บทที่ 2: เจ้าหญิงในวัยเด็ก (Childhood Princess)
ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดครึ้มที่ปกคลุมเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยแสงสีอันงดงามชวนหลงไหลที่ส่องสว่างจากแสงไฟตามอาคารบ้านช่องที่หลากหลาย เสาไฟตามริมถนน และรถยนต์ชนิดต่างๆ ที่แล่นสัญจรไปมาตามท้องถนน ภายในเมืองที่เต็มไปด้วยประชากรมากหน้าหลายตาที่เดินสัญจรผ่านไปมาตามระเบียงทางเดินพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองโตเกียว มีกลุ่มคนลึกลับกลุ่มหนึ่ง นำโดยชายปริศนาใต้ผ้าคลุมสีดำเดินฝ่ากลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คอยเดินเฝ้าตระเวนอยู่ด้านหน้าเข้ามายังด้านในพิพิธภัณฑ์อย่างง่ายดาย โดยที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ยังคงเดินเฝ้าตระเวนอยู่อย่างนั้นราวกับถูกมนต์สะกดด้วยอะไรบางอย่าง พวกเขามุ่งหน้าไปที่จัดแสดงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ใจกลางพิพิธภัณฑ์กริ่ง กริ่ง กริ่ง กริ่งแม้ว่าสัญญาณเตือนภัยจะดังขึ้น แต่ชายปริศนาก็ยังคงยื่นมือทะลุเข้าไปหยิบดาบเจ็ดเขี้ยวออกมาผ่านตู้กระจกนิรภัยอย่างง่ายดายด้วยเวทย์ดำของตน โดยที่ไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยซักนิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่พากันวิ่งกรูเข้ามาเจอพวกเขา อันเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกคนที่คอยเฝ้าตระเวนรักษาความปลอดภัยที่พิพิธภัณฑ์นั้นล้วนถูกเวทย์ดำของชายปริศนาผู้นี้มนต์สะกดเอาไว้แล้วดังนั้น พวกเขาจึงสามารถนำดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพออกมาจากพิพิธภัณฑ์ได้อย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นพวกมันก็ขึ้นรถตู้หนีไป ปล่อยให้สัญญาณเตือนภัยดังอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้สึกตัวขึ้นก็ได้ยินเสียงสัญญาณนิรภัยที่ดังออกมา เหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างก็รีบพากันเข้าไปดูข้างในพิพิธภัณฑ์จนได้พบว่า ดาบเจ็ดเขี้ยวที่ถูกจัดแสดงไว้นั้นได้หายไปจากตู้กระจกนิรภัยไปแล้วณ บ้านพักริมลำธารหลังหนึ่งภายในป่าอันเขียวชอุ่มที่ถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาล มีแสงจันทราส่องสว่างลงมายังเบื้องล่าง เสียงน้ำลำธารไหลเชี่ยวที่ประสานกับเสียงร้องของจิ้งหรีดดังก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ ในห้องทำนายขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสภายในบ้านพักที่ถูกบดบังไปด้วยความมืดมิด มีแสงเทียนอ่อนๆ ช่วยส่องสว่างจนแทบจะเกือบทั้งห้องมีหินพลังศักดิ์สิทธิ์ หรือคิเน็นเซคิตั้งอยู่ที่กลางห้อง ซึ่งมีชุดไม้โอนุสะทั้ง 6 ชุดประดับอยู่ล้อมรอบก้อนหิน ตกแต่งด้วยสายชิเมนาว่าที่ประดับด้วยริ้วกระดาษชิเดะเจ้าหญิงฮิเมรากิในวัยเด็กถามถึงกำไลที่ถืออยู่ในมือหนาของอาเบะ โนะ เซย์เมย์ “นั่นคืออะไรเหรอคะ ท่านราชครู”“มันคือกำไลกระจกยาตะ ท่านพ่อเจ้าได้ฝากของชิ้นนี้ไว้กับข้าในตอนที่พระองค์พยายามขอร้องให้ข้ารับเจ้ามาเป็นศิษย์ เดิมทีมันคือหนึ่งในเครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นเช่นเดียวกับสร้อยอัญมณียาซาคานิที่เจ้ากำลังสวมใส่อยู่...”เจ้าหญิงฮิเมรากิหยิบอัญมณีที่ติดอยู่กับสร้อยที่กำลังสวมใส่อยู่ในขณะนี้ขึ้นมามอง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า “สร้อยอัญมณียาซาคานิ ใช่นี่รึเปล่าคะ ท่านราชครู”“ใช่แล้วหล่ะ” เซย์เมย์ยืนยันในคำตอบ เมื่อเจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามถึงสร้อยอัญมณีที่กำลังสวมใส่อยู่“พระองค์ได้ฝากให้ข้านำกำไลชิ้นนี้มามอบให้กับเจ้า เมื่อเจ้ามีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์” เซย์เมย์ถอนหายใจสักพัก“กำไลกระจกยาตะ กับสร้อยอัญมณียาซาคานิ และยังมีเครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่ง คือดาบวิเศษฟ้าฟื้นคุซานางิ ซึ่งยังไม่ทราบที่แน่ชัดว่าถูกเก็บไว้ที่ไหน เมื่อทั้งสามชิ้นนี้ได้มาอยู่รวมกัน มันจะกลายเป็นสุดยอดเครื่องรางที่จะสามารถปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้รอดพ้นจากเภทภัยทั้งปวง หากอยู่ในกำมือขององเมียวจิสายขาวผู้มีจิตใจที่ดีงาม...”“ในขณะเดียวกัน ถ้าหากตกอยู่ในกำมือของเหล่าองเมียวจิสายดำผู้ชั่วร้ายและถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด มันก็จะกลายเป็นสุดยอดอาวุธทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่ผู้คนทั่วไปจะคาดเดาได้เช่นกัน เพราะงั้น เครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นจึงถูกสะกดพลังและเก็บซ่อนไว้ในราชสำนักในเวลาต่อมา”เจ้าหญิงฮิเมรากินั่งฟังที่เซย์เมย์พูดอย่างใจจดใจจ่อ ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มรู้สึกหวั่นเกรงในพลังอันแสนยานุภาพของเครื่องไตรราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นที่เป็นได้ทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกัน หลังจากที่เซย์เมย์พูดจบ เจ้าหญิงฮิเมรากิก็เอ่ยขอลองทำนายจากหินพลังศักดิ์สิทธิ์ที่วางอยู่กลางห้องดูสักครั้ง“ท่านราชครูคะ ข้าขอลองทำนายจากหินพลังศักดิ์สิทธิ์ดูจะได้ไหมคะ”“เอาเลยสิเจ้าหญิงน้อย เอาเลย” เจ้าหญิงฮิเมรากิลองนำความรู้ด้านวิชาเวทย์องเมียวที่ได้ร่ำเรียนมาจากเซย์เมย์ ผู้เป็นเสมือนราชครู มาประยุกต์ใช้ในการทำนายจากหินพลังศักดิ์สิทธิ์ และได้เห็นตัวเธอในอีก 16 ปีข้างหน้า“เป็นไงบ้าง ฮิเมรากิ เจ้าเห็นอะไรไหม”“ข้าเห็นตัวข้าในอนาคต ข้าได้กลายเป็นองเมียวจิฮิเมะที่เก่งกาจ และข้ากำลังจะมีน้องสาว”เจ้าหญิงฮิเมรากิมองเห็นอนาคตของตัวเองเมื่อได้ทำนายจากหินพลังศักดิ์สิทธิ์ของผู้เป็นเสมือนราชครู“โห่ ไม่เลวเลยนี่นะเจ้าหญิงน้อย...” เซย์เมย์เตรียมใจสักพักก่อนจะบอกอะไรบางอย่างกับเจ้าหญิงฮิเมรากิ“ฮิเมรากิ นี่คือสิ่งที่ข้าได้ทำนายไว้ ในอนาคตข้างหน้าจะมีสักวันหนึ่งที่เจ้ากับพวกข้าจะต้องพรากจากกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง และเมื่อถึงวันนั้น ข้าขอให้เจ้าจงเข้มแข็งและก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป แม้ว่าในเส้นทางข้างหน้าจะโดดเดี่ยวเดียวดายแค่ไหนก็ตาม” จิตใจของเจ้าหญิงฮิเมรากิเริ่มรู้สึกสั่นไหวเมื่อได้ยินในสิ่งที่ผู้เป็นเสมือนราชครูได้พูดมา“ข้าเชื่อในตัวเจ้า ว่าเจ้าจะต้องกลายเป็นองเมียวจิฮิเมะที่เก่งกาจที่สุดอย่างที่ท่านพ่อเจ้าได้คาดหวังเอาไว้ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องทำได้” เซย์เมย์รีบพูดปลอบประโลมพลางยกมือหนาขึ้นลูบไล้บนหัวของเจ้าหญิงฮิเมรากิที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมทรงประบ่าสีดำอย่างอ่อนโยน ความสั่นไหวภายในจิตใจของเธอเริ่มแผ่วเบาลงท่ามกลางที่ราบสูงนาสุอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าในยามรัตติกาลอันมืดมิด แสงจันทรานั้นถูกบดบังด้วยเมฆสีครื้มในยามราตรีจนหมดสิ้น ก้อนหินศิลาสังหารหรือเส็ซโชเซกิถูกตั้งตระหง่านอยู่บริเวณเนินเขา หลังจากที่ได้มาถึง ชายปริศนาใต้ผ้าคลุมนำเอาดาบเจ็ดเขี้ยวปักอยู่ที่หน้าก้อนหิน ซึ่งภายในนั้นมีร่างของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่ถูกพันธนาการด้วยพลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อนกำลังหลับไหลอยู่ในนั้น“เปรี้ยง!!” ทันใดนั้นก็เกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับสายฟ้าแลบที่ปรากฏขึ้นเป็นบางครั้ง“ปกป้องกันเหลือเกินนะ งั้นก็ดี ข้าจะได้กำจัดเจ้าไปพร้อมกับราชครูของเจ้าเสีย และชิงไตรราชกกุธภัณฑ์ทั้งสามชิ้นมาเป็นของข้าให้จงได้ เจ้าหญิงฮิเมรากิ...”ชายปริศนาใต้ผ้าคลุมสีดำนึกถึงใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งคู่แข่งและศัตรูคู่อาฆาตของตนในยุคอดีต“ข้าจะต้องเอาชนะและอยู่เหนือกว่าเจ้าให้ได้ อาเบะ โนะ เซย์เมย์”ชายใต้ผ้าคลุมสีดำวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครานิดๆ บนใบหน้ายืนกล่าวอยู่เพียงลำพังที่หน้าก้อนหินศิลาสังหารราวกับเป็นคู่อริที่เคยมีเรื่องบางหมางกับคนๆ นั้นมาก่อนซึ่งมันก็เป็นความจริง ก่อนที่จะขึ้นรถตู้คันหรูสีดำมันเงาและจากไปในท่ามกลางเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นภายในรถตู้คันหรูนั้น ชายใต้ผ้าคลุมสีดำที่นั่งริมประตูรถค่อยๆ หยิบม้วนบันทึกโบราณขึ้นมามองพลางลูบไล้อย่างทะนุถนอม ใบหน้าอันเยือกเย็นที่แสยะยิ้มออกจากมุมปากนั้นบ่งบอกถึงความชั่วร้ายได้เป็นอย่างดี