ตอนที่ ๕
แปดร้อยปีก่อน
ในท้องพระโรงอันหรูหรามากมายดุจเทพ์สรรค์สร้าง ขุนนางน้อยใหญ่เบื้องหน้าบัลลังก์ัต่างก้มตัวต่ำ บัดนี้ห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนชั้นสูงต่างเงียบงัน ครานั้นเองเสียงผู้ป่าวประกาศดังกึ่งก้องเสียงแตรและฆ้องดังสนั่นหวั่นไหวทั่วบริเวณ เสียงขุนนางดังออกมาจากหน้าประตูของท้องพระโรงทันใดนั้นประตูก็เปิดอ้าออก
"ท่านอ๋องเสด็จ" สิ้นเสียง ผู้คนมากมายในท้องพระโรงต่างสงัดเงียบ มีแต่เสียงขบวนอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ไม่นานทุกอย่างก็อยู่ในความสงบอีกครั้ง บัดนี้ชายผู้มีทุกอย่างพร้อมสรรพทั้งข้าราชบริพาร แผ่นดิน ใต้หล้านี้ล้วนอยู่ใต้เบื้องบาทของเขา ก็จดจ้องมองมา แววตาดุจพญาอินทรีเหลือบมองมายังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยขุนนางมากมาย ตอนนี้ฉินอ๋องได้นั่งอยู่บนบัลลังก์ัแล้ว ซ้ายคือหลี่ซื่อผู้เปรี่ยมปัญญา หมวกทรงสูงถือพัดไม้สานสลักเสลาด้วยอักษรทองยิ่งดูยิ่งน่าเกรง และเบื้องขวาราชองครักษ์หวังเจี้ยนผู้ที่มีฝีมือยุทธการศึกสะท้านแผ่นดิน นับว่าเป็จอมทัพอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าเลยเทียว
"ท่านเสนาหว่าน เื่ที่พบยาะเป็จริงใช่หลอกลวง" เสียงฉินอ๋องกล่าวเนิบแต่แฝงซึ่งอำนาจ เมื่อจบประโยค ชายแก่ผู้หนึ่งก็พลันถวายบังคมทูลบอกโดยเร็ว
"ขอรับท่านอ๋อง บัดนี้ทหารหมู่ตึกหว่านกู่กงได้พบพานมหาตมะผู้มีญาณสูงผู้หนึ่ง ซึ่งท่านอ้างกล่าวถึงตัวยาหนึ่งในแดนทะเลทรายแห่งซูซง (อียิป อิหร่าน แถบเมโสโปเตเมีย) ตัวยานี้สรรพคุณเป็ยาอายุวัฒนะ จักทำให้อ๋องฉินผู้ยิ่งใหญ่มียายุยืนยาวนับหมื่นปีหมื่น ๆ ปี " เสียงเสนาผู้นั้นตอบ ก้มหน้าต่ำแต่น้ำเสียงแสดงความมั่นใจ
"ดี ๆ นับแต่นี้พวกเ้าจักจงถวายนามเรายิ่งยืนนับหมื่น ๆ ปี ฮ่า ๆ " เสียงฉินอ๋องดังก้องกังวานสะท้านฟ้าสะท้านแผ่นดิน ข้าราชก็เช่นเดียวกันเมื่อได้รับฟังดังนั้นก็พากันชะเลียทันใด
"ฉินซีฮ่องเต้ อายุยืน หมื่นปีหมื่น ๆ ปี" เสียงข้าราชทั้งหลายก็ก้องกังวานดุจส่งสานท้ากฎฟ้าดินจาก์เช่นเดียวกัน
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ "
ณ ห้องทรงอักษร ฉินอ๋อง ณ บัดนี้อยู่ในชุดัทองอันสดสีสวยงาม นั่งครุ่นคิด แต่ก็หาได้มีพระองค์ผู้เดียว กลับมีชายผู้องอาจเช่นสหายรักหวังเจี้ยนอยู่ด้วย
"หวังเจี้ยน เสร็จศึกแล้วท่านจักจากข้าพเ้าไปจริงหรือ ? " ฉินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ถามสหายขึ้น น้ำเสียงหดหู่แววตาเศร้ายิ่งนัก หวังเจี้ยนเองก็เช่นเดียวกัน แต่เขากลับปั้นหน้ายิ้มตบบ่านายรักอย่างคุ้นเคยไม่กลัวตาย
"อิ้งเจิ้ง ท่านอย่าได้รั้งข้าพเ้าอยู่ต่อเลย อีกสองเดือนเมื่อตัวยาได้นำมาถวายท่านแล้วข้าพเ้าจักออกไปใช้ชีวิตต่างแดน บั้นปลายที่เหลืออยู่ แม้ไม่ได้ร่วมมือบริหารบ้านเมืองกับท่านก็ไม่เป็ไร เพราะข้าถือว่าดีใจมากแล้วที่ร่วมรบเคียงบ่ารวบรวมแว่นแคว้นกับท่านเรื่อยมา" กล่าวจบหวังเจี้ยนก็พลันหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นเทลงบนจอกทอง
"เอาล่ะ ท่านกับข้าดื่มเถอะอย่าได้กล่าวถึงเื่อันสลดเบื้องหน้าเลยฮ่า ๆ "
"ฮ่า ๆ ดื่ม ๆ " สหายทั้งสองพูดคุยเื่ราวต่าง ๆ มากมายที่ได้ร่วมสุขร่วมทุกข์มา ไม่ว่าจะเป็เื่หญิงสาวคนแรกของพวกเขา หรือแม้กระทั้งศึกสุดท้ายที่ร่วมกัน ไม่มีเลยวี่แววอันนำไปสู่ห้วงความทุกข์ที่ย่างกรายมา
สองเดือนหลังจากนั้น
ชายป่าทุ่งกว้างอันกว้างใหญ่สงบ บุรุษผู้หนึ่งร่างกายกำยำ ยืนท่ามกลางแดดเปรี้ยงอันร้อนระอุเหงื่อของเขาไหลลงสู่พื้นเบื้องล่าง เขาคร่ำงานไร่สวนอยู่เนิ่นนาน และแล้วก็แหงนหน้ามองเบื้องฟ้าอันสดใสเมฆล่องลอยอยู่ แววตาอันอบอุ่นคมปราบก็เป็ประกายขึ้น ใช่แล้วเขาคือหวังเจี้ยนนั้นเอง เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดขุนศึกผู้ครั่นครามเสียแล้วเพียงแต่อยู่ในชุดป่านธรรมดาเท่านั้นเอง
"พี่เจี้ยน เสี่ยวเจียวทำกับข้าวเสร็จแล้ว" เสียงสตรีนางหนึ่งดังแว่วมา เมื่อหวังเจี้ยนหันไปดูก็ปรากฏหญิงที่งดงามดุจนาง์ชั้นฟ้า เพียงแต่นางอยู่ในชุดชาวบ้านสีฟ้า แต่ถึงกระไรก็มิอาจปิดคราบนางฟ้าของตน หวังเจี้ยนได้ยินดังนั้นก็แบกจอบนำผ้าที่ห้อยคออยู่เช็ดเหงื่อเดินโท่ง ๆ กลับไปยังกระท่อบที่สาวสวยยืนรอ
"วันนี้เสี้ยวเจียวที่รักจักทำอะไรให้พี่หนอ ? " หวังเจี้ยนกล่ามถามยิ้มแย้มพลางมือโอบกอดเอวคอดกิ่วของหญิงสาว
"ท่านพี่ เหตุใดท่านจักรังแกข้าเช่นนี้! " หญิงสาวตอบมือดันอกของชายหนุ่มอย่างขัดขืน แต่ก็ใช่เป็ประโยชน์เรี่ยวแรงนางฟ้าไหนเล่าจะเท่าจอมอหังการ หวังจวินไม่ได้ปลดมือแต่อย่างไร เขารัดเข้ามาแแ่เสียยิ่งกว่าเก่า อกอูมได้ทรงของหญิงสาวพลันััแผ่นอกอันบึกบึนของจอมทัพผู้นี้ หวังเจี้ยนจูบลงบนฝีบางบางสวยนั้นทันใด ร่างของหญิงสาวขัดขืนต่อสู่อยู่ชั่วครู่ก็อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของหวังเจี้ยนเนิ่นนาน และแล้วหวังเจี้ยนก็คลายอ้อมกอดของเขาให้อ่อนลง หญิงสาวเมื่อรู้สึกก็ตั้งสติสะบัดและถอยหลังโดยพลัน บัดนี้หล่อนก้มหน้าต่ำหน้าแดงเขินอายมาก และนั้นก็เป็ภาพนางฟ้าที่เดินดินก็มิปาน หวังเจี้ยนยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
"เสี่ยวเจียวอย่าได้ตำหนิข้าพเ้าเลย วิหคนภาล่องลอยบนเบื้องฟ้า น้อยครั้งจะล่วงหล่นลงมาให้พสุธาเชยชม ข้าพเ้านั้นเมื่อมีบุญวาสนาใกล้ชิดเบื้องฟ้าแล้ว ไม่สวมกอดเอาไว้ให้เนิ่นนาน ก็คงเป็คนโง่ที่เปรียบเหมือนตั๊กแตนไล่ฝูงหงส์ไม่ฉันใดก็ฉันนั้น" หวังเจี้ยนกล่าวจบก็พลันสืบเท้าเข้าไปใกล้หล่อนอีกหนึ่งครา แต่หญิงสาวก็เอามือยันหน้าอกไว้รู้สึกเขินอาย อกอูมนั้นบัดนี้หล่อนหายใจเหนื่อยหอบก็กระเพื่อมขึ้นลงเป็จังหวะ ทำเอาจิตใจของหวังเจี้ยนแม้นเห็นอยู่ทุกวันก็สั่นไหวเลยทีเดียว
"ท่านพี่อย่าได้ล่วงเกินข้าอีกเลย ซุบที่ท่านพี่ชอบหากแม้นมัวล่วงเกินผู้อื่นอยู่จักเย็นชืดเสียรสได้ และประเดี๋ยวอีกไม่นานท่านพี่จักต้องเดินทางไกลสู่เมืองหลวงแล้วนะ" สิ้นเสียงหญิงสาว หวังเจี้ยนก็ได้แต่ปั้นหน้าข่มราคะตน พลันยิ้มเจื่อน ๆ พลางกล่าว
"งั้นต้องวอน ‘องค์หญิงอิ้งเสี่ยวเจียว’ ป้อนข้าวข้าแล้วกระมัง" กล่าวจบหวังเจี้ยนก็ฉุดมือที่พลักดันเขาอยู่เข้ามาในอ้อมกอด หญิงสาวดุจนางฟ้าอุทานขึ้นมาคำหนึ่งก่อนที่จะถูกจอมทัพอุ้มขึ้นด้วยสองแขนกำยำและเดินเข้าไป หญิงสาวรู้สึกเขินอายยิ่งนัก แต่ก็ได้แค่เพียงเม้มริมฝีปากซบหน้าลงที่แผ่นอกอหังการผู้นี้เสีย
"รักแท้เหมือนเมฆหมอก ที่ลวงหลอกว่าจะมา รักแท้เหมือนเวลา ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป" ในขณะที่ตาเฒ่าได้เล่าย้อนอดีตตนอยู่ก็รำพึงออกมา หวังจวินตั้งใจฟังมาเนิ่นนานก็พลันสงสัยกล่าวถามว่า
"ข้าก็ไม่ได้เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับ ขุมทรัพย์แต่อย่างใดนี้ท่าน" น้ำเสียงของหวังจวินเป็งานเป็งาน ครุ่นขมวดคิ้วลงเล็กน้อย
"ฮ่า ๆ ๆ เอาเถอะเ้าก็ฟังต่อเถอะ ประเดี่ยวจักรู้เอง หลังจากที่ข้ามีความสุขกับคนที่ข้าระ..."
"ท่านเจี้ยน! " เสียงหนึ่งแว่วลอยจากข้างนอกเข้ามาภายในกระท่อมน้อย หวังเจี้ยนเองก็พลันคลายอ้อมกอดออกจากหญิงสาว หญิงสาวเองก็ถอยออกมาห่างเล็กน้อยเช่นกัน และแล้วไม่นานเ้าของเสียงนั้นก็พลันเข้ามาถึงภายใน มันคุกเข่าลงคำนับจอมทัพผู้น่าเกรงขามกล่าวรายงายโดยเร็ว
"ท่านแม่ทัพ ฉินอ๋องเรียกนายท่านให้เข้าเฝ้าก่อนกำหนดขอรับ พระองค์ตรัสว่ามีเื่เร่งรีบสำคัญจะบอกแก่ท่านด้วยตัวพระองค์เอง" น้ำเสียงของมันถี่หอบบ่งบอกได้ว่าเร่งรีบมารายงานเขาอย่างที่ตัวมันกล่าวไว้จริง ๆ หวังเจี้ยนเองไม่ได้กล่าวตอบ แต่ส่งสายตาไปถึงหญิงสาวที่ตอนนี้มองเขาด้วยสายตาที่เป็ห่วงยิ่งนัก
"เ้าออกไปก่อน ข้าจะเตรียมตัวสักหน่อยไม่นานจะออกไป" หวังเจี้ยนกล่าวพลางทำมืออันเป็สื่อบ่งบอกเ้าทหารนั้นออกไป เมื่อเ้าทหารนั้นออกไป หวังเจี้ยนก็หันกลับมาหาหญิงสาวกล่าวขึ้นอย่างแ่เบาว่า
"เสี่ยวเจียว ข้าคงต้องออกไปอีกแล้ว แต่คราวนี้จักเป็ครั้งสุดท้าย เมื่อจบงานข้าจักทูลขอออกจากราชกาลภายในและกลับมาใช้ชีวิตกับเ้าจวบกัลปาวสาน เ้าโปรดรอพี่หน่อยเถิดที่รัก" น้ำเสียงหวังเจี้ยนอ่อนโยนพลางมือเชยคางหญิงสาวมาจุมพิตด้วยรักอย่างแ่เบา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เสี่ยวเจียวมีรอยยิ้มเลย หล่อนเพียงแต่กล่าวอีกเบา ๆ
"หากคราวนี้ พี่ใหญ่ให้ท่านไปสู้ศึกอีกข้ากลัวว่า…" น้ำเสียงหล่อนแ่แต่หวังเจี้ยนก็จับกระแสเสียงได้ชัดเจน
"ไหนเลยจะเป็เช่นนั้น ฉินอ๋องสัญญากับข้าพเ้าว่า จักไม่ให้ไปสู้ศึกแล้ว งานครานี้คงเป็การไตร่ถามความเป็ไปก่อนข้าจักถอนตัวเพียงเท่านั้นล่ะ" หวังเจี้ยนกล่าวปลอบหล่อนและก็ดึงหล่อนเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน
หวังจวินนั่งฟังก็รู้สึกถึงความรักที่หวังเจี้ยนมีต่อคนรักของตน เขาเองแม้ไม่เคยมีความรักเกิดขึ้นภายในใจยังอดสั่นไหวไม่ได้เลย
"แล้วเหตุกาลเป็เช่นใด หลังจากวันนั้น" หวังจวินถามต่อ แต่ตาเฒ่าก็มิได้ตอบอย่างไร สายตามองไกลกว่าเก่าก่อน
"เมื่อเข้าพบตัวอิ้งเจิ้ง ข้านั้นััได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นข้าไม่อาจรู้ได้แน่ชัด และนั้นมันก็ทำให้ข้าเสียใจมาถึงทุกวันนี้" น้ำเสียงตาเฒ่าสั่นเครือ
ห้องทรงอักษรอันสวยสดงดงามถูกประดับด้วยหยกเขียวมรกตที่ไม่อาจพบเจอได้อีกในอนาคต เมื่อมองตัดเข้ากับลวดลายที่ประดับบนไม้เนื้อดีแล้วเชื่อว่างานช่างเช่นนี้คงไม่มีใครสรรสร้างได้อีกนับจากนี้ อย่างไรก็ตามม ความสวยงามก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจต่อหวังเจี้ยน ตอนนี้สายตาของแม่ทัพหนุ่มจับจ้อง และตกตะลึงไปกับภาพเบื้องหน้า บัดนี้สหายรักผู้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาเนิ่นนานพลันดื่มเืสด ๆ ทั้งยังกัดกินเนืุ้์เป็ ๆ อยู่อย่างไม่แยแสสิ่งใด
"มาแล้วรึสหายข้า" น้ำเสียงฉินอ๋องครานี้เยือกเย็นสุดขั้วหัวใจ หวังเจี้ยนเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงเป็เช่นนี้ได้ แม้เขาจะใแต่ก็รวบรวมสติให้มั่นและถามขึ้นโดยเร็ว
"อิ้งเจิ้ง เกิดอะไรขึ้นทำไมท่านถึงเป็แบบนี้ได้" ฉินอ๋องไม่ตอบแต่อย่างใด ร่างกายของเขาก็ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงปราณสีแดงระอุอันเป็เอกลักษณ์วิชา สายตาอำมหิตจ้องมองมายังหวังเจี้ยนอย่างเย็นเฉียบ ฉินอ๋องขมวดคิ้วหย่นหน้าด้วยความเสียใจ และแล้วทันใดนั้นร่างของฉินอ๋องก็ทะยานมาเบื้องหน้าโดยเร็ว จักรพรรดิผู้ทระนงฟาดฝ่ามือสามท่าตัดที่ลำตัว หวังเจี้ยนในเสี้ยววินาที แม่ทัพหนุ่มเองก็พลิกตัวหลบโดยเร็ว แต่ถึงอย่างไรก็หาได้เตรียมพร้อมอยู่ก่อน พลังฝ่ามือจึงกระทบตัวเขาที่สะบักข้างขวาาเ็ไปเล็กน้อย ตอนนี้ยิ่งหวังเจี้ยนใบหน้าซีดขาว และงุนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรทำไมสหายรักจักทำกริยาแบบนี้ได้
"อิ้งเจิ้ง ทำไมท่านถึงทำร้ายข้า!! " เสียงหวังเจี้ยนกล้ำกลืนสุดขีด ตอนนี้เขาโคจรพลังคุ้มกายเตรียมพร้อมพร้อมกับปรากฏปราณสีเขียวเข้มลอยฟุ้งรอบตัว พื้นห้องเบื้องล่างพวกเขาทั้งสองก็เกิดการสั่นะเื หนังสือร่วงหล่นลงนับร้อย ๆ เล่ม อิ้งเจิ้งในตอนนี้สายตาแดงฉ่ำแสยะยิ้มกล่าวเรียบ ๆ ว่า
"หนทาง...หนทางะสหายข้า แล้วเ้า...จักต้องเป็เครื่องสังเวยแก่ข้า!! " พูดจบฉินอ๋องก็กระโจนเข้ามาพร้อมเพลงหมัดอันรุนแรง หวังเจี้ยนกัดฟันต่อสู้รับมือทั้งซ้ายขวา แม้เพลงหมัดอันรุนแรงของฉินอ๋องแม้ว่าจะรุกมาถึงสิบส่วน แต่หวังเจี้ยนก็ไม่อาจโต้ตอบรุนแรงได้เพราะาเ็ซี่โครงขวาอยู่ เขาใช้ท่าร่างหลบหลีกอย่างว่องไว พลังหมัดตอนนี้ทำลายห้องทรงอักษรไปแปดส่วน เสียงขุนนางน้อยใหญ่ข้างนอกร้องโวยวายหลบหนี
"อิ้งเจิ้งเกิดอะไรขึ้น" หวังเจี้ยนคิดขณะรับมือ ตอนนี้ฉินอ๋องรุกไล่เขามามากแล้ว และแล้วลมปราณฉินอ๋องก็แปรเปลี่ยน รังสีอัมหิตรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
"เทพพลังตะวันสูญขั้นที่หนึ่ง!! " เสียงฉินอ๋องก้องกังวานรุนแรงพร้อมกับทะยานขึ้นสู้เบื้องบนทะลุห้องไป เศษไม้ทั้งหลายบดบังดวงตาหวังเจี้ยนจนแทบมองไม่เห็น แน่นอนว่าห้องอักษรได้พังไปเสียแล้ว ตอนนี้หวังเจี้ยนรู้แล้วว่ามันสายไปเสียแล้วกับการเรียกคืนสติสหายรัก หวังเจี้ยนหลับตาโคจรพลัง แม่ทัพหนุ่มเข้าสู่จุดชีพจรทั่วร่างอย่างเต็มที่ สมองสั่งการให้ใช้ััอื่น ๆ ทดแทนดวงตาที่ไม่สามารถใช้ได้ผลในตอนนี้ แล้วทันใดนั้นเงาหนึ่งก็พุ่งปราดเข้ามาทางขวา หวังเจี้ยนรีดพลังทั้งหมดไปไว้มือขวาซัดรับโดยทันที
ตูม!
ร่างหวังเจี้ยนกระเด็นไปถึงสามสิบก้าว แต่ฉินอ๋องก็ไม่ลดละ พุ่งทะยานมา โคจรพลังปรากฏเปลวไฟดวงใหญ่อยู่ในมือทั้งสองข้าง ทุบลงมาที่กระหม่อมหวังเจี้ยนโดยเร็ว
"ตาย!! " ฉินอ๋องก้องกู้ร้องะโ ตอนนี้ห้องอักษรพังเสียหมด ปรากฏพวกเขาทั้งสองต่อสู้กันบนลานโล่ง ๆ ที่มีซากปรักหักพังอยู่ ขุนนางน้อยใหญ่ที่กำลังหลบหนีต่างจดจ้องมองมาดูอย่างลนลานตะลึงงัน
หวังเจี้ยนเร่งพลังสายหนึ่งแผ่ออกจากฝ่ามือทั้งสองข้างเป็โล่แสงมรกตคลุม้าอย่างเต็มพลัง แต่เมื่อเกิดการกระแทก เข่าข้างหนึ่งของเขาก็ทรุดลงไปสู่พื้นดินพร้อมทั้งกระอักเืคำใหญ่
"ท่าน...อิ้งเจิ้งท่านเป็อะไรไป ท่านเป็อะไรไป" หวังเจี้ยนยอดขุนศึกก้องะโ พร้อมทั้งเร่งพลังสุดขีดสุดกระแทกอิ้งเจิ้งลอยกลับไป จากนั้นหวังเจี้ยนก็รุกคืบเขาไปโดยเร็ว แม่ทัพหนุ่มแปรผันท่าร่างฝ่ามืออย่างลึกซึ้งอีกทั้งโคจรพลังมหาศาล กู่ก้องะโสุเสียงอย่างบ้าครั่ง
"สหายรักรับมือข้า!! " สิ้นเสียงพลังฝ่ามือปรากฏัเขียวตัวใหญ่มันเป็ร่างลมปราณสีเขียวมรกตที่เกิดขึ้น มันแหวกว่ายไปมาอย่างเกรี้ยวกราดและก็พุ่งโจมตี
"ดี อยากรู้นักัจักรพรรดิของเ้าจะแน่สักแค่ไหน" ฉินอ๋องกล่าวยิ้ม ๆ อย่างพอใจก่อนพุ่งทะยานรับมือด้วยเพลงหมัดอันร้อนระอุดุจดวงตะวัน พลันเกิดดวงไฟก้อนั์พุ่งทะยาน
ตูม!!!!!!!!
เสียงกังวานสนั่นไปทั่วทั้งเมืองเมื่อทั้งสองพลังกระทบกัน คลื่นกระแทกพลันขยายวงกว้างออกไปนับครึ่งลี้ ขุนนางทั้งหมดภายในรัสมีล้วนตกตายไปตาม ๆ กัน แรงะเิของวิถีพลังทำให้ทุก ๆ อย่างที่อยู่ภายในเขตรัสมีเป็หลุมลึกกว้าง ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของซากใด ๆ สิ้นเสียง ฝุ่นก็ฝุ่งกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่นานนักก็ปรากฏเงาผู้หนึ่งยืนอยู่ แววตาของเขาเศร้าสร้อยสลดหดหู่ ใช่แล้วเขาคือหวังเจี้ยนนั้นเอง! ขุนศึกทรุดลงบนพื้นดินที่ไร้อารยะ น้ำตาของยอดชาตรีก็ปรากฏ เขาพยุงร่างหนึ่งขึ้นมาสวมกอดแหงนหน้ามองฟ้ากู่ก้องสุดแรง
"์ ์!!! เหตุใดกัน ..เหตุใด!!!! " น้ำเสียงที่เคียดแค้นต่อวิถีชีวิตตนประปนกับความสลดโศกเศร้าในจิตใจ จากนั้นเขาก็กอดสหายรักร้องห่มร้องไห้อยู่ สามวันสองคืน
หวังจวินเมื่อฟังก็ตกตะลึงงันเบิกตากว้าง เขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองตอนนี้ว่าจักได้ฟังการต่อสู้ของบุรุษในตำนาน เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่งก่อนกล่าวถามต่อ
"ทะ...ท่านสังหารฉินอ๋อง!! " เสียงเด็กหนุ่มแหบพล่าไม่นึกว่าจะเป็แบบนั้นได้
"ใช่" เสียงตาเฒ่าตอบห้วน ๆ แต่แววตาของเขาคลอไปด้วยน้ำตาอันยากที่จะรู้ลึกถึงความเศร้า
"แล้วท่านพอทราบหรือไม่ว่าทำไมฉินอ๋องถึงกลายเป็เช่นนั้น" เด็กหนุ่มถามตาเฒ่าโดยเร็ว แต่ก่อนที่ตาเฒ่าจะตอบอะไรก็ได้ยินเสียงโครมครามเกิดขึ้น ณ เื้ัเด็กหนุ่ม หวังเจี้ยนไม่รอช้าพุ่งทะยานโคจรพลังออกไป