เช้าวันเสาร์ วันนี้เป็วันสำคัญของบ้านหลิง พ่อหลิงตื่นแต่เช้าตรู่มาอาบน้ำแต่งตัว เขาหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเก่งที่แม่เสิ่นรีดจนเรียบกริบมาสวม แม้จะเป็เสื้อราคาถูก แต่เมื่ออยู่บนร่างของชายวัยกลางคนที่ร่างกายเริ่มดูดีขึ้นจากการขับพิษและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ก็ทำให้เขาดูภูมิฐานขึ้นมาถนัดตา
"พ่อคะ ตื่นเต้นเหรอคะ?" ซูเหยาแซวพ่อขณะยืนรอที่หน้าปากซอย "นิดหน่อยลูก... พ่อไม่เคยไปเซ็นสัญญาธุรกิจด้วย" พ่อสารภาพพร้อมรอยยิ้มเขินๆ พลางจัดปกเสื้อให้เข้าที่เวลา 10.00 น. ตรง รถเบนซ์สีดำคันงามแล่นมาจอดเทียบท่า คนขับรถลงมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม พ่อลูกก้าวขึ้นรถมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลหลี่
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลี่
เมื่อรถแล่นผ่านประตูเข้ามา พ่อหลิงถึงกับตาโตมองความอลังการของสวนหย่อมที่ตกแต่งอย่างประณีต ตัวตึกหลักเป็สถาปัตยกรรมแบบจีนร่วมสมัยที่ดูโอ่อ่าและทรงพลัง
เมื่อมาถึงหน้าตึก แม่บ้านในชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อยออกมารอรับ "คุณหลิงและคุณหนูหลิงใช่ไหมคะ นายท่านกำลังรออยู่ที่ห้องทำงานพร้อมทนายค่ะ เชิญตามมาทางนี้ค่ะ"
พ่อหลิงและซูเหยาเดินตามแม่บ้านเข้าไปในโถงทางเดินที่ประดับด้วยภาพวาดพู่กันจีน และแจกันลายคราม พ่อหลิงรู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่เมื่อซูเหยาเอื้อมมือมาจับมือพ่อหลิงเบาๆ ความมั่นใจก็กลับคืนมา
ณ ห้องทำงานผู้เฒ่าหลี่ ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน และโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ ผู้เฒ่าหลีลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นทันทีที่เห็นแขก
“สวัสดีค่ะ คุณปู่หลี่” ซูเหยาเอ่ย โค้งคำนับทักทาย
"สวัสดีหนูซูเหยา เชิญๆ เชิญนั่งๆ" ผู้เฒ่าหลีผายมือเชื้อเชิญ
"สวัสดีครับท่านประธาน... เอ้อ นายท่าน" พ่อหลิงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ผมหลิงเหอจิ้ง พ่อของซูเหยาครับ ขอบคุณมากครับที่ให้เกียรติครอบครัวเราขนาดนี้"
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก ฉันขอเรียกเธอว่าเสียวหลิง ง่ายๆ แล้วกันนะ
ส่วนเธอเรียกฉันว่า ลุงหลี่ก็พอ" ชายชรายิ้มแย้ม
"ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ เธอเลี้ยงลูกสาวได้ดีมากนะ หนูซูเหยาเป็เด็กฉลาด กตัญญู และมีความสามารถรอบด้านจริงๆ วันก่อนถ้าไม่ได้ซูเหยาช่วยปฐมพยาบาลไว้ ป่านนี้ฉันคงแย่ไปแล้ว แถมยังมียาดมสูตรวิเศษนี่อีก"
พ่อหลิงฟังคำชมแล้วยิ้มแก้มปริ ความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวพุ่งทะลุอก "ขอบคุณครับ ลุงหลี่ ซูเหยาแกขยันศึกษาหาความรู้มาก ผมเองก็ภูมิใจในตัวแกมากครับ"
ปู่หลี่ยิ้มเห็นด้วย"เอาล่ะ มาเข้าเื่กันดีกว่า" ผู้เฒ่าหลีพยักหน้าให้ทนายความ
ทนายความประจำตระกูลนำสัญญาที่ร่างไว้อย่างรัดกุมมาวางตรงหน้า พร้อมอธิบายรายละเอียด
"นี่คือสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจครับ... ทางตระกูลหลี่จะเป็ผู้ลงทุนและดำเนินการผลิต การตลาด และจัดจำหน่ายทั้งหมด โดยคุณหลิงซูเหยาในฐานะเ้าของสูตร จะได้รับส่วนแบ่ง 1% จากกำไรสุทธิ
ซึ่งจะโอนเข้าบัญชีทุกเดือนหลังจากวางจำหน่าย และทางเราขอตั้งชื่อผลิตภัณฑ์นี้เพื่อเป็เกียรติแก่เ้าของสูตรว่า 'ยาดม ลมหายใจ์ ตระกูลหลิง' ครับ"
ซูเหยายื่นกระดาษสูตรยาที่เธอแยกย่อยเป็ 4 สูตร (ต้นตารับ, ตื่นรู้, นิทรา, นักเดินทาง) ให้ปู่หลี่ดู ท่านกวาดสายตาอ่านแล้วยิ่งทึ่งในความรอบคอบ "ละเอียดรอบคอบมาก! มีการแยกสูตรเจาะกลุ่มลูกค้าด้วย เยี่ยมจริงๆ"
พ่อหลิงอ่านสัญญาอย่างละเอียด แม้มือจะสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น แต่เขาก็เซ็นชื่อ ลงในสัญญาในฐานะผู้ปกครองอย่างภาคภูมิใจ
"และนี่..." ปู่หลี่ส่งซองเช็คให้ "เช็คเงินสด 50,000 หยวน เป็ค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้า เอาไปใช้จ่ายหมุนเวียนในครอบครัวนะ ถือเป็น้ำใจเล็กน้อยจากฉัน"
"ขอบคุณครับลุงหลี่" พ่อหลิงลุกขึ้น โค้งคารวะอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ
“ฉันคิดว่า'ยาดม'จะใช้เวลาผลิตและทดลองกลิ่นก่อน ได้สินค้าตัวอย่างก่อนจะผลิตเมื่อไหร่ จะโทรบอกไปที่หนู ซูเหยามาดูสินค้าก่อนอนุมัติผลิตออกมานะ”ปู่หลี่บอกกำหนดการผลิต
"เรียบร้อยแล้ว! ปะ ไปกินข้าวกันเถอะ ปู่ให้คนเตรียมมื้อเที่ยงไว้รอแล้ว"
ณ ห้องอาหาร บนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ มีกับข้าววางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ เป็อาหารจีนรสเลิศที่ดูดีมีราคา
"ทานกันเยอะๆ นะ ไม่ต้องเกรงใจ" ผู้เฒ่าหลีเชิญชวน
พ่อหลิงคีบหมูสามชั้น น้ำแดงขึ้นมาชิม... รสชาตินุ่มละมุนลิ้น ซอสเข้มข้นหอมเครื่องเทศ 'อืม... อร่อยดีนะ แต่ทำไมรู้สึกว่าสู้หมูแดงอบน้าผึ้งฝีมือแม่เราทำเมื่อวานไม่ได้เลย? ของแม่เรากลมกล่อมกว่า หอมกว่า เนื้อนุ่มเด้งกว่าเยอะ' พ่อหลิงคิดในใจ แต่ก็กินด้วยมารยาท
ซูเหยาลองชิมผัดผักสี่สหาย 'ผัดได้ดี แต่ความหอมของกระทะ ยังสู้ฝีมือปู่ไม่ได้เลยแฮะ... วารีพร์นี่มันสุดยอดจริงๆ' แม้รสชาติอาหารจะด้อยกว่ารสมือคนในบ้านที่อัปเกรดแล้วไปบ้าง แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยความสุขและการพูดคุยที่ถูกคอ
่บ่าย ณ บ้านหลิง เสียงไขกุญแจประตูหน้าห้องดังขึ้น แกรก... ซูเหยาและพ่อหลิงเดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ทันใดนั้น ซูอิ๋วที่กำลังเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่อย่างเมามันหลังม่านโซนที่นอน ก็รีบถอดหูฟังแล้ววิ่งออกมาดูด้วยความตื่นเต้น "พ่อ! พี่ใหญ่! กลับมาแล้วเหรอครับ!"
ที่โต๊ะกินข้าวกลางบ้าน ปู่หลิง และ ย่าจู ที่กำลังนั่งดูรายการทีวีอยู่ก็หันมายิ้มรับ ส่วนแม่เสิ่น ที่ยืนรีดผ้าอยู่มุมหนึ่งรีบวางเตารีดลงถอดปลั๊กไฟแล้วเดินเข้ามาหา
"เป็ยังไงบ้างอาจิ้ง? ราบรื่นดีไหม?" ย่าจูถาม
พ่อหลิงและซูเหยาเดินเข้ามานั่งล้อมวงร่วมกับทุกคนที่โต๊ะตัวกลางบ้าน "ราบรื่นมากครับแม่ ลุงหลี่ใจดีมาก ไม่ถือตัวเลยสักนิด ท่านให้เกียรติพวกเรามาก ชวนกินข้าวเที่ยงด้วย อาหารเต็มโต๊ะเลย"
พ่อหลิงเว้นจังหวะนิดนึง ก่อนจะหยิบซองเอกสารสำคัญออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
"สัญญาทุกอย่างเป็ไปตามที่ตกลงกันครับ... และท่านยังให้สิ่งนี้มาด้วย"
เขาดึง 'เช็คเงินสด' ออกมาวางบนโต๊ะ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้น
"หา เช็คเงินห้า... ห้าหมื่นหยวน!" แม่เสิ่นอุทานเสียงหลง
ซูอิ๋ว ย่าจู และปู่หลิงตาโตเท่าไข่ห่าน
"ใช่ครับ... ค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้า" พ่อหลิงตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
เมื่อความตื่นเต้นเริ่มซาลง ย่าจูผู้กุมอำนาจการคลังของบ้านก็รีบทำหน้าที่ทันที
"เอาล่ะๆ มาดูกันซิว่าตอนนี้เรามีเงินเท่าไหร่กันแน่"
มหกรรมนับเงินจึงเริ่มต้นขึ้น ซูเหยาวางเช็ค 50,000 หยวนลงรวมกับกองเงิน ย่าจูรีบหยิบสมุดบัญชีเงินฝากและกล่องเก็บเงินสดออกมาคำนวณ
"เงินเก็บเดิมที่เหลือจากปลดหนี้บ้าน... 176,800 หยวน" ย่าจูกดเครื่องคิดเลข "บวกกับเช็คใบนี้ 50,000... แล้วก็กำไรขายซาลาเปา 2-3 วันนี้อีกเกือบพัน..."
"รวมแล้ว... บ้านเรามีเงินเก็บ 227,000 กว่าหยวน!"
เสียงเฮดังลั่นบ้าน สองแสนหยวน! นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่ครอบครัวเคยมีมา มันคือความมั่นคงที่จับต้องได้
ย่าจู มองหน้าลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะประกาศนโยบายใหม่ "อาจิ้ง..ลูกสะไภ้... ฟังแม่นะ"
"ครับ/ค่ะแม่"
"ตอนนี้หนี้สินบ้านเราก็หมดแล้ว แถมยังมีเงินเก็บก้อนโตขนาดนี้... ต่อไปนี้เงินเดือนของพวกเธอสองคน ไม่ต้องส่งเข้ากองกลาง 70% เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ"
"แม่หมายความว่า..." พ่อหลิงทำหน้างง
"ต่อไปนี้ แบ่งเข้ากองกลางแค่ 50% ก็พอ ส่วนอีกครึ่งนึง พวกเธอเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของที่อยากได้ หรือจะเก็บออมไว้เองก็ได้ ไม่ต้องกระเบียดกระเสียนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว"
"จริงเหรอคะแม่!" แม่เสิ่นน้ำตาซึม ที่ผ่านมาเธอแทบไม่มีเงินซื้อเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้าใหม่เลย เพราะต้องช่วยครอบครัวใช้หนี้
"จริงสิ... ส่วนค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ แล้วก็ค่าขนมของหลานๆ ให้มาเบิกที่กองกลางเหมือนเดิม ย่าจะเป็คนดูแลเอง" ย่าจูสรุป
พ่อหลิงและแม่เสิ่นยิ้มกว้างด้วยความโล่งอก บรรยากาศในบ้านอบอวลไปด้วยความสุข
หลังจากเื่เงินจบลง ปู่หลิงก็ขยับตัวบิดี้เี สีหน้าดูอ่อนล้า "เฮ้อ... ่นี้ที่ร้านงานหนักจริงๆ พอปู่ได้คุมเตาผัดผักออเดอร์ก็เทมาที่ปู่คนเดียว ยืนหน้าเตาไฟแรงทั้งวัน ขาก็ล้า แขนก็ระบม เงินเดือนที่ขึ้นมานิดหน่อย ดูแล้วไม่ค่อยคุ้มเลย"
ซูเหยามองปู่ด้วยความเป็ห่วง "ปู่คะ... ถ้าปู่เหนื่อย ปู่ลาออกมาช่วยย่าขายของไหมคะ? เรามาเปิดร้านของเราเองกันเถอะค่ะ"
"ปู่ก็อยากทำนะ..." ปู่หลิงถอนหายใจ "แต่จะให้ปู่ทำอะไรล่ะ? ย่าแกขายซาลาเปาตอนเช้าแป๊บเดียวก็หมดแล้ว ่บ่ายปู่จะทำอะไร? ถ้าจะให้เปิดร้านอาหารตามสั่ง ปู่ว่ามันก็เหนื่อยพอกัน แถมคู่แข่งก็เยอะแยะ"
ซูเหยานิ่งฟัง พลางครุ่นคิดในใจ 'จริงด้วย... ถ้าปู่ลาออก ต้องมีเมนูเด็ดๆ ให้ปู่ทำขาย่กลางวันถึงบ่าย พะโล้ตามสูตรใน ‘ตำราอาหารปรมาจารย์ตระกูลหลิว’ ที่เธอเล็งไว้ในใจก่อนหน้า เป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะทำทีเดียวหม้อใหญ่ ตักขายง่าย ไม่เหนื่อยเหมือนผัดจานต่อจาน... แต่ปัญหาคือรสชาติ
'พะโล้ทั่วไปใครๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าจะเปิดร้านให้ปัง มันต้องเป็พะโล้ระดับเทพ! ซึ่งหัวใจสำคัญจากสูตรคือ ต้องมีน้ำเชื้อมรดก ที่เคี่ยวมานานปี... ถ้าไม่มีไอ้นั่น รสชาติก็คงแค่อร่อยทั่วไป แต่ไม่เทพ'
ซูเหยาตัดสินใจยังไม่พูดเื่พะโล้ออกไปตอนนี้ เธอ้าหา "ของดี" มาให้ได้ก่อน ถึงตอนนั้นค่อยเอาไปเสนอ รับรองปู่ต้องตาวาวแน่ๆ
"เอาไว้เราค่อยๆ คิดกันก็ได้ค่ะปู่ ่นี้ปู่อดทนไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเราหาลู่ทางดีๆ ได้ค่อยว่ากัน" ซูเหยาบอกปัดไปก่อน