ตอนที่ 26 ห้วงแห่งความฝันที่ถูกปล้น
ตอนที่ 26 ห้วงแห่งความฝันที่ถูกปล้นหวังจวนมีนิสัยที่ชอบปกป้องลูกชายตัวเอง จึงทำให้หวังเป่าหลงไม่ได้พูดอะไรอีก ก็แค่ใช้สายตาตักเตือนหวังซิน แล้วพูดว่า: “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของแกคือการเรียน ไม่ว่าตอนไหน ก็ห้ามละทิ้งการเรียนของตัวเอง อายุของแกตอนนี้ ควรเอาการเรียนเป็นหลัก การแสดงเป็นรอง เรื่องหลักและเรื่องรอง แกจะต้องแยกแยะให้ชัดเจน”“ผมรู้แล้วครับ พ่อ” เมื่อได้ยินพ่อพูดถึงเรื่องการเรียนอีกครั้ง หวังซินก็เกาหัวอย่างจนใจ แล้วหลังจากนั้นจึงกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง“ลูกอยากจะกินมื้อดึกไหม? วันนี้ฉลองที่ลูกทดสอบสำเร็จ แม่จะพาไปเลี้ยงมื้อดึกเอง” หวังจวนในตอนนี้ดีใจแทนลูกชายมาก แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้ว เธอก็ค่อนข้างจะเป็นห่วงสถานการณ์ของลูกชายเล็กน้อย“ไม่กินแล้วครับ ผมไม่หิว” หวังซินไม่รู้ว่าเมื่อคืนพ่อแม่ได้ยินการเคลื่อนไหวและเสียงพูดของตัวเองในห้องนอน จึงรีบโบกมือแล้วพูดออกมาหลังจากที่รอให้หวังซินเข้าห้องไปแล้ว หวังจวนก็พูดกับหวังเป่าหลงด้วยความกังวลใจเล็กน้อยว่า: “คุณว่าลูกจะซ้อมบทในห้องอีกไหม?”“ไม่รู้สิ เฮ้อ ผมว่านะ ช่วงสองสามวันนี้อย่าเพิ่งกวนลูกเลย แล้วแต่ลูกเถอะ” เรื่องของหวังซิน ทำให้หวังเป่าหลงรู้สึกปวดหัวเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีวิธีที่จะทำให้ลูกชายกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกทั้งตอนนี้หวังซินที่ทดสอบผ่านแล้ว มันไม่ง่ายที่ตอนนี้จะให้เขาปล่อยหวังซินไปทำงานตามที่ได้คิดไว้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 12 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ หลังจากที่พ่อแม่ออกจากห้องนอนของเขาไปแล้ว ทุกครั้งที่หลับ เขาก็จะฝันถึงสนามการทดสอบ ซึ่งสนามทดสอบธรรมดาที่ในฝันร้ายนั้นจะทำให้เขาใกล้จะพังทลาย และแทบไม่กล้าที่จะหลับตานอนแต่จะเป็นไปได้ยังไงที่จะฝันเหมือนกันทุกครั้ง?“เป็นแบบนี้ได้ยังไงกันนะ? ฝันเหมือนกันทุกครั้ง หรือว่าฉันจะถูกความล้มเหลวทำให้ย่อยยับกันแน่?” หวังซินลุกขึ้นนั่งบนเตียง หันไปดูเวลานิดหน่อย ตอนนี้ก็เป็นเวลาตีหนึ่งแล้วแต่ฝันแบบนี้มาสามครั้งแล้วนะ ทุกครั้งจะฝันถึงสนามทดสอบ สนามการทดสอบที่เหมือนกันในฝันร้ายนั้นได้ทำให้เขาตกใจตื่น“ถ้าได้นอนต่ออีก ก็ยังจะเป็นสนามการทดสอบนั่นอยู่อีกใช่ไหม?” หวังซินฝืนยิ้มแล้วส่ายหัวไปมา หากคำนวณอายุในโลกยุคหลัง ไม่ว่ายังไงตัวเองก็สามสิบกว่าแล้ว จะเป็นไปได้ยังไงที่จะพ่ายแพ้ให้กับสนามทดสอบล่ะ?หลังจากที่ได้หลับไปอีกครั้ง หวังซินก็กลับมาที่สนามทดสอบอีกครั้ง สิ่งที่ไม่เหมือนกันในใจของเขาครั้งนี้ก็คือรู้ว่า นี่เป็นแค่ความฝันเมื่อมองดูการวิพากษ์วิจารณ์ที่เสียดสีของกรรมการ หวังซินก็แสยะยิ้มที่มุมปาก เมื่อมองดูนักแสดงเหล่านั้นที่กำลังพยายามทดสอบการแสดง หวังซินก็พูดกับตัวเองว่า: “นี่เป็นแค่ความฝันเท่านั้น แต่นับจากนี้เป็นต้นไปความฝันนี้ ก็ไม่ใช่ฝันร้ายของฉันอีกต่อไปแล้ว”“เธอกำลังพูดอะไรอยู่น่ะ?” หลิงชงปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของหวังซินโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินเสียงบ่นพึมพำของหวังซิน จึงได้ถามออกมาเบา ๆหวังซินมองดูหลินชง ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และไม่ได้ตอบอะไร“หวังซิน ท่าทีของเธอไม่เลวเลยนะ แสดงให้ดี ๆ ล่ะ”หวังซินยังไม่ได้พูดอะไร เขาเข้าใจว่านี่เป็นแค่ในความฝันของตัวเองเท่านั้นเมื่อถึงตาที่หวังซินได้ยืนที่สนามทดสอบอีกครั้ง ก็เดินขึ้นไปบนเวที แสงไฟสปอตไลท์เหล่านั้นสาดส่องมาที่บนใบหน้าของเขา แล้วทำให้สายตาของเขาสูญเสียการมองเห็นไปชั่วขณะแต่หัวข้อทดสอบของกรรมการก็ออกมาแล้ว พวกเขาให้บทละครหวังซินมาเล่มหนึ่ง แล้วพูดว่า: “เธอแสดงบทของ ‘หลิวซิง’ ที่อยู่ด้านบนนี้”หวังซินหยิบบทละครขึ้นมาดู ได้แสดงเป็น ‘หลิวซิง’ อีกทั้งบทที่อยู่ด้านบนดูซับซ้อนมาก อารมณ์ความรู้สึก ท่าทางค่อนข้างเกินจริงไปหน่อย ต้องการแสดงให้เข้าถึงบทบาทนี้ ก็ยังถือว่าค่อนข้างลำบาก“เริ่มเถอะ” หลังจากที่อ่านบทละครจบแล้ว กรรมการก็ให้หวังซินเริ่มแสดงซึ่งเป็นไปตามคาด หวังซินก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หลังจากนั้นยังได้รับคำเสียดสีจากกรรมการและคำดูถูกของผู้กำกับอีกด้วยแต่หวังซินกลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ รู้ว่านี่เป็นแค่ห้วงแห่งความฝัน หลังจากนั้นต่อมา ก็เริ่มกลับมาซ้อมซ้ำไปซ้ำมาอีกเขารู้ว่าในห้วงแห่งความฝันนี้เป็นแค่ฉากที่ตัวเองจำลองขึ้นมา หลังจากที่ตัวเองกำลังเข้าสู่ในห้วงแห่งความฝันนี้ ก็รับรู้ได้ถึงสติที่มี งั้นก็พิสูจน์ได้ว่าถ้าหากสามารถจำลองห้วงแห่งความฝันนี้ไปได้เรื่อย ๆ ก็อาจจะกลายเป็นเทคนิคสำคัญที่ใช้ในการซ้อมการแสดงของตัวเองได้ในขณะที่นักแสดงคนอื่นยังคงแสดงต่ออยู่ เขาก็คิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาว่าบทบาท ‘หลิวซิง’ นี้ควรจะแสดงออกมายังไงดีในฐานะนักแสดงตัวประกอบชนชั้นรากหญ้าที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงในโลกยุคหลัง ก็ยังพอรู้เทคนิคการแสดงอยู่บ้าง จึงได้ฝึกฝนจนชำนาญ ครั้งแรกที่ทำไม่ได้ ก็ฝึกให้เยอะขึ้น หาข้อดีจากความล้มเหลวของตัวเอง จากนั้นก็ทำการเปลี่ยน แล้วทำให้การแสดงของตัวเองมีความชำนาญมากยิ่งขึ้นทุกวัน ถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านี้แหละ หวังซินเริ่มฝึกซ้อมเทคนิคการแสดงของตัวเองในฝันอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกครั้งที่ทำการแสดงต่อหน้ากรรมการ เขาไม่เชื่อว่ากรรมการเหล่านี้จะพูดเป็นแค่คำว่าไม่ผ่านทุกครั้งที่ล้มเหลว ทุกครั้งที่ฝึกซ้อม ทำให้ในใจหวังซินมีพลังขึ้นมา มองดูกรรมการเหล่านั้นบนเวที พวกเขาไม่ได้เป็นแค่บุคคลที่ตัวเองจำลองขึ้นมาในฝัน แม้แต่พวกเขาต่างก็พูดว่าตัวเขาเองทำไม่ได้ จนกระทั่งทำให้หวังซินเริ่มสงสัยว่าในความฝัน พวกเขาพูดเป็นแค่คำว่าไม่ผ่านใช่หรือไม่แค่การซ้อมละครสิบกว่าครั้งมานี้ ทุกครั้งที่ได้แสดงบนเวที ซึ่งปัญหาที่กรรมการชี้ออกมายิ่งนับวันก็ยิ่งน้อยลง เขาก็รู้ว่ามีความหวัง การแสดงในความฝัน พวกเขายังสามารถให้คำชี้แนะที่ถูกต้องแก่ตัวเองได้หลังจากที่พบจุดนี้แล้ว ในใจหวังซินก็ดีใจอย่างบ้าคลั่ง นี่นับตั้งแต่เขาได้กลับมาเกิดใหม่ ก็ถือเป็นการค้นพบข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งในฝันสามารถทำให้ตัวเองปรับปรุงความสามารถในการแสดงของตัวเขาเองได้อีกด้วยเมื่อทำการแสดงบนเวทีต่อหน้ากรรมการอีกครั้ง ครั้งนี้กรรมการชี้จุดบกพร่องออกมาทันทีว่า: “อารมณ์ความรู้สึกของเธอยังไม่ผ่านเกณฑ์ ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่ได้คาดไว้ กิริยาท่าทางมากเกินจริง ระดับของอารมณ์ยังน้อยเกินไป ดังนั้นฉันว่า ไม่ผ่าน”หวังซินจำข้อเสียเหล่านี้จนขึ้นใจ และซ้อมการแสดงซ้ำไปซ้ำมา หลังจากที่คุ้นชิน จึงขึ้นไปแสดงบนเวทีอีกครั้ง“กิริยาท่าทางของเธอยังไม่เป็นธรรมชาติพอ ไม่ผ่าน”“ความรู้สึกของเธอยังเข้าไม่ถึงบทบาท ไม่ผ่าน”“.......ของเธอ ไม่ผ่าน”ทุกครั้งที่ไม่ผ่าน ทำให้หวังซินรับรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง และไม่หยุดที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกทั้ง ข้อผิดพลาดเหล่านี้ที่พวกเขาชี้ออกมา ไม่ใช่แค่ชี้ว่าจะให้ตัวเองปรับปรุงยังไง ถึงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ โชคดีที่ในโลกยุคหลังเคยเป็นนักแสดงตัวประกอบจึงนับว่ามีประสบการณ์ทางการแสดงอยู่บ้าง ค่อย ๆ ปรับปรุง ในที่สุดก็ปรับปรุงจนตัวเองได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจในครั้งนี้ หวังซินแสดงต่อบนเวที เมื่อหวังซินแสดงละครจบไปหนึ่งฉาก หนึ่งในกรรมการก็พูดว่า: “ทุกการเคลื่อนไหวทำได้เป็นที่น่าพอใจมาก แต่ว่าพอดูต่อเนื่องแล้ว ยังมีความรู้สึกไม่เชื่อมโยงกัน ไม่ผ่าน”“ยังไม่ได้อีกเหรอ?” หวังซินรู้สึกงุนงงแล้วตัวเขาเองในตอนนี้ยังไม่เจอวิธีไหนที่จะสามารถปรับปรุงข้อด้อยนี้ให้ดีขึ้นมาได้ทุกอารมณ์ความเคลื่อนไหวล้วนเป็นที่น่าพอใจมาก แต่ว่าทำไมดูต่อเนื่องแล้ว ถึงมีความรู้สึกที่ไม่เชื่อมโยงกันอยู่นะ?การแสดงในฉากนึง ทุกอย่างก็ดูเป็นธรรมชาติ เพียงรอบเดียวตัวเองก็ทำออกมาได้แล้ว แม้แต่บทพูดก็ไม่ได้พูดผิด ทำไมถึงยังไม่ได้อีกล่ะ?หรือว่าพวกเขาจะพูดเป็นแค่คำว่าไม่ผ่านจริง ๆ นี่ก็เป็นแค่ความฝันหนึ่งของตัวเองงั้นเหรอ?แต่ว่าในฝัน ตัวเองทำไมถึงได้มีสติขนาดนี้กันนะ?“เป็นไปไม่ได้หรอก วิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่าคน ๆ หนึ่งไม่สามารถฝันเหมือนกันได้ ในฝันของคนเราไม่สามารถรู้สึกตัวได้ ทำไมฉันถึงทำไม่ได้ล่ะ?”หวังซินพิจารณาประโยคสุดท้ายนั้นของกรรมการ แล้วเชื่อมโยง ปัญหาหลักก็คือการเชื่อมโยง แต่ว่าเมื่อเข้าฉากแล้ว ทำไมตัวเองถึงไม่เชื่อมโยงแล้วล่ะ?ย้อนนึกถึงปัญหาการแสดงที่ตัวเองสัมผัสได้ทั้งหมดในการเป็นนักแสดงตัวประกอบของโลกยุคก่อน เขากลับมาฝึกแสดงฉากนี้ใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้นก็แสดงที่บนเวทีอีกน้ำเสียงในการพูด กิริยาท่าทาง อารมณ์ความรู้สึก เขาใส่ใจกับมันมาก แต่ว่าก็ยังไม่ผ่าน“หรือว่าใส่ใจด้านพวกนี้มากเกินไป ถึงส่งผลให้ไม่ผ่าน?” คิดแล้วคิดอีก หวังซินก็ฝึกซ้อมเล็กน้อย แล้วขึ้นเวทีต่อในครั้งนี้เขาไม่ได้สนใจรายละเอียดพวกนั้น แล้วใช้ท่าทีที่เป็นธรรมชาติที่สุดไปแสดงพอกรรมการดูการแสดงของหวังซินในครั้งนี้จบ ก็เงียบไปชั่วขณะ แล้วพูดว่า: “ไม่เลวเลย แต่ทำไมฉันถึงยังรู้สึกว่ามีปัญหาอยู่?”“ฉันก็มีความรู้สึกแบบนี้ แต่ว่าฉันก็บอกไม่ได้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน”พอได้ยินกรรมการพูดแบบนี้ หวังซินก็ตกตะลึงแม้แต่กรรมการก็หาปัญหาในการแสดงไม่เจอ ที่ทำไมถึงไม่ให้ตัวเขาเองผ่านล่ะ?นี่ในห้วงแห่งความฝันของตัวเอง หรือว่าคนพวกนี้จะพูดว่าผ่านไม่เป็นจริง ๆ กันนะ?จากนั้นไม่นานหวังซินก็ล้มเลิกความคิดที่อยู่ในใจนี้ไป แล้วทำการฝึกซ้อมต่อการแสดงบทเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังซินจึงค่อย ๆ เข้าถึงความคิดของกรรมการผู้ทรงอิทธิพลพวกนี้ทุกการเคลื่อนไหวล้วนยังไม่เข้าที่ นั่นก็เพราะว่าตัวเองใส่ใจในรายละเอียดมากเกินไป จึงกลับละเลยทั้งหมดไป แล้วเอาส่วนทั้งหมดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน บางครั้งมีรายละเอียดส่วนหนึ่งที่เข้าที่แล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้าที่ ในทางกลับกันก็อาจเป็นปัญหาที่กรรมการหาไม่เจอได้ และกลับเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ผ่านเมื่อเข้าใจในปัญหาพวกนี้แล้ว หวังซินก็เริ่มฝึกซ้อมอีก เมื่อคิดว่าตัวเองทำได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็ขึ้นเวทีแสดงอีกเมื่อการแสดงครั้งนี้จบลงแล้ว กรรมการคนหนึ่งก็รีบพูดว่า: “การแสดงไร้ที่ติ ผ่าน”“ผ่าน”เมื่อได้ยินคำพูดของกรรมการ หวังซินก็ยิ้มขึ้นมา ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง แม้ว่าตัวเองจะไม่มีพรสวรรค์ในการแสดง แต่มีพื้นที่ในความฝันให้ตัวเองได้ฝึกซ้อม ตัวเองก็สามารถมีพรสวรรค์ทางการแสดงได้ถึงแม้ว่านี่จะอยู่ในความฝันของตัวเอง แต่ตัวเองก็ผ่านได้แล้วจริง ๆ เมื่อตื่นจากความฝัน เขาก็ยังจำเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในความฝันได้อย่างชัดเจนไม่รู้ว่าเรื่องที่ตัวเองฝึกซ้อมทั้งหมดในความฝัน จะแตกต่างจากความเป็นจริงหรือไม่ หวังซินรีบตื่นนอน แล้วแสดงในห้องของตัวเองไปหนึ่งฉากเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับภาษา คำพูดที่ใช้ในตอนแสดงจึงทำให้พ่อของหวังซินได้ยินเข้าแล้วในตอนเย็นที่หวังซินเพิ่งจะฝันร้ายได้ไม่นาน หวังเป่าหลงและภรรยาก็มักจะใส่ใจห้องของหวังซินอยู่ตลอดเมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวและเสียงพูดออกมาจากในห้องของหวังซิน ทั้งสองคนก็รีบตื่นขึ้นมาฟังเสียงที่หน้าประตูห้องอยู่สักพัก คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินหวังซินกำลังแสดงอยู่ในฉาก หวังจวนจะพุ่งเข้าไปในห้องนอนของหวังซินแต่หวังเป่าหลงได้ดึงหวังจวนเอาไว้ แล้วพูดว่า: “ตอนนี้คุณยังเข้าไปไม่ได้ ในเวลานี้ลูกอยากเป็นนักแสดงมาก เรื่องการทดสอบเมื่อวานทำให้ในใจของเขายังหลงเหลือความชอกช้ำอยู่ ปล่อยให้เขาระบายไปเถอะ!”“ระบายงั้นเหรอ?ถ้ายังโวยวายแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานลูกก็จะกลายเป็นคนบ้า”“เอาล่ะ เรื่องนี้ผมขอคิดหาวิธีก่อน ตอนนี้อย่าไปสนใจลูกเลย สภาพลูกตอนนี้ ก็คงไม่อยากให้เราเห็นหรอก ให้ความเป็นส่วนตัวกับลูกหน่อย”หวังเป่าหลงและภรรยาที่อยู่นอกประตู แต่หวังซินกลับไม่รู้ เขาตื่นขึ้นมาฝึกซ้อมในส่วนที่แสดงอยู่ในความฝันทั้งหมดใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยที่เขาสามารถรับรู้ได้ว่าแสดงเหมือนถอดแบบออกมาจากความฝันเลย ทุกอย่างลื่นไหลไปอย่างธรรมชาติ แค่ครั้งเดียวก็ทำสำเร็จ แทบจะไม่มีความผิดพลาดใด ๆ เลย“คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่เดานั้นจะเป็นจริง การซ้อมการแสดงในฝันคาดไม่ถึงว่าฉันจะสามารถได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพแบบนี้” พิสูจน์ได้ว่าหลังจากที่ตัวเองซ้อมการแสดงในฝันแล้วทำให้การทดสอบสำเร็จ ในตอนนี้หวังซินก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมถ้าให้โอกาสเขาอีกครั้งหนึ่ง เขาเชื่อว่าตัวเองจะสามารถผ่านการทดสอบไปได้แน่นอน ที่ได้บรรลุตามความปรารถนาของตัวเอง...