บทที่ 42 อ้อมกอดอันแสนเร่าร้อน
ขณะที่จางหมิงจูนั่งอยู่บนรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูของโม่เฟิง ทันใดนั้นเธอก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “คุณโม่เฟิง คุณซื้อบ้านเพื่อลงทุนหรือว่าอยู่เองเหรอคะ?”
โม่เฟิงที่กำลังสตาร์ทรถถึงกับชะงัก เขาเหลือบมองหญิงสาวแสนสวยอย่างไม่เข้าใจ “มันต่างกันตรงไหนเหรอครับ?”
แน่นอนว่าโม่เฟิงไม่ค่อยมีความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์เท่าไหร่นัก เขาจึงไม่เข้าใจคำพูดของจางหมิงจู ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นแค่ผู้ชายจน ๆ คนหนึ่งเท่านั้น จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องการลงทุนกับการซื้อบ้าน ถ้าไม่ได้โบนัสก้อนโตเมื่อวานนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีปัญญาซื้อบ้านได้เมื่อไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย
จางหมิงจูยิ้มแล้วพูดว่า “คุณโม่คะ? ถ้าคุณจะลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์เพียงแค่คุณซื้อบ้านแล้วปล่อยเช่าก็ได้ค่ะ แบบนี้ก็สามารถรอกำไรจากส่วนต่างราคาบ้านได้ ซึ่งนี้ถือเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ถึงแม้ราคาบ้านจะไม่ขึ้น แต่คุณก็ยังได้รับค่าเช่าที่สามารถเอามาหักลบกับค่าตกแต่งได้ เท่ากับว่าให้คนเช่าช่วยจ่ายค่าตกแต่งบ้านยังไงล่ะคะ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ ต่างก็มีความคิดแบบนี้ทั้งนั้นเลยค่ะ ถ้าหากฉันมีเงิน ฉันคงซื้อไว้หลาย ๆ หลังแล้ว อนาคตราคาบ้านต้องขึ้นแน่ ๆ ถ้ามีเงินเหลือเก็บไว้ในธนาคาร สู้ซื้อบ้านสักสองสามหลังแล้วปล่อยเช่ายังจะดีกว่า เพราะแบบนั้นคงได้กำไรมากกว่าฝากธนาคารแน่นอนค่ะ!”
โม่เฟิงยิ้ม แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าจางหมิงจูอยากให้เขาซื้อหลาย ๆ หลัง จะได้มีรายได้จากค่านายหน้าเยอะ ๆ เพราะรายได้หลักของพนักงานขายก็คือค่านายหน้าหลังการขาย ดังนั้น คำพูดของจางหมิงจูจึงมีส่วนที่เกินจริงอยู่มาก แม้ว่าโม่เฟิงจะไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าน แต่เขาก็เดาได้จากอาชีพของเธอ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สถานะทางการเงินของตัวเองดี พอซื้อบ้านหลังนี้เสร็จ เขาก็คงจะหมดตัวแล้ว คงไม่มีปัญญาไปช่วยเธอหรอก
ห้องกว้างขวางมาก แถมสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านก็ดีมาก โม่เฟิงใช้เวลาในการเดินชมสถานที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยมีจางหมิงจูเดินไปเป็นเพื่อน จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรน่าดูเป็นพิเศษ เพราะเป็นแค่ห้องเปล่า ๆ แต่เห็นภาพชัดเจนกว่าแบบแปลนเท่านั้น แถมสภาพแวดล้อมโดยรอบก็มองเห็นได้ชัดเจน บ้านของเขาในอนาคตจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
จางหมิงจูเดินตามโม่เฟิงไปติด ๆ คอยอธิบายการใช้งานของห้องต่าง ๆ และหว่านล้อมให้โม่เฟิงซื้อบ้าน แต่เพราะอยู่ใกล้กันเกินไป ตอนเลี้ยวตรงหัวมุม โม่เฟิงที่หันหลังกลับกะทันหัน จางหมิงจูไม่ทันระวังจึงชนเข้ากับแผงอกของโม่เฟิงอย่างจัง
แม้ว่าโม่เฟิงจะไม่ได้มีความเร็วเป็นเลิศ แต่การจะหลบหลีกก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเขาหลบ ก็คงไม่ใช่โม่เฟิง มีโอกาสก็ต้องฉวยไว้บ้าง ไม่งั้นฟ้าคงผ่าตายแน่ ๆ
โม่เฟิงก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับโอบเอวบางของจางหมิงจูไว้ในอ้อมแขน แล้วถอยหลังเล็กน้อย กดเธอแนบกับกำแพง ทันใดนั้น โม่เฟิงก็ฉวยโอกาสตอนที่เธอตกใจร้องลั่นประกบปากจูบเธอทันที เขาบรรจงจูบเธออย่างดูดดื่ม หากใครที่เห็นเหตุการณ์นี้ คงคิดว่าเป็นคู่รักกำลังจูบกันอย่างเร่าร้อนและไม่อยากแยกจากกัน
เพียงพริบตา จางหมิงจูก็รู้สึกตัว ดวงตากลมโตของเธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สิ่งแรกที่เธอทำคือผลักโม่เฟิงออก แต่กลับพบว่าร่างกายผอมบางของโม่เฟิงมั่นคงราวกับภูเขา เธอไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย เธออยากจะร้องออกมา ทว่าปากของเธอก็ถูกโม่เฟิงปิดไว้สนิท ความตื่นตระหนกทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัวไปด้วยน้ำตา
ตอนนี้โม่เฟิงรู้สึกตกใจกับปฏิกิริยาของจางหมิงจู เขาจึงรีบผละริมฝีปากออกมากระซิบขอโทษที่ข้างหูเธอเบา ๆ “หมิงจู ผมขอโทษนะ แต่ริมฝีปากของคุณมันเย้ายวนเกินไป ผมทนไม่ไหวจริง ๆ ก็เลยเผลอจูบคุณไป อย่าร้องไห้เลยนะ เป็นความผิดของผมเอง!”
แม้ปากของโม่เฟิงจะเอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจ แต่สองมือของเขากลับไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของจางหมิงจู ความต้องการของร่างกายทำให้ส่วนนั้นของเขาแข็งตัวขึ้น ดันเข้าที่ต้นขาของเธอ ตอนนี้ท่าทางของทั้งคู่ดูเร่าร้อนเป็นอย่างมาก
จางหมิงจูอยากจะร้องตะโกน แต่พอเธออ้าปากออกมากลับมีเพียงเสียงครางอย่างมีความสุข ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความเขินอาย ไม่กล้าพูดอะไรออกมา แน่นอนว่าโม่เฟิงไม่ยอมปล่อยโอกาสทองเช่นนี้หลุดมือไปแน่ ๆ เขารีบประกบริมฝีปากลงไปบนริมฝีปากบางของเธออีกครั้ง ดวงตาของจางหมิงจูเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสอันร้อนแรงของโม่เฟิง จากนั้นใบหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างพึงใจ
ภายในห้องที่เรียบง่ายแห่งนี้ โม่เฟิงปลดเสื้อผ้าของจางหมิงจูออกอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสไปตามเรือนร่างของหญิงสาวอย่างเบามือราวกับกำลังแตะต้องกับสมบัติอันล้ำค่า ไม่กล้ารุ่มร่าม เหมือนกลัวว่าจะปลุกหญิงสาวที่กำลังเคลิบเคลิ้มให้ตื่นขึ้นมา โม่เฟิงจูบใบหน้าของจางหมิงจูอย่างดูดดื่ม สูดดมกลิ่นกายของหญิงสาวอย่างหิวกระหาย
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เปลือยกายเผชิญหน้ากัน ปราศจากสิ่งกีดขวางใดใด โม่เฟิงลูบไล้เนินอกอวบอิ่มอย่างหลงใหล เขาบีบนวดมันอย่างไม่รู้เบื่อ เปลี่ยนรูปร่างของมันราวกับเด็กน้อยที่กำลังเล่นของเล่น สนุกสนานและจดจ่อกับมันอย่างพึงใจ
ทันใดนั้น สายลมเย็นพัดผ่าน ทำให้จางหมิงจูรู้สึกหนาวสะท้าน เธอรู้สึกตัวขึ้นมาทันที พบว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยกายอยู่กับโม่เฟิง เธอรู้สึกทำอะไรไม่ถูก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น… เธอยังเผลอตัวเผลอใจไปกับเขานานเกินไป ตอนนี้อีกฝ่ายทำลายปราการด่านสุดท้ายของเธอลงจนหมดสิ้นแล้วเธอไม่เหลือสิ่งใดปกปิดเขาได้อีก จางหมิงจูตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะรับมือกับเรื่องแบบนี้อย่างไรดี
โม่เฟิงดูเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้หญิง หากไม่เป็นเช่นนั้น จางหมิงจูคงไม่ลังเลที่จะขัดขืนโม่เฟิง และในชั่ววินาทีแห่งความลังเลนั้น จางหมิงจูก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ร่างกายของเธอเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองส่วน เธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ไม่คิดว่าครั้งแรกของเธอจะเกิดขึ้นแบบนี้
ในตอนนี้โม่เฟิงก็ตกอยู่ในภวังค์เช่นกัน มันเป็นความรู้สึกเลื่อนลอยที่แสนสุข ด้านล่างของเขาถูกรัดแน่นจนอธิบายความรู้สึกไม่ถูก ทำให้เขาเผลอครางออกมาเบา ๆ ออกมา มือของโม่เฟิงยังคงลูบไล้ร่างกายขาวผ่องของจางหมิงจูอย่างหลงใหล ขณะที่ร่างกายของเขาก็กระแทกเข้าหาเธออย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ตลอดกาล
ความเจ็บปวดทำให้จางหมิงจูรู้สึกตัว เธอจ้องมองใบหน้าที่เปี่ยมสุขของโม่เฟิง จู่ ๆ หัวใจของเธอก็รู้สึกโหยหา ดูเหมือนว่าโม่เฟิงจะมีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ว่ากันว่าผู้ชายเวลาตั้งใจทำอะไรมักจะดูดีเสมอ ผู้ชายที่ตั้งใจแม้กระทั่งเรื่องแบบนี้ ก็สามารถทำให้ผู้หญิงหวั่นไหวได้เช่นกัน เพราะมันเป็นความรู้สึกปลอบโยนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผู้หญิงรู้ว่าอย่างน้อยในวินาทีนี้ สิ่งที่พวกเธอเสียสละไปนั้นคุ้มค่า