อู๋ชุ่ยฮวาะโออกมาด่าทอว่า “พวกคนอกตัญญูพวกนั้น เมื่อคืนยังกินปลาบ้านเราอยู่เลย พอเมื่อครู่เห็นเหตุการณ์ชัด ๆ กลับไม่ยอมช่วยเลยสักนิด”
หลี่เหลาซื่อถลึงตาใส่นางอย่างเ็า โดยไม่ยอมตอบคำ
พี่สะใภ้สามยังรู้จักปกป้องสัมภาระและลูกเมียของตน แต่พี่สะใภ้รองคนนี้พอมีผลประโยชน์ก็โผล่หน้ามา เมื่อเกิดเื่กลับหลบฉาก
หากไม่ใช่เพราะเกรงใจพี่รอง เขาอยากจะตบหน้านางให้ฟันร่วงกระจายเต็มพื้นจริง ๆ
ครั้นเมื่อแม่เฒ่าหลี่และคนอื่น ๆ กลับมา แล้วได้ยินว่าเสบียงถูกปล้น สีหน้าก็ดูไม่ดีนัก
อู๋ชุ่ยฮวาะโโลดเต้น ทำราวกับเมื่อครู่นางได้ออกแรงปกป้องเสบียงอย่างเต็มที่
แม่เฒ่าหลี่เห็นดังนั้นก็ใช้กล้องยาสูบเคาะลงไปทีหนึ่ง
“หุบปากซะ นิสัยเ้าเป็อย่างไร ใครในบ้านไม่รู้บ้าง! หากกล้าพูดมากอีก คืนนี้ไม่ต้องกินข้าว”
“เสบียงก็หมดแล้ว จะกินข้าวอะไรอีกเล่า!” อู๋ชุ่ยฮวาหลบกล้องยาสูบได้ทัน พลางพึมพำประโยคหนึ่ง ทำให้คนทั้งบ้านมองด้วยสายตาเ็า
แม่เฒ่าหลี่รับห่อผ้ามา มองดูหลานสาวตัวน้อยที่มีดวงตาเป็ประกาย ในใจก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ฝูหนิ่วของย่าเอ๋ย ไม่ใใช่ไหม? ย่ากลับมาแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เจียอินตอบกลับด้วยฟองน้ำลาย นางอยากจะปลอบโยนท่านย่าสักสองสามคำ แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับเป็เสียง อี้-ยา-ยา
ทว่า สิ่งนี้กลับทำให้แม่เฒ่าหลี่ยิ่งมีความสุขมากขึ้น
“ช่างเถอะ เสบียงหมดก็หมดไป ขอแค่คนในครอบครัวปลอดภัยก็พอ อีกอย่าง บ้านเรายังมีเ้าตัวน้อยฝูหนิ่วอยู่ ได้รับโชคลาภจากนางบ้าง คงไม่หิวตายหรอก”
อู๋ชุ่ยฮวาเบะปาก อยากจะพูดอะไรให้หงุดหงิดใจอีก แต่กลับถูกหลี่เหลาเอ้อร์ดึงตัวไว้
“ไปเก็บของได้แล้ว ยังต้องออกเดินทางต่อ”
อู๋ชุ่ยฮวากลอกตา แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เจียอินนอนอยู่ในอ้อมกอดของมารดา นั่งบนรถเข็นล้อเดียวของบิดาเพื่อออกเดินทางต่อ
คิ้วเล็ก ๆ ของนางขมวดเข้าหากัน พยายามคิดว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เป็ที่น่าสงสัย แต่สามารถช่วยครอบครัวได้อย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่สมองน้อย ๆ ของนางยังพัฒนาไม่เต็มที่ ยังไม่ทันคิดวิธีออก นางก็หลับไปเสียก่อน...
เมื่อเจียอินตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็เวลาพักผ่อนตอนเที่ยงพอดี
ยามนี้แสงแดดแผดเผา เถาหงอิงกลัวว่าลูกสาวจะโดนแดด จึงให้เจียสี่กับเจียอันเก็บกิ่งไม้มาสองสามกิ่งแล้วใช้เศษผ้ามัดไว้
้าคลุมด้วยเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหญ่ของหลี่เหลาซื่อ ทำเป็หลังคากันแดดแบบง่าย ๆ
อู๋ชุ่ยฮวาหันมาเหลือบมองเจียอินเป็ระยะ ในปากพึมพำอะไรบางอย่างไม่รู้ คาดว่าคงไม่ใช่คำพูดดี ๆ
เสบียงถูกปล้นไป ตอนนี้บนรถลาเหลือเพียงข้าวฟ่างครึ่งกระสอบ และมันเทศที่ขุดกลับมาได้ก่อนหน้านี้
คนทั้งครอบครัว รวมถึงเด็กชายวัยกำลังโตอีกหลายคน ของเพียงเท่านี้ย่อมอยู่ได้ไม่นาน
แม่เฒ่าหลี่สูบกล้องยาสูบเสียงดัง ดวงตาที่ฝ้าฟางเล็กน้อยเต็มไปด้วยความกังวล
“เ้าสี่ ข้าวฟ่างกับมันเทศเก็บไว้ได้ ให้เก็บไว้ก่อน เ้าขึ้นเขาไปดูว่าพอจะหาอะไรกินได้บ้างไหม”
แม่เฒ่าหลี่หันไปมองหลานสาวที่ยังหลับตาอยู่ ดูเหมือนยังไม่ตื่น จึงลดเสียงลงเล็กน้อย
หลี่เหลาซื่อรับคำอย่างกระตือรือร้น แล้วสะพายคันธนูมุ่งหน้าขึ้นเขาไป
เด็กชายหลายคนอยากตามไปด้วย แต่ถูกหลี่เหลาซื่อไล่กลับมา
คนเยอะเกินไปจะล่าสัตว์ได้ยาก พวกเขามีท่าทางลุกลี้ลุกลน ต่อให้มีไก่ป่าหรือกระต่ายป่า ก็คงถูกพวกเขาส่งเสียงจนใหนีไปหมด
เจียอินได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าหลี่จึงลืมตาขึ้นมอง เห็นเพียงแผ่นหลังกำยำของบิดา ก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย
ปีที่เกิดทุพภิกขภัยเช่นนี้ แม้แต่คนยังไม่มีอะไรจะกิน สัตว์ป่าเ่าั้จะยังมีชีวิตรอดอยู่อีกหรือ?
หากไม่มีนางตามไปด้วย บิดาของนางล่าสัตว์ได้ก็แปลกแล้ว!
เจียอินรีบยื่นมือน้อย ๆ คว้าไปทางหลี่เหลาซื่อ ในปากส่งเสียง อี้-ยา-ยา อยากจะเรียกบิดากลับมา
เถาหงอิงนึกว่าเจียอินหิว จึงรีบโอบนางไว้ในอ้อมกอดเพื่อให้นม
เจียอินถูกน้ำนมไหลเข้าปากเต็มคำ สัญชาตญาณของทารกทำให้นางเริ่มกลืนโดยไม่รู้ตัว
พอถูกขัดจังหวะเช่นนี้ หลี่เหลาซื่อก็เดินจากไปไกลแล้ว
เจียอินถอนหายใจเงียบ ๆ เฮ้อ ช่างเถอะ ไว้คราวหน้าค่อยตามไปแล้วกัน
ครึ่งชั่วยามต่อมา เมื่อไม่มีเจียอินแอบนำของออกจากมิติวิเศษอยู่ข้าง ๆ จึงไม่แปลกที่หลี่เหลาซื่อจะกลับมามือเปล่า
แถวนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มาก บนเขาอย่าว่าแต่สัตว์ป่าเลย แม้แต่เปลือกไม้ก็ถูกลอกออกจนเกือบหมด ผลไม้ป่าหรือผักป่าไม่มีวี่แววเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนเห็นหลี่เหลาซื่อกลับมามือเปล่า แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อนึกถึงเสบียงที่เหลือเพียงน้อยนิด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่
หลี่เหลาเอ้อร์มองดูใบหน้าคล้ำแดดของน้องชายที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิด จึงยกมือขึ้นตบบ่าเบา ๆ แล้วพูดติดตลก
“ดูสิ พอไม่มีฝูหนิ่วของพวกเราอยู่ข้างกายก็เป็แบบนี้ใช่ไหม? ข้าว่านะ ก่อนเ้าจะออกเดินทางควรจะอุ้มฝูหนิ่วไปด้วย บางทีอาจจะจับไก่ป่าหรือกระต่ายป่าได้สักตัว!”
คำพูดติดตลกนี้ช่วยสลายความโศกเศร้าที่ปกคลุมคนตระกูลหลี่ได้บ้าง ทุกคนจึงหัวเราะตาม
เจียอินเห็นด้วยกับคำพูดของหลี่เหลาเอ้อร์อย่างยิ่ง นางอ้าปากน้อย ๆ เหงือกที่ยังไม่มีฟันสองแถบถูไถกัน พลางส่งเสียง อี้-ยา-ยา เพื่อขานรับ
แม่เฒ่าหลี่เห็นนางเป็เช่นนี้ก็ยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข ยื่นมือไปหยอกล้อหลานสาว โดยใช้ถุงยาสูบที่ห้อยอยู่ใต้กล้องยาสูบแกว่งไปมาตรงหน้า
เจียอินหน้ามืดครึ้ม ท่าทางนี้มันเหมือนหยอกลูกหมาเกินไปแล้ว
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่นางก็ยอมจำนน ยื่นมือน้อย ๆ ออกไปตะปบ ทำให้แม่เฒ่าหลี่และคนอื่น ๆ หัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องสาวไม่เพียงแต่เป็ฝูหนิ่ว แต่ยังเป็ตัวสร้างความสุขด้วย!”
เจียอันหัวเราะจนเห็นเหงือก พลางตบมือพูด
แม้บนเขาจะหาของดีไม่ได้ แต่คนตระกูลหลี่ก็ปล่อยให้ท้องหิวไม่ได้
แม่เฒ่าหลี่หยิบข้าวฟ่างมาหนึ่งกำมือ และเลือกมันเทศขนาดไม่ใหญ่นักสองหัว ส่งให้สะใภ้สามไปต้มเป็โจ๊กข้น ๆ
จ้าวอวี้หรูประคองมันเทศและข้าวฟ่างอย่างระมัดระวัง ใส่ลงในหม้อแล้วนำไปล้างที่ริมลำธาร
อู๋ชุ่ยฮวายืดคอชะเง้อมองมันเทศครึ่งกระสอบนั้น แล้วมองดูเจียสี่กับเจียอันสองพี่น้องที่กำลังบีบนมแพะให้เจียอิน ดวงตากลอกไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จนกระทั่งจ้าวอวี้หรูถือหม้อกลับมา อู๋ชุ่ยฮวาจึงค่อย ๆ เข้ามาช่วยงานอย่างเกียจคร้าน
“นี่ ภรรยาเ้าสี่ ตอนนี้มีน้ำนมเพียงพอแล้วใช่หรือไม่?” อู๋ชุ่ยฮวาขยับเข้าไปใกล้จ้าวอวี้หรูแล้วถามเสียงเบา
จ้าวอวี้หรูกำลังหั่นมันเทศเป็ชิ้นเล็ก ๆ เมื่อได้ยินอู๋ชุ่ยฮวาถามเช่นนี้ มือก็ชะงักไป และมองนางด้วยความสงสัย
“เ้าถามเื่นี้ทำไม?”
ปกติอู๋ชุ่ยฮวาไม่ค่อยสนใจเถาหงอิง จู่ ๆ มาถามว่าน้ำนมพอหรือไม่ จึงรู้สึกว่ามีเจตนาไม่ดี
“ข้าก็แค่ถามดู”
อู๋ชุ่ยฮวารู้สึกผิดเล็กน้อย ยกมือขึ้นเช็ดจมูก แล้วช่วยจ้าวอวี้หรูทำงานต่อ
ข้าวฟ่างหนึ่งกำมือ มันเทศสองหัว เติมน้ำไปเกือบเต็มหม้อ สุดท้ายแต่ละคนก็
แบ่งโจ๊กมันเทศข้าวฟ่างที่ใสจนเห็นก้นชามคนละถ้วย
จ้าวอวี้หรูตาไว เห็นผักป่าสีเขียวเหลืองพุ่มเล็ก ๆ ที่ริมลำธาร จึงใส่ลงไปในโจ๊กด้วย ถือเป็การเพิ่มรสชาติ
พวกผู้ชายและเด็กชายวัยรุ่นซดโจ๊กจนหมดถ้วยอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่อิ่มแม้แต่ครึ่งท้อง
จ้าวอวี้หรูดื่มไปครึ่งถ้วย แล้วเทส่วนที่เหลือในถ้วยของตนลงในถ้วยของหลี่เหลาซานด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ในยุคข้าวยากหมากแพงที่วุ่นวายนี้ หากคนในครอบครัวจะรอดชีวิตได้ ต้องหวังพึ่งพากลุ่มผู้ชายเหล่านี้
นางกินน้อยหน่อยไม่เป็ไร แต่ต้องให้สามีของนางได้กินมากขึ้น
หลี่เหลาซานมองภรรยาด้วยความรู้สึกผิดและสงสาร แต่สุดท้ายก็เงยหน้าดื่มโจ๊กจนหมด
แต่อู๋ชุ่ยฮวากลับทำเหมือนมองไม่เห็นการกระทำของจ้าวอวี้หรู นางซดโจ๊กของตนเองจนหมดในไม่กี่คำ
นางใช้สายตาเ้าเล่ห์เหลือบมองแม่เฒ่าหลี่ เมื่อเห็นว่ามีสีหน้าใจดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขึ้น