บทที่ 12 ขอค้างที่ตำหนัก
สาวใช้ตัวน้อยเขย่าประตูด้วยความบ้าคลั่ง นางทั้งตกใจและหวดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางจะเข้ามาปรนนิบัติรับใช้พระชายา แต่ทว่ากลับได้ยินเสียงของแจกันหล่นแตก นางตกใจจึงได้รีบวิ่งมาดู ทั้งบานหน้าต่างและบานประตูไม้แกะสลักปรากฏเปลวไฟที่ร้อนระอุวูบวาบไปมา อีกทั้งยังเห็นร่างของพระชายานอนอาบเลือดอยู่ด้วยเช่นกัน "หวางเฟย! หวางเฟยตั้งสติเอาไว้นะเพคะ หม่อมฉันจะไปตามคนมาช่วย!" นางพูดเช่นนั้นและวิ่งจากไปยังทิศทางหนึ่ง เพียงไม่กี่ชั่วอึดใจนางก็นำพาข้ารับใช้มากมายมาเป็นโขยง บ้างก็พยายามที่จะงัดประตูบ้างก็พยายามขนน้ำเพื่อที่จะสาดเข้ามายังห้องนอนแห่งนั้น ฉันประคับประคองสติอันน้อยนิดของตนให้ลุกขึ้นยืนและนำเอาตำราวิหคเพลิงไปซ่อนไว้ใต้ฟูก หลังจากนั้นจึงเดินไปปลดกลอนประตูให้กับพวกเขา ฉันไม่อยากที่จะเห็นบานประตูไม้สวยๆต้องพังต่อหน้าต่อตาของฉันหรอกนะ แต่ทว่าสายตาของฉันยังไม่ทันเห็นเศษแจกันที่แตกกระจาย ดังนั้นฝ่าเท้าที่เปลือยเปล่าจึงได้เหยียบย่ำพวกมันเข้าไปเต็มๆ หยาดเลือดไหลรินลงมาเต็มพื้นไม้อีกครั้ง เศษแจกันเหล่านั้นราวกับกำลังหัวเราะให้กับความเซ่อของฉันอยู่ก็ไม่ปาน "หวางเฟยเพคะ บาดแผลเต็มไปทั่วกายเช่นนี้ต้องรีบล้างแผลแล้วเพคะ! พวกเจ้ารีบไปตามหมอเร็วเข้า!" หลิวหลิวแหวกฝูงชนออกมาเพื่อที่จะประคองร่างของฉัน นางหันไปชี้นิ้วสั่งพวกบ่าวที่อยู่ภายใต้อำนาจของนางในทันที ฉันถอนหายใจ "หลิวหลิว...ข้าไม่เป็นอันใด..." ถึงแม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่สุดท้ายสติของฉันก็ดับวูบไปกะทันหัน "หวางเฟย!!!" เสียงร้องตะโดนด้วยความตกใจของข้าทาสบริวารดังระงมไปทั่วทั้งตำหนัก ตำหนักเล็ก ๆที่อยู่ข้างเคียงต่างก็พากันตกอกตกใจกันไปตามๆกัน ทุกคนพากันวิ่งเข้าวิ่งออกในตำหนักของพระชายากันเป็นว่าเล่น "เรื่องนี้จะทูลท่านอ๋องดีหรือไม่?" สาวใช้ตัวจ้อยคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัว "เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร? เกิดเรื่องเช่นนี้กับหวางเฟยก็ย่อมจะต้องรีบนำไปทูลให้ท่านอ๋องรู้!" สาวใช้ที่มีอายุคนหนึ่งโวยวายใส่นาง ถ้าหากหวางเฟยเป็นอันใดไป มีหรือที่พวกนางจะรอดพ้นความตาย? "เกิดอันใดขึ้น?" ไม่ต้องรอให้บ่าวรับใช้ไปทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อ๋องสี่ผู้ตายด้านก็มาถึงตำหนักเหมยฮวาแห่งนี้เสียแล้ว หลังจากที่หวางเฟยตัวน้อยได้เมินเขาไป แน่นอนว่าเขาย่อมต้องอยู่ไม่เป็นสุขจึงได้ตัดสินใจเดินวนเวียนอยู่แถวๆสวนดอกไม้ของตำหนักเหมยฮวา คิดไม่ถึงว่าภายในเวลาไม่กี่เค่อต่อมาก็จะเกิดเรื่องขึ้น นัยน์ตาสีนิลจับจ้องไปยังกองโลหิตที่เปรอะเปื้อนอยู่เต็มพื้น สีของมันแปลกตากว่าโลหิตของคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งโลหิตเหล่านั้นยังไม่แห้งดี แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด อวิ๋นเอ๋อร์...เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่? "อย่าคิดว่าหม่อมฉันไม่รู้นะเพคะว่าท่านอ๋องนินทาหม่อมฉันอยู่ในใจ" ร่างเล็กซีดเผือดที่นอนอยู่บนเตียงไม้กล่าวขึ้นมา ถึงแม้ว่าเปลือกตาจะยังคงปิดสนิท แต่ทว่านางก็สามารถคาดเดาคำพูดในใจของเขาได้ไม่ผิดเลย เยว่เฉินเดินเข้าไปหาร่างของเด็กสาวที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง หลิวหลิวที่กำลังนั่งซับคราบเลือดให้กับนางอยู่ก็พลันยินดีเปิดทางให้เขาอย่างว่าง่าย "ท่านอ๋องจะเช็ดคราบเลือดให้หวางเฟยหรือไม่เพคะ?" หลิวหลิวพูดพลางยื่นผ้าสะอาดที่ชุบน้ำแล้วผืนหนึ่งให้กับเขา เขาปรายตามองน้อย ๆแต่ฝ่ามือก็มิวายหยิบเอาผ้าสะอาดผืนนั้นมาด้วย "แต่งเข้าจวนได้ไม่ถึงวัน เจ้าก็ก่อเรื่องแล้วหรือ?" เยว่เฉินพูดพลางค่อยๆเช็ดเอาคราบเลือดออกไปจากผิวนวลของนางด้วยเช่นกัน ซูอวิ๋นไม่ตอบแต่กลับนอนเฉยๆอยู่อย่างนั้น "หากว่าท่านอ๋องกลัวจะเสียเวลา ท่านก็กลับตำหนักกุ้ยฮวาไปเถิดเจ้าค่ะ" เยว่เฉินยกยิ้มน้อย ๆ "เปิ่นหวางก็เพิ่งรู้ว่าอวิ๋นเอ๋อร์ชอบกินน้ำส้มสายชู[1]" เขากล่าวกลั้วน้ำเสียงขบขันเล็กน้อย มิรู้ว่าเหตุใดเมื่อได้เย้าหยอกนางแล้ว เขาจึงรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เด็กสาวที่นอนอยู่ส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจเป็นอย่างมาก "หม่อมฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่าท่านอ๋องอยากที่จะโดนน้ำส้มสายชูสาดหน้าด้วยเช่นกันเพคะ" เยว่เฉินได้ยินเข้าก็หัวเราะเป็นการใหญ่ ในขณะเดียวกัน สายตาของบ่าวรับใช้ก็มองด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง นี่หรือคืออ๋องสี่ผู้ตายด้าน? เพิ่งจะมีหวางเฟยผู้นี้ที่มาทำให้อ๋องสี่หัวเราะออกมาได้ คืนนี้พายุต้องเข้าเป็นแน่แล้ว... "คืนนี้เปิ่นหวางจะนอนที่ตำหนักเหมยฮวา" เยว่เฉินกล่าวจบก็เดินจากไปโดยที่ไม่สนใจคำคัดค้านของซูอวิ๋นที่ค้างคาอยู่ในลำคอเลยแม้แต่น้อย[1]กินน้ำส้มสายชู แปลว่าหึงหวง