ในงานแต่งงานที่จัดขึ้น ณ โรงแรมหรูชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่สามารถทำให้รถติดกว่าเดิม ภายในงานถูกประดับด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ และรูปถ่ายพรีเวดดิ้งของเ้าบ่าวสาวก่อนทางเข้างาน ซึ่งสมกับเป็งานแต่งงานของทายาทตระกูลดังของเมืองไทย และด้วยมืออาชีพของทางโรงแรมและทีมงานที่สามารถจัดงานแต่งออกมาได้สวยงาม
ครอบครัวของท่านประธานนาวินได้เดินทางมาถึงงานแต่ง พิมพ์ขวัญและนภา ทั้งคู่สวมชุดเดรสยาวเข้ารูป แต่นภาจะสวมชุดเดรสสีแดงที่เว้าหลังเน้นสัดส่วนมากกว่าผู้เป็น้อง ส่วนพิมพ์ขวัญสวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนแบบเรียบร้อยติดเข็มกลัดเพชรรูปดอกเดซี่ไว้บนอกด้านซ้ายของชุด ซึ่งเป็ของขวัญวันเกิดที่คุณหญิงประภาให้มาและเป็สิ่งที่พิมพ์ขวัญรักมากที่สุด
“สวัสดีครับพี่นาวิน ขอบคุณมากนะพี่ที่ให้เกียรติมางานแต่งงานหลาน พวกเราไม่ได้เจอกันทั้งครอบครัวนานมากเลยนะครับ”
“คุณหญิงแข็งแรง สบายดีนะครับ”
“สบายดีจ๊ะ ดีใจกับหลานด้วยนะจ๊ะ”
“นี่..หลานสาวทั้ง 2 โตและสวยมากนะนี่ ไม่เจอหลานทั้งคู่มานานมากเลยนะ”
นภาและพิมพ์ขวัญยกมือไหว้ทักทายเ้าสัวเจริญศิลป์พร้อมยิ้มทักทายเ้าบ่าวและเ้าสาว
“เ้าสาวสวยมากเลยนะ…ภูมินทร์”
“ขอบคุณมากนะครับ พี่นภา น้องพิมพ์ขวัญ”
ในบรรยากาศงานแต่งที่กำลังบรรเลงเพลงที่ไพเราะ บุคคลสำคัญได้ก้าวเข้ามาถึงงานสายตาทุกคู่ได้จับจ้องมองไปยังบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาภายในงาน
“คุณภาคิน...”
นภารีบสะกิดให้น้องสาวที่ยืนใกล้ๆ รีบหันมองมาที่บุคคลที่กำลังเข้าไปทักทาย เ้าสัวเจริญศิลป์ รูปร่างภาคิน สูงโปร่ง มีกล้ามเนื้อ ตามสไตล์คนออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าดูคมเข้ม จมูกเป็สัน เขามาพร้อมผู้หญิงสวยในชุดเดรสเกาะอกสีฟ้าอ่อนลายดอกไม้ เข้ารูปสมส่วน
“สวัสดีครับ คุณอา สุขภาพดีขึ้นนะครับ”
“หลานเป็อย่างไรบ้างล่ะ ได้ข่าวว่าย้ายไปอยู่เชียงใหม่”
“ใช่ครับ ผมชอบบรรยากาศทางเหนือครับ”
“คุณอาครับ นี้คือน้ำอิงครับ แฟนผมครับ”
“สงสัยหลังจากงานแต่งงานของภูมินทร์ สงสัยต้องเป็งานของหลานแล้วล่ะ”
เ้าสัวเจริญศิลป์ได้พูดไปหัวเราะไป ทำให้ภาคินหัวเราะตามผู้ที่กำลังสนทนา น้ำอิงและภาคินได้คบหาดูใจกันมา 6 ปีแล้ว ทั้งสองรักกันมาก แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะตบแต่งงานกันสักที อาจจะเป็เพราะภาคินใน่แรก ต้องขึ้นมาบริหารงานแทนบิดาที่เสียไปด้วย โรคมะเร็ง และต้องมาฟื้นฟูกิจการที่ขาดทุนเป็ระยะเวลาต่อเนื่องมา จนตอนนี้ธุรกิจทั้งจำหน่ายรถยนต์ และทั้งด้านอสังหา และโรงแรม เป็เบอร์ต้นของเมืองไทย ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
“มา...อาจะพาภาคินไปรู้จักคุณนาวิน เป็เพื่อนสนิทของอาเอง”
“พี่นาวินครับ นี้คุณภาคินครับ ที่ผมอยากแนะนำให้รู้จัก”
“โอ้ นี่นะหรือที่เขาลือกัน ว่าเป็ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง”
“ลุงยินดีที่ได้รู้จักเรานะ”
“สวัสดีครับคุณลุง”
“นี่คุณหญิงประภา และอีก 2 สาวนั้น ลูกสาวลุงเอง นภาและพิมพ์ขวัญ”
ภาคินได้ไหว้คุณหญิงประภา และรับไหว้ นภาและพิมพ์ขวัญ ซึ่งอายุของทั้งนภาและพิมพ์ขวัญน้อยกว่าภาคินไม่มาก ทันใดนั้นภาคินก็ได้แนะนำ น้ำอิงให้ทุกคนรู้จักทั้งหมด ในกลุ่มที่ทำกำลังสนทนา
“สวัสดีค่ะคุณน้ำอิง”
“เราเจอกันหลายครั้งแล้วค่ะ”
“ใช่ค่ะ คุณนภา”
“ตอนนี้คุณน้ำอิง ทำงานด้านบริหารอยู่เหมือนเดิมไหมคะ นภาอยากให้คุณน้ำอิงแชร์ประสบการณ์การทำงานให้พิมพ์ขวัญ น้องสาวนภาฟังบ้างนะคะ น้องสาวนภาพึ่งเรียนจบมานะคะ ยังไม่มีประสบการณ์มากค่ะ”
“ตอนนี้น้ำอิงเข้ามาช่วยงานคุณภาคิน ที่เชียงใหม่ค่ะ จัดการเื่แผนงานและตารางการทำงานของคุณภาคินสักส่วนใหญ่ แต่สามารถแนะนำเบื้องต้นได้นะคะ”
ทั้ง 3 คนได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เพราะอายุไล่เลี่ย โดยยืนไม่ไกลจากกลุ่มผู้ใหญ่วัยกลางคนไม่มากนัก
“ไม่ทราบว่าคุณน้ำอิงชอบทานอะไรหรอคะ เดี๋ยวพิมพ์ไปตักมาให้”
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณพิมพ์ เดี๋ยวน้ำอิงไปตักมาเองค่ะ”
“คุณพิมพ์น่ารักมากเลยนะคะ”
ภายในงานแต่งบรรยากาศเต็มไปด้วยกลุ่มนักธุรกิจ ไฮโซและเซเลบริตี้ที่ยืนจับกลุ่มกันพูดคุย น้ำอิงได้รู้สึกว่าตัวเองจะไม่สบาย เนื่องจากเดิมทีก็เป็คนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว และต้องมายืนอยู่ในกลุ่มคนที่แออัด ทำให้เธอรู้สึกวิงเวียนศรีษะ ทันใดนั้น พิมพ์ขวัญได้สังเกตสีหน้าของน้ำอิงไม่ค่อยดี จึงเดินเข้าไปสอบถาม
“คุณน้ำอิง เป็อะไรหรือเปล่าคะ ให้พิมพ์พาคุณน้ำอิงไปนั่งพักที่ห้องรับรองแขก ด้านนอกก่อนไหมคะ”
“ขอบคุณ คุณพิมพ์มากนะคะ และขอรบกวนคุณพิมพ์ขวัญด้วยนะคะ”
“เดี๋ยวพิมพ์ประคองคุณน้ำอิงไปพักนะคะ”
“คุณน้ำอิง อยากได้เครื่องดื่มอุ่นๆ ไหมคะ จะได้รู้สึกดีขึ้น พิมพ์จะไปแจ้งพนักงานโรงแรมนำมาให้”
“รบกวนคุณพิมพ์ด้วยนะคะ น้ำอิงรู้สึกเกรงใจคุณพิมพ์มากเลยค่ะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ในห้องรับรองแขกภายในโรงแรม น้ำอิงได้นั่งพักผ่อน เนื่องจากอาการวิงเวียนศรีษะ แต่มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมายังน้ำอิง แต่ยังคงไม่ได้เปิดเผยตัวออกมา น้ำอิงขยับตัวขึ้นจากโซฟา สายตาได้ไปจับจ้องมองสายตาที่มองมาจากสักมุมหนึ่งของห้องรับแขก ทำให้น้ำอิงใกลัวอย่างสุดขีด จึงรีบลุกวิ่งออกไปจากห้องรับรองแขก อย่างตื่นตระหนกหวาดกลัว พิมพ์ขวัญได้เดินกลับมาหาน้ำอิง แต่กลับพบว่าเห็นน้ำอิง วิ่งลงบันไดออกประตูไปหน้า
โรงแรมไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ตนต้องวิ่งตามไปด้วยความเป็ห่วง ทันใดนั้นได้มีรถเก๋งสีดำขับมาอย่างรวดเร็ว ได้ชนร่างของน้ำอิง จนร่างอันบอบบางกระเด็นติดกระจกหน้ารถคันดังกล่าว แล้วร่างของน้ำอิงกลิ้งตกลงมาบนพื้นถนน
“คุณน้ำอิง!!!”
เหตุการณ์ช็อกสุดขีด ได้เกิดขึ้นตรงหน้าพิมพ์ขวัญ เมื่อเห็นร่างของน้ำอิงนอนแน่นิ่งต่อหน้าตัวเอง มือทั้งข้างสองได้ประคองร่างของน้ำอิงขึ้นมานอนบนตัก พิมพ์ขวัญได้พยายามเรียกน้ำอิงตลอดเวลา แต่ไร้การโต้ตอบกลับมา ทุกคนในงานแต่งพอทราบข่าว ก็พากันวิ่งมาดูด้วยความใเช่นกัน โดยเฉพาะ ภาคิน ด้วยความช็อกสุดขีด ภาคินได้เข้าสวมกอดร่างอันไร้ความรู้สึก แล้วร้องไห้อย่างคนบ้าคลั่ง กับจากการไปของผู้หญิงอันเป็ที่รักของตน
“น้ำอิง....เกิดอะไรขึ้นกับที่รักของผม...”
ทันใดนั้นท่านประธานนาวินได้ประคองพิมพ์ขวัญลุกขึ้น ท่วมกลางความช็อกของลูกสาวตน กับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมด ชุดเดรสของพิมพ์ขวัญได้เปื้อนคราบเืของน้ำอิง แต่พิมพ์ขวัญยังคงไม่พูดอะไร ได้เพียงมองภาพตรงหน้าที่เกิดอย่างะเืใจ คุณหญิงประภาได้รีบเข้ามาสวมกอดพิมพ์ขวัญพร้อมลูบหัวเพื่อเป็การเรียกขวัญและปลอบโยน ร่างกายของพิมพ์ขวัญได้สั่นเทาเป็อย่างมากในขณะนั้น
“ลูกพิมพ์ ไม่เป็อะไรนะจ๊ะ แม่อยู่ตรงแล้ว”
ค่ำคืนนั้นทั้งคืนพิมพ์ขวัญไม่สามารถหลับตาลงนอนได้เลย ภาพเหตุการณ์ยังคงติดตาและวนเวียนอยู่ในหัวสมอง และภาพเหตุการณ์ ภาคินที่ร้องไห้กอดร่างน้ำอิง อย่างคนเสียสติ ทำให้ตนโทษตัวเองว่าเป็ความผิดของตนเองที่ปล่อยให้น้ำอิง นั่งอยู่ในห้องรับรองแขกเพียงลำพัง
“ก๊อก..ก๊อก”
“ลูกพิมพ์...แม่ขอเข้าไปได้ไหมจ๊ะลูก”
“ได้ค่ะ คุณแม่”
เมื่อคุณหญิงประภาได้เปิดประตูเข้าไป และนั่งลงที่ขอบเตียง พิมพ์ขวัญได้ลุกนั่งสวมกอดพร้อมร้องไห้
“คุณแม่ ถ้าหนูไม่ปล่อยคุณน้ำอิงไว้เพียงลำพัง คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้”
“หนูไม่รู้ คุณน้ำอิงวิ่งหนีอะไร”
พิมพ์ขวัญเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณหญิงประภาฟัง เล่าไปร้องไห้ไป ทำให้ผู้เป็แม่อดสงสารลูกสาวของตนไม่ได้ ว่าจะต้องมาพบเจอเหตุการณ์อะไรที่ะเืใจขนาดนี้
“แม่…อยากบอกเราว่า ไม่มีใครตั้งใจ ให้เหตุการณ์นี้ มันเกิดขึ้นมา และตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าน้ำอิงคิดอะไร ถึงวิ่งออกจากโรงแรมไปกะทันหันขนาดนั้น แต่เราก็พยายามดูแลเขาเต็มที่แล้วนะลูก…”
“ลูกสงสารคุณน้ำอิง และยิ่งเห็นคุณภาคิน หนูยิ่งสงสารจับใจค่ะ”
“โถ่…ลูก…”
คุณหญิงประภาได้ปลอบพิมพ์ขวัญจนเธอเผลอหลับไป แล้วจึงเดินกลับห้องนอน เพื่อพักผ่อน