เฉินฟูฟู่ยืนมองทิวเขาสูงตระหง่านของสำนักเทียนหลงเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะถอนหายใจยาว รู้ดีว่าภารกิจที่เขาได้รับนั้นไม่ง่ายเลย คำสั่งจากปรมาจารย์ฉีสือ อดีตราชครูผู้ลึกลับแห่งแคว้นกงเหว่ยยังคงดังก้องในใจของเขา
"ฟูฟู่ เ้าคือผู้เดียวที่ข้าจะวางใจให้ทำภารกิจนี้ ธิดาิหวังคือศูนย์กลางของาที่กำลังก่อตัวขึ้น หากปล่อยให้ตกไปในมือของราชสำนักกงเหว่ยหรือแคว้นอื่น ๆ ยุทธภพจะไม่มีวันสงบสุขได้ นำตัวนางกลับไปพบธิดารพรรคมารหูเหย่ให้ได้ก่อนที่าระหว่างกงเหว่ยกับฉีหนีจะยากเกินควบคุม"
เฉินฟูฟู่เข้าใจดีถึงความสำคัญของภารกิจนี้ ธิดาิหวังเป็ผู้ที่ทั้งยุทธภพกำลังตามล่า นางไม่ได้เป็เพียงเด็กสาวธรรมดา แต่เป็สัญลักษณ์ของชะตากรรมและพลังลึกลับที่อาจชี้ชะตาโลกในเงามืด
"ปรมาจารย์ ข้าจะทำตามคำสั่งให้ลุล่วง ไม่เพียงเพราะเป็คำสั่ง แต่เพราะข้า้าปกป้องยุทธภพ และอาจารย์...รวมถึงนาง"
เฉินฟูฟู่กล่าวกับตัวเอง น้ำเสียงของเขามั่นคง
เฉินฟูฟู่เหลือบมองไปยังศิษย์พี่ทั้งหกที่ยืนเรียงรายอยู่ด้านหลัง พวกเขาแต่ละคนต่างเป็ยอดฝีมือแห่งสำนักเทียนหลง ผู้ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมา แม้บางคนจะพูดจาหยอกล้อหรือข่มขวัญเขาในวันก่อน ๆ แต่วันนี้สายตาของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นและความเป็ห่วง
"ศิษย์น้องฟูฟู่ เ้าจงระวังตัวให้ดีนะ" ศิษย์พี่ใหญ่พูดขึ้นก่อน ดวงตาคมของเขาจับจ้องที่ดาบของเฉินฟูฟู่
"แม้เ้าจะเก่งขึ้นมาก แต่โลกภายนอกไม่ได้เหมือนในสำนักนี้ ศัตรูที่เ้าจะต้องเจอ อาจไม่ใช่แค่ศัตรูในสนามรบ แต่รวมถึงในใจของเ้าเอง"
"ถ้าเ้าเจอปัญหา อย่าลืมว่ายังมีพวกเราอยู่ที่นี่" ศิษย์พี่รองยิ้มบาง ๆ พลางยื่นห่อผ้าให้ "ในนี้มีสมุนไพรและเครื่องรางจากอาจารย์ เ้าคง้ามัน"
"ฮ่า ๆ ศิษย์น้อง ข้าขอพนันว่าเ้าจะกลับมาพร้อมเื่เล่าสนุก ๆ ให้พวกเราฟังแน่นอน" ศิษย์พี่ที่สามพูดพลางหัวเราะ ท่ามกลางสายตาตำหนิเล็ก ๆ จากศิษย์พี่หญิงคนหนึ่ง
"อย่าได้ประมาทเชียว ศิษย์น้อง หากเ้า้าความช่วยเหลือ ส่งข่าวกลับมา พวกเราจะรีบไปช่วยโดยไม่รีรอ" ศิษย์พี่หญิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"จำไว้นะฟูฟู่" ศิษย์พี่คนสุดท้ายพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง
"เ้าคือความหวังของอาจารย์ และบางที...ของยุทธภพด้วย อย่าได้ปล่อยให้คำพูดของผู้อื่นกดดันเ้า แต่จงทำตามหัวใจของตัวเอง" เฉินฟูฟู่มองพวกเขาด้วยความซาบซึ้ง แม้ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมา แต่ในดวงตาของเขาสื่อถึงความขอบคุณลึกซึ้ง
"ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง" เขากล่าวสั้น ๆ แต่หนักแน่น ก่อนจะโค้งคำนับทั้งหก และก้าวลงจากเขาเทียนหลง เสียงลมที่พัดผ่านเหมือนจะกล่าวคำลาของสำนักเทียนหลงที่เคยเป็บ้านของเขา ขณะเดียวกัน เส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าก็เต็มไปด้วยเงามืดและความท้าทายที่ยังไม่อาจคาดเดา
เฉินฟูฟู่ยืนอยู่กลางบ้านสวนไผ่อันเงียบสงบ รอบตัวมีเพียงเสียงลมพัดไผ่ไหวและเสียงนกร้องไกล ๆ บ้านสวนแห่งนี้ดูราวกับถูกทิ้งร้างมานาน แต่กลับมีร่องรอยบางอย่างที่บ่งบอกว่ามีคนอาศัยอยู่เมื่อไม่นานมานี้
เขาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ ก่อนจะพบจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้เก่า ๆ ในห้องกลาง จดหมายถูกผูกไว้ด้วยด้ายสีแดงเรียบง่าย ใจของเขาเต้นแรงเล็กน้อยเมื่อเปิดมันออก ข้อความในจดหมายเขียนด้วยลายมือที่สวยงามแต่แฝงความลึกลับ
หากเ้ามาถึงที่นี่ นั่นแปลว่าเ้ามีเหตุผลที่้าพบข้าแต่ข้าขอเตือนว่า ชะตากรรมของข้านั้นเต็มไปด้วยเงามืด และผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอาจไม่มีวันได้กลับไปเหมือนเดิมข้ามิอาจอยู่รอที่นี่ได้อีกต่อไป แต่ถ้าเ้ายังยืนหยัดที่จะพบข้า จงมุ่งหน้าไปยัง 'หุบเขาหมื่นเงา' ณ แคว้นฉีหนีแสงจันทร์ที่ส่องเหนือยอดเขาสูงสุด จะนำทางเ้าไปสู่คำตอบที่เ้าตามหาแต่จงจำไว้... ความจริงอาจเป็สิ่งที่เ้าไม่ปรารถนาจะรู้ธิดาิหวัง"
เฉินฟูฟู่จ้องข้อความในจดหมาย ดวงตาของเขาแสดงความตั้งใจแน่วแน่ แม้คำเตือนในจดหมายจะหนักหน่วง แต่เขารู้ว่าภารกิจนี้สำคัญเกินกว่าจะล้มเลิกเขาม้วนจดหมายเก็บไว้ในเสื้อคลุม หันมองรอบ ๆ อีกครั้งเพื่อจดจำสถานที่นี้
ก่อนจะออกเดินทางสู่ 'หุบเขาหมื่นเงา' เฉินฟูฟู่ยืนสงบนิ่งอยู่ในลานหน้าบ้านสวนไผ่ ลมพัดเอื่อย ๆ พาใบไผ่หล่นลงพื้นเหมือนกลีบดอกไม้ร่วงโรย แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย แต่ในใจของเขาไม่มีความลังเล
เขาหันกลับไปมองบ้านสวนเป็ครั้งสุดท้าย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แม้จดหมายจะบอกถึงความลำบากและคำเตือน แต่เขาเข้าใจดีว่าชะตากรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงของธิดาิหวัง แต่เป็ของยุทธภพทั้งหมด
เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องบนเส้นทางเล็ก ๆ ระหว่างป่าไผ่ มือของเขากำด้ามดาบแน่น ดาบที่ปรมาจารย์ฉีสือมอบให้ก่อนจะลงจากเขาเทียนหลง เขารู้ว่ามันจะเป็ทั้งเครื่องมือและสัญลักษณ์แห่งภารกิจนี้
"หุบเขาหมื่นเงา…" เฉินฟูฟู่พึมพำอีกครั้ง ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เล็ดลอดผ่านหมู่เมฆ เงาของเขาสะท้อนอยู่บนพื้นหิน ราวกับกำลังบอกให้รู้ว่าทุกย่างก้าวนั้นล้วนทิ้งร่องรอยแห่งโชคชะตาไว้เื้ั
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านกิ่งไม้และใบไผ่ เสียงแห่งธรรมชาติราวกับกำลังเตือนเขาถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาหวั่นไหว มือที่กำด้ามดาบแน่นของเขาเป็เครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจที่ไม่อาจสั่นคลอน
เส้นทางหุบเขาหมื่นเงาดูลึกลับและน่าหวาดหวั่น ขุนเขาสูงชันขนาบสองข้างทาง ราวกับกำลังโอบล้อมเขาไว้ในอ้อมแขนของความมืดมิด เงารูปร่างประหลาดเคลื่อนไหวอยู่เื้ัพุ่มไม้ บางครั้งเสียงกรอบแกรบของกิ่งไม้ก็ทำให้เขาหยุดมอง แต่เพียงไม่นาน เขาก็ก้าวเดินต่อไป
หัวใจของเฉินฟูฟู่เต็มไปด้วยคำถาม แต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ในใจ เพราะรู้ดีว่าคำตอบทั้งหมดอาจรออยู่ปลายทางของเส้นทางนี้
เขาพึมพำในใจ "ธิดาิหวัง… ข้าจะพาเ้ากลับมา ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด"
หมอกหนาเริ่มหนาขึ้น ทำให้ทัศนวิสัยลดลงจนแทบไม่สามารถเห็นอะไรได้เลย แต่เขาก็ยังคงเดินต่อไป เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ เหมือนกับทุกสิ่งรอบตัวเขากำลังหลับใหลอยู่ในความมืด
เฉินฟูฟู่เดินเข้ามาในโรงเตี้ยมที่แคว้นฉีหนี ท่ามกลางเสียงซุบซิบและเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นจากโต๊ะต่างๆ เขาตรงไปที่เถ้าแก่โรงเตี้ยมยืนอยู่ ร่างของเขาสูงสง่าและมีท่าทีที่เงียบสงบ แต่ในดวงตากลับสะท้อนถึงความคิดที่ลึกซึ้งและไม่อาจหยั่งรู้
"เถ้าแก่, ท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับรางวัลนำจับธิดาิหวังแล้วสินะ?" เฉินฟูฟู่พูดเสียงต่ำ แววตาของเขาจับจ้องไปที่เถ้าแก่ที่ยืนอยู่
เถ้าแก่หยุดเช็ดแก้วเหล้าก่อนจะยิ้มบางๆ เหมือนคุ้นเคยกับคำถามนี้ดี
"อือ, ข่าวนี้มีคนพูดถึงกันทั่วยุทธภพเลยล่ะ ท่านก็อยากจะลองไหม?
"คนที่สามารถจับตัวธิดาิหวังได้จะได้รับรางวัลมากมาย แต่มันก็ไม่ง่ายนักนะ" เฉินฟูฟู่ยิ้มเล็กน้อย
"ไม่ใช่ว่าข้าจะไล่ตามรางวัลหรอกนะ แต่อยากรู้ว่าเหตุใดถึงมีคน้าตัวเธอขนาดนี้ ข้าคิดว่ามีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็น"
เถ้าแก่ทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบ
"เอาเถอะ ข้าไม่รู้มากมายเกี่ยวกับเื่นี้ แต่ทุกคนที่พูดถึงเธอรู้ว่า ธิดาิหวังไม่ใช่แค่ใครบางคนที่ธรรมดา เธอมีความลับบางอย่างที่ทำให้หลายคนอยากได้ตัวเธอ แม้กระทั่งคนในราชสำนัก... ใครๆ ก็อยากได้ตัวเธอไป หรืออย่างน้อยก็จะใช้เธอเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง"
"ดังนั้น ข้าอยากจะบอกว่า ถ้าท่านคิดจะตามหาเธอ มันไม่ใช่แค่การเดินทางง่ายๆ แน่ๆ" เถ้าแก่ย้ำ
เฉินฟูฟู่พยักหน้าเล็กน้อย "ข้าไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะง่าย... แต่การค้นหาคำสัญญาไม่เคยง่ายอยู่แล้ว"เถ้าแก่เพียงแค่ยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินคำตอบนั้น
"ถ้าท่านมั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ท่าน้า" เถ้าแก่พูดเสียงทุ้ม
"แล้วข้าก็จะเตือนท่านว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่การเดินไปหาใครสักคน... มันคือการเผชิญหน้ากับความมืดมิดของยุทธภพ บางครั้ง, เราต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เราไม่อยากรู้"
เฉินฟูฟู่มองออกไปนอกหน้าต่าง, มองเห็นหมอกหนาที่ลอยปกคลุมท้องฟ้า ความเงียบสงบภายนอกดูเหมือนจะไม่ตรงกับความวุ่นวายในจิตใจของเขา เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้าไม่กลัวความจริงหรอก เถ้าแก่ แต่ข้ากลัวจะทำให้คำสัญญานั้นเป็แค่คำพูดที่ลอยไปตามลม"
เถ้าแก่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
ขณะที่เฉินฟูฟู่กำลังสนทนากับเถ้าแก่โรงเตี้ยม เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากทางประตู ก่อนจะหันไปพบกับแม่นางชิงเหลียนในชุดคลุมสีเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่สง่างาม เธอมองมาที่เขาด้วยสายตาที่แฝงความหมายบางอย่าง ที่ดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน
"แม่นางชิงเหลียน..." เฉินฟูฟู่ทักทายเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ
ชิงเหลียนยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับ "ท่านยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ ข้าก็ไม่คิดว่าจะได้เจอท่านที่นี่ในสถานการณ์เช่นนี้"
เฉินฟูฟู่ไม่ได้แสดงอาการใมากนัก เขายังคงมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ "ข้าไม่คิดว่าท่านจะอยู่ที่แคว้นนี้นาน ข้ามาเพื่อทำภารกิจบางอย่าง"
"ข้าก็มีภารกิจของตัวเอง" ชิงเหลียนพูดพร้อมกับมองไปที่เถ้าแก่โรงเตี้ยมอย่างไม่แสดงท่าทีรำคาญ
"แม่นางเถาฟา... เธอหายไปแล้ว"เฉินฟูฟู่ขมวดคิ้วแน่นขึ้น
"หายไป"
"ใช่" ชิงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความวิตก
"แม่นางเถาฟาอยู่กับข้า แต่หลังจากที่เ้าขึ้นเขาเทียนหลงไป, เธอก็หายตัวไปโดยไม่มีร่องรอยใดๆ ข้าพยายามค้นหาทุกที่แล้ว แต่ไม่มีใครเห็น"
เฉินฟูฟู่เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความลึกลับที่ปกคลุมรอบตัวของแม่นางเถาฟา และตอนนี้, ความลึกลับนั้นดูเหมือนจะยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีก
"ท่านคิดว่าเธอหายไปเอง หรือมีมือที่สามเกี่ยวข้อง?" เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ชิงเหลียนไม่ตอบทันที แต่เธอมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ท่าทีของเธอทำให้เฉินฟูฟู่รู้สึกว่าเธอกำลังพยายามเก็บซ่อนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยากเปิดเผย
"ข้าไม่แน่ใจ... แต่มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเื่นี้ ข้ารู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนกำลังจับตาดูเราอยู่"
เฉินฟูฟู่มองชิงเหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไรอีก เขารู้ว่าทุกอย่างกำลังเชื่อมโยงกัน แต่ยังขาดบางสิ่งที่จะทำให้ภาพทั้งหมดชัดเจนขึ้น
การหายตัวไปของแม่นางเถาฟาและการปรากฏตัวของธิดาิหวังในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดานั้นดูเหมือนจะเป็กุญแจสำคัญที่รอการไข ในใจของเขา, เส้นทางทั้งสองเื่นี้คงจะตัดข้ามกันในไม่ช้า และเขาคงต้องเตรียมตัวให้พร้อม
"แม่นางชิงเหลียน," เฉินฟูฟู่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
"ข้าจะช่วยเ้าตามหาตัวแม่นางเถาฟา แต่ข้าก็้าคำตอบในบางเื่เกี่ยวกับธิดาิหวังด้วย ข้าเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันเกี่ยวข้องกัน"
ชิงเหลียนหันมามองเขาด้วยความเงียบสงบ ราวกับเธอรู้สึกถึงความมุ่งมั่นในน้ำเสียงของเขา
"ข้าเข้าใจ... ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเธอหายไปไหน แต่ข้าเชื่อว่ามีใครบางคนกำลังพยายามปกปิดบางอย่าง"
"ท่านคิดว่าใครกัน?" เฉินฟูฟู่ถามด้วยความอยากรู้
ชิงเหลียนไม่ตอบทันที แต่ในแววตาของเธอ, เฉินฟูฟู่เห็นความกังวลที่ไม่สามารถปกปิดได้
"ข้าไม่รู้... แต่การหายตัวไปของเธออาจจะเกี่ยวข้องกับความลับที่ธิดาิหวังเก็บซ่อนไว้ ข้าไม่สามารถพูดได้ทั้งหมดในตอนนี้ แต่มันอาจจะเป็การเชื่อมโยงระหว่างการหายตัวไปของเธอกับการเปลี่ยนแปลงในยุทธภพที่กำลังจะเกิดขึ้น"
เฉินฟูฟู่รับฟังแต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่เขารู้ดีว่าเขาต้องเดินหน้าและหาคำตอบให้ได้ เขาหันไปมองชิงเหลียนด้วยสายตาที่หนักแน่น "แล้วเราจะเริ่มต้นจากตรงไหน?"
"ก่อนอื่น," ชิงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ข้าจะพาท่านไปยังที่ที่แม่นางเถาฟาหายตัวไป ข้าเชื่อว่ามีบางสิ่งที่ท่านต้องรู้ และข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านไปตามลำพังในครั้งนี้"
เฉินฟูฟู่พยักหน้าอย่างตั้งใจ เขาไม่ค่อยชินกับการพึ่งพาคนอื่นในการเดินทางครั้งนี้ แต่ชิงเหลียนดูเหมือนจะรู้สิ่งที่เขายังไม่รู้ และมันเป็การช่วยเหลือที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ "ขอบคุณ, แม่นางชิงเหลียน," เขาพูดเสียงต่ำแต่จริงใจ
ชิงเหลียนยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปทางประตูโรงเตี้ยม "ตามข้ามาเถอะ" เธอพูดก่อนจะออกเดินไปข้างหน้า เฉินฟูฟู่ตามหลังไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบ ความเงียบที่ยังคงปกคลุมเมืองนี้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากความสงบที่ดูเหมือนจะเป็เพียงแค่ภายนอก
เมื่อทั้งสองออกจากโรงเตี้ยมและเดินไปตามถนนที่คดเคี้ยว ชิงเหลียนก็มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะพูดขึ้น "ข้าคิดว่าแม่นางเถาฟาอาจจะได้พบกับบางสิ่งที่ไม่ควรพบ พื้นที่ที่เธอหายตัวไปนั้นไม่ได้เป็ที่ธรรมดา"
"ที่ไหน?" เฉินฟูฟู่ถามอย่างรวดเร็ว
"มันคือถ้ำใต้ดินที่ลึกมาก... ซึ่งมักจะมีคนเข้าไปในนั้น แต่ไม่ค่อยมีใครกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย" ชิงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล
"ข้ามีความรู้เื่ถ้ำนี้ แต่ข้าก็ไม่เคยเข้าไปในนั้นด้วยตัวเอง"
เฉินฟูฟู่หยุดเดินชั่วขณะและหันไปมองเธอ "เ้าเชื่อว่าแม่นางเถาฟาอาจจะเข้าไปในถ้ำนั้นแล้วหายตัวไป?"
"ใช่," ชิงเหลียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น "มีบางสิ่งที่อยู่ในถ้ำนั้น... ข้าไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ข้ามั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุทธภพ ข้าจึงไม่สามารถปล่อยเ้าไปลุยเพียงลำพัง"
ขณะที่ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในถนนที่ทอดยาวจนแทบไม่เห็นปลายทาง ความรู้สึกบางอย่างเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจของเฉินฟูฟู่ ปราณพลังที่เขารู้สึกได้แผ่ขยายออกไปเป็วงกว้างเหมือนเงามืดที่ค่อยๆ ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว พลังนั้นแรงจนทำให้เขารู้สึกมึนศีรษะเหมือนจะหมดสติได้ทุกเมื่อ
เขาหยุดก้าวไปข้างหน้าและยกมือขึ้นจับขมับ รู้สึกถึงความหนืดที่ตีบตันในจิตใจ "ข้ามีความรู้สึก... ว่ามีบางสิ่งกำลังแฝงอยู่ในอากาศ," เขาพูดเสียงต่ำ ก่อนจะมองไปที่ชิงเหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ
ชิงเหลียนหยุดเดินเช่นกัน เธอกำมือแน่นและค่อยๆ หันไปมองรอบตัวด้วยความระมัดระวัง "ข้าก็รู้สึกถึงมัน... พลังนี้ไม่ใช่ของมนุษย์" เธอกล่าวเสียงเครียด สายตาของเธอแสดงถึงความวิตกกังวล
"มันเหมือนกับพลังที่ถูกขังไว้ในที่แห่งนี้มานาน" เฉินฟูฟู่ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันที่บีบคั้นจากทุกทิศทาง เขารู้ว่าเขากำลังเข้าใกล้จุดที่อันตรายที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือการหาคำตอบว่า "อะไร" อยู่เื้ัพลังนี้ และ "ใคร" หรือ "อะไร" ที่เป็ผู้ควบคุมมัน
"เ้าหมายถึง... มีพลังอะไรที่ไม่ใช่ของมนุษย์กำลังอยู่ที่นี่?" เขาถามเสียงต่ำ ขณะก้มมองพื้นเหมือนจะหาสิ่งที่อาจจะเป็ร่องรอย
ชิงเหลียนพยักหน้าเบาๆ "ข้าเคยได้ยินมาว่าในถ้ำลึกแห่งนี้เคยมีการใช้วิชาความลับที่เกี่ยวข้องกับพลังที่ไม่สามารถควบคุมได้ บางคนเคยพูดถึงการพยายามปลุกพลังโบราณที่ยังหลับใหลอยู่ในมิติอื่น แต่ไม่เคยมีใครกลับออกมาได้อย่างสมบูรณ์"
เฉินฟูฟู่ลูบคางอย่างครุ่นคิด "สิ่งที่ซ่อนอยู่ในถ้ำนี้อาจจะมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่นางเถาฟา… ข้าไม่คิดว่าเธอจะหายตัวไปเพราะบังเอิญ"
ชิงเหลียนทำท่าทางขึงขัง "ไม่ใช่แค่การหายตัวไปของเธอ ข้ามั่นใจว่าแม่นางเถาฟามีความเชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็อันตราย... บางทีเธออาจจะได้พบกับพลังนั้น และไม่สามารถควบคุมมันได้"
เฉินฟูฟู่หันกลับไปมองที่ทางเข้าของถ้ำที่เริ่มมืดลงทีละน้อย ขณะที่ปราณพลังยังคงแผ่ขยายออกไปในอากาศ เขารู้ว่าเขาต้องระวังตัวอย่างยิ่งในเส้นทางนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่สามารถหยุดความมุ่งมั่นในใจที่จะหาคำตอบให้กับการหายตัวไปของแม่นางเถาฟาและเื่ราวที่ซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในพลังนั้นได้
"เราเข้าไปกันเถอะ," เฉินฟูฟู่พูดเสียงหนักแน่น "ไม่ว่าอะไรจะรอเราอยู่ข้างใน เราต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร."
ชิงเหลียนมองเขาและพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าไปในถ้ำลึก ที่พลังลึกลับและปราณพลังที่หนาวเหน็บยังคงแผ่กระจายไปทั่วทุกที่เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่ถ้ำลึก บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที ความมืดมิดและความหนาวเย็นััได้อย่างชัดเจน บางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นแผ่กระจายอยู่ในอากาศ ราวกับมีการปรากฏตัวของพลังบางอย่างที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน
เฉินฟูฟู่หยุดนิ่ง ข่มตาสั่งสมพลังภายในตัวเพื่อรักษาสมดุลของจิตใจและร่างกาย ขณะที่ร่างของชิงเหลียนข้างๆ เองก็เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่แผ่ปกคลุมทุกสิ่ง
"ที่นี่… มีบางสิ่งที่ข้าไม่เคยััมาก่อน" เธอกล่าวเสียงเบา
เฉินฟูฟู่มองไปข้างหน้า ลึกเข้าไปในถ้ำ เขารู้สึกถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมา จากที่ๆ มีแสงสลัวพอให้มองเห็นบ้าง เขาสังเกตเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืดรอบๆ ถ้ำ
"อย่าเพิ่งวางใจ..." เฉินฟูฟู่กล่าวเสียงเบา "สิ่งที่เรากำลังตามหานั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราคิด"
ชิงเหลียนพยักหน้า เธอเองก็เตรียมตัวพร้อมทุกเวลา แม้จะเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับพลังลึกลับที่ซ่อนอยู่ในถ้ำนี้ แต่ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่ามันคืออะไร บางสิ่งในที่แห่งนี้กำลังรอการปลุกจากการมาถึงของพวกเขา
เสียงการเดินของพวกเขาดังก้องสะท้อนในถ้ำเงียบสงัด จนในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่ปลายทางของถ้ำ—ห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของพลังที่เคยมีอยู่ในอดีต บนพื้นหินขรุขระมีสัญลักษณ์โบราณแกะสลักไว้ลึกซึ้ง
"ที่นี่คือที่ไหน?" เฉินฟูฟู่ถามเสียงเบา แต่ในใจเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่สบายใจ
ชิงเหลียนหยุดเดินและยืนนิ่ง เธอมองไปที่สัญลักษณ์บนพื้นหิน ก่อนจะตอบเสียงต่ำ
"ที่นี่คือศูนย์กลางของพลังโบราณที่ถูกปิดกั้นมาอย่างยาวนาน มันไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน"
ทันใดนั้นเอง พลังที่แฝงอยู่ในห้องเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปราณพลังที่เย็นะเืเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งไปหมด ทั้งสองรู้สึกถึงการสะท้านจากพลังนั้น ราวกับมันกำลังเตรียมตัวจะะเิออกมา
"เราต้องไปจากที่นี่!" ชิงเหลียนะโ และทันทีที่เธอพูดจบ ประตูลึกลับที่เคยปิดอยู่ก็เปิดออกเอง โดยมีแสงสว่างจากด้านในแผ่ออกมาเป็ประกาย แสงนั้นไม่ได้มาจากสิ่งที่เห็นได้ชัด แต่ดูเหมือนจะเป็การเปลี่ยนแปลงในพลังของห้องโถงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เฉินฟูฟู่จับแขนชิงเหลียนและพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "เรายังไม่ไป! ถ้าเราหนีตอนนี้ เราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นที่นี่"
ทั้งสองหันไปมองประตูที่เปิดออกและแสงที่เริ่มไหลเข้ามาจากภายใน แม้ว่าจะมีความกลัวปะปนอยู่ในใจ แต่เฉินฟูฟู่ก็รู้ว่าพวกเขากำลังจะพบกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และอันตรายมากกว่าเดิม และมันอาจจะเป็คำตอบที่พวกเขาตามหามาตลอด.
ขณะที่เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนยืนอยู่ในห้องโถงที่เต็มไปด้วยพลังลึกลับในถ้ำ พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงดังกึกก้องมาจากลึกเข้าไปในถ้ำ เสียงเหมือนการต่อสู้ที่ดุเดือด แรงกระแทกและการสั่นะเืจากภายในเริ่มเพิ่มขึ้นทีละน้อย
"มีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นข้างใน!" ชิงเหลียนพูดด้วยเสียงตื่นตระหนก เธอสามารถรับรู้ถึงพลังที่แผ่ขยายออกมาเป็ระลอกๆ
"เราไปดูให้ชัดเจนกันเถอะ!"
เฉินฟูฟู่พยักหน้าและรีบวิ่งไปยังทิศทางที่เสียงดังมาจาก เขารู้สึกถึงปราณพลังที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้ กำลังประทะกันอย่างรุนแรง เสียงการต่อสู้ที่ดังก้องกระทบกับผนังหินเหมือนฟ้าผ่าจนทำให้พวกเขารู้สึกถึงความรุนแรงและพลังที่ซ่อนอยู่ในนั้น
เมื่อทั้งสองเดินไปจนถึงทางเดินที่แคบลงและโค้งเข้าหาห้องลึกอีกห้องหนึ่ง พวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ไม่คาดคิด—ค้างคาวน้ำแข็งที่มีขนาดมหึมาและปีกที่ปกคลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีน้ำเงินกำลังโหมตีด้วยพลังลึกลับของมันกับราชสีห์ขนทองที่มีผลึกแก้วสีม่วงแผ่กระจายออกมา ราชสีห์ขนทองส่งคำรามที่ดังก้องในถ้ำ ขณะที่พลังปราณของมันกำลังต่อสู้กับพลังอันแข็งแกร่งของค้างคาวน้ำแข็ง
"นั่นคือ... ค้างคาวน้ำแข็ง!" เฉินฟูฟู่พึมพำ "สัตว์ยุทธภพระดับขั้นเทพ... มันทรงพลังมาก"
ชิงเหลียนมองไปที่ราชสีห์ขนทอง "และนั่นคือสัตว์ยุทธภพของเ้า... ราชสีห์ขนทองที่หายไปตอนข้าขึ้นเขาเทียนหลงกับเซียวหูหลี่" เธอกล่าวเสียงเครียด รู้สึกถึงพลังที่แผ่กระจายจากการต่อสู้นี้อย่างลึกซึ้ง
ค้างคาวน้ำแข็งพุ่งเข้าหราชสีห์ขนทองอีกครั้งด้วยความเร็วสูง ปีกน้ำแข็งของมันสร้างเกราะน้ำแข็งที่หนาแน่นปกป้องตัวเอง ขณะที่ราชสีห์ขนทองส่งพลังแห่งผลึกแก้วสีม่วงออกมาพร้อมคำรามเต็มพลัง พลังการโจมตีของทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างเต็มไปด้วยอำนาจที่สามารถทำลายสิ่งรอบตัวได้ภายในพริบตา
"ถ้าเรายังยืนนิ่งอยู่อย่างนี้... เราก็อาจจะถูกกลืนกินไปด้วยการต่อสู้นี้!" เฉินฟูฟู่พูดเสียงต่ำ ก่อนจะหยิบดาบเหล็กศักดิ์สิทธิ์ที่พกติดตัวมาพร้อมปราณพลังที่เตรียมจะปลดปล่อย เขารู้ดีว่าเขาต้องทำบางสิ่งเพื่อยับยั้งการต่อสู้ที่อันตรายนี้
"เราต้องหยุดการต่อสู้ก่อนที่มันจะสายเกินไป" ชิงเหลียนกล่าว ก่อนจะเตรียมปราณของตนเพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์
"หยุด!" เฉินฟูฟู่ะโออกไปอย่างหนักแน่น พร้อมกับปล่อยพลังควบคุมเพื่อหยุดยั้งการต่อสู้ที่กำลังจะพังทลายไป
ราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งชะงักไปทันที สัญชาตญาณของทั้งสองสัตว์หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงคำสั่งของเ้าของพลัง ทั้งสองหันไปมองเฉินฟูฟู่พร้อมความสงสัยในตา ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ ลดระดับพลังลงอย่างระมัดระวัง
"ดีมาก" เฉินฟูฟู่กล่าวเบาๆ เขาหันไปหาชิงเหลียน "เราต้องทำให้สัตว์เหล่านี้สงบลงก่อนที่มันจะเกิดอันตรายมากขึ้น"
ในขณะที่พลังอันน่าเกรงขามเริ่มสงบลง เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนต่างจ้องมองไปยังราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง ทั้งสองสัตว์ยุทธภพดูเหมือนจะยังคงตั้งท่าเฝ้าระวัง แต่ความโกรธเกรี้ยวในดวงตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความลังเล
เฉินฟูฟู่สูดหายใจลึก ขณะเดินเข้าไปใกล้ราชสีห์ขนทอง ผลึกแก้วสีม่วงที่ส่องประกายบนร่างของมันดูเหมือนจะเต้นรัวเป็จังหวะคล้ายกับการตอบสนองต่อการปรากฏตัวของเขา
"เ้าจำข้าได้ใช่ไหม?" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราชสีห์ขนทองส่งเสียงครางต่ำในลำคอ และก้าวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อย
"มันตอบสนองต่อเ้า นี่แสดงว่ามันยังเชื่อมโยงกับพลังของเ้าอยู่" ชิงเหลียนกล่าวขณะเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด "แต่ค้างคาวน้ำแข็งล่ะ? ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ และดูเหมือนจะปกป้องบางสิ่งบางอย่างในถ้ำนี้?"
เฉินฟูฟู่เหลือบมองค้างคาวน้ำแข็ง ปีกน้ำแข็งสีน้ำเงินที่เหมือนกับอัญมณีเปล่งประกายวาววับเมื่อกระทบแสง มันยังคงมองดูเฉินฟูฟู่และชิงเหลียนอย่างระแวดระวัง แต่ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามอีกต่อไป
"มีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในถ้ำนี้" เฉินฟูฟู่กล่าว พลางมองไปรอบๆ ห้องโถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์โบราณ "บางทีคำตอบที่เกี่ยวข้องกับราชสีห์ขนทอง ค้างคาวน้ำแข็ง และแม่นางเถาฟาอาจจะอยู่ในที่แห่งนี้"
ขณะที่เขาพูด ความสนใจของชิงเหลียนถูกดึงไปยังผนังหินด้านหนึ่ง ซึ่งมีลวดลายที่ซับซ้อนแกะสลักไว้อย่างประณีต ลวดลายดังกล่าวแสดงภาพของสัตว์ยุทธภพทั้งสอง—ราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง—ยืนเคียงข้างกัน ล้อมรอบด้วยอักขระโบราณที่เปล่งแสงเรืองรองเบาๆ
"ดูนี่สิ" ชิงเหลียนเรียกเฉินฟูฟู่ "มันอาจจะเป็คำใบ้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสัตว์ทั้งสองและพลังในถ้ำนี้"
เฉินฟูฟู่เดินเข้ามาใกล้และเอื้อมมือไปััอักขระโบราณ พลังอันอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในสัญลักษณ์แผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือของเขา ภาพในหัวเขาเริ่มปรากฏเป็ฉากเลือนลาง—ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีผ้าคลุมสีขาวและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เธอกำลังควบคุมราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง ราวกับเป็ผู้เชื่อมโยงพลังของทั้งสองเข้าด้วยกัน
"แม่นางเถาฟา..." เฉินฟูฟู่พึมพำ "บางทีเธออาจจะเข้ามาที่นี่เพื่อหาวิธีควบคุมพลังของสัตว์ทั้งสอง แต่เกิดบางสิ่งที่เธอไม่คาดคิด"
"ที่นี่ไม่ใช่ถ้ำธรรมดา" ชิงเหลียนกล่าวพร้อมกวาดตามองลวดลาย "มันเหมือนกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือบางที... อาจเป็สถานที่เก็บซ่อนความลับของยุทธภพ"
"ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น" เฉินฟูฟู่ตอบ "แต่คำถามคือ ทำไมแม่นางเถาฟาถึงมาที่นี่? และพลังที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ยุทธภพทั้งสองนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร?"
ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไป พวกเขาพบห้องโถงกว้างที่ใจกลางของถ้ำ พื้นห้องประดับด้วยอักขระโบราณที่เรืองแสงเป็สีฟ้าและม่วง ส่องแสงสะท้อนจากผลึกน้ำแข็งที่ประดับอยู่รอบๆ ห้อง กลางห้องมีแท่นหินสูงตั้งอยู่ บนแท่นมีลูกแก้วโปร่งใสที่ส่องประกายหลากสี แต่มีรอยร้าวเล็กๆ บนพื้นผิวของมัน
"ลูกแก้วนั่น..." ชิงเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"มันดูเหมือนเป็หัวใจของสถานที่แห่งนี้"
เฉินฟูฟู่เดินเข้าไปใกล้แท่นหิน ขณะที่เขาเข้าใกล้ ลูกแก้วก็เริ่มส่องแสงสว่างขึ้น แสงนั้นแผ่กระจายออกมาจนเติมเต็มทั้งห้อง เขาััได้ถึงพลังอันมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในลูกแก้ว และในขณะเดียวกัน เขาก็เห็นภาพเลือนรางอีกครั้ง—ภาพของแม่นางเถาฟาที่กำลังพยายามผสานพลังของราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง เธอมีสีหน้าเคร่งเครียด และดูเหมือนว่าการทดลองบางอย่างจะผิดพลาด ทำให้พลังงานในถ้ำนี้ปั่นป่วน
"ข้าเข้าใจแล้ว" เฉินฟูฟู่พึมพำ "แม่นางเถาฟาอาจจะพยายามใช้พลังของสัตว์ทั้งสองเพื่อปลดล็อกความลับของลูกแก้วนี้ แต่เธออาจจะเผชิญหน้ากับผลกระทบที่เธอไม่อาจควบคุมได้"
"แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไร?" ชิงเหลียนถาม เธอจ้องมองลูกแก้วด้วยความระมัดระวัง
"เราต้องฟื้นฟูสมดุลของพลังในถ้ำนี้" เฉินฟูฟู่ตอบเสียงหนักแน่น "และถ้าเราทำสำเร็จ เราอาจจะได้คำตอบทั้งหมด รวมถึงการหาตัวแม่นางเถาฟาด้วย"ชิงเหลียนพยักหน้าเบาๆ พร้อมจับดาบในมือแน่นขึ้น
"หากสิ่งนี้จะนำเราไปสู่คำตอบและช่วยแม่นางเถาฟา ข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่าน"
เฉินฟูฟู่ยืนมองลูกแก้วบนแท่นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะสำรวจรอยร้าวบนพื้นผิวของมัน รอยนั้นดูเหมือนจะเป็จุดที่พลังงานลึกลับหลุดรอดออกมา และเขาััได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายในถ้ำนี้
"ถ้าเราต้องฟื้นฟูสมดุล เราอาจต้องผสานพลังของราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งเข้าด้วยกัน" เขากล่าว พร้อมหันไปมองสัตว์ยุทธภพทั้งสองที่ยังยืนอยู่คนละฝั่งของห้อง ทั้งสองต่างยังไม่ไว้ใจกันเต็มที่ แต่ไม่มีท่าทีที่จะต่อสู้ต่อ
"แต่พวกมันจะยอมร่วมมือกันหรือไม่?" ชิงเหลียนถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
"เราต้องให้มันเชื่อในตัวเรา" เฉินฟูฟู่ตอบ เขาเดินเข้าไปหาราชสีห์ขนทอง และเอื้อมมือแตะขนที่ส่องประกายของมัน "เ้าจำข้าได้ใช่ไหม? ข้าคือคนที่เคยต่อสู้เคียงข้างเ้า ตอนนี้ข้า้าพลังของเ้าอีกครั้ง"
ราชสีห์ขนทองส่งเสียงคำรามเบาๆ ราวกับยืนยันความเชื่อมโยงของมันกับเฉินฟูฟู่ ขณะเดียวกัน ชิงเหลียนเดินเข้าไปใกล้ค้างคาวน้ำแข็ง เธอใช้ทักษะการควบคุมปราณอันละเอียดอ่อนเพื่อสื่อสารกับมัน
"เ้ากำลังปกป้องสถานที่แห่งนี้ ข้าสามารถััได้ถึงความจงรักภักดีของเ้า" ชิงเหลียนพูด
"แต่ถ้าความสมดุลไม่กลับคืนมา ถ้ำนี้อาจพังทลาย และพลังที่เ้าปกป้องอาจสูญหายไปตลอดกาล"ค้างคาวน้ำแข็งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระพือปีกเบาๆ ปลดปล่อยเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายรอบตัว เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนสบตากันก่อนจะพยักหน้า
"เริ่มเถอะ" เฉินฟูฟู่กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น เขาและชิงเหลียนยืนตรงกลางระหว่างราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง ทั้งสองเริ่มรวมปราณของตัวเองเข้ากับสัตว์ยุทธภพ พร้อมกับใช้พลังปราณผลักดันให้สัตว์ทั้งสองผสานพลังกัน
แสงสว่างสีทองและน้ำเงินสาดส่องไปทั่วถ้ำ พลังที่หลับใหลในลูกแก้วเริ่มตอบสนอง รอยร้าวบนลูกแก้วค่อยๆ หายไปทีละน้อย พร้อมกับความสงบที่เริ่มกลับคืนสู่ถ้ำ
"เราใกล้จะสำเร็จแล้ว" ชิงเหลียนพูด ขณะที่เธอและเฉินฟูฟู่ยังคงรักษาสมดุลของพลังเอาไว้
ใน่เวลานั้นเอง เสียงก้องกังวานลึกของพลังบางอย่างที่ถูกปลุกเร้าดังขึ้นทั่วทั้งถ้ำ อักขระโบราณบนผนังเริ่มเปล่งแสงเรืองรอง สลับไปมาระหว่างสีทองและสีน้ำเงิน คล้ายกับพลังของราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งกำลังหลอมรวมกัน
เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนยืนนิ่ง พลางโฟกัสพลังปราณที่ส่งต่อไปยังลูกแก้ว เสียงคำรามของราชสีห์ขนทองและเสียงกรีดร้องแหลมของค้างคาวน้ำแข็งดังประสานกัน ราวกับเป็สัญญาณแห่งการร่วมมือกันครั้งสำคัญ
ลูกแก้วก็ส่องประกายเจิดจ้าจนทั้งห้องโถงสั่นะเื แรงสั่นะเืนี้ทำให้ผนังบางส่วนเริ่มพังลง เผยให้เห็นทางลับด้านหลังแท่นหิน
"นั่นอาจจะเป็ที่ที่แม่นางเถาฟาหายไป!" ชิงเหลียนกล่าวพลางเร่งไปยังทางลับ
เฉินฟูฟู่ตามไปโดยไม่ลังเล แต่ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าไป พลังจากลูกแก้วที่สมดุลแล้วก็รวมตัวกันเป็ภาพโฮโลแกรมกลางอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของหญิงสาวในชุดขาว แม่นางเถาฟา เธอมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ดวงตาของเธอฉายแววเศร้าหมอง
"หากเ้ามองเห็นภาพนี้ แปลว่าพลังในถ้ำได้กลับคืนสู่สมดุล" เสียงของเธอดังกังวาน "แต่ข้าก็ไม่มีเวลาแล้วที่จะอธิบายทุกอย่าง สัตว์ยุทธภพทั้งสองนี้เป็กุญแจสำคัญในการปกป้องสิ่งที่อยู่ในถ้ำลึก พลังที่นี่ไม่ใช่แค่ของยุทธภพ แต่เป็สิ่งที่เชื่อมโยงชะตากรรมของโลก"
ภาพนั้นจางหายไปพร้อมกับเสียงของเธอ ทิ้งไว้เพียงความเงียบและทางลับที่ยังเปิดโล่ง
"แม่นางเถาฟา..." เฉินฟูฟู่พูดเบาๆ "เธอกำลังเตือนเราเกี่ยวกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้"
"ถ้าอย่างนั้น เราต้องไปต่อ" ชิงเหลียนกล่าว เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาที่มั่นคง "แม่นางเถาฟาเสี่ยงทุกอย่างเพื่อรักษาสิ่งนี้ เราไม่อาจปล่อยให้ความพยายามของเธอสูญเปล่า"
ทางลับที่ทอดยาวไปข้างหน้านั้นปกคลุมด้วยแสงสีฟ้าเรืองรองจากผลึกที่ฝังอยู่ในผนัง สายลมเย็นแ่พัดผ่านราวกับเสียงกระซิบของิญญาโบราณที่เคยหลับใหลอยู่ในที่แห่งนี้ เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนก้าวเดินไปด้วยความระมัดระวัง ราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ แต่ยังคงฉายความสง่างามและทรงพลัง ทั้งสองก็หยุดชะงักเมื่อมองเห็นห้องโถงกว้างอีกแห่งที่ปรากฏตรงหน้า ห้องนี้ใหญ่โตกว่าห้องแรกมาก เพดานสูงจนแทบมองไม่เห็น และตรงกลางห้องมีแท่นหินขนาดมหึมาตั้งอยู่ บนแท่นนั้นมีวัตถุคล้ายคัมภีร์โบราณที่ลอยอยู่ในอากาศ เปล่งแสงอันอบอุ่นและทรงอำนาจรอบๆ
"นั่น... คงเป็หัวใจของสถานที่แห่งนี้" ชิงเหลียนกระซิบเบาๆ
"แต่ข้ารู้สึกถึงบางสิ่ง..." เฉินฟูฟู่พูด พร้อมกับหันมองไปรอบๆ "เหมือนมีบางอย่างกำลังเฝ้าดูเราอยู่"
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากเงามืดในมุมห้อง ก่อนที่สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาจะปรากฏออกมา มันคือ ัศิลาอัสนี สัตว์ยุทธภพระดับขั้น 10 ที่ตื่นขึ้นมาเมื่อพลังสมดุลในถ้ำกลับคืน มันมีเกล็ดหินที่เปล่งประกายสีทองและฟ้าสลับกัน สายตาของมันจับจ้องมายังกลุ่มของเฉินฟูฟู่ ราวกับกำลังประเมินว่าพวกเขาเป็มิตรหรือศัตรู
"ัศิลาอัสนี..." ชิงเหลียนพูดด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความใ
"นี่คือตำนานของสัตว์ยุทธภพที่ว่ากันว่าปกปักษ์คัมภีร์โบราณ!"
"ถ้าเราจะได้คำตอบ เราคงต้องพิสูจน์ตัวเอง" เฉินฟูฟู่กล่าว ก่อนที่เขาจะตั้งท่าพร้อมรับมือ
"ข้าคิดว่ามันจะไม่ยอมให้เราเข้าใกล้คัมภีร์ได้ง่ายๆ แน่"
ราชสีห์ขนทองคำรามเสียงดังก้อง ส่วนค้างคาวน้ำแข็งโผบินขึ้นฟ้าพร้อมปล่อยเกล็ดน้ำแข็งที่แวววาว ทั้งสองเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งสำคัญ เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนสบตากันก่อนจะพยักหน้าให้กัน
"เราจะผ่านมันไปด้วยกัน!" ชิงเหลียนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะพุ่งเข้าสู่การต่อสู้กับัศิลาอัสนีในห้องโถงลึกลับแห่งนี้
ัศิลาอัสนีคำรามเสียงดังก้องจนพื้นหินใต้เท้าสั่นะเื มันกระโจนออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดหินแข็งแกร่ง แต่ละเกล็ดเปล่งแสงสายฟ้าสลับกับประกายทอง ราชสีห์ขนทองพุ่งตรงเข้าหาโดยไม่ลังเล ส่วนค้างคาวน้ำแข็งโผบินขึ้นเหนือหัว พร้อมปลดปล่อยพายุเกล็ดน้ำแข็งที่หมุนวนอย่างรุนแรง
เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนกระจายตัวออกจากกัน เฉินฟูฟู่ใช้กระบวนท่าดาบที่แฝงไปด้วยพลังปราณไฟ บุกเข้าโจมตีบริเวณด้านข้างของั ขณะที่ชิงเหลียนใช้กระบวนท่าดาบน้ำแข็ง สร้างม่านพลังป้องกันและสนับสนุนการโจมตีจากระยะไกล
"ระวังสายฟ้าของมัน!" เฉินฟูฟู่ะโเตือนเมื่อัศิลาอัสนียกหัวขึ้นสูงและพ่นสายฟ้าออกมา สายฟ้าสีฟ้าสดฟาดใส่พื้นหินจนแตกกระจาย ราชสีห์ขนทองะโหลบอย่างคล่องแคล่วก่อนจะคำรามและพุ่งเข้าใช้กรงเล็บที่ทรงพลังข่วนเข้าที่ขาของั เกล็ดบางส่วนแตกกระจายออก เผยให้เห็นเนื้ออ่อนใต้เกราะหิน
ค้างคาวน้ำแข็งโฉบลงมาเสริมโจมตี มันส่งคลื่นพลังน้ำแข็งเข้าจู่โจมที่ปีกของั ทำให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลง ัคำรามด้วยความเ็ป แต่ยังคงตอบโต้ด้วยแรงมหาศาล มันเหวี่ยงหางที่หนักเหมือนแท่งหินขนาดั์ กวาดทุกอย่างในรัศมีให้กระจัดกระจาย
ชิงเหลียนเห็นโอกาส เธอพุ่งเข้าใกล้ พร้อมใช้พลังปราณน้ำแข็งสร้างเสาหิมะที่แทงขึ้นจากพื้น ล็อกขาหลังของัไว้ชั่วคราว
"เฉินฟูฟู่ ตอนนี้ล่ะ!" เธอะโ
เฉินฟูฟู่รวบรวมปราณจนดาบของเขาเปล่งประกายสีแดงราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน เขาะโขึ้นสูง พุ่งลงมาจู่โจมบริเวณลำคอของั พลังที่หลอมรวมระหว่างราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งส่งแรงสนับสนุนให้การโจมตีนี้ทรงพลังยิ่งขึ้น
เสียงคำรามสุดท้ายของัศิลาอัสนีดังก้องก่อนที่มันจะล้มลง แสงสายฟ้าที่เคยฟาดฟันเริ่มจางหายไป ห้องโถงกลับเข้าสู่ความสงบ ัค่อยๆ สลายกลายเป็แสงประกาย พร้อมกับคัมภีร์โบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มลดระดับลงมาช้าๆ
ในขณะที่คัมภีร์โบราณค่อยๆ ลดระดับลงมา เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนเดินเข้าหาอย่างระมัดระวัง แสงสีทองและน้ำเงินที่เปล่งประกายจากคัมภีร์สะท้อนบนใบหน้าของทั้งสอง ราวกับจะยืนยันว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่เพียงเพื่อชัยชนะ แต่เพื่อความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย
เมื่อคัมภีร์ลอยมาถึงระดับที่เอื้อมถึง เฉินฟูฟู่ยื่นมือออกไปัั แต่ก่อนที่เขาจะแตะต้องมัน เสียงกระซิบลึกลับก็ดังก้องในหัวของเขาและชิงเหลียน
"ผู้กล้าที่พิสูจน์ตัวเอง จงฟัง... พลังในคัมภีร์นี้มิใช่เพียงเพื่อ แต่เพื่อปกปักษ์และรักษาสมดุล หากเ้าไม่พร้อมจะยอมรับชะตากรรม อย่าได้เปิดมัน" เฉินฟูฟู่ชะงัก รู้สึกถึงน้ำหนักของคำพูดนั้น
"สมดุล... เหมือนที่ัศิลาอัสนีปกป้อง สมดุลที่เชื่อมโยงกับพลังทั้งหมดในถ้ำนี้"
"หรืออาจจะเชื่อมโยงกับยุทธภพทั้งหมด" ชิงเหลียนเสริมด้วยน้ำเสียงที่แฝงความระมัดระวัง
"แต่เรามาถึงจุดนี้แล้ว เราต้องรู้ว่าคำตอบคืออะไร เพื่อช่วยแม่นางเถาฟาและป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น"เฉินฟูฟู่พยักหน้า
"หากมันเป็ชะตากรรมของข้า ข้าก็พร้อม" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะค่อยๆ เปิดคัมภีร์
ทันใดนั้น แสงสีทองและน้ำเงินพุ่งออกมาจากคัมภีร์ ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถง อักขระโบราณปรากฏขึ้นกลางอากาศ หมุนวนไปมา ก่อนจะรวมตัวกันเป็ภาพแห่งอดีต ภาพนั้นเผยให้เห็นดินแดนยุทธภพที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ก่อนที่จะเกิดาครั้งใหญ่ที่เกี่ยวพันกับสัตว์ยุทธภพและพลังโบราณ
ในภาพนั้นปรากฏเงาของหญิงสาวที่ดูคล้ายแม่นางเถาฟา เธอยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย มือหนึ่งถือคัมภีร์ อีกมือหนึ่งชูขึ้นราวกับจะควบคุมพลังทั้งหมด เสียงหนึ่งดังขึ้น "ข้าจะรักษาสมดุลนี้ไว้ แม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งที่ข้ามี"แสงจากคัมภีร์ค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือโบราณ:
"สมดุลคือคำตอบ ผู้ที่ถือครองพลังนี้ต้องเป็ผู้รักษา ไม่ใช่ผู้" เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนสบตากัน ก่อนที่เฉินฟูฟู่จะพูดเบาๆ
"นี่คือสิ่งที่แม่นางเถาฟากำลังทำ... และเราต้องช่วยเธอ" ชิงเหลียนพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดของเฉินฟูฟู่
"ถ้าแม่นางเถาฟากำลังพยายามรักษาสมดุล เราต้องหาทางเชื่อมโยงสิ่งที่เราค้นพบในถ้ำนี้กับสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่" แสงที่เปล่งออกมาจากคัมภีร์เริ่มสงบลง กลับสู่สภาพของวัตถุโบราณที่ดูเรียบง่าย แต่ยังคงแฝงพลังที่ยากจะอธิบาย เฉินฟูฟู่หยิบคัมภีร์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปมองชิงเหลียนและสัตว์ยุทธภพทั้งสองที่ยืนเฝ้าระวังอย่างจงรักภักดี
"ตอนนี้เราต้องออกจากที่นี่ และหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น" เฉินฟูฟู่พูด "บางทีสิ่งที่อยู่ในคัมภีร์นี้อาจช่วยให้เราค้นหาแม่นางเถาฟาและยุติความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในยุทธภพได้" ชิงเหลียนพยักหน้า
"แต่เราต้องระวัง พลังของคัมภีร์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะปล่อยให้ตกอยู่ในมือของเราได้ง่ายๆ"ทั้งสองเริ่มเดินกลับออกไปตามทางลับเดิม แสงเรืองรองจากคัมภีร์ช่วยส่องนำทางให้พวกเขาผ่านความมืดมิด ราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งเดินตามหลังไปเงียบๆ เหมือนรู้ว่าภารกิจครั้งนี้สำคัญเพียงใดเมื่อพวกเขาออกจากถ้ำ แสงแดดยามเย็นส่องลงมาบนูเา ราวกับเป็สัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ เฉินฟูฟู่มองไปยังเส้นทางข้างหน้า และพูดด้วยความมุ่งมั่น
"ข้าจะไม่ให้พลังในคัมภีร์นี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่คู่ควร" เฉินฟูฟู่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เราต้องนำมันไปใช้เพื่อฟื้นฟูสมดุล และปกป้องยุทธภพจากความวุ่นวาย"ชิงเหลียนยิ้มเล็กน้อย ขณะมองแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ จางหายไป
"ใช่... และไม่ว่าศัตรูจะเป็ใคร ข้าจะอยู่ข้างท่าน"ราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็งยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง คล้ายกับจะรับรู้ถึงคำปฏิญาณของผู้เป็นาย ทั้งสองเปล่งเสียงออกมาเบาๆ ราวกับแสดงความพร้อมที่จะต่อสู้เคียงข้างเฉินฟูฟู่หันกลับไปมองถ้ำที่พวกเขาเพิ่งออกมา ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
"ข้าสัญญา ไม่ว่าเส้นทางนี้จะยากลำบากเพียงใด ข้าจะไม่หยุดจนกว่าคำตอบทั้งหมดจะถูกเปิดเผย และแม่นางเถาฟาจะปลอดภัย"
ชิงเหลียนมองเขาด้วยแววตาที่แน่วแน่
ในขณะที่เฉินฟูฟู่และชิงเหลียนกำลังมุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่ทอดยาว จู่ๆ เสียงแ่เบาราวสายลมก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งสองหันกลับไป และเห็นร่างเพรียวบางของจิ้งจอกสาวเซียวหูหลี่ะโลงมาจากโขดหิน้า ขนสีขาวสะอาดสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น ดวงตาสีทองของนางฉายแววปัญญาและความสงสัย
"เซียวหูหลี่!" เฉินฟูฟู่เรียกชื่อเธอด้วยความประหลาดใจและยินดี
"เ้าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? และ... เ้ามีข่าวของแม่นางเถาฟาหรือ?"
เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ ก่อนจะะโเข้าใกล้ทั้งสอง นางนั่งลงตรงหน้าพวกเขา ราวกับ้าเล่าอะไรบางอย่าง ขณะที่แสงเรืองรองจากคัมภีร์ยังคงส่องแสงเบาๆ อยู่ในมือเฉินฟูฟู่
จิ้งจอกสาวเอียงศีรษะก่อนจะเปล่งเสียงแหลมเล็กเพื่อดึงความสนใจ เฉินฟูฟู่เงียบลง และจับสังเกตท่าทางของนางอย่างตั้งใจ เซียวหูหลี่ชี้กรงเล็บไปยังภาพสะท้อนในคัมภีร์ ภาพหญิงสาวที่ปรากฏในนิมิตก่อนหน้านี้
"เ้าหมายความว่าอย่างไร?" ชิงเหลียนถามอย่างสงสัย
จิ้งจอกสาวหันมามองเธอ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวก่อนที่นางจะพยักหน้าหงึกๆ อย่างชัดเจน จากนั้นนางใช้กรงเล็บแตะที่พื้น ดึงพลังปราณบางอย่างออกมา สร้างภาพจำลองขึ้นในอากาศ ภาพนั้นเผยให้เห็นหญิงสาวในนิมิตอีกครั้ง แต่นางดูแตกต่างจากแม่นางเถาฟาเล็กน้อย ใบหน้านั้นคล้ายคลึงกัน แต่มีบางสิ่งในดวงตาและท่าทางที่ไม่เหมือนกัน
"หมายความว่าหญิงสาวในนิมิต... ไม่ใช่แม่นางเถาฟา?" เฉินฟูฟู่เอ่ยเสียงต่ำ เขารู้สึกถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ
เซียวหูหลี่ส่งเสียงยืนยัน พร้อมกับมองไปยังคัมภีร์ที่เฉินฟูฟู่ถืออยู่ ราวกับจะบอกว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นยังมีอีกมากที่พวกเขาต้องเข้าใจ
ชิงเหลียนขมวดคิ้ว "ถ้าเช่นนั้น หญิงสาวในภาพคือใคร? และเหตุใดนางจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับคัมภีร์นี้ รวมถึงชะตากรรมของแม่นางเถาฟา?"
ขณะที่เฉินฟูฟู่หันไปพูดกับเซียวหูหลี่ จิ้งจอกสาวก็ส่งเสียงตอบรับเบาๆ ก่อนจะหมอบลงข้างราชสีห์ขนทองและค้างคาวน้ำแข็ง นางดูสง่างามและเต็มไปด้วยเสน่ห์ในท่าทางอันเป็ธรรมชาติของสัตว์ยุทธภพ
"เซียวหูหลี่ เ้าทำได้ดีมากในครั้งนี้" เฉินฟูฟู่กล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ "ข้ารู้สึกว่าการที่เ้ากลับมาหาข้าคือสิ่งที่สำคัญยิ่งนัก"
จิ้งจอกสาวมองเขาด้วยดวงตาสีทองที่เปล่งประกาย นางส่งเสียงเบาๆ อีกครั้ง ราวกับ้าสื่อสารบางอย่างกับเขาชิงเหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ เหลือบมองพวกเขาด้วยความสงสัยเล็กน้อย ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเฉินฟูฟู่และเซียวหูหลี่
"ท่านฟูฟู่... ดูเหมือนท่านกับเซียวหูหลี่จะมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่ง ข้ารู้สึกว่ามันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะมีต่อสัตว์ยุทธภพ"
เฉินฟูฟู่หันมามองชิงเหลียน สีหน้าของเขาแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
"เซียวหูหลี่ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์ยุทธภพสำหรับข้า นางคือเพื่อนที่ข้าพบระหว่างการเดินทาง นางช่วยข้าในยามที่ข้า้า และในบางครั้ง... นางก็นำทางข้าไปยังสิ่งที่สำคัญ"ชิงเหลียนฟังคำตอบนั้น แต่ยังมีคำถามในใจ นางพยายามเก็บอารมณ์ไว้ขณะพยักหน้าเบาๆ
"เช่นนั้น ข้าคงต้องยอมรับว่านางมีบทบาทสำคัญสำหรับท่านมากกว่าที่ข้าคิดไว้"
ชิงเหลียนพยายามเก็บความรู้สึกสงสัยไว้ภายในขณะมองไปยังเซียวหูหลี่ ดวงตาของจิ้งจอกสาวเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและออร่าลึกลับที่ยากจะมองข้าม นางดูไม่เหมือนสัตว์ยุทธภพธรรมดาทั่วไป นางเป็มากกว่านั้น แต่สิ่งที่ชิงเหลียนไม่เข้าใจคือความผูกพันลึกซึ้งระหว่างเฉินฟูฟู่กับเซียวหูหลี่
"ดูเหมือนเซียวหูหลี่จะเข้าใจท่านดียิ่งกว่าผู้ใด" ชิงเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจแฝงด้วยความสงสัย
"หรืออาจจะพูดได้ว่านางรู้สิ่งที่แม้แต่ข้าเองยังไม่รู้"เฉินฟูฟู่หันมามองเธอ สีหน้าเขานิ่งสงบแต่ฉายแววเอ็นดู
"เ้าคิดมากไปหรือเปล่า แม่นางชิงเหลียน เซียวหูหลี่เป็เพียงเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ที่ข้าพบระหว่างทาง เราผ่านเื่ราวมาด้วยกันมากมาย มันจึงไม่แปลกที่เราจะเข้าใจกัน"
"บางทีอาจจะเป็เช่นนั้น..." ชิงเหลียนตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ แต่แววตานางยังไม่ละความสงสัย
เซียวหูหลี่ส่งเสียงเบาๆ ราวกับรู้ถึงบทสนทนาของทั้งสอง นางเดินไปใกล้เฉินฟูฟู่ก่อนจะนั่งลงข้างเขาอย่างสบายใจ เฉินฟูฟู่ยื่นมือไปลูบหัวนางเบาๆ ราวกับเป็สิ่งที่เขาทำอยู่เสมอ
ชิงเหลียนมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาในใจ นางไม่แน่ใจว่ามันคือความอิจฉา ความห่วงใย หรือความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเฉินฟูฟู่กันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้คือเซียวหูหลี่มีบทบาทสำคัญต่อเขา และนางเองก็ไม่อาจมองข้ามความสัมพันธ์นี้ได้
"ข้าหวังว่า... ความลับที่เรากำลังตามหา จะให้คำตอบทุกสิ่ง รวมถึงความสัมพันธ์นี้ด้วย" ชิงเหลียนพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะเดินตามหลังเฉินฟูฟู่และเซียวหูหลี่ไปพร้อมกับความคิดที่สับสนในใจ
Ws-Mars