เมื่อกลับมายังที่ที่เคยตั้งแผงลอยนางซูรีบช่วยจัดเก็บหม้อดินให้เรียบร้อยยามนี้รวมกับส่วนที่ต้องจัดส่งให้ห้างร้านไท่หรานเพิ่มแล้วยามบ่ายนางยังมีล่าช่วนอีกมากมายที่ต้องเตรียม
“ท่านแม่อย่าเอาแต่เร่งรีบทำงานหนักเลยเ้าค่ะ ต้องพักผ่อนบ้างนะเ้าคะ”เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือนมารดา
มิต้องเอ่ยถึงเลยยามนี้นางซูรู้สึกมีกำลังใจยิ่งนัก เพียงแค่ออกจากสกุลเย่มาครึ่งเดือนเศษนางก็ได้กินอิ่มหนำทุกวัน อีกทั้งยังได้รับการบำรุงด้วยน้ำวิเศษจากมิติสีหน้าจึงดูดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก
ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินทางไปมาระหว่างเมืองสืออันและหมู่บ้านเถียนซินได้
“แม่รู้ตัวดี เ้าสองคนก็จงระมัดระวังให้ดี อย่าให้คนชั่วหลอกลวงไปได้”นางซูแตะจมูกบุตรสาว แล้วถอนหายใจ “คุณชายเ้าของห้างช่างมีอัธยาศัยดีนักพบปะผู้คนก็แย้มยิ้ม อัธยาศัยดีเหลือเกินนับว่าหาได้ยากนักในบรรดาคุณชายจากตระกูลร่ำรวย”
เย่ชิงชิงมิได้เอ่ยสิ่งใดตอบคนหน้าตาดีและชอบยิ้มเช่นนี้ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ถูกใจมักมีลักษณะเหมือนพวกจิ้งจอกเ้าเล่ห์ แทบไม่มีใครหลุดพ้นจากเสน่ห์ของเขาได้
ไม่พูดพร่ำทำเพลงนางซูกล่าวทิ้งท้ายกับสองพี่น้องอีกสองสามประโยคแล้วก็เข็นรถลากจากไปเย่ชิงชิงกับเย่จื้อเฟิงก็เฝ้าแผงลอยในยามบ่ายต่อ
ล่าช่วนที่ห้างร้านไท่หราน้านั้นจะมีรถม้าของพวกเขามาขนไปเองจึงไม่จำเป็ที่นางซูจะต้องลำบากนำไปส่งระยะทางครึ่งชั่วยามนั้นหากใช้แรงคนเข็นรถลากไปย่อมไม่ใช่เื่สะดวก
การทดลองขายดำเนินไปสามวันคนบังคับรถที่มาขนสินค้าก็นำข่าวดีมาแจ้งห้างร้านไท่หรานยินดีทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับพวกนางและได้ยินว่าผลตอบรับดีมากทีเดียว
ในเวลาเดียวกันนั้นภายใต้การเฝ้าแผงลอยของพี่น้องเย่ชิงชิงตลอดทั้งวันยอดขายรายวันก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรวมกับของที่จัดส่งให้ห้างร้านแล้วอย่างน้อยก็ต้องมีประมาณหนึ่งพันไม้
สิ่งนี้ทำให้นางซูยุ่งตัวเป็เกลียวแม้ว่าพี่เจียงจะเหลาไม้เสียบจากไม้ไผ่ให้เรียบร้อยแล้วแต่การล้างทำความสะอาดก็ยุ่งยากไม่น้อยยิ่งไปกว่านั้นการเสียบไม้ก็ทำให้มือของนางบอบช้ำไปหมดแล้ว
เมื่อมีคู่ค้าแล้วเย่ชิงชิงก็ถือโอกาสเสนอแิเื่การเพิ่มความหลากหลายของล่าช่วนเมื่อได้ช่องทางที่ขายดีเช่นนี้แล้ว ไม่ขยายกิจการให้ใหญ่โตคงน่าเสียดาย
บ้านของพี่เจียงมีหัวไชเท้ามากมายของพวกนี้มีน้ำหนัก หากขนไปขายในเมืองก็ได้เงินไม่มาก และซื้อหาได้ในราคาถูกป้าหวังที่เคยให้ผักกาดขาวพวกนางก็ปลูกผักกาดขาวไว้มากมาย กินเองไม่ไหวก็ต้องขายราคาถูกเช่นกัน
การนำหัวไชเท้ากับผักกาดขาวมาทำล่าช่วนนั้นมิใช่เื่ยากแต่เนื่องจากเป็ผักทั่วไป จึงต้องใช้ความคิดสักหน่อยเพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปาก
หากจะทำก็ต้องทำออกมาให้ดีเย่ชิงชิงพานางซูไปบ้านของคนขายเนื้อสกุลหูเพื่อซื้อกระดูกหมูกับหนังหมูมาต้มเป็น้ำแกงเคี่ยวกับไก่แก่
สองแม่ลูกวางแผนไว้อย่างดีทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าวันนี้คนขายเนื้อสกุลหูไม่อยู่ผู้ที่เฝ้าร้านคือป้าซิ่วที่เคยมีเื่มีราวกันมาก่อน
“้าแค่กระดูกกับหนังหมูหรือ? พวกยาจกซกมก...”ป้าซิ่วเบะปากแล้วบ่นเบาๆ นางกวัดแกว่งมีดหั่นเนื้อสับแบบหยาบๆจากนั้นก็ชั่งน้ำหนักแบบลวกๆ “สามสิบอีแปะ!”
นางซูขมวดคิ้ว“ท่านชั่งไม่แม่นยำใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่พวกนางจะลองทำน้ำแกงจึงไม่คิดจะเคี่ยวหม้อใหญ่ กระดูกหมูสองชิ้นกับหนังหมูเล็กน้อยกลับต้องจ่ายถึงสามสิบอีแปะเชียวหรือ?
“หมายความว่าอย่างไร?” ป้าซิ่วโยนมีดหั่นเนื้อกระทบพื้นเสียงดังแล้วตะเบ็งเสียงด่าทอ “สกุลหูของพวกเราไม่เคยตุกติกเื่น้ำหนักเ้าปากเสียเช่นนี้ ระวังตัวไว้หน่อยนะ!”
เย่ชิงชิงดึงนางซูไปด้านหลังเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าท่านป้าขายกระดูกหมูราคากี่อีแปะต่อหนึ่งชั่งหรือเ้าคะ?”
“สิบห้าอีแปะ! หากซื้อไม่ไหวก็ไม่ต้องเสนอหน้ามา” ป้าซิ่วมองพวกนางอย่างดูถูก“แค่กระดูกกับหนังหมูที่ไม่ค่อยมีราคาก็ยังบ่นว่าแพงไปกินผักป่าของเ้าเหมือนเดิมเถอะ!”
กระดูกหมูที่ไม่มีเนื้อมากนักในยุคนี้ย่อมมีราคาถูกแต่ราคาที่นางตั้งกลับแพงกว่าในเมืองกว่าครึ่งมิหนำซ้ำยังต้องโดนถากถางเมื่อมาซื้อของ...
“แม่ค้าอย่างนี้ไม่เคยพบไม่เคยเจอ!” ไร้เหตุผลสิ้นดีเย่ชิงชิงมุมปากกระตุก ดึงนางซูไว้แล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่พวกเรากลับกันเถิดเ้าค่ะ”
วันนี้ซื้อที่นี่ไม่ได้พรุ่งนี้ไปซื้อในเมืองก็ได้ ผู้ใด้ากระดูกหมูของนางมาช่วยชีวิตกันเล่า?
ป้าซิ่วไม่ยอมเดินบิดกายอ้วนๆ ตามออกมา “สับเรียบร้อยแล้วแต่จะหนีไปโดยไม่จ่ายเงินอย่างนั้นหรือ?”
นางซูกระตุกยิ้มหัวเราะ“ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน? เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงกันแท้ๆยังจะบังคับซื้ออีกหรือ?”
“เฮอะนางผู้นี้! ได้ยินว่าเป็คนตระกูลใหญ่ในเมือง ดูภายนอกสุภาพเรียบร้อยแต่ไม่คิดเลยว่าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้!” ป้าซิ่วเท้าเอวชี้ไปที่นางซู แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดัง “กระดูกทั้งหมดข้าสับเรียบร้อยแล้วข้าจะขายต่อให้ใครได้อีก? จะซื้อหรือไม่ซื้อเ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!”
เสียงของป้าซิ่วดังลั่นเหมือนคนขายหมูทั่วๆไป เสียงแหลมจนเพื่อนบ้านต้องออกมามุงดู
หูหลิ่วิบุตรชายคนโตของนางก็ได้ยินเสียงจึงเดินมา“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่มีคนไม่จ่ายเงินแล้วจะชิ่งหนีไป!” ป้าซิ่วเท้าเอวยืนอยู่เช่นนั้นร่างกายที่อ้วนท้วมบดบังเส้นทางของสองแม่ลูกสกุลซูไว้มิด
เมื่อเห็นว่ามีคนมุงดูหลายคนเย่ชิงชิงพลันะโเสียงดัง “กระดูกหนึ่งชั่งสิบห้าอีแปะแพงกว่าในเมืองแปดอีแปะ! ยังบังคับให้พวกเราซื้ออีก!”
“นางดุร้ายยิ่งนัก ท่านแม่ ข้ากลัวเหลือเกิน!” เย่ชิงชิงพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดของนางซูนางในร่างเด็กวัยเจ็ดขวบเปิดโหมดบีบน้ำตาอย่างไม่รู้สึกผิด
เป็ไปตามคาดยายแก่ข้างบ้านได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ป้าซิ่วเหตุใดเ้าถึงได้ค้าขายเช่นนี้!”
“ไม่ได้ขายท่านแพงเสียหน่อย” ป้าซิ่วโบกมือไล่ป้าแก่ไปแล้วกล่าวว่า “จะขายอย่างไรก็เื่ของข้าวันนี้ข้าจะขายราคานี้ ทำไมหรือ!”
ให้ตายเถอะ!ต้นไม้ไร้เปลือกย่อมตายสิ้น มนุษย์ไร้ยางอายย่อมไร้เทียมทานในความต่ำช้า!
บุตรชายของนางกลับทนไม่ไหวเขาดึงมารดาของตนเข้าบ้านไปอย่างแข็งกร้าว “ข้าดูแผงเองขอรับท่านแม่ไปทำอย่างอื่นเถิด!”
“เอ๊ะ! ทำไมกัน?” ป้าซิ่วไม่ยอมไปไหนยังเอาแต่บ่นไม่หยุด แต่เมื่อหูหลิ่วิจ้องเขม็ง นางก็เงียบทันที
แม้ว่าหูหลิ่วิจะอายุเพียงสิบสามปีแต่รูปร่างก็สูงใหญ่แล้วทั้งยังไปเรียนรู้ทักษะกับนายพรานที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านข้างเคียงมาด้วยป้าซิ่วจึงไม่กล้าขัดใจเขา