ตกดึกของค่ำคืนวันนั้นเฟลิเซียยังคงปวดทรมานกับรอยฟกช้ำที่หน้าท้องของเธอจากการถูกหัวหน้าโจรชกเข้าอย่างจังมือของเธอจากที่กอดหนังสือสองเล่มที่หน้าอกอยู่นั้นมือขวาของเธอเลื่อนลงมาแตะตรงบริเวณหน้าท้องตรงจุดที่เธอมีความรู้สึกเ็ปเธอร้องไห้กับความทรมาน … ‘ถ้าทุกวันนี้ยังมีคุณพ่อ คุณแม่คุณสเตฟานอยู่ล่ะก็… ฉันคงไม่ต้องมาเจอกับอะไรโหดร้ายแบบนี้สินะ’ … คำพูดนี้ได้วนเวียนอยู่ในหัวของเธอ ‘คุณแม่คะ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน … หนูควรจะทำยังไงดีคะ?’ …เฟลิเซียฝันเห็นบรรยากาศอันมืดมิดสีดำสนิทที่ไม่มีอะไรอยู่เลย มีเพียงแค่ตัวเธอเองที่ยืนอยู่ตัวเธอนั้นกำลังเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเธอได้เจอกับ ‘คุณแม่’ ของเธอ แม่ของเธอเป็หญิงสาวที่มีรูปร่างสูง หุ่นเพรียวมีผมลอนหยิกยาวสะสวยสีน้ำตาลแกมดำเหมือนเฟลิเซีย มีดวงตาสีเขียวมรกต สวมที่คาดผมที่เต็มไปด้วยเม็ดพลอยใสดั่งเพชรแต่งตัวชุดเดรสแขนกุดเนื้อผ้านิ่มสีขาวมุกประกายทองระยิบระยับยาวถึงพื้นปิดเท้ามีผ้าคลุมไหล่เนื้อผ้าขาวบางลายลูกไม้ผืนกว้างคลุมทั้งไหล่ซ้ายและไหล่ขวาสวมสร้อยคอรูปไม้กางเขนสีเงิน รอบตัวของแม่มีแสงออร่าสีขาวผสานกับสีเขียวมรกต แสงรอบตัวแม่นั้นเป็แสงสว่างที่ทำให้เฟลิเซียเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเธอหยุดอยู่ต่อหน้าคุณแม่ของเธอ
‘‘คุณแม่…’’ เฟลิเซียพูดขณะที่เธอจ้องค้างตรงไปยังแม่ของเธอ
‘‘ไงจ๊ะเฟลิเซีย มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าจ๊ะ?’’ คุณแม่ของเธอตอบพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส
ครั้นที่เฟลิเซียได้ยินเสียงคุณแม่ของเธอเธอเดินตรงเข้าไปกอดด้วยความที่คิดถึงมานาน อ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่นั้นจำไมได้แล้วว่าครั้งสุดที่ได้กอดคือเมื่อไหร่กันนะ….
‘‘แม่คะแม่บอกหนูได้มั้ย?’’ เฟลิเซียถามหลังจากที่คลายออกจากอ้อมกอดของแม่
‘‘หืมมมบอกอะไรหรอจ๊ะ?’’ คุณแม่ถามกลับ
‘‘หนูน่ะมีเวททายาทจากตระกูลเบลลิตด้วยหรอคะ แล้วเวททายาทตระกูลของเรานี่คืออะไรหรอคะแม่บอกหนูทีเถอะค่ะ’’ เฟลิเซียถามอย่างลนลานทำเอาแม่ของเธอนั้นเกือบจะฟังไม่ทัน
‘‘หนูคงจะโตมากพอพร้อมที่จะรับรู้เื่ราวพวกนี้แล้วสินะ’’ คุณแม่ของเธอยิ้มและตอบด้วยความใจเย็นเหมือนแม่คนทั่วไป ‘‘ลองกุมมือและหลับตาดูสิจ๊ะทำใจให้นิ่งเข้าไว้ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่โหดร้ายออกไปและทำใจให้สบาย’’
เฟลิเซียกุมมือผสานนิ้ววางมือไว้ระดับอกก้มหน้าลงเล็กน้อย หลับตาลงช้าๆและเบาๆ หายใจเข้าออกอย่างช้าๆเธอไม่คิดถึงเหตุการณ์อันโหดร้ายที่เพิ่งเผชิญมา แต่เธอคิดถึงทะเลสาบทุ่งหญ้าหลังคฤหาสน์ของเธอ ประมาณ 3 นาทีผ่านไปมีแสงสีขาวประกายเขียวมรกตสว่างระยิบระยิบจากด้านในอุ้งมือของเธอเฟลิเซียลืมตาขึ้นช้าๆพร้อมแบมืออยากรู้ว่าอะไรจะปรากฎต่อหน้าเธอ สิ่งที่เธอเห็นคือ … รอยแผลเล็กๆน้อยๆในฝ่ามือของเธอได้จางหายไปแล้วและมีภูติตัวเล็กๆ 1 ตัวปรากฎต่อหน้าเธอเช่นกัน ภูติตัวนี้มีขนาด 2 นิ้ว ลักษณะการแต่งตัวใส่หมวกใส่ชุดและรองเท้าสีเขียวเหมือนเอลฟ์ (Elf) หน้าตาจิ้มลิ้ม มีแก้มป่องตุ่ยๆทั้ง 2ข้างเหมือนเด็กทารก มีตากลมโตดูหวาน ภูติตนนั้นลืมตาขึ้นมา มองหน้าเธอและออกมาบินว่อนกลางอากาศอย่างสนุกสนานราวกับว่าได้เกิดมาแล้ว เฟลิเซียรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้…
‘‘นี่มัน ‘เวททายาท’ ของพวกเราหรอคะคุณแม่?’’ เฟลิเซียถามเพื่อความแน่ใจ
‘‘ใช่จ้ะ’’ แม่พยักหน้า และอธิบายต่อ ‘‘พวกเราสามารถรักษาแผลจากอาการาเ็ได้ส่วนภูติน้อยนี้ เขาจะเป็ภูติรับใช้ของเรา แต่ถ้าหากสภาพเวทมนตร์ของภูติตนนั้นลดลงภูติตนนั้นจะสลายหายไปเองจ้ะ’’
เมื่อเฟลิเซียได้ยินเช่นนี้เธอแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย … นี่มัน ‘พลัง’ของ ‘‘เทพเ้า’’ หรือเปล่านะ… มันยังไงกันแน่ … ‘ตระกูล’ของพวกเรานั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ‘เทพ’ อย่างนั้นหรอ….เธอเติบโตเหมือนกับเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไปอีกทั้งยังไม่เคยััอะไรที่เกี่ยวกับเวทมนตร์เลย
‘‘มาเรียเธอกำลังพูดกับใครน่ะ?’’ เสียงผู้หญิงหวานเสียงหนึ่งมาจากทางด้านหลังของแม่เฟลิเซีย เสียงนั้นฟังดูแล้วราวกับคนอายุน้อยกว่าวัยแม่คน
‘‘กาเบล มานี่สิ’’ แม่หันหน้าไปข้างหลัง เรียกให้หล่อนออกมา
‘‘กาเบล?หญิงสาวคนนั้น คือใครหรอคะ?’’ เฟลิเซียถามแม่ของเธอกลับ
ไม่ทันขาดคำ …หญิงสาวแสนสวย เธอมีผมยาวสีบลอนด์ทอง เธออยู่ในชุดแม่ชี ชุดคลุมด้านนอกของเธอเป็ผ้าเนื้อบางสีน้ำตาลช็อกโกแลตมีขอบลูกไม้ และมีความยาวถึงพื้น ชุดด้านในของเธอเป็ชุดเดรสแขนยาวสีขาวล้วนแขนเสื้อมีลักษณะป่องๆ รูปร่างทรวดทรงของกระโปรงนั้นมีลักษณะเหมือนขนมคานาเล่ฝรั่งเศสผ้าคลุมผมของเธอมีลักษณะเป็ผ้าคลุมบางๆมีสีน้ำตาลช็อกโกแลตเช่นเดียวกันกับชุดคลุมด้านนอก มีขอบเป็ลูกไม้ยาวลงมาถึงหลังบนผ้าคลุมเหมือนมีขนนกไม่กี่ก้านและผงระยิบระยับสีคาราเมลประดับด้วย เธอสวมใส่สร้อยข้อมือรูปไม้กางเขนสีเงินทั้งสองข้างและสวมใส่จี้ห้อยคอรูปโล่สีนิลที่มีขอบสีเงิน มีตรารูปไม้กางเขนตรงกลาง ลักษณะนี้ตรงกับ‘‘เข็มกลัดประจำตระกูล’’ ที่ติดอยู่หน้าอกด้านขวาเสื้อสูทของเมอริสนั่นเอง แม่ชีได้ลอยมาปรากฎต่อหน้าเฟลิเซีย
‘‘สวัสดีจ้ะเธอคือเฟลิเซียสินะ ลูกสาวของมาเรีย’’ เทพธิดากาเบลกล่าว
‘‘สวัสดีค่ะ’’ เฟลิเซียตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนในใจคิดว่า รู้ชื่อของหนูได้ยังไงกันนะ..
‘‘ฉันคือเทพธิดากาเบลฉันคือเทพธิดาประจำตระกูลเบลลิต’’ เทพธิดาได้อธิบายต่อ ‘‘รูปปั้นเทพธิดาที่อยู่ในโบสถ์ร้างในป่าทางด้านหลังของคฤหาสน์นั้นคือตัวฉันเองแหละจ้ะ เธอเองก็เคยมาสักการบูชาอยู่เหมือนกันนะ และฉันเองแหละที่เป็คนคอยดูแลครอบครัววงศ์ตระกูลเบลลิตมาโดยตลอด’’
ยิ่งเฟลิเซียได้ยินมากเท่าไหร่เธอยิ่งไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอได้ยินมากเท่านั้น เธอไม่เคยคิดเลยว่าของแบบนี้จะมีอยู่จริงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อเหนือธรรมชาติ พลังวิเศษอะไรพรรคนั้นไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลยสักนิด จากนั้นเทพธิดากาเบลได้อธิบายต่อ
‘‘พวกเราเป็เทพอุปถัมภ์จ้ะพวกเราสามารถรักษาผู้คนได้’’ กาเบลได้โชว์ออร่าพลังรักษาออกมาเป็แสงสีขาวผสานกับสีเขียวมรกตดั่งที่เฟลิเซียได้เห็นครั้งแรกตอนที่เธอได้กุมมือไปก่อนหน้า ‘‘แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถนำพลังมาใช้ฟุ่มเฟือยพ่ำเพื่อตามอำเภอใจนะเธอจะต้องรู้จักการควบคุมพลังเวทของเธอด้วย’’
‘‘ควบคุม อย่างนั้นหรอคะ?’’ เฟลิเซียถามเนื่องจากสิ่งที่เธอคิดไปเองนั้นมันไม่ตรงกับสิ่งที่เธอได้ยินเธอพลางก้มดูมือ นิ้วมือทั้งสิบนิ้วของเธอ และมองไปยังภูติจิ๋วตัวน้อยที่ยังคงลอยว่อนอยู่ในอากาศ
‘‘ใช่จ้ะแต่ตอนนี้เธออาจจะยังไม่เข้าใจนะจ๊ะ ของแบบนี้ มันต้องอาศัยประสบการณ์’’ กาเบลหยุดเพียงเท่านี้เพราะเธอคิดว่ายังมีสิ่งอื่นๆอีกมากมายที่เฟลิเซียนั้นจะต้องค้นหาด้วยตัวเอง
‘‘แต่ตอนนี้พวกเราคงต้องไปแล้วล่ะ’’ มาเรียกล่าวทักเทพธิดา
‘‘เฟลิเซีย รักษาตัวด้วยนะจ๊ะ’’ กาเบลกล่าวจบ สภาพร่างของคุณแม่และกาเบลค่อยๆเลือนลางลงอย่างช้าๆดั่งเกล็ดหิมะที่กำลังเลือนหายไปในอากาศอันอบอุ่นส่วนภูติจิ๋วตนนั้นก็สลายกลายเป็เกล็ดเวทมนตร์ดั่งผงพิกซี่นางฟ้าบรรยากาศรอบตัวเฟลิเซียกลับมามืดดำสนิทอีกครั้ง
เธอกำลังลอยตัวดั่งหลุดออกจากความฝัน
มือขวาที่เธอแตะอยู่บนหน้าท้องของเธอ ทันใดนั้นเอง มีแสงสว่างสีขาวผสานสีเขียวมรกตเปล่งออกมา รอบๆก้อนแสงขนาดเล็กนั้นมีเกล็ดเวทมนตร์ระยิบระยับให้ความรู้สึกแสนอบอุ่นปะปนกับความเย็นอันแ่เบาเฟลิเซียรู้สึกถึงความเ็ปบริเวณนั้นกำลังถูกบรรเทาทีละนิดอย่างช้าๆ ช้าๆ จนสักพักความเ็ปรวมถึงรอยฟกช้ำที่หน้าท้องของเธอได้หายสนิทในพริบตา เฟลิเซียตื่นขึ้นเธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ค่อยๆลืมตาหันมองรอบๆบริเวณห้องนอนของเธอเพื่อให้แน่ใจมากขึ้นว่านี่มันไม่ใช่โลกแห่งความฝัน เธอกลับมายังโลกแห่งความเป็จริงแล้ว เธอรีบแบมือทั้งสองข้าง และจากนั้นก้มดูมือของเธอโดยที่ไม่กระพริบตา… รอยแผลตามฝ่ามือได้หายไปแล้วจริงๆ … นี่มัน เป็ความจริงหรอนี่??!! …เพื่อให้เกิดความแน่ชัดมากยิ่งขึ้นเธอถลกเสื้อนอนของเธอขึ้นมาดูรอยฟกช้ำที่หน้าท้องของเธอ แผลนั้นได้หายสนิทไปแล้วจริงๆเหมือนไม่มีร่องรอยฟกช้ำั้แ่แรกเลย เธอรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เธอเอามือทั้งสองตบแก้มตัวเองให้ตื่น
‘‘นี่มันคงเป็ความจริงสินะ’’ เธอสันนิษฐานว่าสิ่งที่เธอฝันนั้นมีผลต่อโลกจริงที่เธออยู่ ณ ตอนนี้
‘‘ถ้านี่เป็ความจริงล่ะก็ งั้นลองนี่หน่อยเป็ไง’’ พูดจบ เธอจึงเริ่มก้มหน้า หลับตา กุมมือผสานนิ้วมือทั้งสองข้างเพื่อที่จะพยายามเสกภูติจิ๋วตัวน้อยออกมาและทันใดนั้นเอง เธอค่อยๆลืมตา เงยหน้าขึ้น แบมือที่กุมอยู่ทั้งสองข้าง ผลปรากฎคือมีแสงสีเขียวกลมๆน้อยๆเปล่งประกายขึ้นมา และค่อยๆจางลงในร่าง ‘ภูติจิ๋ว’จริงๆด้วย!! .. ภูติที่ปรากฎอยู่ในสภาพหลับไหลจากนั้นเริ่มหาว และตื่นขึ้นมา จ้องหน้าคุณหนูจากนั้นบินว่อนล่องลอยในอากาศได้เหมือนในฝันเป๊ะๆเลย !! …
‘‘อืมดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็ความจริงนั่นแหละนะ’’ เฟลิเซียยิ้มอ่อนพลางเก็บหนังสือสองเล่มที่อยู่บนเตียงนั้นไปวางไว้บนโต๊ะที่ไว้สำหรับตั้งโคมไฟข้างๆเตียงนอนของเธอ
‘‘แต่…ยังมีอีกหลายอย่างที่คาใจแต่ไม่ได้ถามอีกนี่นา’’ เธอนำมือซ้ายแตะที่กลางหน้าอกของเธอ … ‘‘ไม่เป็ไรหรอกฉันอาจจะสามารถหาคำตอบได้ในไม่ช้านี้ล่ะ สักวันฉันคงจะเคยชินกับการมีชีวิตอยู่ที่พัวพันกับอะไรลึกลับพิลึกๆแบบนี้’’
เฟลิเซียนอนหลับต่อโดยที่ไม่คิดอะไรอีกเลย