ถึงเวลาชำระแค้น
“ พันรุจี เข้ามาพบผมหน่อยครับ ” ศิลาเรียกเลขาหน้าห้อง
“ ค่ะ นาย ”
ศิลามองหน้าเลขาหน้าห้องของเขา เมื่อเธอเดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า
“ อาทิตย์หน้า ผมจะจัดสัมมนาที่ภูเก็ต คุณช่วยเตรียมเอกสาร ที่เกี่ยวกับการแนะนำโรงแรมของเราด้วย อ้อ ! เอกสารของโรงแรมปางเอื้องด้วย แล้วคุณช่วยไปบอกให้นายภูผาเตรียมตัวไปสัมมนาด้วย ผมฝากไปบอกเขาให้ที จะบอกผ่านเลขาเขา เขาก็ยังไม่มี ผมรบกวนให้รุจีไปบอกให้ที ”
“ ใครว่าค่ะ ว่าคุณภูผายังไม่มีเลขา ” พันรุจีจีบปากจีบคอ
“ เอ้า ! มีแล้วหรอ ั้แ่เมื่อไร ” ศิลาแสร้งทำท่าฉงน
“ เขามาทำงานได้อาทิตย์หนึ่งแล้วค่ะ ”
“ หรอ ไม่ยักรู้ ” ศิลาลากเสียงยาว
“ ก็คนที่นายเลือกไงค่ะ แหม ! นายเนี่ย ช่างรู้ใจคุณภูผาจริง ๆ เลือกเลขาได้ถูกใจคุณภูผา ” พันรุจียังคงรายงานเ้านายเสียงใส
ศิลาพยักหน้ารับรู้ เผยรอยยิ้มมุมด้วยความพึงพอใจ
“ งั้นรุจีขอตัวไปเตรียมเอกสารก่อนน่ะค่ะ”
พันรุจีเดินพ้นห้องไป แต่ศิลายังคงพิงพนักเก้าอี้ทำงาน มือหมุนปากกาเล่น ยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง พึงพอใจในความคิดของตัวเอง
“ นายเล็กถึงเวลาแล้วที่นายจะต้องได้รับกรรม จากการกระทำของแม่นายแล้ว "
ศิลารำพึงกับตัวเอง ในใจนั้นแสนจะมีความสุขเมื่อเขาคิดถึงภาพที่วาดไว้ในมโนสำนึก แต่ความรู้สึกประหลาด กลับแล่นปลาบเข้ามาที่หัวใจ ซึ่งตัวเองก็ไม่เข้าใจ ความรู้สึกนี้เหมือนกันว่ามันคืออะไร
“ คุณพันรุจี ”
“ ้าอะไรค่ะนาย ” เสียงเลขาตอบมาตามสาย
“ เดี๋ยวผมจะออกไปข้างนอก ไม่ต้องเอาอาหารกลางวันมาให้ผมน่ะ ” ศิลาสั่ง
“ ค่ะ นาย ”
ศิลาเก็บเอกสารบนโต๊ะจัดเรียงให้เป็ระเบียบ เมื่อเรียบร้อยแล้วเขาจึงเดินออกจากห้อง เดินตรงไปยังหน้าลิฟ เมื่อประตูลิฟเปิด จึงเดินเข้าไปยืนในลิฟ ฮัมเพลงเบา ๆ ภายในลิฟคนเดียว ประตูลิฟเปิดออกเมื่อถึงชั้นที่มีคนกดเรียกลิฟ เขาหยุดฮัมเพลงทันที
ศิลายืนจ้องหน้าชายหนุ่มกับหญิงสาว ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขา ด้วยสีหน้าบึ้ง ๆ ชายหนุ่มและหญิงสาว ทั้งคู่จำใจต้องเดินเข้าไปในลิฟ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ คุณใหญ่จะไปทานข้าวข้างนอกหรือครับ ” ภูผาฝืนถามออกไปตามมารยาท เขารู้สึกอึดอัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายต่างมารดาของเขา
ถึงแม้นว่าเขาจะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยเผชิญหน้าตรง ๆ แบบนี้เลย ภูผาจะคอยหลบหน้าศิลาเสมอ
ศิลาพยักหน้าเบา ๆ แทนคำพูด แล้วปลายหางตาไปมองหญิงสาว ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ น้องชายต่างมารดา
“ แพร นี่คุณศิลา ” ภูผาแนะนำอย่างเป็ทางการ เมื่อเห็นศิลาปลายตามอง
หญิงสาวยกไหว้ แต่ศิลากับยืนนิ่งเฉย ไม่หันมามองเสียด้วยซ้ำ
“ คุณใหญ่ครับ แพรพิมพ์ คนรักของผมครับ ” ภูผาแนะนำตัว โดยเน้นเสียงหนักแน่นให้อีกฝ่ายได้รู้จัก
จากการแนะนำตัวของภูผา ทำให้ศิลาชาไปทั้งตัวแวบหนึ่ง แล้วดึงสติกลับมา รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกภายในของตน
“ ไปทานข้าวกลางวันกันหรือ ” ศิลาถามแบบฝืน ๆ แต่สายตากลับชำเลืองดูหญิงสาว ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ น้องชาย แล้วยิ้มมุมปากอย่างดูิ่ดูแคลน รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ที่มุมปากของชายหนุ่มผู้พี่ของภูผา สร้างความไม่พอใจ ให้แก่เธอและภูผายิ่งนัก แต่ก็จำต้องเก็บความรู้สึกนั้นไว้
“ ครับคุณใหญ่ ไปทานด้วยกันไหมครับ ” ภูผาแสร้งเอ่ยชวนตามมารยาท
ลิฟท์ลงมาจอดชั้นสุดท้ายพอดี เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก ทั้งสามก้าวเดินตามกันมา แล้วยืนอยู่ด้านนอกของลิฟท์
ศิลามองหน้าภูผาด้วยความเกลียดชังแวบหนึ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองแพรพิมพ์ แล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแสคำชวนของน้องชาย
“ พี่ชายคุณท่าทางพิลึกจัง เหมือนคนสติไม่สมประกอบเลย ” หญิงสาวบ่นกันคนรัก
“ ไปเถอะ ผมหิวข้าวแล้ว ” ภูผาตัดบท
เขารู้ดีว่าท่าทางพิลึกของศิลานั้น มันมีสาเหตุมาจากอะไร เขาไม่้าให้แพรพิมพ์ มารับรู้ถึงความขัดแย้งของเขากับศิลา เพราะเขาตั้งใจไว้ว่า ถ้าเขาได้แต่งงานกันแล้ว เขาจะแยกตัวออกมาจากบ้านหลังนั้นทันทีแล้วจะมาสร้างครอบครัวใหม่กับแพรพิมพ์ ฉะนั้นเขาจึงไม่้าให้แพรพิมพ์ มารับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่
“ ค่ะ ไปซิคะ แพรก็หิวเหมือนกัน ”
ศิลาเดินเข้ามานั่งบนโซฟาตัวโปรดของพงษ์เกษม ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
พงษ์เกษมมองหน้าเพื่อนด้วยความประหลาดใจ เพราะทุกครั้งที่มาหา สีหน้าของศิลาจะฉาบไปด้วยความโกรธความแค้นที่แน่นอกอยู่ตลอด แต่วันนี้เขามาแปลก
“ ใหญ่ แกญาติดีกับป๋าแล้วหรอ ” พงษ์เกษมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ศิลาส่ายหน้า แต่ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้มเหมือนเดิม
“ หรือว่า นายญาติดีกับคุณดวงมณี แม่เลี้ยงของแกแล้ว ”
สีหน้าของศิลาเปลี่ยนไปทันที เมื่อจบคำถามของเพื่อน แล้วมองหน้าเพื่อนด้วยความไม่สบอารมณ์นัก
“ นายอย่ามาพูดแบบนี้ให้ฉันได้ยินอีกน่ะ ” ศิลาเตือนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ อะไรของแกว่ะ เมื่อกี้ยังหน้าบานอยู่เลย เดี๋ยวเดียวหน้างอเป็ตูดเป็ดเสียแล้ว ” พงษ์เกษมตามอารมณ์ของเพื่อนไม่ทัน
“ ทีหน้าทีหลังนายอย่ามาพูดแบบนี้อีกน่ะ ” ศิลากำชับ
“ ก็ได้ ก็ได้ แล้วนายมีอะไรหรือเปล่าถึงมาที่นี่ ” พงษ์เกษมเปลี่ยนเื่คุย
“ ฉันก็ไม่น่าถามเนอะ แกมาบ้านฉันก็เื่เดียว ไม่น่าถามเลย ”พงษ์เกษมหยอกเพื่อน
“ มาชวนนายไปดื่มเหล้า ” ศิลาพูดหน้าตาเฉย
“ กลางวันแสก ๆ แบบนี้น่ะหรือ ”
“ ก็ใครบอกละว่าจะตอนนี้ เลิกงานแล้วค่อยไป แต่ตอนนี้ขอนอนก่อนแล้วกัน ” ศิลาพูดจบ ล้มตัวลงนอนทันที เขาหลับตาพริ้มราวกับคนมีความสุขที่สุดในชีวิต
“ นี่นายไปอดหลับอดนอนมาจากไหน แล้วแกไม่กลับไปทำงานทำการหรือไง ” พงษ์เกษมถาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนทำท่าทำทาง จะนอนหลับเสียจริง ๆ
“ ไม่หรอกฉันเคลียส์งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ” ศิลาพูดขณะหลับตาพริ้ม นอนกระดิกปลายเท้าไปมา
“ นายมานี่ แล้วป๋ารู้หรือเปล่า ”
ศิลาหยุดกระดิกปลายเท้าทันที แล้วลืมตาหันมามองหน้าเพื่อนด้วยสายดุ ๆ
“ นายไปทำงานของนายได้แล้ว ทำไมฉันจะต้องคอยรายงานป๋าด้วยว่าฉันจะไปไหนมาไหน แล้วไม่ต้องถามอะไรฉันอีก ฉันจะนอน ง่วงจะแย่อยู่แล้ว ” พูดจบศิลาก็หันหน้ากลับ แล้วหลับตาลงเหมือนเดิม
พงษ์เกษมยืนมองเพื่อน แล้วส่ายหน้าไปมาด้วยความสงสาร และหมั่นไส้ในท่าทางของเพื่อนไปพร้อมกัน ๆ
ศิลาหลับไปพักใหญ่ ๆ พอประมาณ
“ ตื่นแล้วหรอ เด็กมีปัญหาครอบครัว ” พงษ์เกษมเย้าเพื่อน แล้วหัวเราะ หึ หึ ในลำคอ
“ กี่โมงกี่ยามแล้วพงษ์ ” ศิลาถามขณะที่เอามือเสยผมแบบลวก ๆ
“ สี่โมงครึ่งแล้ว นายไปล้างหน้าล้างตาก่อน เดี๋ยวฉันเก็บงานบนโต๊ะก่อน แล้วเราค่อยออกไปกัน ”
ศิลาลุกจากโซฟา เดินหายไปในห้องน้ำ จัดแจงตัวเองจนเรียบร้อย
“ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปกันได้หรือยัง ” ศิลาถามเพื่อน
“ แพร แพร ”
หญิงสาวหันมามองเ้าของเสียง ที่ยืนเรียกเธออยู่ด้านหลัง
“ พี่แข สวัสดีค่ะ ” หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้ ด้วยความดีใจ เมื่อได้พบกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เธอเองเคารพและนับถือเหมือนพี่สาวแท้ ๆ
จันทร์แขเดินเข้าไปหาแพรพิมพ์ ด้วยความดีใจเช่นกัน
“ เป็ไงบ้าง สบายดีไหม มาทำอะไรแถวนี้ล่ะจ๊ะ ” จันทร์แขยิงคำถามทันทีที่เดินมาถึงตัวแพรพิมพ์
“ แพรมาสัมมนากับภูผาค่ะ แล้วพี่แขมาทำอะไรที่นี่คะ ”
“ พี่พาลูกค้ามาเที่ยว และก็มาดูงานไปในตัวด้วย ”
“ แพรดีใจจังเลยที่ได้พบกับพี่แข ” แพรพิมพ์กล่าวขณะที่ยังดีใจไม่หาย
“ เสียดายจังเลย ที่แพรไม่มีเวลาคุยกับพี่แข ” แพรพิมพ์พูดเสียงอ่อย ๆ เมื่อมองนาฬิกาที่ข้อมือ
“ ไม่เป็จ้ะ นี่นามบัตรพี่ ” จันทร์แขส่งนามบัตรให้
แพรพิมพ์เอื้อมมือไปรับนามบัตร ด้วยความเสียดาย ที่ไม่มีเวลาได้พูดคุยกับอีกฝ่ายให้หายคิดถึง
“ โทรไปคุยกับพี่ได้ตลอดเวลาเลยน่ะ ” จันทร์แขบอกอนุญาต เมื่อเห็นสีหน้าของแพรพิมพ์หงอยไป
“ ขอบคุณค่ะพี่แข ” หญิงสาวกล่าว
“ แพรต้องไปแล้วล่ะค่ะ เลยเวลามามากแล้ว ”
“ แต่งเมื่อไร บอกพี่ด้วยน่ะ ”
หญิงสาวเขินอาย จนหน้าเป็สีแดงระเรื่อ
“ คงจะรอให้ภูผา พร้อมกว่านี้ก่อนค่ะ ”
“ ว่าง ๆ ชวนภูผาไปเที่ยวบ้านพี่บ้างน่ะ เราจะได้คุยกันให้หายคิดถึงกันไปเลย ” จันทร์แขเอ่ยชวน
“ ค่ะ พี่แข แพรต้องขอตัวก่อนน่ะค่ะ เกินเวลามามากแล้วค่ะ ”
“ ตามสบายเลยจ้ะแพร ว่าง ๆ ก็โทรไปคุยกันบ้างน่ะ ”
“ ค่ะพี่แข สวัสดีค่ะ ” หญิงสาวรับคำ แล้วพนมมือไหว้ลาด้วยความอ่อนน้อม ตามนิสัยของเธอ
“ แพร แพรหายไปไหนมา ผมกำลังจะออกไปตามอยู่พอดีเลย ” ภูผาถาม เมื่อแพรพิมพ์เปิดประตูเข้ามา
“ ขอโทษค่ะ พอดีแพรแวะทำธุระนิดหน่อยค่ะ ”
“ ไปเถอะ ไปนั่งที่เก้าอี้เถอะ คุณใหญ่เขารออยู่ ” ภูผาพูดจบดึงมือเธอ ให้เดินตามมา พาไปยังเก้าอี้ข้าง ๆของเขา จัดแจงให้แพรพิมพ์นั่งจนเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนั่งลง
“ ให้คนอื่นเขารอ มันเป็การเสียมารยาทมาก คุณก็รู้มิใช่หรือ ” ศิลากล่าวติหญิงสาว ด้วยความตั้งใจที่จะหักหน้าภูผาในที่ประชุม โอยอาศัยแพร่พิมพ์เป็ตัวกลาง
“ แพรขอโทษค่ะ ที่ทำให้ทุกคนรอ แพรกราบขอโทษด้วยค่ะ ” แพรพิมพ์กล่าวด้วยใบหน้าเจื่อน ๆ พร้อมกับยกมือไหว้เพื่อแสดงการขอโทษ
ภูผามองหน้าศิลาแวบหนึ่ง ด้วยความไม่พอใจ เขารู้ว่าศิลาทำเช่นนี้เพื่อ้าหักหน้าเขา เพราะใคร ๆ ก็รับรู้กันว่า แพรพิมพ์คือคนรักของเขา
“ ทีหน้าทีหลังก็อย่าทำอย่างนี้อีกก็แล้วกัน คงรู้จักมารยาทสังคมดีน่ะ ” ศิลาพูด แล้วยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าอาการของภูผากระอักกระอ่วน ที่เห็นคนรักของตนเอง ได้รับความอับอายในที่ประชุม
“ แพร ผมขอโทษแทนคุณใหญ่ด้วยน่ะ ” ภูผาพูดเมื่อเห็นทุกคนเดินออกจากห้องไปหมดแล้ว
แพรพิมพ์ละมือจากการเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม แล้วยิ้มให้ชายหนุ่ม
“ ทำไมต้องขอโทษแพรด้วยค่ะ ”
“ ก็คุณใหญ่ตำหนิแพรต่อหน้าทุกคนไง ”
แพรละสายตาจากชายหนุ่ม แล้วลงมือเก็บเอกสารต่อ
“ ก็แพรทำผิดจริง ๆ นี่ค่ะ ภูผาไม่ต้องคิดมากเลยค่ะ เื่นิดหน่อยเอง ” หญิงสาวพูดขื่น ๆ
“ แต่ว่า …….. ”
“ แพรเก็บเรียบร้อยแล้ว เราไปกันเถอะค่ะ แพรชักหิวข้าวเสียแล้วซี เดี๋ยวเราไปหาอะไรทานกันก่อน แล้วก็ไปเดินเล่นชายหาดกันดีไหมค่ะ ”
แพรพิมพ์พูดสวนขึ้นมา เมื่อเธอเห็นว่าภูผายังไม่เลิกกังวล กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
“ ก็ดีเหมือนกัน นั้นเราไปกันเถอะ ”
ทั้งคู่ออกมาจากห้องสัมมนา แล้วเดินมารอที่หน้าลิฟ
“ เดี๋ยวค่ะคุณภูผา นายเชิญที่ห้องอาหารสักครู่ ” เสียงพันรุจีเรียกไว้ เมื่อเห็นทั้งคู่กำลังจะก้าวเข้าไปในลิฟ
“ เดี๋ยวนี้เลยหรอครับ ” ภูผาถามเสียงหงุดหงิด
“ ค่ะ เดี๋ยวนี้เลยค่ะ ”
ภูผาทำหน้าแปลกใจ ปีเดือนศิลาไม่เคยเรียกไปพบแบบนี้เลย อีกอย่างหนึ่งก็เพิ่งจะมีปัญหากัน ภูผาพยายามที่จะหาทางหลีกเลี่ยงการประจัญหน้ากับพี่ชาย เพราะเขาแน่ใจว่าศิลา คงจะหาทางกลั่นแกล้งเขาอีกเป็แน่
“ ผมยังไม่สะดวกจะไปตอนนี้ คุณพันรุจีช่วยไปบอกนายคุณด้วยครับ ”
“ ได้โปรดเถอะค่ะ ไปเดี๋ยวเดียวเอง น่ะค่ะ ” พันรุจีขอร้อง
“ ภูผาไปเถอะค่ะ แพรจะเอาเอกสารไปเก็บที่ห้องพักก่อน แล้วแพรจะไปรอคุณที่หน้าโรงแรมก็แล้วกันน่ะ ”
แพรพิมพ์บอก เมื่อเห็นภูผาทำท่าลังเล อิดออด
ภูผาทำหน้าเบื่อหน่าย เขารู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพี่ชายต่างมารดา
“ ก็ได้ครับ งั้นผมไปหาคุณใหญ่ก่อน เสร็จธุระกับคุณใหญ่แล้ว ผมจะรีบไปหาทันที ” ชายหนุ่มบอกกับหญิงคนรัก
เขาและพันรุจี จึงเดินตรงไปยังห้องอาหารของโรงแรมทันที ซึ่งขณะนี้ศิลากำลังนั่งรออยู่
“ โน้นค่ะคุณศิลา นั่งรอคุณภูผาอยู่ตรงมุมตรงนั้น ” พันรุจีชี้ให้ภูผาดู
“ ดิฉันขอตัวก่อนน่ะค่ะ ” พันรุจีถือโอกาสปลีกตัว
ภูผาพยักหน้ารับรู้ ยืนมองพันรุจีเดินจากไปจนลับสายตา ภายในใจครุ่นคิดว่า ศิลาจะมาไม้ไหนกับเขาตลอดเวลาศิลาจะเดินหนีทันทีเมื่อเห็นหน้าเขา แต่แล้วภูผาก็ต้องตัดสินใจก้าวเดินไปยังที่ที่ศิลานั่งรออยู่ ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง เขาพร้อมแล้ว ที่จะรับทุกสถานการณ์ และคำพูดเฉือดเฉือนของพี่ชายต่างมารดา โดยเขาตั้งใจว่าจะบังคับใจตัวเองไม่ให้แสดงอาการใด ๆ ให้อีกฝ่ายได้รู้ถึงความรู้สึกลึกๆในใจของตัวเอง
ศิลามองหน้าน้องชายต่างมารดา ซึ่งขณะนี้ได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขา แล้วยิ้มที่มุมปากอย่างดูถูกดูแคลน
“ นั่งซิ ” ศิลาบอก
“ ขอบคุณครับ ” ภูผากล่าว พร้อมกับนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามศิลา
ภูผาเริ่มมีความรู้สึกอึดอันใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนึ่งนั่งจิบเบียร์อย่างสบายอารมณ์ ทำราวกับว่าภูผา มิได้มีตัวตนอยู่ตรงหน้าเขาเลย
“ คุณใหญ่มีธุระอะไรกับผมครับ ” ภูผาทนไม่ไหว จึงพูดโพ้งออกไป
ศิลาวางแก้วเบียร์ แล้วยิ้มที่มุมปากอย่างสะใจ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้
“ ถ้าคุณใหญ่ไม่ธุระอะไรกับผม ผมก็ขอตัวก่อนครับ แพรเธอกำลังรอผมอยู่ ” ภูผาบอกตรง ๆ
ศิลาชาแปลบเข้าที่หัวใจเมื่อได้ยินคำว่า แพรกำลังรอผมอยู่ ฟังดูแล้วมันเจ็บมันลึก ๆ ในใจ ศิลาถามตัวเองว่า ทำไมเขาต้องรู้สึกเช่นนี้ด้วย
“ ใจเย็น ๆ ซี รีบร้อนอะไรหนักหนา ”
ศิลาบอกแล้วยกแก้วเบียร์ขึ้นมาจิบช้า ๆ เพื่อปกปิดความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นในใจเขา
“ ห่างกันไม่ได้เชียวน่ะ ั้แ่ในห้องสัมมนาแล้ว ถึงกับต้องออกไปตามเชียว ”
ศิลายกแก้วเบียร์ขึ้นจิบอีกครั้ง แล้วหัวเราะหึ หึ ในลำคอ
“ คุณใหญ่มีอะไร ก็พูดมาเถอะครับ ผมรอฟังอยู่ ” ภูผาเริ่มจะหมดความอดทน แต่ก็ยังคงเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ตามที่ตั้งใจไว้
“ นายนี่ไม่น่าใจร้อนเลย ไม่ยักเหมือนแม่ของนายเลย ใจเย็นรอจนได้ป๋าไปอย่างสบายอารมณ์ ” ศิลาเริ่มถากถาง
“ คุณใหญ่ครับ กรุณาอย่าก้าวร้าวถึงคุณแม่ของผมครับ ” ภูผาชักเสียงเขียวด้วยความไม่พอใจ
ศิลาแบะปากใส่ ด้วยไม่แยแส คำพูดของน้องชายที่ตัวเองไม่เคยยอมรับเลย
“ คุณใหญ่ครับ ถ้าคุณใหญ่ไม่มีธุระล่ะก็ ผมขอตัวก่อนครับ "
ภูผาลุกพรวด แล้วเดินจากพี่ชายไป ด้วยความหงุดหงิดในอารมณ์ ในที่สุดความตั้งใจที่จะไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ให้อีกฝ่ายเห็นก็สิ้นสุดลง เขาทำตามที่ตั้งใจไว้ไม่สำเร็จ
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของศิลา ดังไล่หลังชายหนุ่มมาในมโมจิต มันช่างบาดลึกในใจเสียเหลือเกิน
“ แพร เราไปกันเถอะ ” ภูผาบอกด้วยสีหน้าเครียด ๆ
“ หน้าภูผาดูเครียดจังเลยค่ะ แพรว่าภูผาน่าพักผ่อนก่อนดีไหมค่ะ " แพรพิมพ์ทักเมื่อมองเห็นสีหน้าแฟนหนุ่ม
“ ไม่เป็อะไรหรอกครับ ”
“ แต่สีหน้าของคุณ ดูเหนื่อย ๆ น่ะค่ะ หรือคุณศิลาพูดจาไม่ดีกับคุณหรือค่ะ ” หญิงสาวถามด้วยความเป็ห่วงคนรักของเธอ
“ เปล่าครับไม่มีอะไร เราอย่าไปพูดถึงเขาเลย เราไปหาอาหารทะเลอร่อย ๆ ทานกันดีกว่า ” ภูผาเปลี่ยนสีหน้าและเื่สนทนาทันที เมื่อเห็นว่าแพรพิมพ์เริ่มไม่สบายใจไปกับเขาด้วย
ภูผาขับรถออกจากโรงแรม โดยไม่ได้สนใจกับสิ่งที่อยู่รอบตัว จึงไม่ทันได้สังเกตุว่ามีคนขับรถตามเขาอยู่
หนุ่มสาวทั้งคู่ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างเต็มที่
“ ผมเริ่มหิวเสียแล้วซีแพร เราไปหาอะไรทานกันดีกว่า ”
“ ค่ะ แพรก็ชักจะหิวเหมือนกันค่ะ ”
“ นั้นเราไปทานร้านนั้นกันดีกว่า บรรยากาศดี้ดี ” ชายหนุ่มชี้ให้ดู แล้วเลี้ยวรถเข้าไปจอดทันที
ทั้งคู่ลงจากรถ แล้วเลือกที่นั่งที่ถูกใจ
“ แพร จะทานอะไรครับ ” ภูผาถามอย่างอ่อนหวานจนแพรพิมพ์รู้สึกเขินบริกรที่ยืนรอจดรายการอาหารอยู่
“ ตามใจภูผาค่ะ แพรทานได้ทุกอย่าง ” แพรพิมพ์บอกอย่างเขิน ๆ
ภูผามองหญิงสาว แล้วยิ้มน้อย ๆ ให้เธอ อย่างคนอารมณ์ดี แล้วพยายามลืมคำพูดของศิลาที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้
“ แฟนผมน่ารักไหมครับ ตามใจผมทุกอย่างเลย " ภูผาหันไปบอกกับบริกรสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขา แล้วยิ้มให้เธอเล็กน้อย จนบริการสาวพลอยชุ่มชื่นหัวใจกับภาพที่เห็นไปด้วย
“ แล้วคุณทั้งคู่ จะทานอะไรดีค่ะ ” บริกรสาวถามเมื่อเห็นว่าแพรพิมพ์ทำท่าจะลงโทษชายหนุ่ม
ภูผารีบสั่งรายการอาหารทันที เมื่อได้ยินบริกรสาวถาม เพื่อตัดบทจากการถูกแพรพิมพ์ลงโทษ
“ ภูผาเนี่ย ชอบทำอะไรขายขี้หน้าอยู่เรื่อยเลย ” แพรพิมพ์ตัดพ้อ ทำหน้าตาจริงจัง แต่ในใจนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุข
เธอรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ห่างศิลา เธออดค่อนไม่ได้ว่า ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ อยู่ใกล้แล้วรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพันรุจี ทนอารมณ์ผู้ชายคนนี้ได้อย่างไร ท่าทางก็ยะโสโอหัง เย่อหยิ่ง โดยเฉพาะรอยยิ้มที่มุมปากของเขา มันเต็มไปด้วยความดูิ่ดูแคลนเสียนี่กระไร เธอเกลียดนักกับรอยยิ้มของชายผู้นี้
ทั้งคู่หารู้ไม่ว่าความสุขที่ทั้งคู่ได้รับนั้น มันสร้างความเ็ป ให้กับคนคนหนึ่งที่ติดตามทั้งคู่มา แต่มันเป็ความเ็ปที่ต่างไปจากความรู้สึกเกลียดชังและอาฆาตแค้นที่อยู่ในใจเขา
" อาหารมาแล้วจ๊ะ โกรธผมมากเลยหรือ
ภูผาถามหญิงสาว หลังจากที่บริกรนำอาหารมาวาง แล้วเดินจากไป แต่แพรพิมพ์ยังคงนั่งเงียบอยู่ในห้วงความคิดที่มีต่อศิลา
“ ผมขอโทษน่ะครับ ที่ทำให้แพรไม่พอใจ ” ชายหนุ่มรีบบอก
“ ขอโทษแพรทำไมค่ะ ” หญิงสาวตื่นจากห้วงความคิด แล้วย้อนถามชายหนุ่ม
“ ก็เื่ที่ผม……. "
“ เปล่าหรอกค่ะ แพรแกล้งเย้าคุณเล่นเท่านั้นเอง แพรหิวแล้วละ ทานกันเถอะค่ะ ” หญิงสาวบอกแล้วยิ้มให้เขาอย่างมีความสุข
“ ผมมีความสุขมากเลยครับ ผมจะไม่มีวันลืมวัน วันนี้เลย ” ชายหนุ่มบอก ขณะที่เดินอยู่บนชายหาดขาวสะอาดที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา โดยมีหญิงสาวอันเป็ที่รักเดินเคียงข้างไปด้วยกัน
“ แพรก็เหมือนกันค่ะ ” หญิงอันเป็ที่รักของเขาตอบกลับมา ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน
ภูผาโอบไหล่แพรพิมพ์ไว้ แล้วพาเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ริมหาดทราย
“ แพร แต่งงานกับผมน่ะครับ เราจะสร้างครอบครัวของเราด้วยกัน ผมจะรับผิดชอบชีวิตของแพรเอง และชีวิตลูกน้อย ๆ ของเรา เราจะมีลูกด้วยกันสัก 2 - 3 คน ดีไหมครับ ” ชายหนุ่มบอกด้วยสายตาหวานซึ้ง
แพรพิมพ์หลบตาต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงแววตาของภูผาที่จ้องมองมา ภูผาเอื้อมไปจับมือเธอที่วางอยู่บนตัก ขึ้นมากุมเอาไว้
“ ว่าอย่างไรล่ะครับแพร ” ภูผารอการตัดสินใจของสาวอันที่รักด้วยหัวใจลุ้นระทึก
หญิงสาวเงยหน้ามาสบตากับชายหนุ่ม ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน เธอค่อย ๆ พยักหน้ารับแทนคำตอบที่เป็คำพูด ด้วยความเขินอาย
ภูผาโอบร่างหญิงสาวและกระชับให้แน่นขึ้น เขาดีใจเหลือเกิน จนพูดอะไรไม่ออก
ภาพความสุขของคนทั้งคู่ ทำให้ชายที่ลอบติดตามมา เจ็บแปลบที่ใจมากขึ้น
ทั้งคู่ยังพูดคุยถึงวิมานน้อย ๆ ของเขาอย่างมีความสุข จนอาทิตย์ค่อยๆ จะลาลับขอบทะเลไปในที่สุด
“ เรากลับกันเถอะค่ะ เย็นมากแล้ว ” หญิงสาวบอก
“ ผมไม่อยากให้มี กลางวันกลางคืนเลย เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ตลอดไป ”
ชายหนุ่มทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อต้องตื่นจากภวังค์ภาพวิมาน ที่เขากับเฺธอร่วมกันสร้างแผนอนาคตด้วยกัน
“ ไม่มีกลางวันกลางคืน เราก็ไม่รู้เวลากินเวลานอนซิค่ะ ” หญิงแสร้งเย้า
“ ผมไม่สน เพียงแค่ให้มีผมกับแพร ผมก็พอใจแล้ว ” ชายหนุ่มพูดออดอ้อน
“ ไปเถอะค่ะ ” หญิงสาวลากเสียงอย่างสุขใจ พร้อมกับเอียงหน้าหนี เมื่อภูผาทำท่าจะหอมแก้มเธอ
ชายลึกลับเห็นภาพบาดตาบาดใจ ถึงกับขบกรามแน่นจนเป็สันนูน ความเจ็บแปลบแล่นเข้าจับขั้วหัวใจขึ้นมาทันที
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันมา อย่างมีความสุข หยอกเย้าซึ่งกันและกัน ตามภาษาคนมีความรัก โดยทั้งคู่หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มผู้นั้นยังคงจับตาเฝ้ามองอยู่