ภายในโถงใหญ่ชายหนุ่มที่นั่งชันเข่าท่วงท่าเสมือนาากำลังสองกลุ่มศิษย์หญิงของสำนักเขากระบี่เต้นรำด้วยความพอใจเขารู้นานแล้วว่าเ้าสำนักหนานอี้มาถึงและทำอะไรลงไปบ้างทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดจนกระทั่งเ้าสำนักหนานอี้และหลินเจาเหยียบเข้ามาในห้องถองเขาถึงเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับโบกมือครั้งหนึ่ง
“พวกเ้าไปได้แล้วนี่คือรางวัลที่นายน้อยมอบให้”
น้ำเสียงอ่อนช้อยของสตรีที่ถือถ้วยชาอยู่ดังขึ้นพร้อมกับโบกมือคราหนึ่งส่งเอาถึงสีแดงขนาดเท่ากำปั้นสิบกว่าถึงพุ่งตรงไปอยู่เบื้องหน้าของเหล่าศิษย์สำนักเขากระบี่แม้ถึงจะปิดอยู่แต่ไอปราณที่แผ่ออกมานั้นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกนางรู้ว่าในถึงนี้คืออะไร!
ในถุงนี้ต้องมีศิลาิญญาอยู่แน่นอน อีกทั้งยังไม่ใช่แค่ก้อนสองก้อนด้วยกระทั่งพวกนางเป็ศิษย์สายในของสำนักเขากระบี่ทุกเดือนก็ได้รับศิลาิญญาแค่สามก้อนเท่านั้น!เมื่อมองถุงศิลาิญญาที่ลอยอยู่ตรงหน้าแม้ว่าดวงตาของพวกนางจะวาววับแต่ก็ยังปรากฏความลังเลเหลือบไปมองเ้าสำนักครู่หนึ่ง
“พวกเ้ารีบออกไปซะ!ยังจะอยู่สร้างความอับอายให้สำนักนานแค่ไหนกัน!”
หลินเจาเค้นเสียงกล่าวออกมาขณะที่เ้าสำนักหนานอี้ไม่ได้พูดอะไรเอาแต่คิดถึงภาพเมื่อครู่นี้การควบคุมสิ่งของผ่านอากาศเช่นนี้เป็คุณสมบัติของปรมาจารย์ระดับญาณทิพย์!แม้ระดับญาณทิพย์จะตำกว่าระดับของเขาที่เป็ปรมาจารย์ระดับรู้แจ้งแต่สตรีที่ใบหน้าสง่างามคนนี้กลับอายุน้อยเกินไป!ตัวเขาที่นับเป็อัจฉะริบยะแห่งยุคของสำนักเขากระบี่กว่าจะบรรลุระดับญาณทิพย์ได้ก็อายุปาเข้าไปครึ่งร้อยแล้วแต่สตรีผู้นี้ดูแล้วแค่ยี่สิบกว่าปีเท่านั้น!
เมื่อในห้องโถงเหลือเพียงกลุ่มคนแปลกหน้าและหลินเจาที่ยืนอยู่ด้านข้างในที่สุดเ้าสำนักหนานอี้ก็ะเิแรงกดดันออกมาเขาคือปรมาจารย์ท่านหนึ่งเป็ผู้ฝึกตนระดับสูงที่ยืนอยู่แนวหน้าของทะเลโกลาหลมีคนมารังแกถึงในบ้านเช่นนี้เขาย่อมไม่มีทางนั่งคุยจิบชาด้วยดีๆแน่
“พวกเ้าเป็ใคร?มีเป้าหมายอะไรกันแน่?”
ท่าทีโมโหเช่นก่อนหน้านี้ไม่เหลืออยู่แล้วเ้าสำนักหนานอี้ตอนนี้นอกจากแรงกดดันที่แผ่ออกมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับต่อสู้สีหน้าของเขาราบเรียบดวงตาเ็าจนน่ากลัวอย่างไรก็ตามในตอนนี้เองชายหนุ่มที่นั่งอยุ่บนเ้าอี้เ้าสำนักก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินลงมาจากแท่นยกอยู่อย่างไม่รีบร้อน
“เ้าสำนักหนานผ่านไปแค่สองเดือนท่านก็จำไม่ได้แล้วหรือว่าทำสิ่งใดเอาไว้ข้ามาเยือนสำนักเขากระบี่ของท่านวันนี้แน่นอนว่าเกี่ยวกับเื่เมื่อสองเดือนก่อน”
ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆขณะที่ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มยามที่ลุกยืนขึ้นถึงสามารถมองเห็นได้ว่ารูปร่างของเขาสูงกำยำผิวสีเหลืองอ่อนดุจจันทราคิ้วเรียวดุจกระบี่แฝงความหยิ่งผยองตัดกับดวงตาที่ลุ่มลึกจนออกมากลายเป็รูปลักษณ์ที่น่าหลงไหลอย่างประหลาด
ในคนๆหนึ่งกลับมีทั้งกลิ่นอายของความเย่อหยิ่งสูงศักดิ์ทะนงตนยามมองประสายตากลับให้ความรู้สึกลึกล้ำไม่อาจคาดเดาอีกทั้งหากมองภาพรวมแล้วด้วยรูปร่างของเขายังมีความห้าวหาญเกรียงไกรอยู่ด้วยสิ่งที่แปลกใจที่สุดก็คือทุกอย่างที่กล่าวมานี้กลับหลอมรวมกับกิริยาท่าทางอันเกียจคร้านปล่อยตัวของเขาได้อย่างสมบูรณ์
“สองเดือนก่อน?”
เ้าสำนักหนานอี้นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้วเขาเก็บตัวอยู่ในเขาหลังสำนักมาห้าปีแล้วกิจการในสำนักล้วนส่งต่อให้ผู้าุโในสำนักจัดการนอกจากรายงานต่างๆในสำนักที่จะส่งให้เขาตรวจดูทุกปีเขาก็แทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในสำนักเลย
“หลินเจาที่เ้าหนุ่มนั่นพูดมาหมายความว่าอะไร? สองเดือนก่อนมีเื่อะไรเกิดขึ้น?”
ไม่เพียงแค่เ้าสำนักหนานอี้แต่หลินเจาเองก็มึนงงไปเล็กน้อยหลังจากใคร่คิดดูแล้วอย่าว่าแต่สองเดือนที่ผ่านมาเลยกระทั่งปีนี้ทั้งปีก็ยังไม่มีเื่สำคัญอะไรเกิดขึ้นในสำนักเขากระบี่ด้วยซ้ำ!
“ท่านอาจารย์่นี้นอกจากเื่กิจการของสำนักที่เริ่มดีขึ้นก็ไม่มีอะไรสำคัญเกิดขึ้นเลยขอรับอีกทั้งพวกเราสำนักเขากระบี่ทำสิ่งใดล้วนยึดถือคุณธรรมมาโดยตลอดกิจการของสำนักเราขยายออกไปก็ไม่เคยใช้วิธีผิดศิลธรรมเข้าไม่รู้จริงๆว่าสำนักเขากระบี่ของเราไปล่วงเกินพวกเขาได้ยังไง”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเจาก็ทำให้สีหน้าของเ้าสำนักหนานอี้ทะมึนลงไปอีกที่เขาโกรธมากขนาดนี้ก็เพราะสำนักเขากระบี่แทบไม่เคยล่วงเกินใครและยึดถือกฏระเบียบของใต้หล้ามาโดยตลอดทั้งๆ ที่พวกเขามีความแข็งแกร่งเพียงพอแต่ไม่รังแกคนอื่นดังนั้นตอนที่มีคนอื่นมารังแกถึงในบ้านจึงทำให้พวกเขายิ่งโกรธเป็เท่าทวี!
“เฮ้อ...สำนักเขากระบี่ยึดถือคุณธรรมเื่นี้ข้าเคยได้ยินมาบ้างแต่พวกท่านเป็ถึงสำนักใหญ่กลับไม่มีการจัดระเบียบภายในให้ดีในฐานะที่เป็เ้าสำนักท่านไม่คิดว่าเื่นี้พวกท่านละเลยเกินไปหรอกหรือ?”
เป็ชายหนุ่มชุดขาวที่กล่าวขึ้นมาก่อนที่หญิงสาวด้านข้างเขาจะพลิกฝ่ามือนำลูกแก้วสีเงินลุกหนึ่งออกมาหลังจากนางถ่ายพลังปราณเข้าไปเล็กน้อยลูกแก้วสีเงินก็เปล่งแสงสว่างสไวก่อนจะมีริ้วแสงเส้นหนึ่งพุ่งไปทางเ้าสำนักหนานอี้แน่นอนว่าเ้าสำนักหนานอี้ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเพราะเขารู้จักลูกแก้วสีเงินลูกนั้น
ตุบ!
ภายในห้องโถงเบื้องหน้าของเ้าสำนักหนานอี้มีชายวัยกลางคนร่างท้วมคนหนึ่งหล่นลงมาจากริ้วแสงทั้งร่างกายและใบหน้าของเขาล้วนผ่านการถูกทุบตีมาอย่างหนักเ้าสำนักหนานอี้เหลือบมองชายวัยกลางคนเบื้องหน้าที่นอนหอบหายใจไร้เรี่ยวแรงครั้งหนึ่งก็หันไปสบสายตากับชายหนุ่มอีกครั้ง
“ลูกแก้วคุมขัง...การของวิเศษชั้นฟ้าเช่นนี้หมายถึงสิ่งใดข้าเข้าใจดีนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่ข้าออกจากหลังเขาของสำนักสหายยุทธ์มีสิ่งใดก็พูดออกมาเถอะ ไม่จำเป็ต้องอ้อมค้อมต่อไปแล้ว!”
เ้าสำนักหนานอี้ในตอนนี้เก็บความโกรธลงไปแล้วเมื่อเห็นลูกแก้วคมขังเขาก็เข้าใจทันทีว่าผู้มาเยือนครั้งนี้มีฐานะไม่ธรรมดาในแดนเบญจภพนั้นมีการแบ่งแยกสมบัติศาสตรารวมไปถึงยาวิเศษและทรัพยากรฝึกปราณต่างๆออกเป็สี่ระดับใหญ่แม้วาในบันทึกโบราณจะมีการกล่าวถึงสมบัติวิเศษที่มีระดับกว่านี้แต่ในยุคปปัจจุบันที่นับรวมหมื่นปีที่ผ่านมานั้นกระทั่สมบัติและทรัพยากรระดับทีสี่ก็ยังแทบไม่ปรากฏให้เห็น
สี่ขั้นของสมบัติวิเศษและทรัพยากรฝึกปราณได้แก่ชั้นคน ชั้นดิน ชั้นฟ้า ชั้นเซียน หากไม่นับรวมชั้นเซียนที่ปรากฏออกมาไม่ถึงสิบชิ้นตลอดหมื่นปีในแดนเบญจภพก็นับว่าสมบัติวิเศษชั้นฟ้าคือที่สุดแล้ว!คนที่สมบัติระดับชั้นฟ้าอย่างลูกแก้วคุมขังได้อย่างน้อยก็ต้องเป็ขุมอำนาจระดับดินแดน!
ขุมอำนาจระดับดินแดน...คำนี้มีความหมายว่านับรวมทั่วทั้งแดนเบญจภพ!
“หลายเดือนก่อนข้าเดินทางผ่านเมืองถูอี้และได้ผูกมิตรกับสหายคนหนึ่งเอาไว้เขาเป็เ้าของโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองถูอี้ก่อนจะจากกันข้าคิดว่านี่เป็วาสนาของพวกเราจึงได้มอบของขวัญให้กับเขาก่อนจากไปทว่าวันนี้ในระหว่างเดินทางกลับข้าได้ยินว่าโรงเตี๊ยมแห่งนั้นถูกเ้าเมืองถูอี้ซื้อไปเสียแล้วยิ่งไปกว่านั้นก็คือสหายของข้าเ่าั้กลับหายตัวไปั้แ่เมื่อสองเดือนก่อนและตอนนี้โรงเตี๊ยมแห่งนั้นก็ไม่ใช่กิจการของเ้าเมืองถูอี้แต่เป็ของสำนักเขากระบี่!”
“อ้อ...ท่านไม่ต้องพูดถึงเื่คุณธรรมของสำนักอะไรนั่นหรอกนะโรงเตี๊ยมแห่งนั้นน่ะเป็มรดกของตระกูลเขาและเขาก็ไม่มีทางขายให้กับคนอื่นแน่นอนวันนี้ที่มาคุยกับท่านก็เพราะเห็นแก่คุณธรรมของสำนักเขากระบี่ชายผู้นี้คือเ้าใครท่านคงรู้จักกระมัง? ลองถามเขาดูท่านก็จะเข้าใจทุกอย่างแล้ว”
ชายหนุ่มดินผ่านเ้าสำนักหนานอี้และหลินเจาไปยังทางออกห้องโถงระหว่างนั้นหลินเจาลงมือสอบสวนด้วยตัวเองจึงได้ความว่าโรงเตี๊ยมแห่งนั้นในเมืองถูอี้เดิมทีเป็ของครอบครัวเล็กๆสกุลจั่วเมื่อสองเดือนก่อนผู้าุโหลิ่วเหอหนึ่งในบรรพจารของสำนักเขากระบี่บังเอิญผ่านเมืองถูอี้และััได้ถึงปราณทิพย์ชั้นดินในเมืองถูอี้จึงสั่งการให้เ้าเมืองถูอี้ไปตรวจสอบก่อนจะจากไป
เมืองถูอี้คือเมืองในปกครองของสำนักเขากระบี่ดังนั้นเ้าเมืองถูอี้เพื่อประจบเอาใจบรรพจารหลิ่วเหอจึงดำเนินการอย่างรวดเร็วและพบว่าในมือของครอบครัวสกุลจั่วทั้งสามคนนั้นถึงกลับมีโอสถพฤกษานิรันดรสามเม็ด!นี่คือโอสถชั้นดินที่ล้ำค่ากว่าสมุนไพรทิพย์ชั้นดินเป็สิบเท่า!
ส่วนเื่หลังจากนั้นก็คือต้นเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้มาเยือนสำนักเขากระบี่ครอบครัวสกุลจั่วเพราะไม่ยินยอมจึงถูกเ้าเมืองถูอี้จับไปขังและทรมานอย่างหนักแน่นอนว่าเื่พวกนี้บรรพจารหลิ่วเหอไม่รู้เื่เพราะหลังจากเขากลับมาที่เมืองถูอี้ก็ได้รับโอสถชั้นดินทั้งสามเม็ดจากเ้าเมืองถูอี้แล้วทว่าฝึกตนมาถึงขั้นนี้มีตำแหน่งเป็บรรพจารของสำนักเขากระบี่จะมากจะน้อยเขาก็ต้องมองเื่นี้ออกบ้าง
ทว่าสุดท้ายแล้วเขากลับพูดออกมาเพียงประโยคเดียวคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเกาะนี้คือสำนักเขากระบี่!หากสกุลจั่วนั่น้าความยุติธรรมก็ให้มาร้องเรียนเอาที่สำนักเขากระบี่! เ้าเมืองถูอี้แม้มีใจสังหารสกุลจั่วแต่เพราะบรรพจารหลิ่วเหอไม่ได้พูดอะไรสุดท้ายเขาจึงจำใจขับไล่สกุลจั่วทั้งสามออกจากเมืองถูอี้ไปแทนแน่นอนว่าเพราะปฏิเสธในคราแรกทำให้สุดท้ายโอสถชั้นฟ้าก็ถูกแย่งชิงไปโดยไม่มีค่าตอบแทนแม้แต่น้อย
เ้าสำนักหนานอี้ฟังเื่จบก็มีสีหน้าเคร่งขรึมทันทีแม้ว่าเื่นี้จะดูไร้คุณธรรมแต่ในสายตาของเขาบรรพชนหลิ่วเหอกลับไม่ได้ทำเื่ผิดร้ายแรงอะไรในโลกนี้เดิมทีคนที่อ่อนแอก็ตกเป็เหยื่อของคนที่แข็งแกร่งอยู่แล้วหากทุกคนเท่าเทียมกันหมดแล้วพวกเขาจะฝึกตนแสวงหาความแข็งแกร่งไปเพื่ออะไร? อีกทั้งคราวนี้ก็แค่แย่งชิงของมาไม่ได้สังหารคนด้วยนี่ถือว่าเป็เื่ปกติในยุทภพแถมคนส่วนใหญ่ก็ไม่ปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตไปอีกต่างหาก!
ทว่าสิ่งเดียวที่บรรพจารหลิ่วเหอทำผิดก็คือคราวนี้เขาไปเตะโดนแผ่นเหล็กเข้า!โอสถชั้นดินทั้งสามเม็ดนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็ของชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้แน่นอนและคนที่สมบัติชั้นฟ้ารวมถึงมอบโอสถชั้นดินให้กับคนอื่นง่ายๆเช่นนี้จะต้องมีภูมิหลังน่ากลัวขนาดไหนกัน?อย่างน้อยสำนักเขากระบี่ก็ทำแบบนี้ไม่ได้แน่นอน!