ตลอดทางภาคินไม่ได้แกล้งอะไรหญิงสาวอีกเพราะเสี่ยงต่อการเจ็บตัวโดยใช่เหตุทั้งจากอุบัติเหตุและจากตัวของหญิงสาวเขาเลยฆ่าเวลาด้วยการชมวิวทั้งสองข้าทางไปเรื่อยๆ สายลมเย็นๆ ที่ลอยมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก สองข้างทางที่หญิงสาวพาเขาขับผ่านเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่บางทีก็เป็ป่าตามธรรมชาติบ้าง บางทีก็ไเป็ไร่อ้อยบ้าง ไร่ข้าวโพดบ้าง บางทีก็เป็ไร่กะหล่ำปลีสลับกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างๆ หญิงสาวพาเขาขับขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามทางที่เป็ถนนไหล่เขา ตอนสุดท้ายเธอพาเขาขับขึ้นเนินที่สูงเสียจนเขาต้องเกาะบ่าเธอไว้แน่น ไม่น่าเชื่อว่าเ้ามอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ของเธอจะพาเขาขึ้นมาถึงได้โดยที่เครื่องไม่ดับกลางทาง
แต่พิศวงของธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อครู่เขายังต้องไต่เนินที่ตั้งดิ่งแต่ตอนนี้เส้นทางกลับราบเรียบเหมือนอยู่บนพื้นราบ
นลินไม่ได้พาเขาไปที่บ้านของบุญมาเหมือนอย่างที่คิดไว้แต่หญิงสาวพาเขามาที่ขนำเล็กๆ ริมทางที่มีกระติกน้ำกับห่อสัมภาระวางทิ้งไว้
" ถึงแล้ว" นลินจอดรถแล้วบอกเพียงสั้นๆ ก่อนจะเดินไต่เนินลงไปที่ด้านล่าง
ภาคินยืนมองไร่ชาที่ปลูกไว้เป็ขั้นๆ มีฉากหลังเป็ทิวเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาแล้วรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ที่ด้านล่างถัดลงไปนลินกำลังส่งเสียงทักทายกับคนงานที่กำลังตกแต่งใบชาอย่างคุ้นเคย
" เห็นตามาบ้างไหมจ้ะ"
" อยู่ปู้น" หนึ่งในนั้นตอบมาเป็ภาษาพื้นเมืองแล้วชี้ลงไปทางต้นชาที่อยู่ถัดลงไปทางด้านล่าง
" ขอบใจจ้ะ" นลินตอบแล้วก้าวยาวๆ ผ่านไปมีภาคินที่ตามมาทีหลังก้าวตามไปติดๆ แต่ยังไม่ลืมหันไปส่งยิ้มทักทายกับสองสามคนที่ยืนมองเขาอยู่
พอสองหนุ่มสาวเดินผ่านไปการจับกลุ่มพูดคุยกันตามประสาชาวบ้านก็เริ่มขึ้นทันที
" แฟนยายบัวนี่หล่อเนอะ"
" เห็นว่าเป็เ้านายเก่าของคุณนงพะงาไม่ใช่เหรอ"
" แบบนี้ก็ตามมาจากกรุงเทพน่ะสิ"
" คุยอะไรกันเหรอ ใครตามใคร" คนงานที่อยู่ใกล้ๆ กันตามมารวมกลุ่มสนทนาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
" นังบัวน่ะสิมันจะมีผัวแล้ว! "
" ตายจริงแบบนี้ก็ต้องฉลองกันสิวะ! "
คนงานพากันจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสโดยที่เ้าตัวไม่รู้เื่ด้วยเลยสักนิด
.....
" ตามาต้นชาเป็ยังไงบ้างเห็นว่ามีปัญหาเหรอ" นลินส่งเสียงถามไปก่อนตัวตามนิสัยที่โผงผางของตัวเอง
" อ้าวบัว มาๆ ตากำลังดูอยู่นี่แหละ" บุญมาพูดพลางกวักมือเรียกให้หญิงสาวเข้ามาดูใบชาที่ตนกำลังตัดแต่งอยู่
" มันหงิกไปหมดไม่รู้เป็อะไร ไหว้พระเถอะคุณ" ประโยคหลังบุญมารับไหว้ภาคินที่เดินตามนลินมาติดๆ
" คุณคงเป็ลูกเ้านายเก่าของยายนงมันสินะเห็นแกเล่าให้ฟังอยู่เป็อย่างไรบ้างล่ะบ้านป่าบ้านดอยมันไม่ค่อยมีอะไรคุณพออยู่ได้ไหม"
" สบายมากครับ"
" ดีๆ มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ" บุญมาพูดมาอย่างใจดี
" น่าจะเป็เพลี้ยอ่อนน่ะจ้ะตาคงไม่ได้เป็โรคอะไรหรอก"
" เพลี้ยเรอะค่อยโล่งใจหน่อยฉันนึกว่าเป็โรคซะอีก"
" ยังโล่งใจไม่ได้หรอกจ้ะลองถ้าเพลี้ยลงหมดชาก็เจ๊งเหมือนกัน"
" แล้วข้าต้องทำยังไงวะต้องไปแจ้งเกษตรตำบลเขาหรือเปล่า"
" โอ๊ยใช้สารเคมีเชวินฉีดพ่นก็หายแล้วเอาแบบความเข้มข้นสักศูนย์จุดห้าก็พอเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันเตรียมมาให้ก็แล้วกันตาก็เตรียมคนงานที่ฉีดพ่นไว้ด้วยล่ะ"
" เออได้ๆ ฝากเอ็งจัดการให้หน่อยก็แล้วกันจะให้ทำยังไงก็บอก"
นลินพูดคุยกับบุญมาอีกสองสามคำก็ขอตัวลากลับโดยไม่ลืมย้ำเื่ฉีดพ่นสารเคมีในวันรุ่งขึ้น
" ตาเขาทำไร่ชามานานแล้วหรือยัง" ภาคินถามระหว่างที่เขากับนลินกำลังเดินไต่ขึ้นเนินแปลงใบชาเพื่อกลับไปยังรถ
" เพิ่งจะเริ่มทำได้ไม่ถึงปีเลยเมื่อก่อนแกทำงานอยู่ในเมืองพอแก่ตัวก็เลยย้ายกลับมาพอดีคนเช่าคนก่อนย้ายตามลูกไปทำงานที่กรุงเทพตาแกอยู่ว่างๆ ก็เลยมาขอย่าเช่าต่อน่ะ" นลินอธิบายให้ฟังทำให้ภาคินหายข้องใจว่าทำไมบุญมาถึงดูเหมือนไม่ค่อยมีความรู้เื่การปลูกชาเท่าไหร่
" ว่าแต่คุณดูรู้เื่ดีจังเลยนะจบเกษตรมาเหรอ"
" ใช่ แต่ถึงแม้ฉันจะไม่ได้จบมาทางด้านนี้แต่ฉันก็คลุกคลีอยู่กับพวกมันตลอดมันซึมเข้าสายเืไปแล้วน่ะ" หญิงสาวตอบเรื่อยๆ พลางยักไหล่
" ไร่ชาที่นี่ของคุณนงหมดเลยเหรอ"
" อือ...ไร่อ้อยกับไร่กะหล่ำปลีที่ขับผ่านมาก็ด้วยแล้วก็ยังมีแปลงนาตรงสันเขาอีกนะแต่ย่าไม่ได้ทำเองหรอกปล่อยให้ชาวบ้านเขาเช่าส่วนใหญ่ก็เป็เ้าของเดิมที่ขายให้ย่านั่นแหละย่าไม่อยากให้พวกเขาพลัดถิ่นไปไหนเลยรับซื้อไว้แล้วให้เขาเช่าถูกๆ ทำกินต่อ"
" คุณนงนี่รวยไม่ใช่เล่นเลยนะ"
" ย่าเล่าว่าย่าค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจากเงินเดือนที่แม่คุณให้นั่นแหละพอได้เป็ก้อนก็เอามาซื้อที่ทิ้งๆ ไว้เป็การช่วยพวกชาวบ้านไปด้วยในตัวชาวบ้านแถวนี้ไม่ได้ร่ำรวยเงินถุงเงินถังบางทีเจอสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยผลผลิตไม่ได้ตามที่้าก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาสุดท้ายก็ต้องขายที่ทิ้งทั้งๆ ที่ไม่อยากขายพอย่ารู้ข่าวเข้าย่าก็รับซื้อไว้หมดชาวบ้านแถวนี้เลยรักย่ากันทุกคน" นลินเล่าไปยิ้มไปอย่างภูมิใจในตัวคนที่ตนรักและนับถือจนคนมองอดยิ้มตามไม่ได้เพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
" คุณนงนี่เป็คนที่ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ"
" ใช่...ย่าใจดีและก็เป็คนดีที่สุดเลย"
" อันนี้ผมเห็นด้วย"
แล้วสองหนุ่มสาวก็หันมาหัวเราะให้กันนับเป็ครั้งแรกที่ความคิดของทั้งคู่ตรงกันถึงแม้จะไม่ลงรอยกันนักแต่ทั้งสองก็มีคนที่รักและเคารพคนเดียวกัน
ภาพของคนสองคนที่เดินยิ้มเคียงคู่กันไปทำให้คนงานเริ่มจับกลุ่มกันอีกครั้ง
" เอ็งว่าคู่นี้เขาจะแต่งกันเมื่อไหร่"
" ข้าว่าคงเร็วๆ นี้แหละดูสิส่งยิ้มให้กันหวานเชียว"
" เอ็งว่าไอ้บัวมันจะท้องก่อนแต่งไหม"
" ฮ้า...นี่แสดงว่ามันอยู่กินกันแล้วเรอะ! "
สิ้นเสียงอุทานต่างพากันมองตามคู่หนุ่มสาวไปเป็ตาเดียวด้วยความรู้สึกต่างๆ นานา แต่เ้าตัวก็หารู้เื่ด้วยไม่...