ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าเกวียนม้าของจวนแม่ทัพเสียอีก
ซูอวี่มั่นใจว่ารถม้าของนางออกจากจวนเสนาบดีค่อนข้างเร็วแล้ว
เร็วชนิดที่ชิงเหอยังไม่ทันหายใจากเหตุการณ์ลอบสังหาร นางก็สั่งให้คนขับรถม้าพากลับจวนทันที
แต่เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าประตูจวนแม่ทัพ และนางก้าวลงมาเพียงก้าวแรก ซูอวี่ก็รู้ตัวทันทีว่าทุกอย่างไม่ปกติ
บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูจวนต่างแอบมองนางเป็ระยะ
บางคนกวาดสายตามาที่ผ้าคลุมบนบ่า
บางคนเหลือบมองป้ายหยกในมือนาง
บางคนทำหน้าเหมือนอยากรู้จนแทบกลั้นไม่ไหว แต่พอเห็นนางหันไปมอง ทุกคนก็รีบก้มหน้าพร้อมกันอย่างมีพิรุธ
แปลก
แปลกเกินไปแล้ว
นี่ไม่ใช่สายตาที่บ่าวรับใช้ควรใช้มองคุณหนูของจวน
แต่มันเหมือนสายตาของคนที่เพิ่งได้อ่านข่าวซุบซิบสด ๆ ร้อน ๆ แล้วตัวละครหลักเดินลงจากรถม้ามายืนตรงหน้า
ซูอวี่ค่อย ๆ หันไปมองชิงเหอ
“เกิดอะไรขึ้น”
สาวใช้ตัวน้อยทำหน้าอึดอัดทันที
“คุณหนู…”
“พูดมา”
“ท่านอย่าโกรธบ่าวนะเ้าคะ”
หัวใจซูอวี่เต้นแรงขึ้น
คำขึ้นต้นเช่นนี้ไม่เคยนำพาเื่ดีมาให้ใคร
นางหรี่ตา
“ชิงเหอ”
ชิงเหอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“ตอนนี้ทั้งเมืองหลวงลือกันว่า…”
ซูอวี่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“ว่าอะไร”
“ว่าเซียวอ๋องทรงตกหลุมรักท่านั้แ่แรกพบเ้าค่ะ”
ซูอวี่สะดุดธรณีประตูทันที
หากชิงเหอไม่รีบประคองไว้ นางคงได้ล้มหน้าคะมำต่อหน้าบ่าวรับใช้ทั้งจวน
“อะไรนะ!”
เสียงของนางดังจนแม้แต่นกบนต้นไม้ยังบินหนี
บ่าวรับใช้แถวนั้นสะดุ้งพร้อมกัน ก่อนรีบก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามไม่ให้ตนเองเป็ลมจริง ๆ
“ผู้ใดเป็คนปล่อยข่าวไร้สาระเช่นนี้”
ชิงเหอส่ายหน้า
“ไม่ทราบเ้าค่ะ แต่ผู้คนต่างพูดกันว่า ท่านอ๋องไม่เคยมอบป้ายผ่านเข้าออกจวนให้ผู้ใดมาก่อน โดยเฉพาะสตรี”
ซูอวี่ก้มมองป้ายหยกในมือ
ป้ายหยกขาวเนื้อดีแกะลายเมฆลอยยังคงเย็นเฉียบอยู่ในฝ่ามือ
ก่อนหน้านี้นางคิดว่ามันเป็ของล้ำค่า
ตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่า…
มันคือของต้องสาป
ตกหลุมรักอะไรกัน
นางเพิ่งรู้จักเขาไม่ถึงครึ่งวัน!
นับเวลาั้แ่ได้พบหน้า พูดคุย ตกน้ำ ถูกช่วยชีวิต ถูกสงสัย และถูกยัดป้ายหยกใส่มือ รวมเวลากันแล้วยังไม่พอให้ต้มน้ำชาหนึ่งกาด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือตัวร้ายในอนาคต
ตัวร้าย!
คนที่ปลายทางในต้นฉบับคือถูกทั้งราชสำนักใส่ร้าย โค่นล้มราชวงศ์ และตายอย่างเดียวดายท่ามกลางหิมะ
เหตุใดผู้คนถึงจับคู่นางกับบุรุษอันตรายผู้นี้ได้อย่างสนุกสนานเช่นนี้
คนเมืองหลวงไม่มีงานอดิเรกอื่นแล้วหรือ
ซูอวี่กำป้ายหยกแน่น
“ข้าต้องคืนมัน”
ชิงเหอรีบพยักหน้าเห็นด้วย
“บ่าวก็คิดเช่นนั้นเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว แค่คืนป้าย ทุกอย่างก็จบ”
นางพูดเหมือนกำลังสะกดจิตตนเอง
“ข่าวลือย่อมจางลง ผู้คนจะเลิกสนใจ ข้าจะกลับไปเป็คุณหนูสามผู้ไร้ตัวตน และใช้ชีวิตสงบสุขตามเดิม”
ชิงเหอกะพริบตา
“คุณหนูเ้าคะ ท่านเคยไร้ตัวตนด้วยหรือเ้าคะ”
ซูอวี่หันขวับ
“ข้าแต่งชุดสีเขียวหม่นไปทั้งชุด!”
“แต่ท่านะโลงสระน้ำต่อหน้าคนทั้งงาน”
“นั่นเป็อุบัติเหตุทางคุณธรรม”
“แล้วยังได้รับป้ายหยกจากเซียวอ๋อง”
“นั่นเป็อุบัติเหตุทางโชคชะตา”
“แล้วท่านอ๋องยังยิ้มให้ท่านด้วย”
ซูอวี่นิ่งไป
“นั่น…”
นางเม้มปาก
“นั่นเป็อุบัติเหตุทางใบหน้า”
ชิงเหอ “…”
คุณหนูของนางช่างมีคำอธิบายให้ทุกอย่างจริง ๆ
เมื่อคิดได้ว่าจะต้องคืนป้ายให้เร็วที่สุด ซูอวี่ก็รีบสาวเท้าเข้าเรือน
ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นลานกลางจวน เสียงเข้มของแม่ทัพซูก็ดังขึ้น
“ยืนอยู่ตรงนั้น”
สองเท้าของซูอวี่หยุดทันที
เสียงนี้ไม่ต่างจากประกาศคำพิพากษา
นางค่อย ๆ หันไปมอง
แม่ทัพซูนั่งอยู่ในศาลากลางสวน สีหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังสอบสวนคดีทหารหนีทัพ
ข้างกายมีฮูหยินใหญ่และพี่สาวทั้งสองคนของเ้าของร่างเดิมนั่งอยู่ครบ
คุณหนูใหญ่ซูหลันสง่างาม อ่อนโยน มีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับใบหน้า
คุณหนูรองซูเยว่ดูสดใสกว่า แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนแทบปิดไม่มิด
ส่วนฮูหยินใหญ่ยังคงวางท่าสุขุม แต่สายตากลับจับจ้องป้ายหยกในมือซูอวี่อย่างไม่คลาดเคลื่อน
ทุกคนมองนางเป็ตาเดียว
บรรยากาศเหมือนศาลไต่สวนคดีสำคัญ
และนางคือจำเลยที่เพิ่งกลับมาพร้อมหลักฐานมัดตัว
ซูอวี่ฝืนยิ้ม
“ท่านพ่อ…”
แม่ทัพซูวางถ้วยชาลงช้า ๆ
เสียงถ้วยกระทบจานรองเบา ๆ แต่ทำให้ซูอวี่เสียวสันหลัง
“ข้าได้ยินว่า เ้าช่วยชีวิตบุตรชายของเสนาบดีกรมโยธา”
“เ้าค่ะ”
“ตกน้ำต่อหน้าผู้คนทั้งงาน”
“…เ้าค่ะ”
“ได้รับป้ายหยกของเซียวอ๋อง”
ซูอวี่ก้มมองพื้น
“เ้าค่ะ”
แม่ทัพซูเงียบไปครู่หนึ่ง
“อธิบายมา”
ซูอวี่อยากร้องไห้
อธิบายอย่างไรดี
จะบอกว่าเป็อุบัติเหตุหรือ
จะบอกว่าตนเองพยายามจืดจางทั้งวัน แต่ชะตากรรมผลักนางไปกลางเวทีหรือ
หรือจะบอกว่าตัวร้ายที่ควรเ็าในนิยายกลับไม่เหมือนต้นฉบับเลยสักนิด
ไม่ได้
พูดแบบนั้นคงถูกเรียกหมอ หรือไม่ก็ถูกพาไปวัด
นางจึงยิ้มแห้ง
“เื่นี้…เริ่มจากขนมดอกท้อเ้าค่ะ”
ทุกคนเงียบ
ซูเยว่หลุดหัวเราะเบา ๆ
“อวี่เอ๋อร์ เหตุใดเื่ช่วยคนตกน้ำถึงเริ่มจากขนมดอกท้อได้เล่า”
ซูอวี่ตอบอย่างจริงจัง
“เพราะข้ากำลังกินขนมอยู่ดี ๆ ก็มีเด็กตกน้ำ หากข้าไม่กินขนมตรงนั้น ข้าอาจไม่เห็นเด็กตกน้ำ หากไม่เห็นเด็กตกน้ำ ข้าก็ไม่ต้องะโลงไป หากไม่ะโลงไป ท่านอ๋องก็ไม่ต้องช่วยข้า หากท่านอ๋องไม่ช่วยข้า ข้าก็ไม่ได้ป้ายหยก ดังนั้นต้นเหตุคือขนมดอกท้อเ้าค่ะ”
ทุกคน “…”
ศาลากลางสวนเงียบสนิท
ชิงเหอที่ยืนด้านหลังแทบอยากเอามือปิดหน้า
แม่ทัพซูนวดขมับเบา ๆ
ดูเหมือนั้แ่บุตรสาวฟื้นจากไข้ นางจะมีความสามารถพิเศษในการทำให้ผู้อื่นพูดไม่ออก
ฮูหยินใหญ่กระแอมเบา ๆ เพื่อกู้สถานการณ์
“อวี่เอ๋อร์ เ้าไม่ต้องกังวล หากเซียวอ๋องมีใจจริง นี่ก็นับเป็เื่ดี”
“ไม่ดีเ้าค่ะ!”
ทุกคนสะดุ้ง
ซูอวี่รู้ตัวว่าตอบเร็วเกินไป จึงรีบยิ้มแห้ง ๆ
“หมายถึง…ท่านอ๋องสูงศักดิ์เกินไป ข้าไม่เหมาะสมเ้าค่ะ”
ซูเยว่หัวเราะเบา ๆ
“แต่ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องทรงยิ้มให้เ้า”
ซูอวี่นิ่งงัน
อย่าว่าแต่พี่สาวเลย
ตอนนั้นนางเองก็ใจนเกือบลืมหายใจ
เซียวอ๋องยิ้ม
ประเด็นนี้ไม่มีอยู่ในนิยายเช่นกัน
และยิ่งไม่มีฉากที่เขาแจกป้ายผ่านเข้าออกจวนให้ตัวประกอบอย่างนาง
ซูหลันที่เงียบอยู่นานเอ่ยเสียงนุ่ม
“อวี่เอ๋อร์ เ้าไม่ชอบท่านอ๋องหรือ”
“ไม่ใช่ไม่ชอบเ้าค่ะ”
ทุกคนมองมา
ซูอวี่รีบแก้
“หมายถึง ไม่ใช่เื่ชอบหรือไม่ชอบ แต่ข้ากับท่านอ๋องเพิ่งพบกัน ยังไม่สมควรมีข่าวลือเช่นนี้ หากปล่อยไว้จะเสียหายทั้งสองฝ่าย”
คำตอบนี้ฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง
แม่ทัพซูจ้องนางนิ่ง
“เ้าคิดอย่างไรกับเซียวอ๋อง”
ซูอวี่รีบตอบทันที
“ข้าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นเ้าค่ะ”
“จริงหรือ”
“จริงที่สุด!”
จริงยิ่งกว่าจริง
นางคิดเพียงอย่างเดียวคือจะหนีเขาอย่างไรให้ไกลที่สุด
แม่ทัพซูมองบุตรสาวคนเล็กครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นก็ดี”
ซูอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ประโยคถัดมาทำให้รอยยิ้มของนางแข็งค้าง
“พรุ่งนี้ เ้าไปคืนป้ายหยกด้วยตนเอง”
ซูอวี่เบิกตากว้าง
“ข้าหรือเ้าคะ”
“ป้ายหยกถูกมอบให้เ้า เ้าก็ต้องเป็ผู้คืนเอง”
“ให้บ่าวนำไปคืนไม่ได้หรือเ้าคะ”
“ไม่ได้”
“ให้ท่านพ่อช่วยคืน…”
แม่ทัพซูมองนางนิ่ง
ซูอวี่รีบหุบปาก
เข้าใจแล้ว
ไม่มีทางลัด
แม่ทัพซูกล่าวเสียงหนักแน่น
“ปัญหาที่เ้าก่อ เ้าก็ต้องจัดการเอง”
ซูอวี่อ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก
เพราะหากมองจากสายตาคนนอก เื่นี้เหมือนปัญหาที่นางก่อจริง ๆ
แม้ความจริงนางจะเป็เพียงเหยื่อของโชคชะตาก็ตาม
นางก้มมองป้ายหยกในมืออีกครั้ง
ก็จริง
นี่เป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
คืนป้าย
ตัดข่าวลือ
กลับไปใช้ชีวิตเงียบ ๆ
สมบูรณ์แบบ
คืนนั้น ซูอวี่นอนกอดป้ายหยกด้วยสีหน้าราวกับกำลังกอดะเิเวลา
นางวางมันไว้บนโต๊ะก็กลัวหาย
เก็บไว้ใต้หมอนก็กลัวนอนทับแล้วฝันร้าย
สุดท้ายจึงเอามากอดไว้แนบอก พร้อมจ้องม่านเตียงอย่างจริงจัง
“พรุ่งนี้ทุกอย่างจะจบลง”
ชิงเหอที่นอนเฝ้าอยู่ข้างเตียงพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่เ้าค่ะ”
“ข้าจะไปถึงจวนอ๋องอย่างสงบ คืนป้ายอย่างสุภาพ กล่าวขอบคุณ แล้วกลับจวน”
“เ้าค่ะ”
“จะไม่พูดเกินสามประโยค”
“เ้าค่ะ”
“จะไม่สบตานานเกินไป”
“เ้าค่ะ”
“จะไม่รับของใด ๆ เพิ่มอีกเด็ดขาด”
ชิงเหอพยักหน้ารัว ๆ
“เ้าค่ะ!”
ซูอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แผนนี้ง่ายกว่างานเลี้ยงชมดอกท้อมาก
แค่คืนของ
ไม่มีสระน้ำ
ไม่มีเด็กตกน้ำ
ไม่มีมือสังหาร
ไม่มีลูกธนู
ไม่มีเหตุให้เซียวอ๋องยิ้ม
ไม่มีทางผิดพลาด
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า…
ขณะเดียวกัน ณ จวนเซียวอ๋อง
แสงตะเกียงส่องลงบนโต๊ะไม้ดำเรียบสนิท
เซียวอ๋องนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ มือหนึ่งถือฎีกา อีกมือวางอยู่ข้างถ้วยชาที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นจาง ๆ
ใบหน้าของเขายังคงเ็าและสงบนิ่งดังเดิม
หากไม่นับผ้าคลุมตัวนอกที่ยังไม่ถูกนำกลับมา
และป้ายหยกประจำตัวที่เขามอบให้ผู้อื่นไปแล้ว
ดูเหมือนวันนี้จะไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลย
องครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง
“ท่านอ๋อง ข่าวลือแพร่ไปทั่วเมืองหลวงแล้วขอรับ”
เซียวอ๋องพลิกหน้าฎีกา
“อืม”
องครักษ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปจัดการหรือไม่ขอรับ”
ตามปกติ หากมีข่าวลือเกี่ยวกับเซียวอ๋องแพร่ออกไป โดยเฉพาะข่าวลือไร้สาระเช่นเื่ความรัก นายท่านย่อมสั่งให้จัดการอย่างเด็ดขาดั้แ่ยังไม่ทันข้ามคืน
แต่วันนี้เขากลับเพียงอ่านฎีกาต่ออย่างสงบ
ราวกับข่าวลือนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
เซียวอ๋องวางฎีกาลงช้า ๆ
ในความเงียบ ภาพสตรีในชุดสีเขียวหม่นที่ะโลงสระน้ำโดยไม่ลังเลผุดขึ้นในความคิด
ทั้งที่กลัวตาย
แต่กลับยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเด็กคนหนึ่ง
ทั้งที่พยายามหลบเลี่ยงเขา
แต่กลับเป็คนแรกที่ดึงเขาหลบลูกธนู
ทั้งที่ใบหน้าซีดเพราะหวาดกลัว
แต่ดวงตากลับซื่อตรงจนแปลกประหลาด
สตรีในเมืองหลวงมากมายอยากให้เขาจำชื่อ
มีเพียงนางที่พูดออกมาตรง ๆ ว่าไม่จำก็ได้
ช่างเป็คนแปลกจริง ๆ
มุมปากของเซียวอ๋องยกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่จำเป็”
องครักษ์ชะงัก
“ท่านอ๋อง?”
เซียวอ๋องยกถ้วยชาขึ้นจิบ
น้ำเสียงเรียบเฉย
“ข่าวลือยิ่งแก้ ยิ่งดูเหมือนมีพิรุธ”
องครักษ์ก้มศีรษะ
เหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผล
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่านายท่านมิได้รำคาญข่าวลือนั้นเท่าที่ควร
เซียวอ๋องวางถ้วยชาลง ดวงตาทอดมองเงาต้นไม้ไหวเอนนอกหน้าต่าง
“พรุ่งนี้ นางคงมา”
องครักษ์เงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ
“คุณหนูซูหรือขอรับ”
“อืม”
“ท่านอ๋องทราบได้อย่างไรขอรับ”
เซียวอ๋องหยิบฎีกาขึ้นอ่านต่อ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“นางกลัวข่าวลือยิ่งกว่ากลัวข้า”
องครักษ์เงียบไป
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินนายท่านกล่าวถึงสตรีผู้หนึ่งด้วยน้ำเสียงคล้ายขบขัน
เซียวอ๋องก้มมองฎีกา แต่ตัวอักษรบนแผ่นกระดาษกลับไม่ได้เข้าสู่สายตาเท่าใดนัก
ในใจเขายังคงนึกถึงดวงตากลมโตที่เบิกกว้างตอนถูกยัดป้ายหยกใส่มือ
ตื่นตระหนก
ระแวง
และน่ามองอย่างประหลาด
ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“สั่งคนเฝ้าประตูไว้ หากนางมา ให้พาเข้ามาพบข้าโดยตรง”
องครักษ์รับคำ
“ขอรับ”
อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง
ซูอวี่กำลังนอนพลิกตัวไปมาอย่างกระวนกระวาย
มือยังวางทับป้ายหยกบนอก ราวกับกลัวมันจะงอกขาเดินหนีไปเอง
นางพึมพำกับตัวเองเป็รอบที่สิบ
“พรุ่งนี้ทุกอย่างจะจบลง”
ทว่าซูอวี่ไม่รู้เลยว่า
คนที่นางตั้งใจจะไปคืนป้ายหยกให้ในวันพรุ่งนี้
กำลังรอคอยการมาของนางอยู่
และดูเหมือนว่า…
เขาจะไม่ได้ตั้งใจให้นางคืนมันง่าย ๆ เสียด้วย