# บทที่ 8 — เงื่อนงำแห่งหอผนึก
ป้ายไม้สีม่วงวางอยู่บนโต๊ะกลางห้องรักษา
ข้อความบนมันสั้นเพียงบรรทัดเดียว—**คืนพรุ่งนี้ หอผนึกชั้นนอก**—แต่ทำให้ไม่มีใครในห้องหลับลงได้ง่าย ๆ
เสิ่นเยว่โหรวตรวจผงผนึกชีพจรที่กัวเหยียนทิ้งไว้ตลอดคืน นางไม่พบสิ่งใดใหม่เกี่ยวกับพิษมารเย็น แต่พบรอยผงทองเล็กน้อยปะปนอยู่ในถุงยา
“ผงปลดตราผนึก” นางกล่าว “ใช้กับผนึกระดับต้นได้ หากมีคนพยายามเปิดหอผนึกชั้นนอก เขาต้องใช้ของชนิดนี้”
“แปลว่าเขาไม่ได้ไปเพียงรับของ” ลั่วชิงเสวี่ยว่า “เขาจะเปิดบางสิ่ง”
โม่เฉินมองป้ายไม้โดยไม่ตอบทันที หอผนึกชั้นนอกอยู่ใกล้ลานฝึก เป็สถานที่เก็บของอันตรายระดับต่ำจากภารกิจเก่า อาวุธต้องห้ามที่ไม่ร้ายแรงพอจะส่งขึ้นหอผนึกหลัก สมุนไพรพิษ และเศษชิ้นส่วนค่ายกล
มันไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ดูแลคลังสมุนไพรควรยุ่งเกี่ยว
เว้นแต่สิ่งที่พวกเขา้าถูกซ่อนไว้ที่นั่นั้แ่แรก
“เรายังไม่รายงานเื่ป้ายนี้” โม่เฉินกล่าว “หากกัวเหยียนหนีไปได้ เขาต้องคิดว่าเรารู้เพียงว่าเขาไปหอผนึก ไม่รู้ว่าเขา้าอะไร”
“แล้วจะให้ทำอย่างไร” เสิ่นเยว่โหรวมองเขา “เ้าจะไปดักอีกครั้ง?”
“ครั้งนี้เราไม่ใช้หลินอวี้เป็เหยื่อล่อ” เขาตอบ “คนร้ายรู้แล้วว่าแผนเดิมล้มเหลว เราแค่เฝ้าดูและเอาหลักฐานให้พอจะพาไปถึงป้าข้าได้”
ลั่วชิงเสวี่ยพยักหน้า “ข้าจะเข้าไปกับเ้า”
“ข้าเข้าไปไม่ได้” เสิ่นเยว่โหรวว่า “หอโอสถจะสงสัยหากข้าหายไปตอนกลางคืน แต่ข้าส่งผงตรวจค่ายกลให้ได้”
ฉู่เหวินจิ่งซึ่งยืนอยู่ข้างประตูเงียบมาตลอดกล่าวขึ้น “ข้ารู้ทางเข้าเก่าด้านหลังหอผนึก คนส่งสมุนไพรเคยใช้ผ่านตอนผนึกภายนอกเสียหาย ข้าพาไปได้”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขา “หากนี่เป็กับดักอีกครั้ง เ้าคิดว่าจะรอดหรือ”
“ไม่คิด” เขาตอบ “แต่น้องสาวข้ายังอยู่ในมือพวกมัน ข้าต้องรู้ว่าพวกมันจะไปเอาอะไรจากหอผนึก”
โม่เฉินไม่ให้คำรับรอง เขาเพียงพยักหน้าให้ฉู่เหวินจิ่งอยู่ในแผน เพราะคนที่ถูกบีบจนไม่มีทางถอยมักเป็ได้ทั้งพันธมิตรที่ดีที่สุดและอันตรายที่สุด
ก่อนออกเดินทาง เสิ่นเยว่โหรววางแผ่นหยกบันทึกเสียงขนาดเล็กลงบนโต๊ะ “ของชิ้นนี้บันทึกได้ไม่ไกลนัก แต่หากคนร้ายพูดถึงพิษ ตรา หรือคำสั่งต่อหน้าพวกเ้า มันจะเก็บไว้ได้”
ลั่วชิงเสวี่ยรับหยกไป “หากพวกเขามีค่ายกลกันเสียงล่ะ”
“ก็อย่างน้อยยังมีแผ่นหยกดำ ผงปลดตรา และตัวกัวเหยียน” เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉิน “แต่อย่าเอาชีวิตไปแลกกับคำสารภาพ คนที่กลัวตายย่อมพูดได้มากกว่าคนตาย”
โม่เฉินรับแผ่นหยกมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ เขารู้ว่าคำแนะนำนี้ไม่ได้หมายถึงกัวเหยียนคนเดียว หากชายหน้ากากทองอยู่ที่นั่นและการไล่ตามทำให้หลักฐานทั้งหมดหายไป เขาต้องเลือกสิ่งที่จับต้องได้ก่อนความอยากรู้
“เรามีเป้าหมายแค่สามอย่าง” เขากล่าว “ยืนยันว่ากัวเหยียนใช้หอผนึก, เอาของที่เชื่อมกับพิษหรือเส้นทางม่วง, และพาฉู่เหวินจิ่งกลับมาโดยไม่ให้คนร้ายใช้เขาเป็ข้ออ้างฆ่าพยาน”
หลินอวี้ที่นั่งเฝ้าน้องชายอยู่ข้างในพูดขึ้นเบา ๆ “แล้วข้าล่ะ”
“คืนนี้เ้าอยู่ที่นี่” โม่เฉินตอบ “คนร้ายคิดว่าเ้าคือหมากของพวกเขา เราไม่ต้องรีบพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดผิดทุกอย่างในคืนเดียว”
นางพยักหน้า แม้แววตายังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ไม่ขอออกไปเป็เหยื่ออีกครั้ง
คืนถัดมา พวกเขาออกจากหอโอสถหลังเสียงระฆังยามสองดังขึ้น
โม่เฉินยังไม่หายจากพิษ ความเย็นในร่างไม่รุนแรงเท่าเดิมเพราะเสิ่นเยว่โหรวให้ยาต้มประคองไว้ แต่ทุกครั้งที่ลมกลางคืนพัดผ่าน เขายังรู้สึกเหมือนเข็มน้ำแข็งทิ่มเข้าเส้นลมปราณ
“นี่คือครั้งสุดท้ายที่ข้าปล่อยให้เ้าวิ่งไปกับคนอื่น” เสิ่นเยว่โหรวพูดตอนส่งเขาที่ประตู “หากคืนนี้เ้าเจ็บหนักกว่าเดิม ข้าจะไปบอกป้าของเ้าเอง”
“ข้าจะกลับก่อนเจ็บหนัก”
“ข้าไม่เชื่อ” นางตอบทันที
ลั่วชิงเสวี่ยหลุดยิ้มบาง ๆ ก่อนดึงโม่เฉินให้หลบเข้ามุมเงา “ไปได้แล้ว”
หอผนึกชั้นนอกเป็อาคารหินเตี้ยไร้หน้าต่าง ตั้งอยู่หลังลานฝึก ประตูหลักมีตราดอกบัวเหล็กห้ากลีบปิดอยู่ รอยผนึกหลายชั้นเรืองแสงจาง ๆ บนกำแพง และมีศิษย์เวรยามสองคนเดินตรวจรอบนอกตามปกติ
ฉู่เหวินจิ่งพาพวกเขาอ้อมไปด้านหลัง ผ่านพุ่มไผ่แห้งจนถึงร่องระบายน้ำแคบ ๆ ที่ปิดด้วยแผ่นหิน
“ทางนี้เชื่อมกับห้องเก็บผนึกเสียหาย” เขากระซิบ “ถ้าพวกมันใช้ผงปลดตรา คงเข้าทางเดียวกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยเปิดแผ่นหินเพียงพอให้คนมุดผ่าน นางเข้าไปก่อน ตามด้วยโม่เฉินและฉู่เหวินจิ่ง ทางเดินด้านในมืดและชื้น พื้นเต็มไปด้วยเศษยันต์เก่าที่ถูกเผาแล้ว กลิ่นโลหะและกลิ่นปราณค้างอยู่จนแสบจมูก
เสิ่นเยว่โหรวให้ถุงผงเล็กมาแก่โม่เฉิน เขาโรยผงลงบนพื้นอย่างเบามือ รอยเส้นค่ายกลสีเทาปรากฏขึ้นตามทางเดิน มันถูกตัดและต่อใหม่หลายครั้งใน่ไม่กี่วัน
“มีคนทำทางลัด” เขาบอก
“กัวเหยียน?” ฉู่เหวินจิ่งถาม
“มีคนมากกว่าหนึ่งคน” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ “รอยเท้าสามคู่”
พวกเขาหยุดอยู่หลังชั้นเก็บกล่องผนึก เมื่อเสียงพูดดังมาจากห้องด้านหน้า
“ของอยู่ไหน” เสียงกัวเหยียนดังขึ้น เขายังาเ็ แขนซ้ายพันผ้าหนา แต่เสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน
“เ้าไม่ได้ทำตามคำสั่ง” เสียงอีกคนตอบ เป็เสียงผู้ชายแก่กว่า ทว่าผ่านหน้ากากเสียงจนจับตัวตนไม่ได้ “ข้าสั่งให้เอาสมุดเวรกลับมา ไม่ใช่ให้เปิดเผยตัวต่อศิษย์กระบี่”
“ข้าไม่คิดว่านางจะอยู่ที่นั่น”
“เ้าคิดผิดหลายครั้งแล้ว”
โม่เฉินมองลอดช่องไม้ เห็นชายสองคนยืนหน้าแท่นผนึก กัวเหยียนอยู่ด้านหนึ่ง อีกคนสวมชุดคลุมดำและหน้ากากทองครึ่งหน้า ไม่ใช่ชายชุดคลุมเทาที่เคยเห็นจากกระจก แต่ท่าทางเขาทำให้กัวเหยียนไม่กล้าเถียง
บนแท่นมีหีบไม้ยาวเพียงฝ่ามือ ข้างในน่าจะเป็สิ่งที่พวกเขา้า
“ข้าใช้ตราของหลัวชางและเอาสมุนไพรออกมาแล้ว” กัวเหยียนพูด “โม่เฉินควรตายั้แ่คืนแรก เหตุใดเขายังมีชีวิต?”
ชายหน้ากากทองเงียบไปครู่หนึ่ง “เพราะเ้าประเมินเขาต่ำไป”
“เขาเป็เพียงศิษย์ไร้พร์”
“แล้วเหตุใดปิ่นของลั่วชิงเสวี่ยจึงตอบสนองเมื่ออยู่ในห้องเขา?”
คำพูดนั้นทำให้โม่เฉินชะงัก
ชายหน้ากากทองเอื้อมมือเปิดหีบ ข้างในมีแผ่นหยกสีดำขนาดครึ่งฝ่ามือ แกะเป็ลายดอกบัวห้ากลีบที่ถูกโซ่พันไว้
“เราไม่ต้องฆ่าเขาแล้ว” เขากล่าว “พาเขาไปยังหอผนึกชั้นในเมื่อเวลามาถึง พลังที่ซ่อนอยู่ในร่างเขาจะเปิดทางแทนกุญแจ”
โม่เฉินจับชายแขนเสื้อแน่น เขาไม่รู้ว่าชายผู้นี้หมายถึงอะไร แต่ชัดเจนว่าการวางยาพิษไม่ได้เริ่มเพียงเพราะเขาเห็นบางสิ่งในคืนแรก พวกมันเลือกเขามาั้แ่ก่อนเขาตื่นขึ้น
แผ่นหยกบันทึกเสียงในแขนเสื้อเริ่มอุ่นขึ้น แสดงว่ามันเก็บคำพูดทั้งหมดไว้แล้ว โม่เฉินฝืนระงับความคิดที่จะเคลื่อนไหวทันที เขายัง้าคำเชื่อมระหว่างกัวเหยียนกับพิษ ไม่ใช่เพียงคำขู่ที่ฝ่ายกฎอาจตีความว่าเป็กับดักของผู้บุกรุก
กัวเหยียนก้มมองแผ่นหยกดำ “แล้วหลักฐานในหอโอสถล่ะ ฉู่เหวินจิ่งกับหลินอวี้รู้เื่มากเกินไป”
“กัวเหยียน” ชายหน้ากากทองกล่าวอย่างรำคาญ “เ้าขโมยรากเหมันต์ เกสรจื่อหลัว และน้ำค้างเหมันต์จากคลังตามตราที่ข้าให้ ไม่ใช่เพื่อมาถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ เ้าทำให้โม่เฉินตายไม่ได้ ก็จัดการพยานให้หมดเสีย”
คำพูดนั้นทำให้มือของโม่เฉินกำแน่นขึ้น หลักฐานเสียงพอจะยืนยันรายการสมุนไพรที่พบจากรอยบัญชี และยืนยันว่ากัวเหยียนมีส่วนในพิษโดยตรงแล้ว
กัวเหยียนรับแผ่นหยกดำด้วยมือสั่น “แล้วหลินอวี้กับฉู่เหวินจิ่ง?”
“กำจัดหลังใช้หมดประโยชน์”
ฉู่เหวินจิ่งข้างโม่เฉินหน้าซีด เขาเกือบขยับออกไป แต่ลั่วชิงเสวี่ยจับไหล่เขาไว้แน่น
ชายหน้ากากทองหยิบขวดเล็กอีกใบส่งให้กัวเหยียน “นำผนึกนี้ไปวางในยาของเสิ่นเยว่โหรว นางรู้เื่พิษมากเกินไป”
โม่เฉินไม่รออีกแล้ว แผนเดิมคือเก็บหลักฐาน แต่ตอนนี้ศัตรูกำลังจะลงมือกับเสิ่นเยว่โหรวโดยตรง หากปล่อยพวกมันออกไป ต่อให้ได้ยินทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์
เขาหยิบก้อนหินเล็กจากพื้น โยนไปยังผนังฝั่งตรงข้าม
เสียงกระทบดังขึ้นในห้องผนึก
กัวเหยียนหันขวับ ชายหน้ากากทองทำมือเป็สัญญาณเดียว แผ่นหยกดำในมือกัวเหยียนสว่างวาบ ค่ายกลรอบห้องเริ่มสั่น
“มีคน!” ลั่วชิงเสวี่ยพุ่งออกจากที่ซ่อน
กระบี่ของนางฟาดใส่กัวเหยียนทันที เขารีบยกแผ่นหยกดำกันไว้ ผนึกบนมันแตกเป็รอยร้าวและส่งแรงสะท้อนจนเขากระเด็นชนกำแพง
ชายหน้ากากทองไม่รับการต่อสู้ เขาโยนผงสีดำลงพื้น ค่ายกลที่ฝังอยู่ในผนังะเิแสงขึ้นทันที พื้นใต้เท้าสั่นจนกล่องผนึกหลายใบตกลงมา
“อย่าให้เขาไป!” ฉู่เหวินจิ่งะโ
แต่ลั่วชิงเสวี่ยเลือกตัดโซ่ค่ายกลที่กำลังพุ่งใส่โม่เฉินก่อน นางไม่มีทางไล่ตามคนสวมหน้ากาก หากต้องปล่อยให้โม่เฉินถูกผนึกไว้ในห้องนี้
ชายหน้ากากทองหายเข้าเงามืดหลังแท่น รอยแยกเล็ก ๆ ในผนังปิดลงทันที เหลือเพียงกัวเหยียนที่าเ็อยู่กับพื้น
เขาพยายามหยิบเม็ดพิษเข้าปาก แต่โม่เฉินที่อยู่ใกล้ที่สุดใช้เข็มเงินปักเข้าเส้นเอ็นมือก่อน เม็ดยาสีดำหล่นลงพื้น
กัวเหยียนคำราม พยายามผลักตัวหนี แต่ลั่วชิงเสวี่ยใช้ปลายกระบี่กดเขาไว้โดยไม่ลังเล
“พูด” นางกล่าว
“ฆ่าข้าเสีย” เขาหัวเราะทั้งเื “พวกเ้าคิดว่าจับข้าได้แล้วจะชนะหรือ? ผู้ดูแลเส้นทางม่วงมีอยู่ทุกที่ในสำนัก”
“ชื่อของชายหน้ากากทอง” โม่เฉินถาม
กัวเหยียนมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียด “เ้าควรตายไปั้แ่คืนแรก คนไร้พร์ไม่ควรยุ่งกับประตูที่ไม่ใช่ของตน”
“เ้ากับหลัวชางเป็คนใช้ตราเบิกสมุนไพร?”
“หลัวชางไม่รู้เื่ทั้งหมด เขาแค่ให้ตราเพื่อแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น”
คำตอบนั้นเพียงพอให้คดีพิษระดับแรกมีรูปร่างจริง: กัวเหยียนใช้ตราและกุญแจของหลัวชาง ขโมยสมุนไพร วางพิษ และพยายามกำจัดพยาน ขณะที่คนสวมหน้ากากทองเป็ผู้สั่งการเหนือเขา
แต่ก่อนที่โม่เฉินจะถามต่อ เสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้นจากด้านนอกหอผนึก
กัวเหยียนยิ้ม “พวกเ้าบุกรุกหอผนึกโดยไม่มีคำสั่ง ศิษย์เวรกำลังมา…ใครจะเชื่อคำของคนวางยากับศิษย์ไร้พร์?”
เสิ่นเยว่โหรวไม่ได้อยู่ที่นี่ และพวกเขาไม่มีเวลานำกัวเหยียนไปหาป้าของโม่เฉินก่อนฝ่ายกฎมาถึง
โม่เฉินมองแผ่นหยกดำที่แตกอยู่บนพื้น มองกัวเหยียน และมองฉู่เหวินจิ่งที่ยังมีหน้าซีด
จากนั้นเขาหยิบป้ายผู้ช่วยหอโอสถขึ้นมา วางมันตรงหน้ากัวเหยียน
“ใครจะเชื่อ ไม่สำคัญ” เขากล่าว “เราต้องทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อ”
ลั่วชิงเสวี่ยเข้าใจทันที นางเก็บเศษแผ่นหยกดำและเม็ดพิษที่กัวเหยียนพยายามใช้ฆ่าตัวตาย ส่วนฉู่เหวินจิ่งหยิบผงปลดตราผนึกจากพื้นใส่ถุงหลักฐาน
พวกเขาไม่ได้มีหลักฐานทั้งหมด
แต่มีมากพอให้กัวเหยียนหนีความรับผิดชอบไม่ได้อีก
ด้านนอก เสียงฝีเท้าของศิษย์เวรใกล้เข้ามา
และโม่เฉินรู้ว่า การปิดคดีพิษครั้งนี้จะไม่ใช่การลอบสืบอีกต่อไป
มันจะกลายเป็การเผชิญหน้ากับทั้งวังบุปผามาร