การแต่งตัวของเขาในวันนี้แตกต่างกว่าเมื่อครั้งอดีตอย่างสิ้นเชิงนับแต่รองเท้าที่ขัดเป็นมันปลาบขึ้นไปถึงกางเกงขายาวสีน้ำตาลตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี เสื้อเชิ้ตผ้าไหมลายพิมพ์สเลเตอร์ แม็คไบรด์ วันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปโฉมเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ
ความอ่อนโยนเมื่อครั้งวัยหนุ่มได้เลือนหายไปจากใบหน้าแววแห่งความกระตือรือร้นความชื่นบานแจ่มใสและมองโลกในแง่ดีราวจะไม่เคยพ้องพานเขามาก่อนเลยการเจริญวัยขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้นำความแน่วแน่มั่นคงเข้ามาฝังฝากรอยไว้บนใบหน้าจนสามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัดและยังเสริมสร้างความชาตรีให้กับความคมสันของใบหน้านั้นอีกด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า..ความเปลี่ยนแปลงทุกประการที่เกี่ยวกับตัวเขานั้นเป็นไปในทางที่ดีทั้งสิ้นประสาททุกส่วนในเรือนกายของดอว์นยามนี้ ส่งเสียงเพรียกหาเขาออกไปพร้อมๆ กัน ราวกระแสน้ำที่ไม่มีสิ่งใดทัดทานได้มันเป็นทั้งกระแสแห่งความรักและความเสียใจที่หลั่งไหลออกจากตัวเธอปานเกลียวคลื่น
แต่กระนั้นดอว์นก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้ผวาวิ่งออกไปต้อนรับเขาและสีหน้าของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยปฏิกิริยาทั้งหลายที่เกิดขึ้นถูกเก็บกดไว้ภายในระหว่างใช้ชีวิตแต่งงานอยู่กินกับซิมป์สันดอว์นได้เรียนรู้ที่จะเก็บความรู้สึกแท้จริงไว้อย่างดียิ่ง
เมื่อเธอประสานสายตากับดวงตาคู่สีเทานั้นดอว์นออกจะดีใจที่เธอไม่ได้เริ่มต้นการพบปะในครั้งนี้ โดยใช้อารมณ์เป็นตัวนำความห่างเหินที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้นมันสร้างความหนาวเยือกเย็นให้เกิดขึ้นตอนที่เธอเริ่มต้นพูดขึ้นก่อนนั้น มีความรู้สึกเหมือนกำลังทลายกำแพงน้ำแข็งลง
“เฮลโล สเลเตอร์”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลบอกความเป็นกันเอง
“ดีใจนะคะที่เห็นคุณสุขสบายดี”
“ขอบใจ”
เขาเพียงพยักหน้าขรึมๆน้ำเสียงของเขาเกือบจะหยันเยาะเมื่อเอ่ยต่อว่า
“ผมถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของสามีคุณด้วยนะครับ”
ดอว์นอดคิดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นการแสดงความเสียใจที่แสดงออกมาด้วยความจริงใจหรือไม่แต่ก็ไม่ได้ถามเขาอย่างที่คิด
“ขอบคุณ”
เธอพูดเสียงเบาสังเกตเห็นเขากวาดสายตาไปทั่วเรือนร่างก่อนจะกล่าวว่า
“ผมคิดว่า จะได้เห็นคุณใส่ชุดสีดำมาเสียอีกนะครับคุณนายลอร์ด..สีแห่งการไว้ทุกข์ให้กับสามีสุดที่รักที่ตายจากไปในเวลาที่ยังไม่สมควร”
มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
“แต่นั่นแหละครับสำหรับสมัยนี้พวกคนรวยทั้งหลายเขาก็มองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องแต่งสีดำไว้ทุกข์ให้กับผู้ตายแล้ว”
“จริงค่ะ”
ดอว์นตอบอย่างยอมรับไม่ยอมตกเป็นเหยื่อคำพูดเสียดสีของเขา เพราะเธอไม่ได้เตรียมตัวมาสำหรับการปะทะคารม
“สมัยนี้เขาไม่ถือกันแล้วจะแต่งสีอะไรก็ได้”
“น่าเสียดายคุณคงสวยมากเวลาแต่งสีดำ”
เขาพูดเสียงเบาสายตาจับอยู่ที่เรือนผม แต่กระนั้นมันก็ยังมีแววชมเชยแฝงอยู่ในน้ำเสียง
ดอว์นยืนตัวแข็ง..พยายามบังคับใจตนเองไว้ไม่ให้หลงกลกับการหลอกล่อของเขาเพื่อจะให้ได้ยินเธอปฏิเสธออกมา
“ฉันจะจำไว้ค่ะ”
นั่นเป็นคำพูดอย่างไม่ยินดียินร้ายเท่าที่เธอจะกล่าวออกมาได้..แต่ก็ยังอดเจ็บลึกๆในใจไม่ได้
“รู้สึกว่าเสียงพูดของคุณเปลี่ยนไปบ้างนะ”
สเลเตอร์วิจารณ์ออกมา
“อย่างนั้นหรือคะ?”
“มันก็เป็นธรรมดาในเมื่อคุณอยู่ในเท๊กซัสเสียหลายปี”
เขายักไหล่อย่างไม่สนใจเท่าไรนักแต่แล้วก็ยิ้มออกมา
“แต่คุณไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกนะเสียงพูดที่มันยานคางน้อยๆนั่นน่ะมันเซ็กซี่ดีออกจะตายไป..แต่มันก็เข้ากับรูปร่างหน้าตาคุณอยู่แล้วนี่จริงไหม?”
ดอว์นไม่อยากเชื่อว่าเมื่อมาถึงวันนี้สเลเตอร์ยังเห็นเธอเป็นหญิงสาวหุ่นเซ็กซี่อยู่อีกขณะนี้ดูเขามีความตั้งใจจะบดขยี้ความรู้สึกที่มีอยู่ แต่เธอหวังจะให้มันเป็นอย่างอื่นได้อย่างไรเธอต้องยับยั้งตัวเองไว้ที่จะไม่ทำอะไรรุนแรงลงไปเขาจงใจจะถากถางหยันเยาะให้เธอเจ็บช้ำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งเธอจะตอบออกไปมันก็ไร้ประโยชน์ ดอว์นจึงใช้วิธีนิ่งเฉยเสีย
แต่ความเงียบของเธอดูจะทำให้เขายิ่งหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม
“คุณสนใจบ้านหลังนี้ไม่ใช่หรือ?”
เขาล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงเดินผ่านหน้าเธอไปไขกุญแจประตู
“ผมเองก็เพิ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ไม่นานก็เลยยังไม่มีเวลาปรับปรุงให้มันดูสะอาดขึ้นแต่ไม่เป็นไรหรอก..ราคามันก็ต้องลดลงตามความไม่เอาใจใส่ด้วย”
เขาผลักประตูให้เปิดออกและหันมาประสานสายตาอยู่กับเธอ
“ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณสนใจจะซื้อนะ”
มันมีแววแปลกใจฉายอยู่ในดวงตาทำให้ดอว์นต้องเร่งให้เขาพาเธอดูบ้านอย่างเป็นงานเป็นการ แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะมีการตกลงซื้อขายกันหรือไม่
ในตอนนั้นเธออยากจะลืมเจตนาอันแท้จริงที่ต้องการพบเขาในวันนี้เสียให้สิ้นรู้ว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวที่ยังหวังจะได้รับความเห็นใจจากเขาอยู่แต่ขณะเดียวกันเธอก็ยังต้องคิดถึงแรนดี้ให้มาก
“ฉันสนใจค่ะ..”
เธอเดินนำเขาเข้าไปในบ้านกลิ่นเหม็นอับเนื่องจากบ้านถูกปิดไว้เป็นเวลานานคลุ้งอยู่โดยรอบ
ความรักระหว่างเธอกับเขาที่ถูกปิดใส่กุญแจมาเป็นเวลากว่าสิบปีก็คงเป็นเช่นเดียวกันกลิ่นไอของมันย่อมไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก..
เป็นธรรมดาที่บ้านซึ่งถูกปิดทิ้งไว้จะต้องมีฝุ่นละอองจับอยู่ที่ธรณีประตูและพื้นห้อง..ตู้ใส่จานชามหนึ่งหรือสองตู้ในครัวปิดแน่นเปิดไม่ออกแต่นอกจากนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพดีมากบนเพดานไม่มีร่องรอยที่บอกว่าหลังคารั่ว ไม่มีคราบสนิมเกาะอยู่ตรงท่อน้ำภายในที่ปราศจากเฟอร์นิเจอร์หรือม่านตรงหน้าต่าง ทำให้บ้านดูว่างเปล่าอย่างไรพิกลแต่ขณะที่สเลเตอร์พาดูบ้านจนทั่วอยู่นั้น ดอว์นก็ยังจดจำความหลังครั้งที่มาเที่ยวกับเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของบ้านคนเดิมได้
ในที่สุดเขาก็พาเธอกลับมายังห้องรับแขกอีกครั้ง สเลเตอร์หยุดอยู่ตรงช่องทางโค้งแม้เขาจะบอกเธอด้วยสายตาคร้านๆ แต่กระนั้นมันก็ยังมีความสนใจแฝงอยู่ซึ่งทำให้ดอว์นอึดอัดและตึงเครียดขึ้นทุกครั้งที่หันไปเห็นเข้า ความรู้สึกของเธอในยามนี้เหมือนคนที่ไม่กล้าทำใจให้สบาย..วิธีเดียวที่จะอำพรางความรู้สึกของตนเองได้ก็คือแสร้งทำเป็นไม่สนใจกับเขาเสีย กวาดสายตามองไปรอบๆห้องอีกครั้ง
“กำลังตัดสินใจว่าผนังด้านไหนควรจะแขวนรูปของปิกัสโซ่อยู่หรือไง?”
สเลเตอร์ถามอย่างเสียดสีขึ้นอีก
“ผมว่ามันคงไม่เข้าท่าเท่าไร่นักหรอกนะถ้าจะเอารูปที่ว่ามาติดไว้ในบ้านธรรมดาๆหลังนี้”
“ทำไมถึงต้องเป็นยังงั้นด้วยล่ะ?”
เธอหันมาเผชิญหน้ากับเขาที่ยืนห่างออกไปเกือบครึ่งห้อง
“อย่างแมวเซรามิกที่ปิกัสโซ่ออกแบบให้เฮมิงเวย์ก็เคยถูกเอาเข้าไปตั้งในบ้านของเขาที่อยู่ในคีย์เวสท์นี่เหมือนกัน”
เธอออกจะเบื่อหน่ายกับการที่เขาคอยแต่เยาะหยันถากถางเรื่องความมีเงินและรสนิยมในเรื่องประเภทนี้เสียเหลือเกิน
“และที่นี่ก็เป็นดินแดนของศิลปิน..ของช่างฝีมืออยู่แล้ว”
“แต่มันไม่เหมาะสำหรับมหาเศรษฐีหรอก”
สเลเตอร์โต้กลับมารอยยิ้มฉาบอยู่ตรงปาก แต่มันเป็นยิ้มหยันมากกว่าจะเกิดจากอารมณ์ขัน
“ถ้าจะให้เหมาะมันต้องที่คีย์ลาร์โกโน่น คงจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ละมังที่ทำให้ผมไม่ค่อยอยากเชื่อว่าคุณจะซื้อบ้านหลังนี้จริงๆ หรือว่าคุณพยายามจะทำให้ที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกผู้ดีมีเงินขึ้นมา..?”
หางเสียงห้วนๆนั้นเหมือนจะท้าทายให้เธอตอบคำถามของเขา
“แล้วคุณจะอยู่ที่นี่นานสักแค่ไหนล่ะ..อาทิตย์หนึ่ง..ปีหนึ่ง..หรือว่าสักสองอาทิตย์..?”
“คีย์ เวสท์ เป็นบ้านเกิดของฉันนะ”
ดอว์นเตือนความจำเขา
“ทำไมคุณไม่คิดบ้างล่ะว่าฉันอาจกลับมาอยู่ที่นี่เลยก็ได้”
“ก็เพราะคุณจากที่นี่ไปตั้งสิบปีแล้วน่ะสิ”
“สิบเอ็ด” เธอกล่าวแก้ให้
และสเลเตอร์ก้ยักไหล่อย่างไม่แยแสกับการกล่าวแก้นั้น
“ใครจะไปนั่งนับ”
ที่เขาพูดออกมาเช่นนั้นเพื่อให้เธอเชื่อว่าเขาไม่เคยคิดจะนับวันเวลาที่เธอจากไปเลยซึ่งดูเหมือนมันจะทำร้ายจิตใจดอว์นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการที่เขาใช้คำพูดถากถางเรื่องไหนๆ
“นั่นสินะ”
อีกครั้งหนึ่งที่เธอตอบโต้เขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาก็ยังยึดมั่นอยู่กับการที่จะเรียกเธอด้วยชื่อสกุลที่ใช้ตามสามีอยู่นั่นเอง
“ถามจริงๆเถอะ คุณนายลอร์ดว่าคุณมีเจตนาอะไรถึงได้อยากมาดูบ้านหลังนี้นัก?”
ชื่อที่เขาเรียกออกมานั้นทำให้ดอว์นอยากจะกรีดร้องใส่หน้าให้เขาหยุดทำอย่างนี้กับเธอเสียที แต่เธอก็ไม่ได้ทำเช่นที่ใจคิด
“ฉันก็บอกคุณไปแล้วนี่”
เธอพูดเสียงแข็ง
“ที่จริงมันก็เป็นบ้านเก่าที่สวยแล้วก็น่าอยู่มาก..”
สเลเตอร์พูดลอยๆ
“แต่ว่าเรื่องการต่อรองราคานี่คงเป็นปัญหาแต่คนอย่างคุณก็ไม่ใช่ประเภทที่ชอบต่อรองอะไรอยู่แล้ว..”
เขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า
“คุณเป็นคนอย่างนั้นจริงๆชอบเลือกสรรสินค้าก่อนจะตัดใจซื้อ จริงไหม?”
“คุณคิดว่าฉันควรจะตอบยังไง?”
เธอถามเสียงเข้มรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว
“ก็รองเท้าที่คุณเลือกมันใส่ได้เหมาะเท้าหรือเปล่าล่ะ?”
เขายอกย้อนกลับมา
“ก็ไม่แน่บางทีคนเราอาจจะเบื่อรองเท้าคู่เก่าได้นี่”
ดอว์นโต้ตอบกลับไปบ้างซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่นิสัยของเธอเลย
แต่เมื่อเธอเริ่มจะงับเบ็ดที่เขาวางล่อมาโดยตลอดสเลเตอร์ก็เกิดเบื่อที่จะเล่นเกมนี้ขึ้นมา
“สำหรับบ้านหลังนี้..”
เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งภายหลังจากที่นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“คุณก็ได้เห็นแล้วว่าสภาพของมันเป็นยังไงถ้าคุณอยากจะซื้อจริงๆ เราก็จะได้พูดกันอย่างเป็นงานเป็นการรวมทั้งเงื่อนไขในการชำระเงินถึงแม้ว่าคุณไม่คิดจะซื้อไว้เพื่ออยู่ ราคาที่ตั้งไว้มันก็เหมาะสำหรับการลงทุนนะ”
“ฉันกำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร”
ดอว์นเอ่ยออกไปและทันเห็นเขาตวัดสายตาคมปลาบมองหน้าเธออีกครั้ง
“แล้วมันขึ้นอยู่กับอะไรล่ะ?”
สเลเตอร์สัมผัสความจริงใจที่แฝงอยู่ในคำพูดประโยคนั้น
“ขึ้นอยู่กับคุณนั่นแหละ”
ในที่สุดการสนทนาก็นำพามาสู่เรื่องที่เธอต้องการพูดจากับเขาเธอสูดลมหายใจลึกตั้งสติให้มั่น เวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว