Chapter 1
บางทีร้านสะดวกซื้อก็มีอะไรให้มากกว่าที่คุณคิด
“คุณเป็คนที่มีผลการเรียนดี และเป็คนที่ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยอยู่ตลอดเวลา เป็คนที่มีแววและน่าสนใจมาก แต่ทางเราต้องขอเรียนตามตรงว่าเราอยากได้คนที่มีประสบการณ์มากกว่านี้และอาจจะรวมไปถึงวุฒการศึกษาที่มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นเราคงต้องขอเรียนตามตรงว่าด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้เราคงรับคุณเข้าทำงานไม่ได้ครับ”
เสียงของฝ่ายบุคคลที่รับหน้าที่ในการสัมภาษณ์งานยังคงดังกึกก้องอยู่ในหูของเขาจนถึงตอนนี้ร่างสูงที่ยืนหลังงอนิดๆอยู่ตรงหน้าตู้แช่เย็นกระจกของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในย่านทองหล่อดวงตาสีสนิมเหล็กจ้องมองขวดน้ำหลากหลายชนิดและหลากหลายยี่ห้อที่วางเรียงกันอย่างสวยงามจนบางทีเขาก็นึกสงสัยว่าพนักงานใช้เกณฑ์อะไรในการจัดวางว่าจะต้องนำน้ำประเภทนี้มาตั้งตรงนี้เหมือนกัน
ก็เหมือนกับเกณฑ์ ในการตัดสินใจว่าเวลาจะรับใครเข้าทำงานซักคน เขาใช้วิธีไหนในการตัดสินใจส่วนนี้กัน?
ถึงแม้ โจ๊กจะไม่ใช่คนที่หน้าตาดีอะไรเป็หนุ่มแว่นท่าทางจ๋องๆ เหมือนพวกเด็กเนิร์สแต่เขาก็เป็คนที่มีความรับผิดชอบ ตั้งใจเรียนมีคะแนนเกรดเฉลี่ยสูงถึง 3.28 แม้ไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งแต่ก็นอนมาในอันดับที่สอง เขาเป็คนที่ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยตลอดไม่เคยมีประวัติเสีย แม้จะจบเพียงปริญญาตรีแต่มันก็เป็มหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศ....
แต่มันก็ยังไม่มีบริษัทไหนจ้างเขาไปทำงานด้วย...
“ข้าจะบอกแกให้นะว่าถ้าไม่จบปริญญาโทหรือจบมาจากนอกน่ะเดี๋ยวนี้เขาไม่รับเข้าทำงานง่ายๆ หรอกโว้ย และข้าก็ไม่มีโคว์ต้าจ่ายเงินให้เอ็งไปเรียนต่อโทหรือไปต่อนอกแล้วด้วยเพราะฉะนั้นข้าให้เวลาเอ็งอีกหนึ่งเดือนถ้าเอ็งยังหางานทำไม่ได้เอ็งจะต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านและถ้ายังดื้อ รอบนี้ข้าจะตัดเงินที่ส่งให้เอ็งแน่ๆ คอยดูสิ”
คำพูดของเดอะเตี่ยที่ยังคงก้องอยู่ในหัวของเขาจนถึงตนนี้นั้นเปรียบได้เป็ดังแรงผลักดันให้นายจักรินทร์คนนี้พยายามสู้สุดใจเพื่อหางานทำที่กรุงเทพฯ ให้จงได้แม้เวลาที่พ่อของเขายื่นให้นั้นจะลดลงไปเรื่อยๆจนเหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวแล้วก็ตามที
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาหลังจากเรียนจบแล้วโจ๊กก็พยายามตระเวนหางานทำตามสำนักพิมพ์ต่างๆ มาโดยตลอดเขาเรียนจบมาทางด้านศิลปะศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเขาจึงอยากทำงานเกี่ยวกับพวกวรรณกรรมต่างประเทศแต่ไม่ว่าจะเป็สำนักพิมพ์ไหนๆ ก็ดูจะไม่อ้าแขนต้อนรับเขาเอาเสียเลย
กลับกันเ้าอาทิตย์เพื่อนรักของเขานั้นจบมาในเอกภาษาญี่ปุ่นปัจจุบันหมอนั่นไปทำงานเป็ไกด์นำเที่ยวเต็มตัวเรียกว่าทำงานได้ถูกทางได้ดิบได้ดีเชียวล่ะ เพราะเ้านั่นเป็คนที่ชอบท่องเที่ยวและคุยเก่งมากและญี่ปุ่นก็เป็หนึ่งในประเทศที่มันชอบมากๆ เสียด้วย(แต่โจ๊กคิดว่าคงจะน้อยกว่ากองหนัง AV ที่สุมรวมกันในห้องนอนของมัน)
โจ๊กได้แต่ทอดถอนใจเขาหยิบเอาชาเขียวแบบไร้น้ำตาลอย่างที่ชอบขึ้นมาจากตู้ใส่น้ำ หมุนดูฉลากเห็นราคา 25บาทของมันเหมือนทุกทีเฉกเช่นเดียวกับความพ่ายแพ้ที่มันยังคงกลมกล่อมอยู่ในร่างของเขาเช่นเคย
“เวลาชักจะเหลือไม่มากแบบนี้จะเอายังไงต่อดีล่ะเนี่ย”โจ๊กถอนใจ“สุดท้ายถ้าอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดีกันทั้งหมดแบบนี้มันก็คงไม่มีบริษัทไหนรับฉันแล้วล่ะมั้ง”
โจ๊กพูดขึ้นหลังจากปิดตู้น้ำนั้นลงเขาเพิ่งจะอายุแค่ 22 ปี ปกติหากไปสมัครงานที่ไหนมันก็คงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรหากสภาวะเศรษฐกิจมันไม่เลวร้ายแบบนี้ แต่ประเด็นคือไม่ว่าจะบริษัทไหนๆตอนนี้ก็จะมีแต่นโยบายลดพนักงานมากกว่าเพิ่ม แค่คิดเ้าตัวก็ทำได้แค่ถอนใจ
“พรุ่งนี้ต้องไปสัมภาษณ์อีกสองที่ผลลัพธ์มันก็คงไม่ต่างกันแหงๆสงสัยต้องลองมองงานสายอื่นที่ไม่ใช่ในสายวรรณกรรมดูบ้างแล้วมั้งเนี่ย”
แค่คิดแล้วก็ถอนใจออกมา แต่นายจักรรินทร์ พิทักษ์ศิลป์ ไม่ใช่คนที่จะชอบยอมแพ้เขาจะไม่มีวันยอมกลับไปทำงานที่บ้านในสุพรรณบุรีง่ายๆ แน่ เขาจะพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นเองว่าเขาจะต้องหางานทำที่กรุงเทพฯให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องหาทางเอาตัวรอดไปให้ได้เสียก่อน ว่าแล้วเ้าตัวจึงเดินไปในเชลฟ์ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้อีกแล้วเพราะหากถึงเวลาครบเดือนนี้แล้วจริงๆพ่อของเขาจะต้องตัดเงินทั้งหมดที่ส่งมาให้แล้วแน่ๆ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะกลายเป็มิตรแท้ของเขาในเวลาวิกฤติเช่นนี้
โจ๊กหวนนึกไปถึงเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยหลายคนว่าพอจะมีใครช่วยเขาหางานได้บ้างแต่นึกย้อนไปเขาไม่ใช่คนที่มีเพื่อนมากมายอะไร หรือจะไปพึ่งใบบุญเพื่อนอย่างอาทิตย์แต่เขาเองก็ไม่ได้จบเอกญี่ปุ่นมาเหมือนหมอนั่นเพราะฉะนั้นคงต้องตัดเื่ที่จะไปทำงานเป็ไกด์ไปได้เลย(แถมชีวิตนี้เขาเคยเดินทางออกไปนอกประเทศตัวเองเสียที่ไหนกัน!)
“มีชาเขียวไร้น้ำตาล บะหมี่กึ่งสองซองแล้วก็ โกลด์โก้สองกล่องนะคะ?”
เสียงของพนักงานคิดเงินเอ่ยขึ้นหลังจากที่โจ๊กซื้ออาหารเย็น(แบบประหยัด) ของเขาเสร็จสิ้น
“ทั้งหมด 155 บาทค่ะคุณลูกค้า”
“ครับ”
จริงอยู่ว่าตอนนี้เขาต้องประหยัดเงินใน่เวลาแบบนี้แต่วันนี้มันอยู่ในสภาวะที่เครียดแบบสุดๆ เขาจึงจำเป็ที่จะต้องหยิบเอา โกลด์โก้ขนมหวานของโปรดที่ติดงอมแงมมาั้แ่เด็กให้มาช่วยเยียวยาจิตใจของเขาโดยด่วนที่สุดแม้ว่ามันจะมีราคาตั้ง 60 บาทต่อหนึ่งกล่องก็ตามทีโจ๊กเปิดกระเป๋าสตางค์ของเขาออกมาดูช่างน่าเศร้าที่ตอนนี้มันเหลือแบงค์พันอยู่เป็ใบสุดท้ายแล้ว ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจและหยิบกระดาษสีเทาที่แสนล้ำค่านั้นให้กับพนักงานคิดเงิน
“อ่า คุณลูกค้าคะตอนนี้ทางร้านของเรามีโปรโมชั่นพิเศษอยู่นะคะ ทุกๆ ครั้งที่ซื้อของครบ 150 บาทคุณลูกค้าจะได้จับฉลากเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษกับทางเราด้วยค่ะ”
“จับฉลาก?”เขารับคำด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“ค่ะ ตอนนี้รางวัลใหญ่สุดของเราก็คือตั๋วเครื่องบินไปกลับเที่ยวญี่ปุ่นฟรีทั้งทริ๊ปเลยนะคะ”
“แล้วของรางวัลต่ำสุดล่ะครับ?”
โจ๊กถอนใจแทบไม่แลรางวัลที่หนึ่งและหันมาใส่ใจจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารแทน
“อ๋อ ก็จะได้รับซองการ์ดเกมเอจออฟซัมมอนเนอร์ หนึ่งซองน่ะค่ะ”
ได้ยินแล้วก็เม้มปาก หากพูดถึงเอจออฟซัมมอนเนอร์ แล้ว มันก็คือการ์ดเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกตอนนี้กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองป้ายโฆษณา้าเหนือศีรษะของคุณพนักงานสาวคนนี้จึงได้เห็นว่าร้านสะดวกซื้อแห่งนี้กำลังทำแคมเปญคู่กับเอจออฟซัมมอนเนอร์ อยู่นั่นเองโดยรางวัลที่หนึ่งจะได้บินไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีกับทีมงานและดาราดัง
แค่เห็นก็ถอนใจอีกคำรบเพราะราคาซองการ์ดที่ว่านั้นมันมีราคาแค่หนึ่งร้อยบาทน้อยกว่าเงินที่เขาต้องจ่ายไปเสียอีก
ทำไมถึงมั่นใจว่าเขาจะจับฉลากได้เ้าซองการ์ดนี้น่ะเหรอ?
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยมีดวงด้านการจับฉลากเลยซักครั้งอีกอย่างต่อให้ถูกรางวัลได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในเวลาแบบนี้?
“อ่า....แย่หน่อยนะคะคุณลูกค้าได้รางวัลปลอบใจเป็การ์ดเอจออฟซัมมอนเนอร์หนึ่งซองนะคะ”
“ครับ”
ช่างเป็การขานรับที่หนักแน่นสิ้นดีโจ๊กก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะได้อะไรที่ดีไปกว่านี้ั้แ่แรกแล้ว เขารับเงินทอนและถุงใส่ของที่เขาซื้อมารวมไปถึงซองการ์ดเกมที่ว่านั่น...มันเป็ซองการ์ดที่มีลวดลายรูปัและอัศวินเท่ๆ ที่เขาไม่รู้จักโดยมีเขียนกำกับไว้ว่า Age Of Summoner –SPL อีกด้วย
“ไม่ต้องเสียใจนะคะคุณลูกค้าซองการ์ดที่คุณลูกค้าได้ไปน่ะเป็ซองของการ์ดชุดพิเศษที่ AOS วางขายเขาว่ากันว่าการ์ดที่เปิดได้จากซองชุดนี้จะมีราคามากกว่าการ์ดซองอื่นๆ เชียวล่ะค่ะถ้าหากว่าคุณลูกค้าเปิดได้พวกการ์ดฟอยหรือการ์ดหายากที่มีราคาล่ะก็คุณลูกค้าสามารถนำไปขายในร้านการ์ดแฟ็คทอรี่ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศได้ทั้งหมดเลยค่ะ”
“ครับ”
โจ๊กเพียงรับคำจากพนักงานสาวคนนั้นมาเซื่องๆก่อนจะเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมกับเสียงเพลงปลุกใจแบบพิเศษที่สร้างขึ้นมาแทนเสียง“ตื้อดื้ดดด” แบบปกติที่ได้ยินจนชินหู คาดว่าคงเป็เพลงของ AOS นั่นล่ะ
“ต่อให้มาเปิดลุ้นอีกกี่ทีมันก็คงเป็อีกหรอบเดิมนั่นแหละ”
ทันทีที่ออกมายืนอยู่บนท้องถนนซึ่งปราศจากไปด้วยผู้คนเนื่องด้วยตอนนี้เพิ่งจะเป็เวลาสิบโมงเช้าและเป็เวลาทำงานอยู่ โจ๊กพลิกซองการ์ดที่ได้มาหมาดๆ มองไปมา
เขาเองก็พอจะรู้จัก Age of Summoner หรือ AOS มาบ้างั้แ่สมัยเรียนอยู่ม.ปลาย มันเป็การ์ดเกมที่ได้รับความนิยมมากจากทุกเพศทุกวัยซึ่งการเอามาผสมผสานกับรูปแบบของเกมออนไลน์ที่จะใช้เครื่องมือแบบพิเศษที่ทำให้สามารถทำให้การเล่นการ์ดเกมพวกนี้ดูน่าสนใจขึ้นทำให้มันได้รับความนิยมมากเขาเคยได้ยินเมื่อต้นปีว่าทางบริษัท AOS เ้าของการ์ดเกมชื่อดังนี้เพิ่งจะฉลองที่สามารถทำสถิติมีผู้เล่นทั่วโลกสมัครไอดีเกมนี้ครบสองพันล้านไอดี ในที่สุด
ตัวเขาเองก็เคยเห็นพวกเพื่อนๆเล่นไอ้การ์ดเกมนี้บ้างเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขารู้สึกว่ามันเพี้ยนๆก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก(อันที่จริงสมัยเรียนหนังสือเขาก็แทบไม่สนใจเื่ของเกมหรือการ์ดอะไรแบบนี้อยู่แล้ว)แต่ไอ้ทิตย์เพื่อนของเขาน่ะเป็แฟนตัวยงของการ์ดเกมนี้เลยเห็นว่ามันได้รับความนิยมขนาดที่มีนักกีฬามืออาชีพของเกมนี้ผุดกันขึ้นมาเป็ดอกเห็ดซ้ำยังทำรายได้กันเป็กอบเป็กำไม่ต่างอะไรจากนักกีฬาฟุตบอลด้วยซ้ำ
มันโด่งดังขนาดที่บริษัทนี้จะเปิดสิ่งที่เรียกว่า“การ์ดแฟ็คทอรี่” ขึ้นมาทั่วโลก ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายๆกับพวกร้านเล่นการ์ดรับซื้อรับขายเป็แหล่งรวมตัวของเหล่าผู้เล่นเอาไว้ด้วยกันนั่นเองแต่ประเด็นของมันก็คือไอ้การ์ดแฟ็คทอรี่พวกนี้มันถูกสร้างขึ้นมาทั่วประเทศประหนึ่งร้านสะดวกซื้อที่ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนก็จะเจอการ์ดแฟ็คทอรี่ตั้งอำนวยความสะดวกอยู่เลยเชียวล่ะ
จะว่าไปตรงปากซอยด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ของเขาก็เหมือนกับจะมีการ์ดแฟ็คทอรี่ตั้งอยู่จ้าวหนึ่งเหมือนกัน
“เอาเถอะยังไงซะก็คงเปิดไม่ได้ของดีเด่ อะไรนักหรอก”
โจ๊กพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะฉีกซองการ์ดที่ได้มาฟรีๆ นั้นออก เผยให้เห็นแผ่นพลาสติกแบบบางขนาดพอๆกับนามบัตรอยู่ในซองนั้น 5 ใบมันเป็ครั้งแรกที่เขาเคยได้จับการ์ดพวกนี้ความรู้สึกแรกมันก็ดูแปลกอยู่นิดหน่อยเนื้อพลาสติกของมันดูจะมีคุณภาพเอาเื่ เพราะปกติการ์ดมันมักจะสร้างจากกระดาษแต่ดูเหมือนเ้า AOS นี้จะยกระดับขึ้นมาดูดีขึ้นไม่หยอก
“ไหนดูซิ....”
เขาพูดขึ้นพลางไล่ดูการ์ดที่ได้รับมาด้วยสีหน้าสงสัยอันดับแรกเขาไม่รู้จักไอ้การ์ดพวกนี้เลยว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างหรือว่าใบไหนจะมีราคาค่างวดแค่ไหนแต่ที่แน่ๆ หน้าตาของสัตว์ประหลาดในการ์ดพวกนั้นมันดูโง่ๆชนิดที่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่า.....ไร้ค่า
“ก็ไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว”ชายหนุ่มหัวเราะหึ “หือ เดี๋ยวนะ....”
จู่ๆ ร่างสูงก็ชะงักงันดวงตาหลังแว่นกรอบโตหรี่ลงจ้องมองการ์ดใบสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ด้านหลังสุด
มันเป็การ์ดรูปัสีขาวที่ดูแตกต่างจากใบอื่นๆชนิดที่แม้แต่โจ๊กยังมองออกว่ามันคนล่ะชั้นกัน
“แวววาวแบบนี้สงสัยจะเป็การ์ดฟอยแบบที่ผู้หญิงคนเมื่อกี้บอกสินะ?”
นอกจากหน้าตาจะแตกต่างแล้วมันยังมีความแวววาวสะท้อนแสงดูมีค่ามากกว่าการ์ดใบอื่นๆ มาก
“ท่าทางจะมีราคาแฮะการ์ดใบนี้”โจ๊กพูดพลางพลิกการ์ดไปมา “ไม่สิ อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรจะดีกว่าต่อให้เป็การ์ดฟอยอะไรนั่นก็เถอะ แต่ถ้าเป็การ์ดที่ฉันเปิดได้ มันน่าจะง่อยๆไม่มีราคาแหงๆ”
เขาสรุปเอาจากประสบการณ์ชีวิตทั้ง 22ปี ของเขา คิดๆแล้วโจ๊กจึงถอนใจใส่การ์ดทั้งห้าใบนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
“เอาเถอะยังไงซะหน้าปากซอยก็มีไอ้ร้านการ์ดแฟ็คทอรี่อะไรนั่นอยู่แล้วเดี๋ยวลองเอาไปขายดูละกัน อย่างน้อยขอให้ได้ค่าช็อคโกแล็ตคืนมาก็ยังดี”
“ยินดีต้อนรับเหล่าซัมมอนเนอร์สู่การ์ดแฟ็คทอรี่!”
เสียงะโอย่างตื่นเต้นกับเสียงเพลงในแบบที่ได้ยินจากประตูร้านสะดวกซื้อเมื่อครู่นี้ดังขึ้นมาทันทีโจ๊กเดินเนือยๆ เข้ามาในดินแดนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนและอาจจะหมายถึงดินแดนที่เขาไม่คิดว่าจะเข้ามาด้วยบานประตูอัตโนมัติขยับเปิดกว้างออก พร้อมกับเสียงตอบรับจากสัญญาณอัตโนมัติ
“เคยคิดว่าที่นี่มันใหญ่โคตรั้แ่อยู่ข้างนอกแล้วนะพอเข้ามาจริงๆ แล้วอึ้งเลยแฮะ...”
โจ๊กพูดกับตัวเองขณะที่ชำเลืองมองไปรอบๆการ์ดแฟคทอรี่ คือร้านค้าของ AOS ที่ตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกผู้เล่นจากทั่วประเทศภายในนั้นจะประกอบไปด้วยบูธต่างๆ ที่มีการ์ดหลากหลายชนิดเอาไว้สำหรับขายหรือโชว์ตามมุมต่างๆ มีภาพโปสเตอร์ภาพวาดสวยๆ ของการ์ดแปะโชว์อยู่อีกมุมหนึ่งมีจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่เปิดโฆษณาของ AOS ไว้ตลอดเวลาขณะที่อีกด้านก็จะเป็จุดที่จะเปิดให้พวกลูกค้าได้ไปนั่งพูดคุยหรือนั่งเล่นกัน
หากคิดว่าจะเป็โต๊ะสี่เหลี่ยมโง่ๆกับเก้าอี้พลาสติกแล้วล่ะก็ ลืมความคิดนั้นไปได้เลย
มันเป็ชุดเก้าอี้โซฟาอย่างหรูที่ติดกันนั้นมีร้านกาแฟแบรนด์ดังตั้งอยู่เพื่อให้ลูกค้าใช้บริการได้อีกด้วยขณะที่ร้านนั้นจะมีสองชั้นซึ่ง้าเห็นว่าเป็โซนเอาไว้สำหรับลูกค้าที่้าใช้บริการเล่นเกมโดยเฉพาะอีกทั้งในร้านยังมีพนักงานที่แต่งตัวด้วยเครื่องแบบเหมือนกันคือเสื้อโปโลสีขาวกับผ้ากันเปื้อนสีดำที่มีสัญลักษณ์ของAOS ติดไว้ตรงหน้าอกอีกด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โจ๊กต้องประหลาดใจเห็นจะเป็เื่ที่ลูกค้าจำนวนมากราวๆ 30-40 คนกำลังใช้บริการอยู่ในโซนซื้อขายการ์ดหรือโซนนั่งเล่นกันอีกด้วย ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็่เวลา 10โมงเช้าของวันอังคารและไม่ใช่่ปิดเทอมแต่มันก็ยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันอย่างหนาแน่น แต่ที่น่าทึ่งกว่าก็คือแม้จะมีลูกค้าเยอะขนาดนี้ แต่สถานที่มันก็ไม่ได้ดูแออัดแต่อย่างใดกลับกันมันยังกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับลูกค้าได้อีกเท่าหนึ่งเห็นจะได้
“การ์ดแฟ็คทอรี่ยินดีต้อนรับค่ะมีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะคุณลูกค้า?”
มีพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาในที่สุดหลังจากตัวเขายืนมองรอบๆ ด้วยท่าทางสงสัยและไปต่อไม่ถูกพนักงานสาวคนนี้ดูน่ารักไม่หยอก คาดว่าคงจะถูกคัดมาอย่างดีแน่ๆ
“คือ...พอดีว่าผมอยากจะนำการ์ดมาขายน่ะครับได้ยินว่าที่นี่รับซื้อการ์ดด้วย”
“อ๋อ ้าเทรดดิ้งการ์ดสินะคะยินดีบริการค่ะ”
หญิงสาวคนนั้นขานรับด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนจะผายมือไปอีกด้านหนึ่งทันที
“ถ้าเช่นนั้นเชิญตามดิฉันมาเลยค่ะ”
“ครับ”
โจ๊กรับคำอย่างว่าง่ายเดินตามร่างบางนั้นไปติดๆ กระทั่งสายตานั้นชำเลืองมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจผู้ชายจะหันมาให้ความสนใจเื่การ์ดเกมมันก็ว่าไปอย่างแต่ผู้หญิงหันมาเล่นด้วยเนี่ยสิน่าแปลกจริงๆ มิหนำซ้ำดูๆไปแล้วพวกเขาน่าจะอยู่ในวัย่มหาวิทยาลัย จนเห็นแล้วเขาก็อดห่วงไม่ได้ว่า....พวกเอ็งเอาเวลาไปเรียนหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ ขึ้นมาในใจ
“วันปกติแท้ๆแต่ลูกค้าเยอะจังเลยนะครับ” โจ๊กเอ่ยขึ้น
“อ๋อ ใช่ค่ะ” พนักงานสาวหันมายิ้มให้“ปกติแล้วร้านของเราก็จะมีลูกค้าราวๆ นี้อยู่ทุกวันนั่นล่ะคะแต่จะเยอะมากเป็พิเศษใน่เย็นๆ ค่ะ”
“พวกเขายังดูเด็กอยู่เลยนะครับโดดเรียนมาแบบนี้จะดีเหรอ?”
ได้ยินคำพูดนั้นแล้วพนักงานสาวก็นิ่งไปนิดๆก่อนจะระบายยิ้มหวานมาให้
“ก็มีหนุ่มสาวหลายคนที่คิดอยากจะเอาดีทางการเป็โปรเพลย์เยอร์น่ะค่ะหลายคนก็เลยลดเวลาเรียนของพวกเขาลงเพื่อมาให้ความสำคัญทางนี้มากขึ้นแต่ดิฉันเองก็เห็นด้วยกับคุณลูกค้านะว่าพวกเขาควรจะใส่ใจเื่เรียนด้วยแต่ว่าั้แ่มีโปรลีกแบบอาชีพเกิดขึ้นมา ดูเหมือนพวกเขาคงไม่ค่อยอยากเสียเวลาไปกับการเรียนเสียเท่าไร”
คำว่า “โปรลีก”เป็อะไรที่ทำให้โจ๊กต้องเลิกคิ้วขึ้นนึกสงสัยแต่ยังไงเสียเขาก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจเื่พวกนี้ั้แ่แรกแล้วเขาถึงปล่อยผ่านมันออกไป กระทั่งหญิงสาวพาเดินลึกเข้ามาด้านในสุดตรงจุดที่มีตู้เครื่องจักรหน้าตาแปลกๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับ ATM ตั้งเรียงกันอยู่เกือบสิบตู้เห็นจะได้
“ถึงแล้วล่ะค่ะคุณลูกค้านี่คือเครื่องขายการ์ดอัตโนมัติของทางร้านเราค่ะ”
“ขายอัตโนมัติ?” โจ๊กหรี่ตาลง“ไม่ใช่ว่าผมต้องนำไปขายทางนั้นเหรอครับ?”
ว่าแล้วเขาก็ชี้ไปอีกทางตรงจุดที่มีเค้าเตอร์บาร์ขนาดยาวพร้อมกับเ้าหน้าที่หลายคนที่กำลังดูแลลูกค้าจำนวนมากที่ต่อแถวเข้ารับการบริการอยู่
“ตรงส่วนนั้นจะมีไว้สำหรับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าน่ะค่ะ”พนักงานสาวตอบ“เพราะว่าเ้าหน้าที่ของเราเองก็มีจำกัดและต้องดูแลหลายภาคส่วนอยู่แล้วอีกทั้งการ์ดบางใบที่ไม่ได้มีราคาค่างวดแพงเสียเท่าไรเราก็จะนำเอามาขายกับตู้อัตโนมัติแบบนี้มากกว่าค่ะ....อย่างเช่นคุณลูกค้าทางนั้นไงคะ”
พนักงานสาวผ่ายมือไปอีกด้านให้เห็นลูกค้าอีกคนที่ขนการ์ดมาเต็มกล่องและกำลังหยอดการ์ดเ่าั้ลงไปในตู้ขายอัตโนมัติที่ว่างอยู่
“การขายแบบนี้จะสะดวกสบายสำหรับลูกค้าที่อยากจะมาย่อยการ์ดที่ไม่ได้ใช้งานและเปลี่ยนเป็เงินมากกว่าน่ะค่ะ”ว่าแล้วเธอก็ยิ้มหวาน “ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าเคยสมัครสมาชิกหรือมีไอดีของ AOS อยู่กับตัวรึเปล่าคะ?”
“ไม่มีครับ ผมไม่เคยเล่น AOS มาก่อนแต่บังเอิญได้การ์ดมาก็เลยอยากจะนำมาขายน่ะครับ”
“เข้าใจแล้วค่ะทางเรายินดีรับซื้อการ์ดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็สมาชิกของ AOS รึเปล่าค่ะ เพียงแต่ว่าหากมีไอดีของ AOS อยู่ คุณลูกค้าจะได้คะแนนสะสมในทุกๆ ครั้งที่ทำการซื้อขายการ์ดและสามารถนำคะแนนเ่าั้ไปรับสิทธิ์ประโยชน์มากมายได้อีกด้วยถ้ายังไงสนใจจะสมัครไอดีกับทางเรามั้ยคะ ค่าสมัครเริ่มต้นเพียง 200 บาทเท่านั้น....”
“ไม่ล่ะครับผมคงไม่มีเวลามาเล่นมันอยู่แล้วครับ”
โจ๊กปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเนือยๆส่งให้พนักงานสาวทำได้เพียงแค่ยิ้มรับราวกับรู้ได้ว่าตามตื้อหมอนี่ต่อไปก็คงจะเสียเวลาเปล่าเธอจึงผายมือไปทางตู้ขายการ์ดที่วางอยู่
“ถ้าอย่างนั้นเชิญใช้บริการที่ตู้นี้เลยค่ะคุณลูกค้าเดี๋ยวดิฉันจะเซ็ตระบบให้ใช้งานในฐานะแขกนะคะ”
ว่าแล้วเธอก็นำไปที่ตู้ดังกล่าวกดไปตรงหน้าจอแบบทัชสกรีนที่เป็ภาษาไทยเพื่อเริ่มต้นสำหรับการเปิดระบบขายการ์ดทันทีกระทั่งเธอฉากหลบออกมาและผ่ายมือให้โจ๊กรับหน้าที่ต่อได้เลย
“เชิญเลยค่ะ คุณลูกค้าสามารถเสียบการ์ดที่จะขายลงไปในช่องนี้นะคะและทางระบบเราจะคำนวณราคาของการ์ดดังกล่าวนั้นให้ค่ะหากคุณลูกค้าพอใจก็สามารถกดปุ่มตกลงนี้เพื่อทำการขายได้ทันทีหากราคาที่ร้านของเรารับไม่ถูกใจ ก็สามารถกดปุ่มยกเลิกตรงนี้คุณลูกค้าก็จะได้รับการ์ดคืนทันทีค่ะโดยที่หลังจากทำการหยอดการ์ดทั้งหมดที่จะขายลงไปเสร็จแล้วให้กดปุ่มเสร็จสิ้นตรงนี้นะคะตู้จะคำนวณเงินทั้งหมดและมอบเงินให้ลูกค้าตรงด้านล่างนี้ค่ะไม่ต้องห่วงนะคะตู้ขายการ์ดของเรานั้นอ้างอิงราคาสินค้าจากตลาดกลางสากลของโลกเพราะฉะนั้นราคาที่เราจ่ายคุณจะถือว่าเที่ยงตรงที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ”
คำอธิบายแบบง่ายๆนั้นก็ทำให้รู้ว่าการใช้งานตู้ขายการ์ดนี้มันไม่ได้ยากเย็นอะไรออกจะเหมือนกับการกดตู้ ATM เสียด้วยซ้ำโจ๊กจึงพยักหน้ารับและสาวเท้าเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าตู้อัตโนมัตินั้นทันที
“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามสบายค่ะคุณลูกค้าหากมีปัญหาอะไรเรียกหาฉันได้ตลอดเวลานะคะ”
“ขอบคุณครับ”
ว่าแล้วพนักงานสาวน่ารักคนนั้นก็เดินจากไปปล่อยให้ลูกค้าได้คุยกับเครื่องขายของอัตโนมัติแทน โจ๊กชำเลืองมองไปรอบๆแลเห็นว่ามีลูกค้าหลายคนเหมือนกันที่มาใช้บริการตู้กดแบบนี้เหมือนเขาแถมลูกค้าที่กำลังทำการซื้อการ์ดอยู่นั้นมีจำนวนเยอะกว่าเสียอีก พอเพ่งมองดีๆแต่ล่ะคนก็ใช้จ่ายกันในระดับที่แบงค์พันปลิวกันออกมาทีล่ะสามสี่ใบด้วยซ้ำ
แค่เห็นนายจักรรินทร์ก็ต้องออกอาการเบ้ปาก
“มันเป็โลกที่ฉันไม่เข้าใจจริงๆนั่นล่ะ แต่ที่แน่ๆ กิจการมันดีเสียจนน่าทึ่งจริงๆ”
พูดแล้วก็ต้องถอนใจ ก่อนจะหยิบการ์ดที่ได้รับมานั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อและเริ่มต้นการขายการ์ด (แบบที่ไม่ได้คาดหวังอะไร)
“ไหนดูซิ หยอดตรงนี้งั้นเหรอ?”
โจ๊กเริ่มต้นเพ่งมองเ้าตู้อัตโนมัติตรงหน้าแม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งเื่อุปกรณ์เท็คโนโลยีพวกนี้เท่าไรแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ขนาดจะใช้งานมันไม่เป็เขาเล็งเห็นเ้าช่องสำหรับใส่การ์ดที่เหมือนกับช่องใส่บัตร ATM ที่ว่านั่นกระทั่งเ้าตัวเริ่มหยอดเอาการ์ดใบแรกลงไป
“หือ....การ์ดโอเนี่ยนบลูม 10 บาท”
ตัวหนังสือตรงหน้าจอทัชสกรีนเปลี่ยนไปกลายเป็รูปการ์ดแบบเดียวกับที่เขาเพิ่งจะหยอดไปพร้อมกับราคา ของมันเห็นเท่านั้นเองชายหนุ่มจึงเริ่มถอนใจออกมา
“ก็นั่นสินะถ้าร้านรับซื้อการ์ดในราคาแพงๆ มันก็คงจะขาดทุนกันพอดี ได้ใบล่ะสิบบาทก็ยังดีฟะซื้อบะหมี่กึ่งได้ตั้งสองซอง”
ว่าแล้วเ้าตัวจึงเริ่มหยอดการ์ดใบต่อไปเข้าไปในเครื่องราคาของการ์ดใบอื่นๆ ก็ไม่ทิ้งกันเสียเท่าไรนัก บางใบดีหน่อยได้ที่ราคา 15 บาทแต่ถึงกระนั้นตอนนี้หยอดไป 4 ใบ ได้ยอดรวมที่ 45 บาท คิดๆ แล้วก็ช่างอ่อนใจ
“แบบนี้คงไม่ได้ค่าช็อคโกแล็ตแล้วล่ะ”
โจ๊กพูดกระทั่งจ้องมองการ์ดใบสุดท้ายที่เป็เ้าัตัวสีขาวที่ชื่อว่า“สโนว์เบล” นั่นเอง
“เหลือแค่เ้านี่แล้วล่ะยังไงก็คงไม่ได้ราคาที่ดีเท่าไรนักหรอก”
ว่าแล้วก็จัดการหยอดการ์ดใบดังกล่าวนั้นเข้าไปในเครื่องทันทีเกิดอาการนิ่งขึ้นมาครู่หนึ่งสำหรับเ้าตู้อัตโนมัตินี้ราวกับกำลังคำนวณราคาอยู่จนกระทั่งในที่สุดตัวเลขราคามันก็ออกมาจนโจ๊กชะงักไป
“หะ?”
ชายหนุ่มอุทานแบบไม่มั่นใจนักเขาขยี้ตาดูสองสามครั้งกับตัวเลขที่เห็น กระทั่งลองใช้นิ้วนับดู
“หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน...สิบล้าน?”
นับๆ แล้วเ้าตัวก็ยิ่งนิ่งงันไปใหญ่กระทั่งเขาส่ายหน้าแรงๆ ก่อนจะถอนใจออกมา
“สิบล้านงั้นเหรอ”ว่าแล้วก็ส่งเสียงดังเหอะ “ไหนบอกเครื่องนี้เที่ยงตรงที่สุดไง ยังไม่ทันไรรวนแล้วเนี่ย”
ว่าแล้วก็ส่าหน้าอ่อนใจก่อนจะหันไปมองหาคุณพนักงานสาวสวยคนเมื่อครู่และเห็นเธอกำลังยืนคุยอยู่กับเพื่อนซึ่งไม่ห่างจากตรงนี้เท่าไรนัก
“คุณพนักงานครับ ผมมีปัญหาครับ”
“คะ?”
หญิงสาวคนนั้นขานรับทันทีกระทั่งเธอรีบวิ่งตรงมาหาลูกค้า ประหนึ่งคำว่า “ปัญหา”นั้นเป็อะไรที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับร้านแห่งนี้อย่างถึงที่สุด
“มีอะไรให้ฉันช่วยงั้นเหรอคะ?” เธอถามขึ้น
“คือเ้าเครื่องนี้มันน่าจะเสียนะครับดูสิครับผมหยอดการ์ดไปใบหนึ่งแล้วมันขึ้นเงินมาตั้งขนาดนี้”
“คะ?”
เธอหรี่ตาลงอย่างไม่เข้าใจกระทั่งเธอหันไปมองทันที
“ตายจริงขึ้นมาตั้งขนาดนี้เชียว”เธอยกมือขึ้นปิดปาก “น่าแปลกจังนะคะั้แ่ฉันทำงานมายังไม่เคยเห็นเครื่องขายการ์ดของเรามีปัญหาแบบนี้มาก่อนเลยไม่ทราบว่าคุณลูกค้าหยอดการ์ดใบไปไหนเหรอคะ?”
“นี่ไงครับ ไอ้ใบนี้ที่ชื่อว่าสโนว์เบล อะไรเนี่ยล่ะครับ”
ว่าแล้วโจ๊กจึงจิ้มการ์ดใบดังกล่าวบนหน้าจอทัชสกรีนให้พนักงานสาวได้เห็นภาพของการ์ดัขาวจึงโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
“เนี่ยครับใบนี้ล่ะผมว่ามันน่าจะมีปัญหาเพราะฉะนั้น.....”
พูดแล้วก็หันมามองหน้าพนักงานสาวคนข้างๆแต่มันก็เป็อันว่าเขาต้องนิ่งงันไป เพราะอะไรน่ะเหรอเพราะว่ายามนี้คุณเธอกำลังอ้าปากค้างตาเปิดโตเท่าไข่ห่านจ้องนิ่งไปที่ภาพการ์ดันั้นเขม็งราวกับเพิ่งจะเห็นผีปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้าไม่มีผิด
“คุณครับ?คุณครับได้ยินที่ผมพูดมั้ย?”
โจ๊กพยายามจะเอ่ยเรียกแต่ดูเหมือนเธอจะหูดับไปเสียแล้วกว่าจะตั้งสติได้เธอก็ใช้เวลาอยู่หลายวินาทีเหมือนกันและแทนที่เธอจะตอบคำถามของโจ๊ก สิ่งที่เธอเลือกลับกลายเป็การ...
ะโออกมาดังลั่น
“ผ...ผู้จัดการ....ผู้จัดการคะ เื่ใหญ่ค่า!?”
“คุณลูกค้าครับผมคงต้องถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าคุณลูกค้าจะขายการ์ดใบนี้จริงๆ ใช่มั้ยครับ?”
รู้สึกตัวอีกทีมันก็มีผู้ชายอายุสามสิบต้นๆ เดินเข้ามาคุยแทนที่พนักงานสาวคนนั้นก่อนที่โจ๊กจะได้รับการ์ดทั้งห้าใบของเขาคืนมาจากเครื่องโดยเฉพาะการ์ดัสีขาวตัวนั้นที่กำลังถืออยู่ในมือของเขาตอนนี้ชายที่เข้ามาต้อนรับเขาคาดว่าจะเป็ “ผู้จัดการร้าน” แห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
โจ๊กถูกพาตัวมาอยู่ตรงมุมนั่งเล่นของเก้าอี้โซฟาโดยมีลูกค้าคนอื่นๆ หลายคนเริ่มจะหันมามองเป็ทางเดียวเสียงของผู้จัดการคนนี้ที่เป็ชายร่างสันทัดสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและผ้ากันเปื้อนลายของร้านเอาไว้ผมสีดำถูกเสยขึ้นตั้งๆ พร้อมกับรอยยิ้มในเชิงปะเหราะอย่างที่ััได้
“ก็ใช่ครับ ...ว่าแต่มันมีอะไรผิดปกติเหรอครับ?”
โจ๊กตอบคำถามไปแบบงงๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าเขาจะขายการ์ด “สโนว์เบล” นี้ให้แน่ๆพนักงานทุกคนก็เริ่มออกอาการเลิกลักไปตามๆ กัน โดยเฉพาะนายผู้จัดการคนนั้นที่เหงื่อตกจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับ
“ถ...ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องขอเชิญให้คุณลูกค้านั่งรอตรงนี้ซักครู่นะครับเพราะว่าทางร้านของเราคงไม่มีปัญญานำเงินขนาดนี้มาจ่ายให้กับคุณลูกค้าแน่ๆแต่ไม่ต้องกังวลนะครับ รับประกันว่าเราจะใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีเราจะตามหาคนที่พร้อมจะจ่ายค่าการ์ดใบนั้นให้คุณแน่ๆครับ”
“หะ?”
นายจักรรินทร์ถึงกับอุทานออกมาแบบไม่เข้าใจเขาจ้องมองการ์ดัขาวในมือไปมาแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก
“เดี๋ยวนะครับ คือมันยังไงนะครับ...?”
“อ..อ่า ต้องขอประทานโทษจริงๆ ครับแต่ว่าทางร้านเรามีเงินสดเก็บไว้ไม่ถึงสิบล้านบาทหรอกครับหากจะหาเงินมาจ่ายคุณลูกค้าจริงๆ เราคงต้องติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ซึ่งมันจะเสียเวลามากครับแต่ว่าทางเรามีสมาชิกหลายท่านที่มีเงินหนาและพร้อมจะจ่ายเงินสดเพื่อซื้อการ์ดใบนั้นได้อย่างแน่นอนครับ”
ได้ยินแล้วโจ๊กก็นิ่งงันไปพักใหญ่ๆเขาจ้องมองการ์ดใบมืออีกครั้งเมื่อครู่ไม่รู้ว่าหูของเขานั้นมันเพี้ยนไปรึเปล่าที่เขาได้ยินว่าผู้จัดการคนนี้พูดว่า“สิบล้านบาท” ออกมา กระทั่งมีพนักงานสาวคนอื่นๆรีบนำน้ำดื่มมาวางตรงโต๊ะรับแขกด้านหน้าของเขาทันทีพร้อมกับโค้งศีรษะให้ราวกับเขาเป็แขกระดับซุปเปอร์ VIP ขึ้นมาทันที
ท่ามกลางความตื่นเต้นของเหล่าพนักงานในร้านการ์ดแฟ็คทอรี่แล้วตอนนี้ลูกค้าคนอื่นๆเริ่มจะมามุงดูและชี้ชวนมามองที่เขาประหนึ่งชี้ชวนกันมองตัวประหลาดไม่มีผิด
บรรยากาศมันชักจะทะแม่งๆเสียจนนายจักรรินทร์ต้องยกมือขึ้นเรียกคุณผู้จัดการคนนั้น
“เออ คือว่า...”
“ค..ครับ ว่ายังไงครับคุณลูกค้า?”
ผู้จัดการร่างเล็กคนนั้นรีบกุลีกุจอมาหาพร้อมกับประสานมือตรงหน้าตักอย่างสุภาพที่สุด
“ที่ว่าการ์ดนี้มีราคาสิบล้าน เนี่ยคือเงินในเกมเหรอครับ?”
“อุ้ย เงินบาทสิครับ” ผู้จัดการโบกมือหย็อยๆ“ม...ไม่ต้องห่วงนะครับร้านของเรามีมาตรฐานในการซื้อขายในระดับสากลโลกครับเพราะฉะนั้นมันจะไม่มีการโกงเงินแน่นอนครับส่วนเื่ตู้ขายการ์ดอัตโนมัตินั้นเป็ระบบที่เที่ยงตรงและภาคภูมิใจที่สุดของร้านเราเพราะฉะนั้นมันจะอ้างอิงราคานี้จากตลาดโลกสากลครับ คุณลูกค้าไม่มีทางถูกโกงแน่นอนอีกทั้งทางร้านเราจะทำหน้าที่เป็คนกลางช่วยตรวจสอบทุกอย่างให้อย่างเป็กลางที่สุดครับ”
นั่นมันไม่ใช่เื่ที่โจ๊กรู้สึกสงสัยแม้แต่น้อยสีหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงนิ่งไร้อารมณ์ขณะที่คุณผู้จัดการดูจะเริ่มออกอาการเหงื่อตกขึ้นมา
“นี่ไม่ได้ล้อผมเล่นสินะครับ?”
“ใครจะกล้าทำแบบนั้นล่ะครับหรือถ้าคุณลูกค้าไม่มั่นใจจะให้เราติดต่อสำนักงานใหญ่ของ AOS ให้เลยมั้ยครับ?”
“ไม่เป็ไรครับ”
โจ๊กยกมือขึ้นปรามฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่พยายามตั้งสติสุดขีดก่อนจะผ่ายมือเชิญให้ผู้จัดการคนนั้นไปทำงานตามหน้าที่ของเขาต่อไป ท่ามกลางความอึ้งและยังจับต้นชนปลายของเขาไม่ถูกเพียงแค่รู้อย่างหนึ่งว่าตอนนี้สิ่งที่อยู่ในมือของเขานั้นดูท่าทางจะมีโอกาสเป็ของที่มีมูลค่ามากถึงเลข8 หลักเลยทีเดียว
“เรียกนักข่าวมาเลยงานนี้ร้านของเราดังแน่ๆ”
“แล้วเราจะติดต่อสมาชิกคนไหนให้มาซื้อดีล่ะคะมันตั้งสิบล้านเชียวนะคะผู้จัดการ”
“ติดต่อไปทุกคนนั่นแหละจะต้องมีพวกโปรเพลยเยอร์ระดับสูงๆ แห่มาแน่ๆ เชื่อสิ”
พวกพนักงานเริ่มจะพูดคุยกันเองจนเสียงได้ยินมาถึงโจ๊กเขายังอยู่ในสภาวะมึนงงและ้า่เวลาตั้งสติเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงออกมาทางอารมณ์มากเกินไปเกินกว่าเหตุ
เพียงคิดได้ดังนั้นจู่ๆร่างสูงก็ลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟา ทำเอาพนักงานทุกคนถึงกับสะดุ้งโหยง
“ม...มีอะไรหรือครับคุณลูกค้ามีอะไรให้พวกเรารับใช้บอกได้นะครับ?”
คุณผู้จัดการรีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามาหาอีกอาจจะเป็เพราะว่ากลัวลูกค้าคนสำคัญจะไม่พอใจอะไร
“คือว่า....” โจ๊กพูดพลางเลียริมฝีปาก“ผมอยากเข้าห้องน้ำหน่อย”