บทที่ 4 พานพบ
ยิ่งเดินทางตามกลิ่นหอมในสถานที่ที่เต็มไปด้วยประกายเขียวมรกตสุดลูกตา อาการาเ็จากการะเิของดอกไม้ไฟก็ดูจะเริ่มฟื้นฟูดีขึ้น เช่นเดียวกับความเ็ปบริเวณหัวใจ พอจิตใจของมันเริ่มสงบ การสูบฉีดโลหิตและจังหวะการเต้นของหัวใจก็ช้าลง ความเ็ปจึงทุเลาลงตาม ทำให้มันก้าวเดินต่อไปเบื้องหน้าอย่างไม่ติดขัดดั่งแรกเริ่ม
เช่นนั้นฝีเท้าของมันจึงได้เร็วขึ้น ท้ายที่สุดก็ติดตามไปจนถึงจุดกำเนิดของกลิ่นหอม ปรากฏว่าเป็สตรีสะคราญโฉมที่ราวกับหลุดมาจากเทพนิยายนางหนึ่ง!
สตรีนางนี้มิว่าจะมองมุมใดก็งดงามราวกับสลักเสลาขึ้นมาจากหยก สัดส่วนของร่างกายยากหาสตรีใดมาเทียบเปรียบ ชายหนุ่มแม้อยู่เมืองเล็กๆ ที่มีผู้คนไม่มาก พานพบสตรีก็มิได้มากมาย แต่มันก็รู้ดีว่าสตรีปริศนาตรงหน้านั้นพิเศษแตกต่าง ทั้งงดงามเกินกว่าจะเอาสตรีเ่าั้มาเทียบเคียงได้ นางนับเป็เทพธิดาหรือภูติพรายกันแน่
“ท่านเป็ใคร?"
บุรุษหนุ่มกล่าวถาม แต่สตรีสะคราญโฉมมิได้กล่าวตอบ นางเพียงมองมันด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปม คราแรกที่นางััถึงสิ่งมีชีวิตมุ่งมา นางคาดเดาว่าอาจจะเป็หนึ่งในสี่ราชันย์โฉดแห่งดินแดนดารา์ เพราะจะต้องเป็ตัวตนระดับนี้จึงจะสามารถแทรกแซงพลังจิติญญาของนางกับพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายอย่างคันฉ่องมรกตเข้ามาได้ แต่พอเห็นเป็บุรุษหนุ่มแปลกหน้า ประกอบกับยังไร้พลังจิติญญา นางถึงได้แปลกใจ ตัวตนที่อ่อนแอเช่นนี้เข้ามาในอาณาเขตมิติของคันฉ่องมรกตได้อย่างไร
“ข้าต่างหากที่ต้องถาม ว่าเ้าเป็ใคร เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร"
ถึงตอนนี้สตรีสะคราญโฉมค่อยเปิดปาก นางจ้องเขม็งด้วยสายตาที่ดุดันไม่เป็มิตร ตัวของนางในตอนนี้มิอาจขยับ แม้ฝืนแล้วก็เพียงทำให้ร่างขยับเล็กน้อยเท่านั้น เช่นนั้นหากมีบุรุษโฉดคิดไขว่คว้าตัวนาง มิว่าบุรุษโฉดจะเก่งกาจดั่งราชันย์หรืออ่อนด้อยราวขอทาน ก็สามารถที่จะกระทำมิดีมิร้ายต่อนางได้ ยิ่งเป็บุรุษปริศนาที่อ่อนแอจนราวกับไร้ตัวตนที่สามารถเข้ามาภายในมิติแห่งคันฉ่องได้ นางยิ่งต้องหาทางรอดจากเงื้อมมือของมัน
ในสายตาของนาง นอกจากบิดาแล้ว บุรุษล้วนโฉดชั่วคิดแต่เพียงความสมมาตรปรารถนาของตนโดยไม่สนจิตใจของผู้อื่นทั้งสิ้น
ด้านบุรุษหนุ่มไม่รู้จะตอบคำถามแก่สตรีตรงหน้าอย่างไร เพราะมันเองก็ไม่รู้ว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไรเช่นกัน มันเพียงเดินเข้าไปหาสตรีตรงหน้า มองร่างที่ดูจะาเ็สาหัส ชุดคลุมแดงขาดหวิ่นจนเห็นเนื้อหนังนวลเนียนวาบหวิว มันจึงถอดชุดคลุมของตนออก
สตรีนางนั้นก็ตวาดขึ้นด้วยแววตาที่ดุดัน
“หากเ้าเข้ามาอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
บุรุษหนุ่มคลุมชุดของตนลงบนร่างของนางจนดูมิดชิด ทำให้วาจาของสตรีนางนั้นชะงักไป นางมองผ่านแววตาของชายหนุ่ม แม้ผิวกายของมันจะดูหยาบกร้านเพราะน่าจะกรำงานมาหนัก แต่แววตาคู่นี้กลับสุกใสแวววาว ทั้งยังดูไร้มลทินแตกต่างจากเหล่าบุรุษโฉดที่ไล่ล่าตัวนางอย่างสิ้นเชิง
“เสื้อคลุมนี้อาจจะดูไม่สะอาดไปบ้าง แต่ก็เพียงพอบรรเทาความหนาวเย็น สถานที่แปลกประหลาดนี้เย็นเยือกไม่น้อย"
มันกล่าวเช่นนั้น
ที่แท้ชายหนุ่มเห็นเนื้อตัวที่สั่นพร่าของสตรีตรงหน้าจึงคิดว่านางกำลังเหน็บหนาว มันจึงถอดชุดคลุมห่มให้แก่นาง จากนั้นมันก็ถอยห่างออกจากร่างสตรีสะคราญโฉมที่งดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์นางนั้น พลางกล่าวต่อไปว่า
“ข้าไม่ทราบว่าที่นี่คือที่ไหน ข้าประสบกับความเป็ตายไร้คนเหลือบแล ชีวิตนี้คิดว่าจบสิ้นแล้ว แต่พอตื่นจากฝันร้าย ข้าก็พบว่าตนอยู่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดแห่งนี้”
เมื่อเห็นว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มิได้หวังหรือละโมบในตัวของตน นางจึงผ่อนคลายแรงกดดันลง แล้วกล่าวตอบมัน
“ที่นี่คือมิติภายในพลังจิติญญาสรรพสิ่งของอาวุธคู่กายข้า"
บุรุษหนุ่มถึงกับขมวดคิ้ว เื่พลังจิติญญาที่มันเคยพบเห็นหรือได้อ่านจากตำราของตระกูลมา ยังไม่ปรากฏว่าบนดินแดนดาราพิภพแห่งนี้มีผู้ที่สามารถสร้างมิติเฉพาะภายใต้พลังจิติญญาสรรพสิ่งแห่งอาวุธคู่กายของได้ แม้แต่ปรมาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เรียกได้ว่าไร้เทียมทานอันดับหนึ่งยังปรากฏข่าวคราวที่ครั่นคร้ามไปทั่วปฐีว่าสามารถอัญเชิญจิติญญาเท่านั้น อัญเชิญจิติญญาก็เป็ระดับที่มนุษย์อย่างพวกมันยากที่จะไขว่คว้าฝันถึงแล้ว การที่สร้างมิติได้ด้วยตัวคนเดียวโดยไม่ต้องอาศัยค่ายกลหรือคนจำนวนมาก นี่มินับว่าสูงส่งเทียมฟ้าหรอกหรือ
“แม้ข้าจะไม่รู้เื่ระดับขั้นพลังจิติญญามากพอ แต่ก็พอจะรู้ว่าโลกใบนี้ยังไม่มีผู้ใดจะสร้างมิติด้วยตัวคนเดียวได้ ผู้ที่สามารถสร้างมิติเห็นทีจะมีแต่เทพในนิทานปรัมปรา หรือท่านจะบอกข้าว่าท่านก็คือเทพเ่าั้"
พอฟังคำกล่าวของชายหนุ่ม สตรีนางนี้ก็ฉุกใจคิด
“โลกของเ้า… ที่นี่คือแดนดาราใด"
บุรุษหนุ่มมองสตรีสะคราญโฉมด้วยแววความงุนงง แต่ปากก็ตอบไปว่า
“แดนดาราพิภพ”
ได้ฟังเช่นนี้สตรีสะคราญโฉมก็นิ่งเงียบไป ในใจพลางครุ่นคิด
“นี่เรากลับตัดมิติมาไกลโพ้น ถึงขนาดมาอยู่ในแดนดาราที่ห่างไกลสุดขอบจักรวาลล้านดาราเช่นนี้… แต่แบบนี้ก็ดี อย่างน้อยให้มีเวลาฟื้นฟูแลฝึกฝนร่างกาย แดนดาราที่อ่อนด้อยแลห่างไกลเช่นนี้ พวกนั้นคงคาดไม่ถึงเป็แน่"
คิดไปพลางก็มองบุรุษหนุ่มไปพลาง แดนดาราพิภพตามบันทึกหรือตำราแห่งแดนดารา์ได้เขียนไว้น้อยมาก เพราะเป็แดนดาราที่ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ ทรัพยากรที่หนุนเสริมก็น้อยนิด เสมือนดาวเคราะห์ที่ไร้ประโยชน์ดวงหนึ่ง การที่นางอยู่ที่นี่มีดีแค่การหลบซ่อน แต่จะให้เก็บตัวฝึกวิชาคงยากเย็นหลายพันเท่า เนื่องจากที่แห่งนี้ยากจะมีปัจจัยพิเศษมาหนุนเสริม เพราะลำพังแค่มนุษย์คนแรกในแดนดาราแห่งนี้ที่นางพบพาน ก็เป็คนที่อ่อนแอซ้ำยังไร้ซึ่งพลังจิติญญาอย่างสิ้นเชิง จึงไม่เข้าใจเหตุใดโชคชะตาถึงนำพานางมาที่นี่
“เห็นแก่น้ำใจของเ้า หากข้าฟื้นฟูร่างกายเพียงพอแล้วจะพาเ้าออกไป”
บุรุษหนุ่มแม้ไม่แน่ใจในวาจาของสตรีสะคราญโฉม แต่ในที่ที่กว้างใหญ่สุดลูกตาแลเต็มไปด้วยปริศนาเช่นนี้ มันจำต้องรอดูท่าทีของนางก่อน หากสิ่งที่นางกล่าวคือเื่จริง หากนี่คือมิติแห่งพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของนางจริงๆ มันอาจจะออกจากสถานที่ที่แปลกประหลาดนี้ได้
ไม่ทันที่บุรุษหนุ่มจะกล่าวตอบรับ เป็สตรีนางนั้นที่กล่าวต่อเนื่อง
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องเตือน เมื่อออกไปแล้ว เื่ที่เ้าพบเจอข้า ห้ามเอ่ยถึงเป็อันขาด มิเช่นนั้นข้าจะตามไปเอาชีวิตของเ้า ไม่ว่าเ้าจะอยู่ที่ใดย่อมมิอาจหนีพ้นจากเงื้อมมือข้า”
บุรุษหนุ่มรีบผงกศีรษะตอบรับอย่างรวดเร็ว ในใจมันรู้สึกยินดีไม่น้อย เพราะนางนับเป็สตรีอีกผู้ที่มันมองเห็นแววตาที่มิได้ดูถูกเหยียดหยามมันดั่งเช่นคนอื่น ผู้คนที่ผ่านมา ต่อหน้าแสร้งทำดีและพูดดีต่อมัน ทั้งที่แววตาและลับหลังหยามเหยียดมันอยู่ทุก่ความคิด มันจึงรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่บ้างเมื่ออยู่ต่อหน้าของสตรีนางนี้
“เพียงท่านช่วยข้าก็นับว่ามีพระคุณมากแล้ว รับประกันได้ สิ่งที่ท่านเอ่ยขอ ข้าก็จะไม่ปริปากแม้ครึ่งคำ"
สตรีสะคราญโฉมนางนั้นมองตามัน เห็นแววตาที่สัตย์จริงไม่กลิ้งกลอก นางก็ผงกศีรษะ
“นับว่าเ้าเป็บุรุษที่ดีอยู่บ้าง"
พอสตรีนางนั้นเอ่ยคำนี้ หัวใจของชายหนุ่มก็บังเกิดการพองโต หัวใจเต้นแรงผิดปกติ อารมณ์ความคิดของมันก็ดูจะถูกนำพาไป กล่าวพลางเย้าหยอกสตรีตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว
“ดีพอที่จะเคียงข้างท่านได้หรือไม่"
สตรีนางนั้นขมวดคิ้ว
“เ้าว่าอะไร"
บุรุษหนุ่มก็สะอึกขึ้นมา ่นี้ไม่รู้มันเป็อะไร จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นับแต่ผ่าน่ความเป็ความตายมันก็มักแสดงท่าทีที่มีนิสัยแตกต่างจากเดิมอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยปากดีด่าฟ้าก็ด่า มิเคยเกี้ยวพันสตรีก็แสดงออกมา มันจึงทาบมือลงบนอกซ้ายของตนเอง
“ข้าคงเฉียดผ่านความเป็ความตายจนเริ่มเป็คนเสียสติไปแล้ว"
“เ้าคงจะสติไม่ดีจริงๆ"
สตรีสะคราญโฉมกล่าววาจา ส่วนบุรุษหนุ่มก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นซึ่งอยู่ห่างออกไป
“เอาเป็ว่าจนกว่าท่านจะฟื้นฟูพลัง ข้าจะนอนรอท่านที่ตรงนี้ก็แล้วกัน”
สตรีสะคราญโฉมมองชายหนุ่มที่นอนราบ นางรู้ดีว่าร่างกายที่เป็กายาหยินพิสุทธิ์ของนางมีแรงดึงดูดบางอย่างที่มิว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็ใคร เป็ราชันย์หรือขอทาน ขอเพียงเป็บุรุษก็จะถูกดึงดูดให้ลุ่มหลงจนกลายเป็โฉดชั่วบ้ากามทั้งสิ้น แต่กับบุรุษหนุ่มผู้นี้ ั้แ่แรกเจอจนถึงบัดนี้มันก็ยังไม่แสดงความลุ่มหลงแลจิตใจที่สามานย์ออกมา จนนางอดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้ เข้ามาในมิติของนางได้ก็นับว่าน่าสงสัยมากพอแล้ว แต่การที่ทนต่อแรงดึงดูดของกายาหยินพิสุทธิ์ได้นี่น่าสนใจยิ่งกว่า
“เ้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ"
บุรุษหนุ่มตอบทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“ตัวท่านหอมยิ่ง หอมราวกับจะทำให้คนกลับกลายเป็แมลงแลหวังบินไปดอมดม”
“แต่เ้ากลับมิใช่แมลงเ่าั้?”
บุรุษหนุ่มนึกถึงมารดาขึ้นมา ซึ่งเป็บุคคลเดียวที่มอบความรักความจริงใจแก่มัน แววตาของมารดาที่มีให้ มิเคยมีความผิดหวังหรือสมเพชมันแม้เพียงนิด ซึ่งแววตาเช่นนั้นมันก็ได้เห็นจากสตรีนางนี้ ในใจมันจึงกระตุ้นเตือนว่า ผู้ที่ดีกับมัน คือผู้ที่มันสมควรจะปกป้องมิใช่ทำร้าย เพราะรู้สึกเช่นนี้ กลิ่นหอมที่ชวนหลงไหลของนางจึงไม่เป็ผลต่อจิตใจของมัน
“ท่านเองก็ไม่เหมือนกับคนอื่น ท่านจึงสมควรได้รับการเคารพยกย่อง มิใช่กิริยาที่หยาบคาย"
นับแต่มีตัวตนบนแดนดิน นอกจากบิดาแล้วนี่อาจเป็ความรู้สึกแรกที่นางบังเกิดความปลอดภัยต่อตัวตนของบุรุษ นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกวางใจต่อตัวตนของบุรุษผู้หนึ่งได้
“เ้ามีนามว่าอะไร"
บุรุษหนุ่มตอบโดยไม่ชักช้า
“เฉินซือหยาง”
แล้วมันก็ลืมตาขึ้นพร้อมมองไปยังนาง
“แล้วท่านเล่า"
สตรีสะคราญโฉมพริ้มตาลงรวบรวมสมาธิฟื้นฟูพลังแลรักษาอาการาเ็ เฉินซือหยางเห็นนางนิ่งเงียบไปก็เข้าใจว่านางคงไม่้าเปิดเผยตัวตน มันจึงมิได้ซักไซร้หาความต่อ เมื่อนางไม่บอกก็แล้วไป อย่างไรมันกับนางหากออกจากที่นี่ได้ก็คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว หรือบางทีนี่อาจยังเป็ความฝันที่รอให้มันลืมตาตื่นอยู่ก็เป็ได้
คิดดังนี้มันจึงหลับตาลงไป ในใจภาวนาขอให้เป็ฝันอีกตื่นหนึ่ง ให้เป็ความฝันเฉกเช่นมหานทีแห่งความมืดที่ถาโถม ให้มันตื่นขึ้นมาพร้อมกับโลกที่เต็มไปด้วยประกายเขียวมรกตสุดลูกตานี้หายไป ขณะที่คิดเช่นนั้น เสียงแ่เบาของสตรีนางนั้นก็ดังมา
“จินเยว่”
นี่คือนามของนาง และนี่ก็มิใช่ฝันตื่นหนึ่ง!