หลิวหนิงเทียนทุ่มเทใช้สุดยอดวิชากระบี่ในการจู่โจมครั้งนี้ ทุ่มเทพลังลมปราณและจิตวิญญาณเกือบทั้งหมดเข้าไปในกระบวนท่า กระบี่อมตะถึงกับเปล่งแสงสว่างออกมา ก่อเกิดปราณกระบี่มากมายมหาศาลพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
บุรุษหน้ากากเหล็กเพียงกระแทกลมปราณออก ก็สามารถป้องกันปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้ ทั้งคนและม้าล้วนไม่ได้รับผลกระทบอันใด แสดงให้เห็นว่ามันมีวรยุทธ์สูงส่งยิ่ง มันรอให้กระบี่จริงลอยมาถึงด้านหน้า จึงยกมือขึ้นโบกสะบัดไปมาสามครา เพื่อต้านรับกระบี่ที่จู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรงนั้น ดวงตาของคนผู้นี้เย็นชากระด้าง ไม่มีอาการวิตกกังวลแต่อย่างใด
หลิวหนิงเทียนรู้สึกตื่นตระหนกยิ่ง เขารู้สึกได้ถึงภาพลวงนับร้อยนับพันบังเกิดขึ้นรอบกาย แต่ที่น่ากังวลมากที่สุดกลับเป็นร่างจริงของคู่ต่อสู้ได้อันตรธานหายไป ทั้งคนทั้งม้าหายวับไปในชั่วพริบตา หลังการโบกมือที่เชื่องช้าสามครานั้น เขาสัมผัสได้ว่ากระบี่ของตนเองเชื่องช้าลงเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พลังการทำลายล้างของกระบวนท่าจะหมดลงอย่างแน่นอน
หลิวหนิงเทียนเป็นถึงยอดฝีมือลำดับที่สองในเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์ เป็นผู้นำของฝ่ายชาวยุทธ์ในเมืองผิงเหยา จำเป็นต้องแสดงความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวออกมา จึงหลับตาลงในสภาพที่ตนเองลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น เมื่อยุทธการในที่สว่างตกเป็นรองศัตรู คนจำเป็นต้องดำดิ่งไปสู่ความมืดมิดแล้วใช้สัญชาตญาณในการต่อสู้แทน ในวัยเยาว์เขาใช้เวลาถึงห้าปีในการฝึกฝนกระบี่ในถ้ำที่มืดมิด สิ่งที่ได้มานอกจากเพลงกระบี่เวิ้งว้างแล้ว ยังมีสัญชาตญาณการต่อสู้ในความมืด
หลิวหนิงเทียนรวบรวมสมาธิจนกระทั่งลืมคนลืมฟ้าดิน แน่นอนว่าเขาฝึกฝนลมปราณสำเร็จถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดินแล้ว ที่เขาสัมผัสได้ในตอนนี้คือความสงบนิ่งของศัตรู บุรุษหน้ากากเหล็กที่ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน หลังจากโบกสะบัดมือสามครา คนก็ยังนั่งอยู่บนหลังม้าไม่เคลื่อนย้ายร่างกายอีกเลย ที่ผ่านมากลายเป็นเขาที่ถูกวิชามารครอบงำจนบังเกิดภาพหลอน เงามารอเวจีในตำนานแทบทำให้ตนเองต้องแตกพ่ายยับเยิน โชคดีที่ไหวพริบในการแก้ปัญหาทำให้หลุดพ้นจากวิกฤตินี้ได้ ยังไม่ทันไรก็รับรู้ได้ถึงขุมพลังมหาศาลกำลังดึงดูดตนเองเข้าไปหาศัตรู เลือดเนื้อบนร่างกายรู้สึกปวดแปลบจากแรงกระชากที่ยากจะต่อต้านขัดขืน สัมผัสได้ว่าใบไม้ใบหญ้าลอยฟุ้งกระจายรอบกายของตนเอง
กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนปล่อยให้ตนเองถูกดูดเข้าไปหาบุรุษหน้ากากเหล็ก กระบี่ในมือทิ่มแทง ฟาดฟัน สะบัดไปมาร้อยเปลี่ยนพันแปร ในที่สุดปลายกระบี่ก็สัมผัสกับนิ้วชี้ของศัตรู ลมปราณมหาศาลที่เย็นยะเยือกทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาดุจน้ำป่าไหลหลาก หากพลังเหล่านี้มันสามารถทำลายลมปราณป้องกันตนเองของตนเองได้ วันนี้ในปีหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้าสำนักกระบี่อมตะอย่างเขา แต่การฝึกลมปราณถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดินก็บังเกิดผล ลมปราณมากมายในช่องโพรงลึกลับภายในร่างกายแตกปะทุออกมา พวกมันรวมตัวแล้วเข้าปะทะกับพลังเย็นยะเยือกที่ไหลหลั่งเข้าเส้นชีพจรมาไม่ขาดสาย โชคดีที่เขาฝึกฝนรวบรวมลมปราณอย่างสม่ำเสมอมาตลอด ทำให้พลังลมปราณซ่อนเร้นเหล่านี้สามารถผลักดันพลังลมปราณที่รุกรานเข้ามากลับไปได้
หลิวหนิงเทียนกู่ร้องเสียงดัง คนถูกกระแทกลอยกลับไปด้านหลัง ร่างของเขาลอยอยู่บนฟากฟ้าอย่างงามสง่าครู่หนึ่ง คนก็ตกลงมาบนหลังม้าของตนเอง เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากฝั่งมนุษย์ ในสายตาของคนทั่วไปย่อมเห็นว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เจ้าสำนักกระบี่อมตะเป็นฝ่ายได้เปรียบ สามารถจู่โจมกระบวนท่าที่ดุดันสวยงามใส่คู่ต่อสู้จนไม่สามารถโต้ตอบกลับไปได้ นั่นก็เป็นเพราะการต่อสู้ครั้งนี้ใช้เวลาเพียงลมหายใจเข้าออกห้าถึงหกครั้งเท่านั้น ซึ่งพวกมันไม่รู้ว่าผู้นำของตนเองเกือบพลาดท่าเสียชีวิตไปแล้วรอบหนึ่ง คงมีแต่ผู้ยอดฝีมือชั้นสูงและคนที่อยู่ในสถานการณ์ต่อสู้เท่านั้นจึงมองเห็นการต่อสู้ที่แท้จริง
หลิวหนิงเทียนบนหลังม้าส่งสายตามองดูบุรุษหน้ากากเหล็กที่ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน แววตาของมันยังคงเย็นชากระด้างเช่นเดิม
“เงามารอเวจียอดเยี่ยมยิ่ง สมกับเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชามารในตำนาน เราเกือบจะพลาดท่าเสียทีพ่ายแพ้ให้กับท่าน”
“กระบี่ที่ยอดเยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์สำเร็จวิชากระบี่ถึงขั้นนี้ โอ ไฉนเจ้าถึงไม่รักดี ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเรามาตลอด หากกลับใจในตอนนี้ ข้าสามารถร้องขอตำแหน่งระดับสูงในพรรคให้ได้ คนมีความสามารถอย่างเจ้าควรทำการให้ยิ่งใหญ่ ไม่สมควรทอดกายเป็นซากศพในทุ่งหญ้าแห่งนี้”
“อันใดเรียกว่าทำการยิ่งใหญ่? ที่เราทำอยู่นี่ไม่เรียกว่าทำการยิ่งใหญ่หรือ?”
บุรุษหน้ากากเหล็กหัวร่อออกมาเสียงดัง มันชี้มือไปยังท้องฟ้า พื้นดิน ผู้คน และตัวเมือง จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นหนักแน่นว่า
“ทำการยิ่งใหญ่คือทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่เคยกระทำได้มาก่อน เจ้าดูท้องฟ้า พื้นดิน ผู้คน และเหล่าสัตว์เลี้ยงบนผืนแผ่นดิน พวกมันสมควรอยู่ใต้ฝ่ามือของเราเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ ไฉนต้องมีการแบ่งแยกมนุษย์ เทพ และมาร สมควรมีการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเสียที นานมาแล้วที่เราอาศัยความแตกต่างอันเล็กน้อยในการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ เหตุไฉนเราไม่พังกำแพงชนชั้นอันเปราะนี้ทิ้งเสีย เปลี่ยนมาเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ปกครองแผ่นดินร่วมกัน”
“โดยมีพวกเจ้าเป็นชนชั้นปกครอง?”
“พรรคของเราแค่ลงมือทำลายกำแพงกั้นเท่านั้น ไม่คาดหวังจะเป็นใหญ่ในท้ายที่สุด เราจะร่วมมือกันก่อร่างสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ อาณาจักรที่ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว จากนั้นทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ ท่องทะยานไปทั่วแผ่นดินโดยไม่ต้องหวั่นเกรง”
หลิวหนิงเทียนหันมาสบตากับวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน แล้วส่งเสียงหัวร่อออกมาดังลั่น เขาเห็นว่าคำพูดของบุรุษหน้ากากเหล็กช่างน่าขบขันยิ่งนัก
“ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระ? ฮา ฮา ทุกวันนี้ผู้คนก็ท่องทะยานอย่างอิสระโดยถ้วนหน้า มนุษย์เข้าแดนเทพ เทพเดินทางมายังแดนมนุษย์ จะมีก็เพียงแต่พวกมารอย่างเจ้าที่พยายามรุกรานปกครองผู้อื่น ความเหลวแหลกของพวกท่านยังปรากฏอยู่ในผืนแผ่นดินแห่งนี้ เมืองโบราณเย่เฉิงที่กลายเป็นซากปรักหักพังหลังจากที่ถูกปกครองโดยพรรคมาร นั่นไม่ใช่การหลอมรวม แต่มันเป็นการกดขี่ปกครองโดยไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ทำเพื่อสนองตัณหาของคนเห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง”
“เจ้าไม่เข้าหลักการปกครองของพวกเรา แต่อธิบายไปก็ไร้ประโยชน์ คนที่จิตใจเต็มไปด้วยอคติเช่นนี้ สมควรถูกกำจัดกลายเป็นซากศพไร้หลุมบนผืนหญ้าแห่งนี้”
พูดจบก็หันหัวม้ากลับทันที แต่ก่อนจะไปยังคงหันหน้ามาทางวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน จ้องมองดูใบหน้าที่ถูกคลุมปกปิดด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ คล้ายจะจ้องมองให้ทะลุผืนผ้าด้วยสายตากระด้างเย็นชานั้น สุดท้ายก็ส่งเสียงกล่าวว่า
“เจ้าสมควรเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือเข้มแข็งที่สุดผู้หนึ่งที่ข้าเคยพบพาน แต่ยังไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของข้าและผู้นำพรรคมารคนอื่น หากรู้สถานการณ์ก็รีบเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายเรา ข้ารับรองว่าจะจัดสรรตำแหน่งที่เหมาะสมคู่ควรให้”
“ฮา ฮา หากว่ามียอดฝีมือมากมายดังที่กล่าวอ้าง ไฉนไม่ลงมือกำจัดขวากหนามให้สิ้นซาก ทำไมต้องสิ้นเปลืองน้ำลายมาเกลี้ยกล่อมเราด้วย โอ พรรคมารในปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ หรือว่าจะตกต่ำถึงขั้นไม่หลงเหลือยอดฝีมือที่แท้จริงอีกแล้ว”
บุรุษหน้ากากเหล็กนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นก็หัวร่อออกมาพร้อมกับขี่ม้าจากไปทันที มันไม่จำเป็นต้องพูดโน้มน้าวอีก ฝ่ายตรงข้ามได้ตอบปฏิเสธคำเชิญอย่างชัดเจน สิ่งเดียวที่ควรทำในตอนนี้คือลงมือเข่นฆ่าให้ลงสู่ปรโลกทั้งหมด นี่เป็นการเริ่มต้นอีกครั้งของพรรคมาร จำต้องกระทำการอย่างยิ่งใหญ่อลังการ และการตายของกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ
หลิวหนิงเทียนบังคับม้าเดินมาหาวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยังคงสงบนิ่งอยู่บนหลังม้า เขารู้สึกได้ว่าสหายของเขากำลังใช้ความคิดอยู่ จึงว่า
“พรรคมารกลับสร้างยอดฝีมือเช่นนี้ออกมาได้หนึ่งคน วิชาเงามารอเวจีอันร้ายกาจ เกือบทำให้เราต้องพ่ายแพ้ในกระบวนท่าเดียว หากท่านไม่ได้กำหนดไว้ที่หนึ่งกระบวนท่า มันต้องไม่ปล่อยโอกาสอันดีงามเช่นนี้หลุดลอยไปได้แน่นอน โชคดีที่มีท่านอยู่เคียงข้าง เราจึงอยู่รอดปลอดภัย”
“คนผู้นี้ต้องเป็นทายาทมารอย่างแน่นอน ดูจากการที่มันได้ฝึกฝนวิชาต้องห้ามอย่างเงามารอเวจี และหน้าที่ของมันคือรับมือกับเรา พวกมันอาจจะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่ที่พวกมันต้องการทำคือสังหารท่าน และคนที่จะทำหน้าที่นี้ยังไม่ได้ปรากฏตัว โอ พรรคมารมียอดฝีมืออยู่มากมาย ข้าเองก็ไม่ทราบว่าใครจะรับหน้าที่นี้”
“ฮา ฮา อย่างห่วงไปเลย เราที่มีชีวิตมาหนึ่งร้อยกว่าปียังคลาดคลารอดพ้นจากความตายมาได้ หาได้เป็นเพราะโชคช่วยไม่ ล้วนเกิดจากความคิดอ่านวางแผนทั้งสิ้น เหล่ามารเมื่อมีแผนการ มีหรือที่เราหลิวหนิงเทียนจะไม่มีลูกเล่นตอบโต้”
วายุเทพเซียวเหลิงเหวินหัวร่อออกมา เขาชื่นชอบในตัวสหายมนุษย์ผู้นี้เพราะความเฉลียวฉลาดของมัน ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยแผนการ ในสงครามครั้งสุดท้ายหากไม่มีการวางแผนหลบหนีขึ้นสะพานของมัน ชาวยุทธ์ฝ่ายมนุษย์คงถูกฝ่ายมารเข่นฆ่าจนหมดสิ้นแล้ว คนผู้นี้สมควรแล้วกับการเป็นคู่ปรับตัวฉกาจที่พรรคมารต้องกำจัดทิ้งไปให้ได้
ทั้งสองขี่ม้าเคียงคู่กลับไปยังฝั่งของตนเอง ยามนี้ทุกคนกำลังฮึกเหิมห้าวหาญเต็มที่ การศึกที่ควรเกิดขึ้นได้เวลาปะทุแล้ว หลิวหนิงเทียนขี่ม้าออกไปอยู่หน้าชาวยุทธ์ทั้งหลาย เขาดีดตัวขึ้นไปยืนบนหลังม้าอย่างสง่างาม คนโดดเด่นในชุดขาวที่พลิ้วไสวตามลม เหล่าชาวยุทธ์ต่างส่งเสียงเฮดังกระหึ่มทุ่งหญ้า เมื่อเขาชูกระบี่ขึ้นฟ้า ทุกคนล้วนหยุดส่งเสียงโดยพร้อมเพรียง แม้แต่เสียงม้าร้องยังไม่มีให้ได้ยิน นี่เป็นลักษณะของผู้นำที่เหล่าผู้กล้าพร้อมจะติดตามออกศึก
“เหล่ามิตรสหายของข้า วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์ของเมืองผิงเหยา วันที่พวกเราจะร่วมต่อสู้ด้วยกันเพื่อปกป้องมาตุภูมิ ปกป้องลูกเมีย สัตว์เลี้ยง เคหาสน์สถาน และปกป้องศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์แดนเหนือ พวกเราต้องกำจัดพวกมารให้สิ้นซาก”
“พวกเราต้องกำจัดมารให้สิ้นซาก”
เสียงตอบรับจากเหล่าชาวยุทธ์ดังขึ้นโดยพร้อมเพรียง น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ความฮึกเหิมของแต่ละคนกำลังอยู่ในจุดสูงสุด ไม่เคยมีครั้งใดที่ทุกคนจะคิดรวมใจพร้อมปกป้องบ้านเมืองได้เท่ากันตอนนี้มาก่อน
หลิวหนิงเทียนทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนหลังม้าอีกครา ส่งสายตาให้หลิวจิ้นป้านกับหลิวอิง ทั้งสองรีบกระตุ้นม้าให้วิ่งไปอยู่ด้านซ้ายขวาขนาบเจ้าสำนักไว้ตรงกลาง เขาชูกระบี่ขึ้นแล้วบังคับม้าเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เหล่าชาวยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังก็เริ่มออกเดินตามมาอย่างห้าวหาญ เสียงเป่าแตรดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามสามครั้ง ทัพของพรรคมารก็เริ่มต้นเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินบังคับม้าไปทางด้านซ้ายของสมรภูมิ เขาได้รับคำเชื้อเชิญจากศัตรูเป็นส่วนตัว ผ่านทางการส่งเสียงลักษณะพิเศษของพรรคมาร ที่เรียกว่ารำพันร้อยลี้ เป็นการใช้พลังลมปราณขั้นสูงส่งเสียงเป็นเส้นตรงไปหาคนที่ต้องการสื่อสารด้วย การจะกระทำเช่นนี้ได้นั้น หนึ่งต้องมีพลังลมปราณอันสูงส่ง สองต้องมองเห็นคนที่ต้องการส่งสารถึง สามต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง เผอิญว่าทั้งสองฝ่ายอยู่บนทุ่งหญ้าที่ไร้สิ่งกีดขวางพอดี จึงไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้นการส่งสารนี้ได้
เขาบังคับม้าวิ่งไปบนทุ่งหญ้าด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมยังคงเปล่งประกาย ไม่ปรากฏแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย คนยังคงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ความตั้งใจของเขาในตอนนี้คือรีบกำจัดทายาทมาร แล้วกลับไปยืนเคียงข้างสหาย คอยคุ้มครองให้มันปลอดภัย เขาสังหรณ์ใจว่าฝ่ายมารมีแผนการชั่วร้ายในการกำจัดหลิวหนิงเทียน
ในที่สุดการศึกก็เริ่มต้นขึ้นจนได้