วีรบุรุษอหังการ

    38 เงามารอเวจี


              หลิวหนิงเทียนทุ่มเทใช้สุดยอดวิชากระบี่ในการจู่โจมครั้งนี้  ทุ่มเทพลังลมปราณและจิตวิญญาณเกือบทั้งหมดเข้าไปในกระบวนท่า  กระบี่อมตะถึงกับเปล่งแสงสว่างออกมา  ก่อเกิดปราณกระบี่มากมายมหาศาลพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างบ้าคลั่ง


            บุรุษหน้ากากเหล็กเพียงกระแทกลมปราณออก  ก็สามารถป้องกันปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้  ทั้งคนและม้าล้วนไม่ได้รับผลกระทบอันใด  แสดงให้เห็นว่ามันมีวรยุทธ์สูงส่งยิ่ง  มันรอให้กระบี่จริงลอยมาถึงด้านหน้า  จึงยกมือขึ้นโบกสะบัดไปมาสามครา  เพื่อต้านรับกระบี่ที่จู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงนั้น  ดวงตาของคนผู้นี้เย็นชากระด้าง  ไม่มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด


            หลิวหนิงเทียนรู้สึกตื่นตระหนกยิ่ง เขารู้สึกได้ถึงภาพลวงนับร้อยนับพันบังเกิดขึ้นรอบกาย  แต่ที่น่ากังวลมากที่สุดกลับเป็นร่างจริงของคู่ต่อสู้ได้อันตรธานหายไป ทั้งคนทั้งม้าหายวับไปในชั่วพริบตา  หลังการโบกมือที่เชื่องช้าสามครานั้น  เขาสัมผัสได้ว่ากระบี่ของตนเองเชื่องช้าลงเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป  พลังการทำลายล้างของกระบวนท่าจะหมดลงอย่างแน่นอน

     

            หลิวหนิงเทียนเป็นถึงยอดฝีมือลำดับที่สองในเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์  เป็นผู้นำของฝ่ายชาวยุทธ์ในเมืองผิงเหยา  จำเป็นต้องแสดงความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวออกมา  จึงหลับตาลงในสภาพที่ตนเองลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น  เมื่อยุทธการในที่สว่างตกเป็นรองศัตรู  คนจำเป็นต้องดำดิ่งไปสู่ความมืดมิดแล้วใช้สัญชาตญาณในการต่อสู้แทน  ในวัยเยาว์เขาใช้เวลาถึงห้าปีในการฝึกฝนกระบี่ในถ้ำที่มืดมิด  สิ่งที่ได้มานอกจากเพลงกระบี่เวิ้งว้างแล้ว  ยังมีสัญชาตญาณการต่อสู้ในความมืด

     

            หลิวหนิงเทียนรวบรวมสมาธิจนกระทั่งลืมคนลืมฟ้าดิน  แน่นอนว่าเขาฝึกฝนลมปราณสำเร็จถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดินแล้ว ที่เขาสัมผัสได้ในตอนนี้คือความสงบนิ่งของศัตรู   บุรุษหน้ากากเหล็กที่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน  หลังจากโบกสะบัดมือสามครา  คนก็ยังนั่งอยู่บนหลังม้าไม่เคลื่อนย้ายร่างกายอีกเลย ที่ผ่านมากลายเป็นเขาที่ถูกวิชามารครอบงำจนบังเกิดภาพหลอน  เงามารอเวจีในตำนานแทบทำให้ตนเองต้องแตกพ่ายยับเยิน  โชคดีที่ไหวพริบในการแก้ปัญหาทำให้หลุดพ้นจากวิกฤตินี้ได้  ยังไม่ทันไรก็รับรู้ได้ถึงขุมพลังมหาศาลกำลังดึงดูดตนเองเข้าไปหาศัตรู  เลือดเนื้อบนร่างกายรู้สึกปวดแปลบจากแรงกระชากที่ยากจะต่อต้านขัดขืน  สัมผัสได้ว่าใบไม้ใบหญ้าลอยฟุ้งกระจายรอบกายของตนเอง


            กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนปล่อยให้ตนเองถูกดูดเข้าไปหาบุรุษหน้ากากเหล็ก  กระบี่ในมือทิ่มแทง  ฟาดฟัน สะบัดไปมาร้อยเปลี่ยนพันแปร ในที่สุดปลายกระบี่ก็สัมผัสกับนิ้วชี้ของศัตรู  ลมปราณมหาศาลที่เย็นยะเยือกทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาดุจน้ำป่าไหลหลาก  หากพลังเหล่านี้มันสามารถทำลายลมปราณป้องกันตนเองของตนเองได้  วันนี้ในปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้าสำนักกระบี่อมตะอย่างเขา  แต่การฝึกลมปราณถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดินก็บังเกิดผล  ลมปราณมากมายในช่องโพรงลึกลับภายในร่างกายแตกปะทุออกมา  พวกมันรวมตัวแล้วเข้าปะทะกับพลังเย็นยะเยือกที่ไหลหลั่งเข้าเส้นชีพจรมาไม่ขาดสาย  โชคดีที่เขาฝึกฝนรวบรวมลมปราณอย่างสม่ำเสมอมาตลอด  ทำให้พลังลมปราณซ่อนเร้นเหล่านี้สามารถผลักดันพลังลมปราณที่รุกรานเข้ามากลับไปได้

     

            หลิวหนิงเทียนกู่ร้องเสียงดัง  คนถูกกระแทกลอยกลับไปด้านหลัง ร่างของเขาลอยอยู่บนฟากฟ้าอย่างงามสง่าครู่หนึ่ง  คนก็ตกลงมาบนหลังม้าของตนเอง   เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากฝั่งมนุษย์  ในสายตาของคนทั่วไปย่อมเห็นว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เจ้าสำนักกระบี่อมตะเป็นฝ่ายได้เปรียบ  สามารถจู่โจมกระบวนท่าที่ดุดันสวยงามใส่คู่ต่อสู้จนไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้  นั่นก็เป็นเพราะการต่อสู้ครั้งนี้ใช้เวลาเพียงลมหายใจเข้าออกห้าถึงหกครั้งเท่านั้น  ซึ่งพวกมันไม่รู้ว่าผู้นำของตนเองเกือบพลาดท่าเสียชีวิตไปแล้วรอบหนึ่ง  คงมีแต่ผู้ยอดฝีมือชั้นสูงและคนที่อยู่ในสถานการณ์ต่อสู้เท่านั้นจึงมองเห็นการต่อสู้ที่แท้จริง


            หลิวหนิงเทียนบนหลังม้าส่งสายตามองดูบุรุษหน้ากากเหล็กที่ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน  แววตาของมันยังคงเย็นชากระด้างเช่นเดิม


            “เงามารอเวจียอดเยี่ยมยิ่ง สมกับเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามารในตำนาน เราเกือบจะพลาดท่าเสียทีพ่ายแพ้ให้กับท่าน”


            “กระบี่ที่ยอดเยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์สำเร็จวิชากระบี่ถึงขั้นนี้  โอ  ไฉนเจ้าถึงไม่รักดี  ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเรามาตลอด  หากกลับใจในตอนนี้  ข้าสามารถร้องขอตำแหน่งระดับสูงในพรรคให้ได้  คนมีความสามารถอย่างเจ้าควรทำการให้ยิ่งใหญ่  ไม่สมควรทอดกายเป็นซากศพในทุ่งหญ้าแห่งนี้”


            “อันใดเรียกว่าทำการยิ่งใหญ่? ที่เราทำอยู่นี่ไม่เรียกว่าทำการยิ่งใหญ่หรือ?”


            บุรุษหน้ากากเหล็กหัวร่อออกมาเสียงดัง  มันชี้มือไปยังท้องฟ้า  พื้นดิน ผู้คน  และตัวเมือง   จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นหนักแน่นว่า


            “ทำการยิ่งใหญ่คือทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เคยกระทำได้มาก่อน  เจ้าดูท้องฟ้า พื้นดิน  ผู้คน  และเหล่าสัตว์เลี้ยงบนผืนแผ่นดิน  พวกมันสมควรอยู่ใต้ฝ่ามือของเราเหล่าผู้ยิ่งใหญ่  ไฉนต้องมีการแบ่งแยกมนุษย์  เทพ และมาร  สมควรมีการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเสียที  นานมาแล้วที่เราอาศัยความแตกต่างอันเล็กน้อยในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์  เหตุไฉนเราไม่พังกำแพงชนชั้นอันเปราะนี้ทิ้งเสีย  เปลี่ยนมาเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน  ปกครองแผ่นดินร่วมกัน”


            “โดยมีพวกเจ้าเป็นชนชั้นปกครอง?”


            “พรรคของเราแค่ลงมือทำลายกำแพงกั้นเท่านั้น  ไม่คาดหวังจะเป็นใหญ่ในท้ายที่สุด  เราจะร่วมมือกันก่อร่างสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่  อาณาจักรที่ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว  จากนั้นทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ  ท่องทะยานไปทั่วแผ่นดินโดยไม่ต้องหวั่นเกรง”


            หลิวหนิงเทียนหันมาสบตากับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน  แล้วส่งเสียงหัวร่อออกมาดังลั่น  เขาเห็นว่าคำพูดของบุรุษหน้ากากเหล็กช่างน่าขบขันยิ่งนัก

      

            “ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ?  ฮา  ฮา  ทุกวันนี้ผู้คนก็ท่องทะยานอย่างอิสระโดยถ้วนหน้า  มนุษย์เข้าแดนเทพ  เทพเดินทางมายังแดนมนุษย์  จะมีก็เพียงแต่พวกมารอย่างเจ้าที่พยายามรุกรานปกครองผู้อื่น  ความเหลวแหลกของพวกท่านยังปรากฏอยู่ในผืนแผ่นดินแห่งนี้  เมืองโบราณเย่เฉิงที่กลายเป็นซากปรักหักพังหลังจากที่ถูกปกครองโดยพรรคมาร  นั่นไม่ใช่การหลอมรวม  แต่มันเป็นการกดขี่ปกครองโดยไร้ซึ่งกฎเกณฑ์  ทำเพื่อสนองตัณหาของคนเห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง”


            “เจ้าไม่เข้าหลักการปกครองของพวกเรา แต่อธิบายไปก็ไร้ประโยชน์  คนที่จิตใจเต็มไปด้วยอคติเช่นนี้  สมควรถูกกำจัดกลายเป็นซากศพไร้หลุมบนผืนหญ้าแห่งนี้”


            พูดจบก็หันหัวม้ากลับทันที แต่ก่อนจะไปยังคงหันหน้ามาทางวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน  จ้องมองดูใบหน้าที่ถูกคลุมปกปิดด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่  คล้ายจะจ้องมองให้ทะลุผืนผ้าด้วยสายตากระด้างเย็นชานั้น   สุดท้ายก็ส่งเสียงกล่าวว่า


            “เจ้าสมควรเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือเข้มแข็งที่สุดผู้หนึ่งที่ข้าเคยพบพาน  แต่ยังไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของข้าและผู้นำพรรคมารคนอื่น  หากรู้สถานการณ์ก็รีบเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเรา  ข้ารับรองว่าจะจัดสรรตำแหน่งที่เหมาะสมคู่ควรให้”


            “ฮา ฮา หากว่ามียอดฝีมือมากมายดังที่กล่าวอ้าง  ไฉนไม่ลงมือกำจัดขวากหนามให้สิ้นซาก  ทำไมต้องสิ้นเปลืองน้ำลายมาเกลี้ยกล่อมเราด้วย  โอ พรรคมารในปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้  หรือว่าจะตกต่ำถึงขั้นไม่หลงเหลือยอดฝีมือที่แท้จริงอีกแล้ว”


            บุรุษหน้ากากเหล็กนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง  จากนั้นก็หัวร่อออกมาพร้อมกับขี่ม้าจากไปทันที  มันไม่จำเป็นต้องพูดโน้มน้าวอีก  ฝ่ายตรงข้ามได้ตอบปฏิเสธคำเชิญอย่างชัดเจน  สิ่งเดียวที่ควรทำในตอนนี้คือลงมือเข่นฆ่าให้ลงสู่ปรโลกทั้งหมด  นี่เป็นการเริ่มต้นอีกครั้งของพรรคมาร  จำต้องกระทำการอย่างยิ่งใหญ่อลังการ และการตายของกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ


            หลิวหนิงเทียนบังคับม้าเดินมาหาวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยังคงสงบนิ่งอยู่บนหลังม้า  เขารู้สึกได้ว่าสหายของเขากำลังใช้ความคิดอยู่  จึงว่า


            “พรรคมารกลับสร้างยอดฝีมือเช่นนี้ออกมาได้หนึ่งคน  วิชาเงามารอเวจีอันร้ายกาจ  เกือบทำให้เราต้องพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว  หากท่านไม่ได้กำหนดไว้ที่หนึ่งกระบวนท่า  มันต้องไม่ปล่อยโอกาสอันดีงามเช่นนี้หลุดลอยไปได้แน่นอน  โชคดีที่มีท่านอยู่เคียงข้าง  เราจึงอยู่รอดปลอดภัย”


            “คนผู้นี้ต้องเป็นทายาทมารอย่างแน่นอน  ดูจากการที่มันได้ฝึกฝนวิชาต้องห้ามอย่างเงามารอเวจี  และหน้าที่ของมันคือรับมือกับเรา  พวกมันอาจจะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร  แต่ที่พวกมันต้องการทำคือสังหารท่าน  และคนที่จะทำหน้าที่นี้ยังไม่ได้ปรากฏตัว  โอ  พรรคมารมียอดฝีมืออยู่มากมาย  ข้าเองก็ไม่ทราบว่าใครจะรับหน้าที่นี้”


            “ฮา ฮา อย่างห่วงไปเลย เราที่มีชีวิตมาหนึ่งร้อยกว่าปียังคลาดคลารอดพ้นจากความตายมาได้  หาได้เป็นเพราะโชคช่วยไม่  ล้วนเกิดจากความคิดอ่านวางแผนทั้งสิ้น  เหล่ามารเมื่อมีแผนการ  มีหรือที่เราหลิวหนิงเทียนจะไม่มีลูกเล่นตอบโต้”


            วายุเทพเซียวเหลิงเหวินหัวร่อออกมา เขาชื่นชอบในตัวสหายมนุษย์ผู้นี้เพราะความเฉลียวฉลาดของมัน  ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยแผนการ  ในสงครามครั้งสุดท้ายหากไม่มีการวางแผนหลบหนีขึ้นสะพานของมัน  ชาวยุทธ์ฝ่ายมนุษย์คงถูกฝ่ายมารเข่นฆ่าจนหมดสิ้นแล้ว  คนผู้นี้สมควรแล้วกับการเป็นคู่ปรับตัวฉกาจที่พรรคมารต้องกำจัดทิ้งไปให้ได้


            ทั้งสองขี่ม้าเคียงคู่กลับไปยังฝั่งของตนเอง   ยามนี้ทุกคนกำลังฮึกเหิมห้าวหาญเต็มที่   การศึกที่ควรเกิดขึ้นได้เวลาปะทุแล้ว  หลิวหนิงเทียนขี่ม้าออกไปอยู่หน้าชาวยุทธ์ทั้งหลาย  เขาดีดตัวขึ้นไปยืนบนหลังม้าอย่างสง่างาม  คนโดดเด่นในชุดขาวที่พลิ้วไสวตามลม  เหล่าชาวยุทธ์ต่างส่งเสียงเฮดังกระหึ่มทุ่งหญ้า  เมื่อเขาชูกระบี่ขึ้นฟ้า  ทุกคนล้วนหยุดส่งเสียงโดยพร้อมเพรียง  แม้แต่เสียงม้าร้องยังไม่มีให้ได้ยิน  นี่เป็นลักษณะของผู้นำที่เหล่าผู้กล้าพร้อมจะติดตามออกศึก

     

            “เหล่ามิตรสหายของข้า วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์ของเมืองผิงเหยา  วันที่พวกเราจะร่วมต่อสู้ด้วยกันเพื่อปกป้องมาตุภูมิ  ปกป้องลูกเมีย สัตว์เลี้ยง  เคหาสน์สถาน  และปกป้องศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์แดนเหนือ  พวกเราต้องกำจัดพวกมารให้สิ้นซาก”


            “พวกเราต้องกำจัดมารให้สิ้นซาก”


            เสียงตอบรับจากเหล่าชาวยุทธ์ดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง  น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  ความฮึกเหิมของแต่ละคนกำลังอยู่ในจุดสูงสุด   ไม่เคยมีครั้งใดที่ทุกคนจะคิดรวมใจพร้อมปกป้องบ้านเมืองได้เท่ากันตอนนี้มาก่อน

     

            หลิวหนิงเทียนทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนหลังม้าอีกครา  ส่งสายตาให้หลิวจิ้นป้านกับหลิวอิง ทั้งสองรีบกระตุ้นม้าให้วิ่งไปอยู่ด้านซ้ายขวาขนาบเจ้าสำนักไว้ตรงกลาง  เขาชูกระบี่ขึ้นแล้วบังคับม้าเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า  เหล่าชาวยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังก็เริ่มออกเดินตามมาอย่างห้าวหาญ เสียงเป่าแตรดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามสามครั้ง ทัพของพรรคมารก็เริ่มต้นเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน

     

            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินบังคับม้าไปทางด้านซ้ายของสมรภูมิ   เขาได้รับคำเชื้อเชิญจากศัตรูเป็นส่วนตัว  ผ่านทางการส่งเสียงลักษณะพิเศษของพรรคมาร  ที่เรียกว่ารำพันร้อยลี้  เป็นการใช้พลังลมปราณขั้นสูงส่งเสียงเป็นเส้นตรงไปหาคนที่ต้องการสื่อสารด้วย   การจะกระทำเช่นนี้ได้นั้น  หนึ่งต้องมีพลังลมปราณอันสูงส่ง  สองต้องมองเห็นคนที่ต้องการส่งสารถึง  สามต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง   เผอิญว่าทั้งสองฝ่ายอยู่บนทุ่งหญ้าที่ไร้สิ่งกีดขวางพอดี  จึงไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้นการส่งสารนี้ได้


                 เขาบังคับม้าวิ่งไปบนทุ่งหญ้าด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง  แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมยังคงเปล่งประกาย  ไม่ปรากฏแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย  คนยังคงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว  ความตั้งใจของเขาในตอนนี้คือรีบกำจัดทายาทมาร  แล้วกลับไปยืนเคียงข้างสหาย  คอยคุ้มครองให้มันปลอดภัย  เขาสังหรณ์ใจว่าฝ่ายมารมีแผนการชั่วร้ายในการกำจัดหลิวหนิงเทียน


            ในที่สุดการศึกก็เริ่มต้นขึ้นจนได้  

               

             

             

     

     

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน