด้วยความตื่นเต้น เขาไม่คิดว่าลูกสาวบุญธรรมจะมีทักษะด้านนี้ด้วยซึ่งเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก โดยความคิดของเหอเฟยเถานั้นไม่แตกต่างจากคนอื่นมากนักทุกคนล้วนรู้สึกปลาบปลื้มใจที่มีหลานสาวบุญธรรมเก่งกาจเช่นนี้
“ก็พอได้นิดหน่อยค่ะมันอยู่ในหมวดฮวงซุ้ยที่หนูเคยอ่านผ่านตาค่ะ” ซูเวยตอบตามจริงแต่ถ่อมตัวไว้เพราะไม่อยากถูกต่อว่าว่าเป็เด็กโอ้อวดเหมือนที่เคยถูกพ่อเลี้ยงตำหนิมาก่อน
“เก่งจริงเวยเวย”
“เวยเวยเหมือนซินแสน้อยเลยจ้ะ”หวังฉีและกัวลี่จินเอ่ยชมซูเวยพร้อมกันอย่างยินดี
จากนั้นตระกูลกัวพูดคุยเื่การรับซูเวยและเกาอิงไปเยี่ยมเยียนบ้านตระกูลกัวในโอกาสหน้าโดยทุกคนได้ชิมฝีมือการปรุงอาหารของซูเวยอีกครั้งก่อนเดินทางกลับ
เหอเฟยเถาพ่อบุญธรรมของซูเวยจะไปจัดหาทีมสร้างแพลตฟอร์มเดสตินีตามที่ลูกสาวพูดแิให้ฟังซึ่งช่วยให้ซูเวยไม่ต้องเหนื่อย เนื่องจากพ่อบุญธรรมมีทีมทำงานด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งตรงกับความ้าของซูเวยที่เกียจคร้านเื่การทำอะไรด้วยตัวเองอยู่พอดี
ส่วนอุปกรณ์ต้องห้ามสองรายการที่ซูเวย้านั้นพ่อบุญธรรมจะติดต่อพี่ชายเพื่อจัดหาให้โดยเธอไม่ต้องเสียเงินซื้อเอง เพราะพ่อบุญธรรมบอกว่าจะให้เป็ของขวัญสำหรับลูกสาวบุญธรรมทำให้ซูเวยมีความสุขยิ่งนัก
ส่วนกัวจวินนั้นนัดหมายเธอให้เข้าร่วมงานประลองการพนันหินระดับประเทศใน่ปิดเทอมฤดูร้อนซึ่งจะมีการต่อสู้ที่เข้มข้นและเคร่งเครียดมากกว่านี้ทำให้ซูเวยตอบตกลงในทันทีเพราะเธอ้าต่อสู้กับนักพนันหินที่เก่งกาจมากกว่าที่เคยพบ
กัวจวินเองก็ต้องกลับไปเรียนต่อปริญญาตรีเช่นกันซึ่งในเวลานี้เขาเรียนอยู่ชั้นปีสาม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง
หลังจากตระกูลกัวเดินทางกลับไปหมดแล้ว
ซูเวยมีโอกาสพูดกับยายตนเองเสียทีเธอเสนอความคิดกับยายพลางลุ้นคำตอบจากยายอย่างตั้งใจ “ยายคะ พวกเราสร้างบ้านใหม่เร็วๆนะคะแล้วจ้างให้น้าจิวกับพี่อู๋เจ๋อมาช่วยงานแบบขาดตัวเลยดีไหมคะ?”
“จิวมู่ตานกับสืออู๋เจ๋องั้นหรือ? ก็ดีเหมือนกัน”เกาอิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบหลานสาวอย่างยินดีเพราะเธอรู้จักนิสัยใจคอของสองแม่ลูกเป็อย่างดีซึ่งเป็คนดีและตั้งใจทำมาหากินไม่เคยสร้างปัญหาหรือไปทะเลาะเบาะแว้งกับใครทำให้เธอพอใจและเห็นด้วยกับความคิดของหลานสาว
“มะรืนก็จะเปิดเทอมแล้วเวยเวยอยากได้จักรยานคันใหม่ไปโรงเรียนไหม?”ยายถามหลานสาวด้วยความกังวลและเห็นใจ
เนื่องจากเมื่อก่อนมีแค่จักรยานคันเก่าคันเดียวที่เธอใช้ขี่ไปส่งหลานสาวไปโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านัมากถึงสองกิโลเมตร
เนื่องจากในหมู่บ้านมีเด็กไม่มากนักทางกระทรวงศึกษาธิการจึงรวบสามหมู่บ้านต่อหนึ่งโรงเรียนเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหมอกขาวเป็หมู่บ้านที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านัและหมู่บ้านฟ้าครามดังนั้นเธอจึงต้องขี่จักรยานไปส่งหลานสาวทุกเช้าและไปรับทุกเย็นเพื่อกำกับการไปเรียนหนังสือของหลานเนื่องจากหลานสาวเกียจคร้านและมักหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียนเสมอหากปล่อยให้ไปโรงเรียนเอง