“ท่านพ่อ ข้าขอโทษ ท่านพ่ออย่าโกรธข้าเลย” จางหลิวหยางยืนคอตกอยู่หน้าโต๊ะทำงานของบิดา จางหลิวเหว่ยยืนหันหลังให้บุตรสาวท่าทางเงียบขรึม ครั้นพอบิดาหันหน้ามาจางหลิวหยางก็เป็อันต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาทันที
จางหลิวเหว่ยระบายลมหายใจหนักหน่วง ก่อนจะเอ่ยกับบุตรสาว
“หยางเอ๋อร์ เ้าเป็หญิง เหตุใดจึงได้ซุกซนเกินหญิงเช่นนี้”
“ข้าเพียงแต่อยากออกมาข้างนอกบ้าง ข้าไม่ชอบการอยู่แต่บ้าน เย็บปักถักร้อยแบบท่านแม่เ้าค่ะ”
“แต่ที่นี่ไม่เหมาะที่เ้าจะมาเที่ยวเล่นเช่นนี้ แล้วดูเ้าแต่งตัวเข้าสิ เ้าไปเอาชุดแบบนี้มาจากไหน บอกข้ามาอย่าปิดบัง”
“ข้าให้อาเป่าไปหามาให้ข้า แต่ท่านพ่ออย่าลงโทษอาเป่าเลยนะ เค้าทำตามคำสั่งข้า”
“อาเป่าไหนเลยจะกล้าขัดใจเ้า นึกหรือว่าข้าไม่รู้” จางหลิวเหว่ยตวัดสายตามองบุตรสาว และหันหลังให้เพื่อใช้ความคิด วาจาฟังคล้ายตำหนิ แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้จริงจังนัก ต่อให้จางหลิวเหว่ยปรารถนาให้บุตรสาวดำเนินชีวิตราวสตรีผู้เพียบพร้อม และอ่อนหวานเฉกเช่นเจียลี่ผู้เป็ภรรยา แต่เมื่อจางหลิวหยางเป็เด็กสาวที่ซุกซน สนใจใคร่รู้ในสิ่งต่างๆ และบางครั้งยังมีจิตใจที่กล้าหาญ จางหลิวเหว่ยกลับนึกเอ็นดูบุตรสาวคนนี้ยิ่งนัก หากแต่ยังต้องตำหนิเพราะเกรงว่าการกระทำสิ่งใดโลดโผนเกินไปจะเกิดเป็ภัยมาถึงตัวได้ในวันข้างหน้า
จางหลิวหยางนั้นรู้สึกผิดที่ทำให้จางหลิวเหว่ยโกรธ หากแต่สิ่งที่มีมากกว่าคือความอยากรู้ อยากเห็น ตอนอยู่ในโลกปัจจุบันนางได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมจีนผ่านตำรา และศึกษาจากพงศาวดารเท่านั้น แต่นี่มีโอกาสได้มาเห็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้วยตาเนื้อ ไหนเลยนางจะไม่ดิ้นรนออกมาเปิดหูเปิดตาเพื่อเก็บภาพต่างๆให้สมกับโอกาสที่โชคชะตาเหวี่ยงนางมาที่แห่งนี้กันเล่า
“แล้วแม่เ้ารู้หรือไม่ ว่าเ้ามาที่นี่”
“ไม่นะท่านพ่อ ท่านแม่ไม่รู้ ท่านพ่ออย่าบอกท่านแม่นะ” จางหลิวหยางรีบปฏิเสธ และยกมือขึ้นมาโบกเป็เชิงห้าม
“แต่ถ้าข้าไม่บอก ต่อไปเ้าก็จะแอบทำเช่นนี้อีก แล้วถ้าแม่เ้ารู้ จะไม่พาลโกรธข้าด้วยรึ”
“ถ้าท่านพ่อบอกท่านแม่ ต่อไปข้าต้องถูกกักบริเวณ แล้วไม่ได้ออกไปไหนอีกแน่ ไม่เอานะท่านพ่อ ข้าไม่อยากถูกขัง”
“ดูเ้าพูดเข้า เ้าโตแล้ว อีกหน่อยก็ต้องออกเรือน แล้วยังจะเที่ยวเล่นซุกซนแบบนี้ได้รึ”
“ท่านพ่อ ข้าไม่คิดเื่ออกเรือน ข้าอยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่มากกว่า”
“เ้าอย่าพูดเป็เด็กน่า” จางหลิวเหว่ยโบกมือ แล้วเดินไปนั่งลงกับเก้าอี้ ก่อนจะเอ่ยกับบุตรสาวต่อ
“เ้าจำไว้นะหยางเอ๋อร์ เป็ผู้หญิงต้องมีหลัก 3 เชื่อฟัง
ผู้หญิงที่ยังไม่ออกเรือน เ้าต้องเชื่อฟังบิดา
หากเ้าออกเรือนแล้ว เ้าต้องเชื่อฟังสามี
แล้วหากสามีเ้าตาย เ้าก็ต้องเชื่อฟังลูกชาย
เ้าเข้าใจความหมายหรือไม่”
“ทำไมข้าฟังแล้วรู้สึกเหมือนจำกัดสิทธิเสรีภาพสตรียิ่งนักท่านพ่อ” จางหลิวหยางกล่าวประท้วงเบาๆ
“หยางเอ๋อร์ นั่นเ้าพูดอะไร” จางหลิวเหว่ยถามน้ำเสียงตำหนิ
“ก็มันจริงนี่ท่านพ่อ ความคิดข้าหญิงชายควรเท่าเทียม หากจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วก็ต้องต่างฝ่ายต่างเชื่อฟัง รับฟังความเห็นของทั้งสองฝ่าย”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว ข้ากับแม่เ้าไม่เคยสอนให้เ้ามีความคิดเช่นนี้ เ้าอย่าพูดแบบนี้ให้ข้าได้ยินอีก” จางหลิวเหว่ยปรามบุตรสาวเสียงเข้ม เขาใไม่น้อยกับสิ่งที่หลิวหยางกล่าวออกมา ไม่มีสตรีนางใดมีความคิดเช่นนี้มาก่อน
“ก็ได้ๆ ข้าไม่พูดแล้ว ท่านพ่ออย่าโกรธเลย” จางหลิวหยางยอมถอยเพราะไม่อยากขัดแย้งกับจางหลิวเหว่ย อย่างไรเสียเขาก็คือบิดา และแนวความคิดของบิดานั้นหาใช่เื่แปลกไม่ หากแต่เป็นางที่มาอยู่ผิดยุคเอง
จางหลิวหยางเดินกลับไปที่โรงครัวอย่างระมัดระวังด้วยไม่อยากให้ใครพบเห็นอีก โดยเฉพาะบุรุษคู่นั้นที่พบกันถึงสองครั้งสองครา อีกทั้งเป็สถานการณ์ที่นางตกที่นั่งลำบากทั้งสองครั้งด้วย เมื่อตอนที่นางออกจากห้องทำงานของบิดานั้นไม่พบผู้ใดอยู่ที่ลานฝึกซ้อมด้านหน้าตึกอีกแล้ว พวกเขาน่าจะกำลังศึกษาตำราอยู่ในตึก ถือว่าโชคยังเข้าข้างนางอยู่บ้าง
“คุณหนู ท่านกลับมาแล้ว ไม่มีใครพบเข้าใช่ไหมขอรับ”
“ท่านพ่อเจอข้า ข้าเพิ่งโดนท่านพ่อดุมา” หลิวหยางตอบด้วยสีหน้าสลด
“ซี้แล้ว ข้าซี้แหง๋แก๋” หงเป่ายกมือทาบอกใบหน้าซีดเผือด
“อาเป่า เ้าวางใจเถอะ ท่านพ่อไม่ลงโทษเ้าหรอก เชื่อข้า” หลิวหยางรีบเขย่าแขนหงเป่าเพื่อเรียกสติ
“จริงหรือคุณหนู แต่ข้าสมรู้ร่วมคิด”
“ท่านพ่อมีเหตุผล เ้าอยู่กับท่านพ่อมา เคยเห็นท่านพ่อลงโทษใครส่งเดชหรือไงเล่า” หงเป่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เบาใจ เขาเห็นด้วยกับคำพูดชองคุณหนู นายใหญ่ไม่เคยลงโทษผู้ใดตามอำเภอใจจริงๆ
“อย่างนั้นรีบกลับจวนเถอะขอรับ หากนานเกินไปท่านน้าเจินจะตามหาท่านได้”
“อือ” จางหลิวหยางรับคำและะโขึ้นไปนั่งบนรถลากเพื่อเดินทางกลับ
เมื่อกลับมาถึงจวน จางหลิวหยางรีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และซ่อนชุดผู้ชายที่นางใส่ไว้อย่างมิดชิด ด้วยเกรงว่าเมื่อเฟยเจินมาทำความสะอาดจะพบมันเข้า และเพื่อไม่ให้ผิดปกติที่นางไม่ย่างกรายออกจากห้องเลยั้แ่หลังทานอาหารเช้าจวบจนเลยมื้ออาหารกลางวัน ตามเหตุผลที่ให้ไว้กับเจียลี่ และเฟยเจินว่านางรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว้านอนพักผ่อน อีกทั้งห้ามผู้ใดรบกวนจนกว่านางจะออกจากห้องมาเอง แต่ถึงกระนั้น การหมกตัวอยู่ในห้องเป็เวลาเนิ่นนานไม่แคล้วต้องเกิดความสงสัยและเป็กังวลต่อมารดา และผู้เปรียบเสมือนแม่นม หากหลิวหยางยังไม่ไปปรากฏกายให้เห็นด้วยตา สองสตรีต้องพากันมาดูอาการเป็แน่แท้
พอถึงยามซวีหลังอาหารค่ำที่บรรยากาศเป็ไปอย่างอึมครึม ระหว่างจางหลิวเหว่ย กับจางหลิวหยาง ได้แต่หวังว่าเจียลี่ผู้เป็มารดาจะไม่จับสังเกตและสงสัย เพราะการกินอาหารดำเนินไปด้วยความเงียบเชียบผิดแปลกจากวันก่อน จางหลิวเหว่ยมีท่าทีสุขุมดังเช่นปกติ ส่วนคนที่ไม่ปกติคือจางหลิวหยางเอง ความรู้สึกผิดต่อบิดาจากความดื้อรั้นยังไม่หายไป จึงได้แต่กินอาหารไปอย่างเงียบๆ และพยายามไม่สบตาบิดาให้บ่อยนัก
จางหลิวหยาง ออกมานั่งเล่นชมดวงจันทร์กับเสี่ยวไป๋ตรงศาลาหน้าเรือนนอน ตั้งใจนั่งรับลมสูดดมกลิ่นหอมของพฤกษายามค่ำคืนให้จิตใจปลอดโปร่งแล้วจะส่งเสี่ยวไป๋ให้หงเป่าพาไปเข้านอน แต่นั่งอยู่นานพอควรก็ยังไม่เห็นหงเป่าเดินเข้ามาหาเฉกเช่นทุกครั้ง หันมองรอบจวนก็รู้สึกบรรยากาศค่ำคืนนี้ช่างเงียบผิดปกติ
“อาเป่าอยู่ไหนนะ” จางหลิวหยางอุ้มเสี่ยวไป๋เดินไปใกล้เรือนนอนของหงเป่า แต่ไม่เห็นเ้าของเรือน รวมถึงบ่าวคนอื่นด้วย
“อาเป่า เ้าอยู่ที่นี่หรือเปล่า” จางหลิวหยางเรียกถามและกอดกระชับเสี่ยวไป๋ไว้ เมื่อไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมานางจึงพาเสี่ยวไป๋เข้าไปนอนเอง โดยไม่รอหงเป่า
จางหลิวหยางวางเสี่ยวไป๋บนที่นอนของมัน พลางลูบหัวเบาๆเพื่อแสดงความรัก หมาน้อยน่ารักรู้เวลา มันจ้องหน้านางทำตาปริบๆเหมือนกำลังบอกฝันดีอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมุดหน้าเข้าหาตะกร้าแล้วหลับไป
นางเดินออกจากเรือนนอนของหงเป่า ระหว่างทางเห็นบ่าวคนสนิทเดินอย่างรีบเร่งจนหน้าแทบคะมำและกำลังเลี้ยวไปทางเรือนนอนของจางหลิวเหว่ยนางจึงเรียกไว้พลางเร่งฝีเท้าเข้าไปหา
“อาเป่า เกิดอะไรขึ้นหรือ”
หงเป่าได้ยินเสียงเรียกหยุดกึกทันที และหันมาหาคุณหนูด้วยสีหน้าเป็กังวล
“ที่หน้าจวนมีคนาเ็หนักขอรับคุณหนู พวกข้าไม่รู้ต้องทำอย่างไร จึงจะไปรายงานนายท่าน”
“เ้าพาข้าไปดูก่อนเถอะ”
“ทางนี้ขอรับ” หงเป่ารีบเดินนำหน้าพาจางหลิวหยางไปทางประตูใหญ่ของจวน
เมื่อมาถึงประตูใหญ่ถูกเปิดค้างไว้เล็กน้อย นางเห็นบ่าวผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนกระสับกระส่ายราวกับไม่รู้จะทำอย่างไรดี เมื่อบ่าวผู้นั้นหันมาเห็นจางหลิวหยางก็รีบคำนับแล้วหลีกทางให้
พอเดินเข้าไปใกล้จางหลิวหยางเห็นบุรุษรูปร่างผอมแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งชุดมีผ้าคาดศีรษะไว้มิดชิดจนเกือบปิดลูกตา นั่งกึ่งนอนยาวเหยียดหลังพิงอยู่ที่ประตูจวน แขนข้างซ้ายของเขามีโลหิตแดงฉานไหลออกมาจนเปียกชุ่ม
“เ้าเป็อย่างไร” จางหลิวหยางนั่งลงใกล้ๆแล้วเอ่ยถามไม่ดังนัก
“ช่วย...ช่วยข้าด้วย” ชายหนุ่มเบื้องหน้ายังพอมีสติอยู่บ้าง เขาพยายามปรือตาอย่างยากลำบาก น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแ่เบาราวกับนั่นคือเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เค้นออกมาได้
“ทำอย่างไรดีขอรับคุณหนู” จางหงเป่ากระซิบถาม จากสภาพของชายหนุ่มตรงหน้าย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่จะพูดคุยกันโดยปกติ
“อาเป่า เ้าไปเอารถม้ามา ต้องพาเขาไปหาหมอ” หงเป่ายืนละล้าละลังอยู่ครู่นึง เมื่อจางหลิวหยางตวัดสายตามองจึงรีบวิ่งไปตามที่นางสั่ง
เมื่อหงเป่าวิ่งหายเข้าไปอึดใจนางก็หันไปสั่งบ่าวอีกคนเสียงเด็ดขาด “เ้ากลับเข้าไปในจวน แล้วอย่าบอกเื่นี้กับใคร”
“ทราบแล้วขอรับคุณหนู” บ่าวผู้นั้นรับคำอย่างเคารพแล้วรีบเดินเข้าประตูจวนไป
จางหลิวหยางเดินวนไปมาอย่างวิตกอยู่ครู่ใหญ่ หงเป่าก็บังคับรถม้าออกมาจากประตูจวน
“มาแล้วขอรับคุณหนู”
“มีใครเห็นเ้าหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ ข้าระมัดระวังอย่างที่สุด”
“เร็วเข้า รีบพาเขาขึ้นไปก่อน”
หงเป่าะโลงจากรถม้า และยกชายหนุ่มที่าเ็เข้าไปนั่งด้านใน จางหลิวหยางตามขึ้นไปนั่งด้วย เห็นเขาทิ้งตัวพิงกับผนังรถม้าอย่างอ่อนแรง แทบไม่เหลือสติรับรู้ใดๆอีกแล้ว
“อาเป่า ไปโรงหมอที่ใกล้ที่สุด”
“ขอรับ”
หงเป่าบังคับรถม้าเคลื่อนออกไปอย่างรีบเร่งโดยมิได้หันมองข้างทางแม้แต่น้อย จึงไม่ล่วงรู้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องเหตุการณ์หน้าจวนสกุลจางอยู่นาน นับั้แ่เห็นคุณหนูสกุลจางออกมาดูคนเจ็บอย่างรีบร้อน