เสวี่ยฮุ่ยเข้าไปในห้องครัวเพื่อดูว่าแป้งหมักได้ที่หรือยัง นางล้างมือให้สะอาดแล้วลองกดลงไป เมื่อรู้สึกว่าใช้ได้แล้วจึงถกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มนวดแป้ง
“เด็กอย่างเจ้าจะมีแรงได้สักเท่าไหร่กัน! รีบวางแป้งลงเถอะ งานนวดแป้งข้ากับแม่ของเจ้าจัดการเอง เจ้าแค่บอกมาว่าวันนี้จะทอดแผ่นแป้งอย่างไรก็พอ!”
เติ้งอาเหลียนไม่ได้ซักไซ้หลานสาวว่าจับปลามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร ขอเพียงเด็กคนนี้ปลอดภัย เติ้งอาเหลียนก็ยอมรับได้ทุกอย่าง
โจวเสี่ยวเม่ยยืนอยู่ที่ประตูห้องครัว มองดูร่างเล็ก ๆ นั้น เด็กคนนี้ตั้งแต่หัวกระแทกแล้วฟื้นขึ้นมาก็ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตอนนี้แม้แต่เรื่องประหลาดอย่างการเรียกฝูงปลาให้มาหาเกิดขึ้นกับนางแล้ว ในอนาคตจะมีเรื่องที่พิศวงกว่านี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่!
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวลือในหมู่บ้าน หรือว่าลูกสาวจะเป็นเซียนน้อยจุติลงมาจากสวรรค์จริง ๆ ? แล้วผ่านไปสักพักจะถูกพากลับไปหรือไม่?
“ท่านย่า ท่านแม่ หลังจากที่ข้าหกล้มคราวก่อน ข้านอนหลับอยู่บนเตียงสองวันสองคืน พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองชอบทำอาหาร ในหัวมีสูตรอาหารบางอย่างบันทึกไว้
น้ำที่ข้าตักก็หวานเป็นพิเศษ เรื่องที่สามารถใช้ทักษะเรียกปลาได้ข้าเองก็คิดไม่ถึง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
บางเรื่องจำเป็นต้องบอกให้คนในครอบครัวได้รับรู้ หากคิดจะทำธุรกิจ เรื่องน้ำพุวิเศษและน้ำพุจิตวิญญาณย่อมไม่สามารถปิดบังได้ตลอดไป
“เรื่องเหล่านี้ให้คนในครอบครัวเรารู้กันเองก็พอ หากใครกล้าแพร่งพรายออกไป ให้ไสหัวออกจากตระกูลเสวี่ยไปเสีย และไม่ต้องกลับมาอีก!”
เติ้งอาเหลียนเชื่อคำพูดของหลานสาว ทันทีที่นางพูดจบ ทุกคนต่างหันไปมองที่เสวี่ยเจี้ยนหลิน เพราะในบ้านนี้คนที่น่าจะปากโป้งที่สุดก็คือเขา
เสวี่ยเจี้ยนหลินกระโดดตัวลอย “ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ! ข้ารู้ว่าอะไรพูดได้ อะไรที่ห้ามพูดข้างนอก หากพวกท่านไม่เชื่อ ข้าขอสาบานว่าถ้าข้าเสวี่ยเจี้ยนหลินแพร่งพรายความลับของน้องสาว ข้าจะต้องตายอย่างทรมาน...”
เสวี่ยฮุ่ยรีบวิ่งไปปิดปากพี่รอง “พวกเราเชื่อท่าน อย่าเอะอะก็สาบานสิ!” แถมยังเป็นคำสาบานที่รุนแรง ถึงขั้นบอกว่าต้องตายอย่างทรมานเชียว
เติ้งอาเหลียนบอกหลานชายให้จำคำพูดของตนไว้ “ไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ จื้อหยง แยกปลาตัวใหญ่ ๆ ออกมา ส่วนฮุ่ยฮุ่ย พรุ่งนี้เจ้าตั้งใจจะใช้ปลาชนิดไหนต้มน้ำแกงล่ะ!”
“ปลาจี้เจ้าค่ะ ท่านพ่อช่วยข้าแยกปลาจี้ออกจากปลาชนิดอื่นด้วยนะเจ้าคะ ท่านย่า พวกเรามาทอดแผ่นแป้งกันเถอะ!”
โจวเสี่ยวเม่ยรับหน้าที่เติมฟืน เติ้งอาเหลียนคลึงแป้ง เสวี่ยฮุ่ยเหยียบม้านั่งแล้วราดน้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้ใส่ลงไป รอสักพักก็ใช้ตะหลิวพลิกแผ่นแป้งขึ้น มืออีกข้างใช้ตะหลิวคีบมันหมูชิ้นหนึ่งมาทาเร็ว ๆ รอบขอบกระทะ แล้วจึงวางแผ่นแป้งที่พลิกแล้วลงไปใหม่
ความเร็วในการทอดแผ่นแป้งของเสวี่ยฮุ่ยเร็วกว่าเติ้งอาเหลียนเสียอีก แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นเด็ก ทอดได้สามห้าแผ่นก็ต้องพัก สองย่าหลานร่วมมือกันจนถึงค่ำ ทอดแผ่นแป้งได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบแผ่น
“พรุ่งนี้ขอปลาจี้ให้ข้าหกตัวเพื่อต้มน้ำแกง ที่เหลือท่านพ่อเอาไปขายเถอะเจ้าค่ะ!” ตอนเย็นเสวี่ยฮุ่ยทำน้ำแกงปลาเบญจพรรณ คนในครอบครัวกินคู่กับแผ่นแป้งทอด
หลังจากกินเสร็จก็ยิ่งมีความมั่นใจในการค้าขายวันพรุ่งนี้มากขึ้น เติ้งอาเหลียนถามเสวี่ยฮุ่ยว่าสามารถสอนวิธีต้มน้ำแกงให้นางได้หรือไม่ เพื่อที่พรุ่งนี้เสวี่ยฮุ่ยจะได้ไม่ต้องตามไปที่ตลาด
เสวี่ยฮุ่ยนำปลาออกมาหนึ่งตัว สอนท่านย่าทำน้ำแกงทีละขั้นตอน เมื่อทำเสร็จแล้วก็ตักแบ่งกันคนละครึ่งถ้วย เติ้งอาเหลียนดื่มแล้วส่ายหน้าทันที
“รสชาตินี้ยังห่างไกลนัก!”
“ท่านย่า ฝีมือของท่านเทียบกับน้องเล็กไม่ได้จริง ๆ บางคนเกิดมามีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ คนอื่นอยากเรียนก็เรียนไม่ได้!”
เสวี่ยเจี้ยนหลินพูดพลางส่ายหัวไปมา ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าคำพูดของตนมีเหตุผลมาก จึงให้พี่ใหญ่และน้องเล็กช่วยคิดคำคมสรุปให้หน่อย
“เรียกว่าไม้บรรทัดมีส่วนสั้น นิ้วมีส่วนยาว *[1] หรือเปล่า?” เสวี่ยเจี้ยนเวิ่นกล่าว
“เรียกว่าพรสวรรค์เจ้าค่ะ!” เสวี่ยฮุ่ยเสริม
“ใช่ เรียกว่าพรสวรรค์!”
แม้เติ้งอาเหลียนจะรู้สึกเสียดาย แต่ครั้งนี้ไม่ได้ปารองเท้าใส่หลานชาย นางยอมรับว่าน้ำแกงปลาที่ตนต้มไม่อร่อยเท่าที่หลานสาวทำ
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ต้องลำบากฮุ่ยฮุ่ยของพวกเราแล้ว ถ้าขายน้ำแกงปลากับแผ่นแป้งทอดได้ ย่าจะซื้อลูกอมน้ำตาลนมให้เจ้ากิน!” เติ้งอาเหลียนสัญญา
“น้องเล็ก เจ้าต้องเหลือไว้ให้พี่รองชิ้นหนึ่งนะ!”
พรุ่งนี้พี่น้องตระกูลเสวี่ย คนหนึ่งไปสำนักศึกษาในหมู่บ้าน คนหนึ่งเฝ้าบ้าน ส่วนคนที่เหลือไปตั้งแผงขายของที่ตลาด
หลังจากปรึกษากันเสร็จ คนในตระกูลเสวี่ยก็เข้านอนแต่หัวค่ำ เช้าวันรุ่งขึ้นพอเริ่มมองเห็นทาง เสวี่ยจื้อหยงก็ขับเกวียนวัวออกจากบ้าน
เติ้งอาเหลียนใช้เสื้อตัวหนาห่อตัวหลานสาวไว้ ให้เอนกายหลับในอ้อมกอดของนางต่ออีกสักพัก เพราะจากหมู่บ้านสือหลิ่งไปยังตัวอำเภอต้องใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วยาม!
“เจ้าค่ะ ข้าขอหลับต่ออีกหน่อย ถึงที่หมายแล้วปลุกข้าด้วยนะเจ้าคะ!” เสวี่ยฮุ่ยรู้ว่าท่านย่ารู้สึกผิดในใจ จึงยอมให้นางได้รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
เมื่อคนตระกูลเสวี่ยมาถึงตลาด พ่อค้าแม่ค้าเริ่มทยอยมาถึงและยุ่งอยู่กับพื้นที่ของตน พื้นที่ที่ตระกูลเสวี่ยจองไว้อยู่ใกล้กับท้ายตลาด ส่วนใหญ่เป็นร้านขายผลผลิตทางการเกษตรและอุปกรณ์การเกษตร ไม่มีใครขายอาหารเลยจริง ๆ
เสวี่ยจื้อหยงยกโต๊ะเก้าอี้ออกมาจากร้าน แล้วรีบสร้างเตาดินง่าย ๆ สองเตา อีกด้านหนึ่งเสวี่ยฮุ่ยได้นำเครื่องปรุงสำหรับต้มน้ำแกงและปลาที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงในหม้อ รอเพียงจุดไฟเพื่อต้มน้ำแกงปลาและอุ่นแผ่นแป้งทอด
“บ้านพวกเจ้าเตรียมจะขายอาหารหรือ! ตรงนี้มันท้ายตลาดแล้วนะ ขายของกินตรงนี้จะไหวหรือ?” ป้าคนหนึ่งที่ขายไก่ข้าง ๆ เตือนตระกูลเสวี่ยด้วยความหวังดี
ในใจของเติ้งอาเหลียนเดิมทีก็ไม่มั่นใจอยู่แล้ว พอได้ยินคนอื่นพูดเช่นนี้ก็เริ่มกังวล
“ท่านย่า แม้ตำแหน่งตรงนี้จะไม่ค่อยดี แต่ไม่มีใครขายอาหารเลยนะเจ้าคะ! วันนี้ลมพัดไปทางอีกฝั่งของตลาด อีกสักพักกลิ่นหอมของน้ำแกงปลาจะต้องดึงดูดลูกค้าแน่นอนเจ้าค่ะ” เสวี่ยฮุ่ยปลอบท่านย่า
คนที่ตั้งแผงข้าง ๆ หลายคนส่ายหน้า เด็กคนหนึ่งจะไปรู้อะไร คนที่เดินมาถึงตรงนี้ส่วนใหญ่กินอิ่มหนำสำราญมาจากด้านหน้าแล้ว ใครจะทนหิวจนเดินเที่ยวตลาดจนทั่วแล้วค่อยมากินของกินกันเล่า! พ่อบ้าน หญิงรับใช้สูงวัย และสาวใช้รุ่นใหญ่ของบ้านเศรษฐีไม่เคยเดินมาถึงแถวนี้เลย
หม้อใบใหญ่ตั้งอยู่บนเตา เติ้งอาเหลียนรีบจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว เสวี่ยฮุ่ยได้ยินนางบ่นพึมพำขณะทำงานว่า วันนี้ต้องเปิดร้านได้อย่างเป็นมงคล ทุกอย่างต้องราบรื่นนะ!
เติมน้ำลงในหม้อหนึ่งถังครึ่ง เสวี่ยฮุ่ยใส่ห่อเครื่องปรุงที่ห่อด้วยผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดลงไป และในขณะที่ใส่ของนางได้หยดน้ำพุจิตวิญญาณลงไปสองหยด ไฟใต้เตาลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อไอน้ำเริ่มลอยขึ้นจากขอบหม้อ ก็มีคนร้องขึ้นว่า “หอมจัง!”
“ท่านป้า บ้านท่านขายอาหารอะไรหรือเจ้าคะ กลิ่นหอมเหลือเกิน!” คนขายผักหลายคนเดินเข้ามาสอบถาม
“น้ำแกงปลากับแผ่นแป้งทอดจ้ะ น้ำแกงปลาถ้วยละหนึ่งเหวิน แผ่นแป้งทอดแผ่นละหนึ่งเหวิน ผู้หญิงกินน้ำแกงหนึ่งถ้วยกับแป้งหนึ่งแผ่นก็อิ่มแล้ว แถมยังได้กินของคาว คุ้มค่ามาก ส่วนผู้ชายที่กินจุหน่อย สองถ้วยสองแผ่นก็อิ่มแล้ว จ่ายสูงสุดแค่สี่เหวิน ได้ทั้งดื่มน้ำแกงปลาเลิศรสและกินแป้งทอด ไม่ขาดทุนแน่นอน!” เติ้งอาเหลียนเตรียมคำพูดเรียกลูกค้าไว้เรียบร้อยแล้ว
เสวี่ยฮุ่ยยกนิ้วโป้งให้ท่านย่า การร่วมมือทำธุรกิจของย่าหลานคู่นี้ไม่มีทางพลาดแน่นอน
กลิ่นหอมของน้ำแกงปล่ายิ่งมายิ่งเข้มข้น ปลาที่เลี้ยงในมิติวิเศษ ผสมกับน้ำพุจิตวิญญาณ บวกกับทักษะการทำอาหารของเสวี่ยฮุ่ย น้ำแกงปลาจะไม่อร่อยได้อย่างไร
เมื่อน้ำแกงปลาใกล้จะได้ที่ เตาอีกลูกก็ถูกจุดไฟ แผ่นแป้งทอดประมาณยี่สิบถึงสามสิบแผ่นถูกวางลงบนฝาหม้อที่เช็ดสะอาด เตาตัวนี้ขอเพียงรักษาไฟไม่ให้ดับก็พอ แผ่นแป้งทอดที่หมักไว้เพียงแค่อุ่นเล็กน้อยก็กลับมานุ่มนวลแล้ว
*[1] “ไม้บรรทัดมีส่วนสั้น นิ้วมีส่วนยาว” หมายความว่า แต่ละคนมีความถนัดต่างกัน