ฉันจึงรีบห้ามปรามเสวี๋ยฉีให้พูดกับเสือดำดีๆ เพราะถ้าไม่ได้เสือดำมาช่วย ฉันอาจโดนสุนัขกัดตายไปแล้ว จึงขอร้องเสวี๋ยฉีว่าขอให้เสือดำไปดื่มน้ำชาที่บ้านสักถ้วย เพราะอยากคุยกับเสือดำเื่สุนัขปีศาจพวกนั้น จึงเข้าไปเกาะแขนเสวี๋ยฉี ทำสีหน้าส่งสายตาวิงวอนขอให้เสวี๋ยฉีอนุญาต
เสวี๋ยฉี : หึ! ก็ได้ แค่น้ำชาถ้วยเดียวพอ!
เสือดำ : ดี! ข้าก็อยากพูดคุยเื่สุนัขเยือกแข็งกับพวกเ้าอยู่เหมือนกัน
เสวี๋ยฉี : อันฉี เรารีบกลับบ้านกันเถอะ ข้าซื้อชุดสวยๆมาให้เ้าหลายชุด ซื้อรองเท้าใหม่มาให้เ้าด้วย
ซิ่นหลิง : เ้างูซื้อของมาฝากข้าด้วยหรือเปล่า?
เสวี๋ยฉี : เ้าไม่ได้เป็อะไรกับข้า ทำไมข้าต้องซื้อของมาฝากเ้า!
ซิ่นหลิง : แหม...แล้งน้ำใจจริงๆ
เสวี๋ยฉี : ข้าไม่จำเป็ต้องมีน้ำใจกับเ้า!
ซิ่นหลิงหัวเราะเบาๆที่กวนประสาทเสวี๋ยฉีได้ จากนั้นเสวี๋ยฉีก็อุ้มฉันพาะโสูงข้ามป่าไผ่ ไม่ต้องเดินเพราะตอนนี้ฉันเท้าเปล่าไม่ได้สวมรองเท้า ทำให้เรามาถึงบ้านกันก่อน เขาพาฉันเข้าบ้านไปดูชุดที่ซื้อมา หยิบชุดสีสวยหวานขึ้นมาอวดหลายชุดแล้วนำมาทาบที่ตัวฉันพอดีตัวเป๊ะ
แล้วจู่ๆเสวี๋ยฉีก็เปลี่ยนอารมณ์รวดเร็ว ดึงตัวฉันเข้าไปกอดลูบหลังเหมือนปลอบขวัญ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่จริงจังว่า เขาเป็ห่วงฉันมาก ยิ่งได้รู้ว่าฉันถูกสุนัขปีศาจโจมตียิ่งเป็ห่วงมาก และรู้สึกผิดที่ปล่อยฉันให้อยู่บ้านคนเดียว ต่อไปเขาจะไม่ทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกแล้ว
มิหนำซ้ำยังจะไปคิดบัญชีเอาเื่กับซิ่นหลิง ที่พาฉันออกไปข้างนอก จนต้องพบกับอันตราย ฉันจึงรีบปฏิเสธแทนซิ่นหลิงทันทีว่า ฉันเป็คนขอให้ซิ่นหลิงพาออกไปข้างนอกเอง เพราะอยากออกไปเก็บผลอัคคี แต่ตอนขากลับไม่คิดว่าจะถูกสุนัขปีศาจมาบุกโจมตี
เสวี๋ยฉีจึงบอกว่า ถ้าอยากออกไปข้างนอกอีกให้บอก เขาจะเป็คนพาไปเอง ฉันจึงถามเขาเกี่ยวกับงูที่ตายในป่าไผ่จะทำยังไง อีกทั้งยังมีงูที่ได้รับาเ็อีกหลายตัว ฉันจึงอาสาจะไปช่วยรักษางูพวกนั้นให้
เสวี๋ยฉีตอบว่าไม่เป็ไร พวกงูที่ตายไปแล้วก็ให้ตายไป พวกงูในป่าไผ่ที่เหลือจะจัดการเอง ส่วนงูที่าเ็สามารถหาสมุนไพรรักษากันเองได้ ที่นี่มีสมุนไพรอยู่มากไม่ต้องกังวล เพราะเหล่าสมุนงูของเขาไม่มีใครกลัวตาย
เขายังพูดอีกว่าที่ป่าไผ่เขียวมีกฏห้ามงูขี้ขลาดตาขาวอาศัยอยู่ที่ป่าไผ่ และงูทุกตัวต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่ของตนไว้ให้ได้ แต่เสวี๋ยฉีเห็นฉันทำหน้าไม่สบายใจ จึงบอกกับฉันว่า
ถ้ามีงูตัวไหนได้รับาเ็สาหัสจนหาสมุนไพรรักษาเองไม่ได้ เขาจะให้เข้ามารักษากับฉัน แต่มีข้อห้ามไม่ให้ฉันจูบรักษางูพวกนั้นเด็ดขาด เพราะเขาไม่อนุญาตให้ฉันจูบรักษาใครแบบนั้น ฉันจึงพยักหน้าคลายกังวลลง
จากนั้นเสวี๋ยฉีหยิบรองเท้าที่เขาซื้อมาใหม่ให้ฉันสวมใส่ได้พอดีเท้าเป๊ะ จนสงสัยว่าทำไมเขาถึงรู้ขนาดตัวฉันพอดีขนาดนี้ เสวี๋ยฉียิ้มแล้วตอบว่า เขานอนกอดฉันอยู่ทั้งคืนจึงรู้ทุกสัดส่วนบนร่างกาย ทำฉันเขิลอายที่ได้ยินเขาพูดออกมาแบบนี้ แต่ไม่อยากถามระบุเจาะจงว่ารู้สัดส่วนตรงไหนบ้าง
เพราะตอนนี้ฉันกำลังให้ความสนใจอยากรู้เื่ของสุนัขปีศาจ จึงปรับเปลี่ยนโหมดอารมณ์ไม่ทันเกี่ยวกับเสวี๋ยฉี อีกทั้งยังได้ยินเสียงของซิ่นหลิงกำลังเดินพูดคุยมากับเสือดำที่หน้าบ้าน จึงถามเสวี๋ยฉีว่าน้ำชาอยู่ตรงไหน เพราะเสือดำเดินมาถึงหน้าบ้านแล้ว เสวี๋ยฉีตอบว่าน้ำชาอยู่ในครัว พร้อมกับพูดไล่หลังฉันมาอีกว่า “ให้ดื่มน้ำชาแค่ถ้วยเดียว แล้วไล่พวกนั้นไปซะ!”
ฉันยกน้ำชาเดินมาที่ชานหน้าบ้าน เพราะซิ่นหลิงกับเสือดำกำลังรออยู่ แต่กลับต้องแปลกใจ เพราะซิ่นหลิงกำลังนั่งคุยอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่ง หล่อคมมาดเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง นัยตาคมมีเสน่ห์ มาดสุขุมดูเป็ผู้ใหญ่ อายุเขาน่าจะใกล้เคียงกับเสวี่ยฉี
จึงวางถาดน้ำชาใกล้ๆรินน้ำชาใส่ถ้วยให้ชายหนุ่มทั้งสอง พร้อมกับถามชายมาดเข้มคนดังกล่าวใช่เสือดำหรือเปล่า ชายคนนั้นมองสบตากับฉัน ตอบว่าใช่พร้อมกับแนะนำตัวว่าเขาแซ่หู่ ชื่อหยงเป่า ไม่ได้ชื่อเป๋อย่างที่ฉันเรียกเขาในป่าวันนั้น ซิ่นหลิงหัวเราะออกมากับคำแนะนำตัวของหยงเป่า เพราะซิ่นหลิงเคยได้ยินฉันเรียกเสือดำว่า เป๋
ฉันจึงขอโทษขอโพยหยงเป่าอีกครั้งกับความเกรียนของฉันในครั้งนั้น จึงถามหยงเป่าว่าวันนั้นเขาตั้งใจจะกินฉันจริงๆหรือเปล่า หยงเป่ายิ้มแต่เลี่ยงไม่ตอบคำถามนั้น พูดแค่เพียงว่าขอให้ฉันลืมเื่ในวันนั้น เพราะเขาจะไม่ทำเช่นนั้นกับฉันอีกแล้ว พร้อมกับมองสบตาไม่มีทีท่าโกหก
ฉันพยักหน้ายิ้มตอบ แต่ในใจกำลังหัวเราะมีชัย สุดท้ายแล้วฉันก็เป็ฝ่ายชนะ เพราะเสือดำเอ่ยปากขอสงบศึกก่อน จึงนึกถึงภาพเขาในร่างเสือดำตัวใหญ่ คิดอยากได้เสือดำมาเลี้ยงเป็แมวไว้นอนกอดเล่นคงจะดีสุดๆ
ขณะกำลังคิดอยู่ในใจว่าอยากได้เสือดำมาเลี้ยง หยงเป่าก็มีอาการขนลุกยกแขนตัวเองขึ้นมาดูแล้วลูบแขน พร้อมกับหันมามองสบตากับฉันครั้งหนึ่ง ซิ่นหลิงจึงถามหยงเป่าว่า สุนัขปีศาจพวกนั้นมาจากที่ไหน หยงเป่าจึงเล่าให้เราฟังว่า
สุนัขปีศาจพวกนั้นคือ สุนัขเยือกแข็ง ไม่รู้ที่มาว่ามาจากที่ไหน แต่ฝูงสุนัขเยือกแข็งออกอาละวาดที่ป่าทางใต้เมื่อเดือนก่อน ซึ่งป่าทางใต้เป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของเขา สัตว์และปีศาจถูกพวกสุนัขเยือกแข็งฆ่าตายไปหลายตัว ฝูงสุนัขเยือกแข็งไม่ใช่ปีศาจทั่วไปธรรมดา เพราะพวกมันล้วนมีพลังเวทย์สูงและฉลาด
การจะฆ่าสุนัขเยือกแข็งให้ตายไม่ใช่เื่ง่ายๆ พวกมันอึดตายยากไม่รู้จำนวนแน่ชัด หยงเป่าเคยฆ่าสุนัขเยือกแข็งตายไปหลายตัวที่ป่าทางใต้ แต่จะมีสุนัขเยือกแข็งตัวใหม่มาแทนที่อยู่เรื่อยๆ ฝูงสุนัขน่าจะมีกันอยู่ฝูงใหญ่แต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน และดูเหมือนพวกสุนัขเยือกแข็งกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
หยงเป่าจึงตามแกะรอยสุนัขเยือกแข็งไปถึงบริเวณแถวต้นอัคคี และบังเอิญได้เจอกับฉันเพราะถูกฉันพุ่งชนตกหน้าผาจนกระดูกขาหัก และหลังจากที่พวกเราแยกกันที่ใต้ต้นอัคคี หยงเป่าก็ไล่ตามพวกสุนัขเยือกแข็งมาถึงป่าไผ่ที่นี่ เขาคิดว่าเป้าหมายของสุนัขเยือกแข็งอาจจะอยู่ที่ป่าแถวนี้ แต่ไม่รู้สิ่งที่พวกสุนัขเยือกแข็ง้านั้นคืออะไร
แล้วเราก็ได้ยินเสียงเสวี๋ยฉีพูดแทรกดังขึ้นมา พร้อมกับเดินมานั่งตรงข้างๆฉัน ในมือถือถ้วยเหล้ากับไหเหล้ามาวางด้วยไหหนึ่ง ซิ่นหลิงจึงสาดน้ำชาในถ้วยทิ้ง แล้วยื่นถ้วยมาให้ฉันยกไหเหล้ารินใส่ถ้วยให้ แต่ครั้งนี้เสวี๋ยฉีไม่พูดว่าอะไร ฉันจึงรินเหล้าใส่ถ้วยให้ซิ่นหลิง และเติมเหล้าใส่ถ้วยให้เสวี๋ยฉีกับหยงเป่าด้วย
เสวี๋ยฉี : ไม่ว่าสุนัขหน้าตาอัปลักษณ์นั่น้าอะไร แต่พวกมันจะไม่ได้อะไรไปจากป่าไผ่เขียวของข้า
ซิ่นหลิง : ยังไงก็ไม่ควรประมาท สุนัขเยือกแข็งมันเคลื่อนไหวจู่โจมรวดเร็วมากตั้งตัวแทบไม่ทันซ้ำยังตายยาก
หู่หยงเป่า : เช่นนั้นข้าจะอยู่สำรวจป่าแถวนี้สักระยะ บางทีสุนัขอาจจะกลับมาอีก
จากนั้นหยงเป่าก็หันหน้าไปถามเสวี๋ยฉีว่า เคยเห็นสุนัขเยือกแข็งในบริเวณนี้มาก่อนหรือเปล่า เสวี๋ยฉีตอบว่าั้แ่เขามาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยเห็นสุนัขน่าเกลียดชนิดนี้มาก่อน แต่สุนัขมีไอเย็นแผ่ออกมาจากร่างกาย จึงคิดว่าพวกสุนัขอาจจะมาจากดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็นจัด แต่ดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็นจัดสุดขั้วอยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก
เสวี๋ยฉีจึงหันมามองหน้าฉันที่กำลังนั่งฟังอย่างตั้งใจ เขาสั่งฉันว่าวันนี้ห้ามออกไปนอกเขตบริเวณบ้าน รวมทั้งในป่าไผ่ก็อย่าออกไปคนเดียว แต่ถ้าอยากออกไปเดินเล่นให้รอไปกับเขา ฉันพยักหน้าเชื่อฟังอย่างเข้าใจ เพราะเห็นแล้วว่าสุนัขเยือกแข็งน่ากลัวขนาดไหน
ในขณะที่เรากำลังนั่งพูดคุยกันถึงเื่สุนัขเยือกแข็ง มีชายหนุ่มรูปร่างแข็งแรงหน้าตาดุ เดินถือกระบี่ที่ปลายกระบี่มีไฟลุกไหม้เดินออกมาจากป่าไผ่ เขาเดินตรงมาหาเราที่นั่งกันอยู่ หยงเป่ารีบลุกขึ้นตั้งท่าจะต่อสู้ แต่ซิ่นหลิงบอกกับหยงเป่าว่านั่นคือ หยางกวาง เป็หัวหน้าฝูงงูในป่าไผ่เขียว ซิ่นหลิงรู้จักกับหยางกวางแล้ว เพราะเมื่อคืนเขานอนในป่าไผ่
หยางกวางเดินมายืนเว้นระยะห่างจากพวกเราที่นั่งกันอยู่ ทำให้เห็นปลายกระบี่ที่ติดไฟคือผลอัคคีที่ฉันทำตกไว้ในป่าไผ่ตอนที่วิ่งหนีสุนัขเยือกแข็ง ผลอัคคีสองลูกถูกเสียบอยู่ที่ปลายกระบี่ ส่วนมืออีกข้างถือรองเท้าที่ฉันถอดทิ้งไว้ หยางกวางจึงทำความเคารพเสวี๋ยฉีด้วยท่าทางขึงขังทว่านอบน้อม
เขามองหน้าฉันแล้วพูดว่า ผลอัคคีฉันทำตกไว้ในป่าไผ่ แต่ผลอัคคีร้อนเกินไป เขาจำเป็ต้องใช้ปลายกระบี่เสียบผลอัคคีมาให้ เพราะถ้าทิ้งผลอัคคีไว้ในป่าจะเกิดไฟไหม้ป่า เขากล่าวขออภัยที่ต้องใช้วิธีนี้มาคืนให้ พร้อมยื่นรองเท้าคืนให้ด้วย
ซิ่นหลิงจึงยื่นมือไปรับของแทนฉัน หยางกวางจึงยื่นด้ามกระบี่ให้ซิ่นหลิงถือเป็การแสดงออก ว่าเขามิได้คิดร้าย ซิ่นหลิงจึงดึงผลอัคคีออกจากปลายกระบี่แล้วส่งผลอัคคีให้ฉัน
ฉันรับผลอัคคีมาดูเห็นว่ามันไม่ได้เลอะฝุ่นผงอะไร เพราะเพลิงคงเผาไหม้ฝุ่นผงออกไปหมดแล้ว แต่ก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าถ้าผลอัคคีถูกน้ำ ไฟรอบๆผลจะดับลงมั้ย หยงเป่าตอบว่าไฟไม่ดับ เพราะเขาเคยเห็นต้นอัคคียืนต้นตากฝนตลอดคืนไฟยังไม่เคยดับ ฉันจึงกินผลอัคคีให้หมดทีเดียว เพราะถ้าวางไว้กับพื้นบ้านกระดานไม้ ไฟคงไหม้บ้านทั้งหลังแน่
หยางกวางจึงถามว่าฉันกับหยงเป่าเป็ใคร เขาเห็นฉันมาที่นี่ั้แ่เมื่อคืน แต่ยังไม่ได้ออกมาแนะนำตัว ฉันจึงแนะนำตัวว่าเป็ผู้อาศัยในบ้านของเสวี๋ยฉี ส่วนหยงเป่ามาตามล่าสุนัขเยือกแข็งที่นี่
จากนั้นหยางกวางก็หันมารายงานกับเสวี๋ยฉีว่า สุนัขเยือกแข็งที่ตายในป่าไผ่ทุกตัวสลายกลายเป็น้ำไปหมดแล้ว และตอนนี้พวกเขากำลังช่วยกันจัดการศพของงูที่ตายในป่าไผ่ ส่วนงูที่าเ็กำลังทำการรักษาาแกันอยู่ เสวี๋ยฉียกถ้วยเหล้าขึ้นดื่ม ด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่ค่อยใส่ใจกับเื่ที่หยางกวางรายงานเท่าไหร่นัก
เสวี๋ยฉีพูดกับหยางกวางว่างูตัวไหนที่าเ็สาหัสใกล้ตาย ให้นำตัวมารักษาาแกับฉัน ส่วนตัวไหนที่ยังไหวก็หายาสมุนไพรใส่แผลไม่ต้องพาตัวเข้ามา ฉันหันไปมองหน้าเสวี๋ยฉีที่พูดจาดูใจร้าย แต่หยางกวางกลับตอบรับทราบอย่างแข็งขัน จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในป่าไผ่
ฉันจึงหันไปพูดกับเสวี๋ยฉีว่าทำไมพูดจาใจร้ายจังเลย แสดงความห่วงใยและอ่อนโยนกับพวกงูที่อยู่ในป่าไผ่สักนิดก็ได้ เสวี๋ยฉีจึงตอบฉันว่า เขาไม่เคยใจดีกับงูพวกนั้นมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว อีกทั้งไม่เคยห้ามใครออกไปจากป่าไผ่ด้วย มีแต่ห้ามงูขี้ขลาดอ่อนแอเข้ามา แต่งูพวกนั้นเองต่างหากที่ไม่เคยไปจากป่านี้เลยสักตัว นอกจากจะตาย
ซิ่นหลิงจึงพูดเสริมคำพูดของเสวี๋ยฉีอีกว่า มันเป็เื่ธรรมดาของสัตว์ปีศาจในป่าแห่งนี้ ที่ผู้อ่อนแอมักจะถูกฆ่าหรือถูกกินจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ส่วนเื่ความเมตตาความอ่อนโยนที่ฉันพูดถึงนั้น มันใช้ไม่ได้กับสัตว์ปีศาจที่นี่ และบอกให้ฉันปรับตัวให้ชินกับที่นี่ซะ
ฉันจึงมองหน้าหยงเป่าก็เห็นเขานั่งฟังแล้วยิ้มน้อยๆ เป็การบอกนัยๆว่าที่เสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงพูดมานั้นมันถูกต้อง ฉันจึงตอบซิ่นหลิงว่าจะพยายามปรับตัวให้ชิน จากนั้นเสวี๋ยฉีก็บอกกับฉันว่าตอนนี้เขารู้สึกง่วง จะไปงีบหลับซักหน่อยพร้อมกับชวนฉันให้ไปนอนด้วยกัน
แต่ฉันตอบว่าไม่ง่วง เสวี๋ยฉีกำลังอ้าปากหาวจึงลุกเดินกลับเข้าไปนอนในบ้าน ฉันจึงหันไปถามหยงเป่าตอนที่เกิดฟ้าผ่าเขาเป็คนทำเหรอ หยงเป่าตอบว่าใช่ แต่ถ้าฉันกลัวเขาจะไม่ทำฟ้าผ่าอีกถ้ามีฉันอยู่ใกล้ๆ ฉันบอกหยงเป่าว่ากลัวเสียงฟ้าผ่าที่ดังใกล้ๆ ได้ยินแล้วใหัวใจจะวายเอา
จากนั้นก็หันไปพูดอวดกับบอกซิ่นหลิงว่า ฉันเพิ่งได้ของเล่นมาใหม่ ซิ่นหลิงทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กกำลังอยากเล่นของเล่นชิ้นใหม่ ฉันจึงยื่นมือไปข้างหน้านึกถึงโล่โปร่งแสงที่เคยใช้ป้องกันสุนัขเยือกแข็ง ก็ปรากฏโล่โปร่งแสงสีขาวอมฟ้าระเรื่อออกมาจากฝ่ามือ
ซิ่นหลิงทำหน้าตื่นเต้นร้องโอ้โห พร้อมกับเอานิ้วเคาะที่แสงโล่ บอกว่าโล่นี้แข็งแรงเหมือนเกราะแมงป่องของเขาเลย หยงเป่าจึงพูดว่าเขาทันได้เห็นโล่ของฉันที่ยกขึ้นมาป้องกันสุนัขเยือกแข็งพอดี แต่แรงต้านของฉันมีน้อยไปหน่อย จึงตั้งยันการกระแทกแรงๆไม่ไหวจนล้ม
หยงเป่าจึงแนะนำให้ฉันฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงขึ้น จะได้ต้านทานแรงกระแทกจากศัตรูได้มั่นคงกว่านี้ ซิ่นหลิงนักทดสอบวิทยา รีบชวนฉันทดสอบประสิทธิภาพแสงโล่ว่าป้องกันอะไรได้บ้าง ซึ่งฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน จึงตอบรับคำชวนด้วยความเต็มใจ
ซิ่นหลิงจึงเริ่มทดสอบระดับง่ายๆก่อน คือเริ่มจากน้ำ เขาหยิบกาน้ำชาร้อนๆเทน้ำลงบนแสงโล่ แต่น้ำไม่สามารถทะลุผ่าน ความร้อนจากน้ำไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เราจึงเดินออกมาที่ลานหน้าบ้าน เพื่อให้ซิ่นหลิงเปลี่ยนมาใช้ก้อนหินปาใส่โล่ หินกระเด้งออกไปอีกทางหนึ่ง ไม่สามารถทะลุผ่านโล่ได้
ซิ่นหลิงจึงเดินเข้ามาชกที่โล่เบาๆ เพื่อทดสอบแรงกระแทก เขาบอกว่าขณะที่ใช้หมัดชกเบาๆลงบนแสงโล่ เขาััถึงแรงสะท้อนกลับจากแสงโล่ นั่นอาจเป็สาเหตุที่ทำให้สุนัขเยือกแข็งกระเด็นถอยห่างออกไป ซิ่นหลิงจึงออกแรงชกลงบนโล่แรงขึ้น ทำให้ซิ่นหลิงกระเด้งเซก้าวเท้าถอยหลังออกมา แต่ฉันกลับล้มหงายหลังไปนอนที่พื้น หยงเป่ากับซิ่นหลิงจึงรีบวิ่งมาพยุงให้ฉันลุกขึ้น
ขณะนั้นฉันเห็นเสวี๋ยฉีเดินออกมานั่งที่ชานบ้าน เทเหล้ายกดื่มมองดูการทดสอบแสงโล่ของฉันกับซิ่นหลิงและหยงเป่าที่ลานหน้าบ้าน เขาคงรำคาญนอนไม่หลับที่ได้ยินเสียงหัวเราะเอะอะของเราสามคนที่ลานหน้าบ้าน
ซิ่นหลิงบอกว่าอยากทดสอบออกแรงชกแสงโล่ให้แรงมากกว่านี้ เขาจะชกด้วยความแรงระดับการต่อสู้กับผู้ชาย เพราะเขาคิดว่าแสงโล่มีความแข็งแรงใกล้เคียงเกราะแมงป่องของเขา แต่เขาเกรงว่าฉันอาจจะต้านแรงไม่ไหว
หยงเป่าจึงอาสาเป็เบาะกันกระแทกให้ ฉันตอบตกลงและบอกกับหยงเป่าว่า ถ้าได้รับาเ็ ร่างกายฉันก็สามารถฟื้นฟูได้เร็ว ส่วนหยงเป่าถ้ากระดูกหักอีกก็จะประสานกระดูกให้ หยงเป่าจึงมายืนประคองฉันทางด้านหลัง ส่วนซิ่นหลิงนั้นยืนกำหมัดเหวี่ยงแขนตั้งท่ารออยู่แล้ว จนฉันต้องทักหยอกเขาว่า
อันฉี : เดี๋ยวๆ ซิ่นหลิงตั้งท่ารอน่ากลัวแบบนี้ มีอะไรกับฉันหรือเปล่าเนี่ย มีอะไรอยากคุยกับฉันตรงๆก่อนมั้ย?
ซิ่นหลิง : อันฉี เ้าเตรียมตัวรักษาตัวเองได้เลย
อันฉี : เฮ้ย! จริงดิ!?
พูดจบซิ่นหลิงก็ชกลงบนแสงโส่ด้วยความแรง ทำให้ฉันร้องโอ๊ยยย! ออกมาเสียงดังลั่นเพราะเจ็บที่ข้อมืออย่างรุนแรง พร้อมกับกระเด็นหงายหลังไปกระแทกกับกอไผ่ที่อยู่ด้านหลังจนต้นไผ่หัก โชคดีที่มีหยงเป่าคอยรองรับฉันไว้ หยงเป่าจึงกระแทกกับกอไผ่แทน แต่ฉันนี่สิ! ข้อมือหัก!!! ร้องไห้จ๊ากกกออกมาจนเสวี๋ยฉีใ รีบวิ่งมาดูฉันทันที
เสวี๋ยฉีใและโกรธมากที่ซิ่นหลิงทำข้อมือฉันหัก เขาเรียกกระบี่หยกขาวออกมาจากแขนเสื้อ พุ่งเข้าฟาดฟันซิ่นหลิงที่เรียกทวนออกมาตั้งรับทันที ฉันจึงร้องะโบอกทั้งคู่อย่าต่อสู้กันทั้งน้ำตาที่ไหลพรากออกมาเพราะความเ็ปที่ข้อมือ
หยงเป่ารีบอุ้มฉันที่ข้อมือหักห้อยมาวางนอนที่ชานบ้าน เขาจะจับข้อมือฉันกลับเข้าที่ แต่ฉันรีบบอกหยงเป่าว่าอย่าจับที่ข้อมือ เพราะตอนนี้เจ็บมากๆ รอสักพักเดี๋ยวก็หาย เพราะตอนนี้ความเจ็บค่อยๆลดลงทีละนิดแล้ว หยงเป่าจึงนั่งเฝ้ามองที่ข้อมือด้วยความเป็ห่วง แล้วปาฏิหารย์ก็มีจริง ข้อมือที่หักห้อยค่อยๆประสานกันรวดเร็วทั้งๆที่าเ็สาหัสกว่าครั้งที่นิ้วถูกมีดบาด
ฉันจึงบอกหยงเป่าให้รีบไปห้ามเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงให้เลิกต่อสู้กัน ก่อนที่ป่าไผ่จะราบเป็หน้ากลอง เพราะพลังจากอาวุธของคนทั้งสอง อีกทั้งตอนนี้หยางกวางกับงูในป่าไผ่ก็ออกมายืนรอตั้งท่าพร้อมรบเพื่อเสวี๋ยฉีแล้วด้วย หยงเป่าจึงวิ่งไปห้ามคนทั้งสองให้หยุดทะเลาะ พร้อมกับบอกว่าข้อมือของฉันประสานกันแล้ว แต่สองคนนั้นไม่ยอมหยุดอาจเพราะหมั่นใส้กันมาก่อนหน้านี้ก็ได้
ตอนนี้ข้อมือที่หักประสานกันเสร็จสมบูรณ์ ฉันจึงเดินออกไปยืนข้างๆหยงเป่า และอยากทดลองอะไรบางอย่างที่สงสัย จึงตวาดด้วยเสียงอันดังว่า “เสวี๋ยฉี!!! ซิ่นหลิง!!! นั่งลงเดี๋ยวนี้!!! ทันไดนั้นคนทั้งสองก็สะดุ้งใหยุดตีกันทันที พร้อมกับนั่งลงตาแป๋วตามที่ฉันสั่ง
ฉันอึ้งตะลึงเมื่อเห็นเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงนั่งลงง่ายๆตามที่สั่ง นี่ฉันมีวาจาประกาศิตมันเป็เื่จริงหรือนี่?! ฉันก็เริ่มสงสัยตัวเองขึ้นมาทันที ว่าฉันกลายเป็ปีศาจเหมือนกับพวกเขาไปแล้วเหรอ อาการจิตตกเริ่มเกิดขึ้นเพราะกลัวที่ตัวเองต้องกลายเป็ปีศาจ
และเพียงสักพักเดียวเสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงก็ลุกขึ้นได้เอง รีบเดินมาดูที่ข้อมือฉันเพราะตอนนี้หายเป็ปกติเหมือนเดิม เสวี๋ยฉีโผเข้ากอดบอกว่าเขาใมากที่เห็นฉันร้องไห้เพราะข้อมือหัก ส่วนซิ่นหลิงนั้นยืนประหลาดใจที่ข้อมือฉันประสานกันเร็วเกินคาด แต่ฉันยังคงอยู่ในอาการจิตตก ถามเสวี๋ยฉีด้วยน้ำเสียงจริงจังเกือบจะร้องไห้อีกครั้ง
อันฉี : ฉันเป็ปีศาจแล้วใช่มั้ย? บอกฉันมาเถอะ อย่าโกหก
เสวี๋ยฉี : ไม่ เ้าไม่ใช่ปีศาจ แต่เ้าเป็มนุษย์ ข้ายังได้กลิ่นมนุษย์จากตัวเ้า
ซิ่นหลิงกับหยงเป่าจึงขยับหน้าเข้ามาดมที่ตัวฉัน พูดเป็เสียงเดียวกันว่า ฉันเป็มนุษย์จริงๆไม่มีใครโกหก แต่ที่ฉันทำอะไรได้เหมือนปีศาจเพราะกินผลอัคคี ต่อไปฉันต้องกินผลอัคคีเพื่อให้มีชีวิตรอดได้ในป่าแห่งนี้ ฉันจึงยิ้มขึ้นมาได้ว่าฉันยังคงเป็มนุษย์ เพราะฉันกังวลใจเหลือเกินว่าถ้ากลายเป็ปีศาจ ก็จะกลับบ้านของตัวเองไม่ได้อีกเลย
เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ปกติ หยงเป่าจึงขอตัวลาเพื่อไปสำรวจป่ารอบๆบริเวณนี้ เผื่อว่าเจอสุนัขเยือกแข็งเขาจะได้จัดการฆ่าพวกมันทิ้งให้หายไปจากป่าอัคคีที่เคยสงบสุข
●
●
●
หมายเหตุ
*หู่หยงเป่า (ชื่อแซ่ของเสือดำ) แปลว่า ปกปักรักษา กล้าหาญอย่างเสือ
*หยางกวาง แปลว่า แสงอาทิตย์