ตอนที่ 8 แกะสลัก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเวลาก็ผ่านไปสามปี
ตลอดระยะเวลาสามปีมานี้เมอร์ลินได้อาศัยอยู่กับชายชราอย่างเอริก
เหตุการณ์ในครั้งแม้ว่าข่าวการล่าแม่มดจะแพร่ออกมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ชี้แจงอย่างละเอียดมากนัก ผู้คนจึงรับรู้ว่าเป็ใครคนหนึ่งในหมู่บ้านเท่านั้น
อย่างไรหมู่บ้านไวท์ริเวอร์ก็ไม่อยากให้เื่นี้แพร่กระจายออกไปอยู่แล้ว ข้อมูลของข่าวจึงมีอยู่น้อยมาก แม้หมู่บ้านข้างเคียงจะรู้แต่นั่นก็ไม่ใช่ข่าวที่เฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน
ไม่ต้องเอ่ยถึงอีริกที่อาศัยอยู่ในบ้านกลางป่า ผู้คนในหมู่บ้านเมเปิลนั้นรู้จักเขาเฉพาะบางคนเท่านั้น เมื่อเขาเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนยังคิดว่าเขาเป็คนที่มาจากข้างนอกเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเมอร์ลินเอง อีริกก็ไม่ได้ปิดบังการมีอยู่ของเขาอยู่แล้ว มีหลายครั้งที่เด็กน้อยต้องช่วยอีริกออกไปขายฟืนในหมู่บ้าน
เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาว ฟืนจึงเป็ที่้าของผู้คน
จริงอยู่ที่พวกเขาสามารถเข้าไปหาในป่าได้ แต่พวกที่พอจะมีเงินก็มักจะซื้อมันจากอีริกมากกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาเป็วันๆ เพื่อไปเก็บมัน
ในสภาพอากาศที่ทั้งชื้นและหนาวแบบนี้ ไม่ใช่ว่ากิ่งไม้หรือไม้ทุกท่อนจะสามารถนำมาใช้เป็ฟืนได้ ไม้ที่ใช้ทำฟืนได้ดีต้องแห้งและติดไฟได้นาน นั่นจึงถือว่าเป็ฟืนที่มีคุณภาพ
เพราะเหตุนี้อีริกจึงสามารถประกอบอาชีพจากการหาฟืนได้
ต้องรู้ไว้ว่านอกจากการหาฟืนแล้วอีริกยังมีงานอดิเรกเป็การทำฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับจากไม้ แต่น่าเสียดายที่งานอดิเรกนี้ไม่สามารถนำมาทำเป็อาชีพประจำได้ เพราะใช่ว่าเขาจะสามารถขายผลงานได้ตลอด ไม่เหมือนกับการหาฟืนที่สามารถขายได้ทุก่
เวลานั้นเยียวยาเด็กน้อยเมอร์ลิน
หลังจากที่เขามาใช้ชีวิตอยู่กับอีริก ใน่แรกๆ เขายังมีอารมณ์ที่เศร้าสร้อยเนื่องจากได้พบกับสถานการณ์ที่น่าะเืใจ
แต่เนื้อแท้ของเด็กคนนี้ไม่ใช่คนที่เซื่องซึมเศร้าสร้อย เมื่อเขาเริ่มปรับตัวกับอีริกได้แล้วเขาก็สามารถทำใจกับการสูญเสียของครอบครัวได้ ความสดใสค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
“เฮ้ อีริกดูนี่สิ”
เด็กน้อยวัยสิบขวบเดินออกมาจากโรงไม้ด้วยรอยยิ้ม ในมือของเขาถือท่อนไม้ที่แกะสลักเป็รูปนกเอาไว้
เขาชูมันสองแขนให้กับชายชราดู
อีริกในวัยเกือบเจ็ดสิบจับท่อนไม้นั่นขึ้นมาแล้วส่ายศีรษะเบาๆ
“ยังใช้ไม่ได้ แม้นายจะแกะสลักรูปนกออกมาได้ดูดีก็จริง แต่ก็แค่การแกะสลักพื้นหน้าของท่อนไม้ ความจริงนายควรแกะมันเป็นกจริงๆ ได้แล้ว” อีริกวิจารณ์ออกไปตามตรง
ความจริงเด็กสิบขวบสามารถทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าเป็อัจฉริยะได้แล้ว แต่ชายชรารู้ดีว่าเด็กน้อยคนนี้สามารถทำได้ดียิ่งกว่านี้
ในตอนแรกที่อีริกสอนให้เมอร์ลินเรียนรู้การแกะสลักไม้ นั่นก็เพื่อให้เขาหายโศกเศร้าจากเื่ร้ายๆ ที่ผ่านมา แต่ใครจะคิดว่าเด็กน้อยคนนี้กลับมีพร์ในการแกะสลักที่เหนือกว่าคนทั่วไป
ในปีแรกเขาสามารถลอกเรียนแบบลวดลายของเขาได้ ในปีที่สองเขาก็สามารถแกะสลักขึ้นรูปไม้ได้ นั่นจึงทำให้อีริกได้รู้ว่าเมอร์ลินนั้นมีพร์ในศิลปะเป็อย่างมาก
เพียงเวลาไม่นานเขากระทั่งรู้สึกว่าฝีมือของเด็กคนนี้เหนือล้ำกว่าเขาไปแล้ว แม้ว่าเขาจะทำมันเป็แค่งานอดิเรกก็ตาม
อีริกไม่ได้ส่งเมอร์ลินเข้าเรียนในหมู่บ้าน เพราะสถานที่เรียนหนังสือมีแค่โบสถ์เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็เื่ที่ไม่สามารถทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าเมอร์ลินสามารถอ่านออกเขียนได้
อีริกไม่ใช่ปัญญาชน บ้านของเขามีหนังสือเพียงเล่มเดียว ซึ่งเป็ของเก่าที่เขาเก็บได้เมื่อนานมาแล้ว
ใช่แล้ว อีริกอ่านหนังสือไม่ออก
ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เป็เช่นนี้ ชาวบ้านทั่วไปมักจะสนใจกับการทำมาหากินมากกว่า มีเพียงนักบวชหรือพวกที่เกี่ยวข้องกับขุนนางเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการอ่านเขียนได้
เมื่อเขาไม่สามารถส่งเมอร์ลินไปร่ำเรียนได้ เขาจึงสอนให้เมอร์ลินมีทักษะติดตัว ไม่แน่ว่าในอนาคตเด็กคนนี้อาจจะเป็ช่างไม้ที่มีชื่อก็ได้
“โถ่ ฉันอุส่าแกะสลักมันจากนกที่ฉันเห็นเมื่อวันก่อน คุณไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามันเป็นกอะไร” เมอร์ลินต่อปากด้วยใบหน้าที่ง้ำงอ
อีริกมองเด็กน้อยแล้วยิ้ม
“อีริก ฉันรู้ว่าตัวเองหล่อหน้าตาดี คุณไม่ต้องจ้องฉันนานแบบนี้ก็ได้” เด็กน้อยกล่าวอย่างถือดี
คำพูดที่หลงตัวเองอย่างอวดดีนี้ไม่ได้ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรก แต่มันแทบจะเป็ประโยคที่เด็กคนนี้พูดออกมาบ่อยๆ เลยด้วยซ้ำ
“เอาคืนไปได้แล้ว ถ้านายแกะสลักมันออกมาเป็รูปร่างได้เมื่อไหร่ ฉันจะชมนาย” อีริกกล่าวอย่างรู้ทัน
ใช่แล้ว เด็กคนนี้้าคำชม
เขามักจะทำแบบนี้เสมอ นอกจากความมั่นหน้าของตนเองแล้ว เขายังเป็คนที่ชอบให้คนอื่นชื่นชมเป็อย่างมาก
ซึ่งเหตุการณ์นี้มันเริ่มต้นหลังจากที่เขาได้พาเมอร์ลินเข้าไปในหมู่บ้าน
ชาวบ้านหลายคนที่เห็นหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูของเมอร์ลิน พวกเขาก็ต่างพากันชมว่าโตขึ้นมาเมอร์ลินจะต้องหล่อเหล่าอย่างแน่นอน และั้แ่นั้นมาเด็กคนนี้ก็คิดมาตลอดว่าตนเองหน้าตาดี และชื่นชอบในทุกคำชมที่ได้รับเข้ามา ไม่ว่าจะเป็เื่หน้าตาหรือความสามารถของเขา
“นั่นคุณจะไปไหน? คุณยังไม่ได้ชมผลงานของฉันเลย มันสวยใช่ไหมล่ะ คุณต้องพูดมันออกมาสิ อย่ามาทำตัวเป็ตาแก่ที่ปากไม่ตรงกับใจนะ” เด็กน้อยส่งเสียงโวยวายไล่หลัง
นั่นทำให้อีริกนั้นได้แต่ส่ายหัวไปมา
“ฉันกำลังไปทำอาหารให้นายกิน นายไม่หิวรึไง? หรือว่าวันนี้นายจะเป็คนทำมันเอง”
อีริกเอ่ยขณะที่กำลังเดินเข้าไปในบ้าน
ทว่าตอนนั้นเองจู่ๆ ท่าทางของเมอร์ลินก็เปลี่ยนไป ใบหน้าของเขาดูใเป็อย่างมาก เขาถึงกับปล่อยผลงานแกะสลักในมือร่วงลงพื้นอย่างไม่สนใจ
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นและรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นทันที
“อีริก! อีริกคุณเป็อะไรไป?”
ภาพที่เขาเห็นก็คือภาพของชายชราที่กำลังเดินเข้าไปข้างในบ้าน แต่กลับล้มลงกับพื้นโดยที่ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อเมอร์ลินเข้าถึงตัวก็พบว่าร่างกายของชายชรานั้นร้อนมาก และที่สำคัญคือหน้าผากของชายชรากระแทกเข้ากับพื้นที่มีหินอย่างแรงจนเืไหลออกมา