ในท่ามกลางสวนดอกไม้อันสวยงามแวดล้อมไปด้วยพรรณพฤกษาอันเขียวขจี และมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นอีกด้านหนึ่งยังมีหงส์สีขาวคู่หนึ่งลอยเล่นอยู่กลางสระน้ำกว้างใหญ่ สายลมเย็นพัดโชยเอาไอเย็นจากผิวน้ำมาต้องกายของพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งซึ่งนั่งพักผ่อนกันอยู่ริมสระน้ำอย่างมีความสุข ใกล้กันนั้นผีเสื้อปีกสวยบินหาน้ำหวานจากบุปผาดอกหนึ่งไปอีกดอกหนึ่ง
“ พ่อคะ แม่คะมาดูทางนี้สิ มีกระต่ายด้วย “ เด็กหญิงอายุราวสี่ขวบจับหูของกระต่ายสีขาวตัวน้อยชูขึ้นให้พ่อแม่ดู
“ น่ารักทีเดียวใครนะเอามาปล่อยไว้ ” พ่อแม่ของเด็กพากันลูบหัวของกระต่ายอย่างเอ็นดูแล้วกอดลูกสาวไว้ด้วยความรัก
เด็กน้อยวิ่งเล่นในสวนนั้นอย่างเบิกบานรอยยิ้มของลูก ยังความปลาบปลื้มให้แก่พ่อและแม่ของเธออย่างยิ่ง
แต่ฉับพลันนั้น…
“ ตื่นได้แล้ว ตีห้าแล้วลุกไปอาบน้ำแปรงฟันเดี๋ยวนี้ “ ซิสเตอร์ผู้ดูแลหอพักนักเรียนปรบมือเสียงดัง พร้ะเบ็งเสียงขณะเดินปลุกนักเรียนไปทั่วทั้งหอพักแห่งนั้น
“โสมสุดา ลุกเดี๋ยวนี้หรือจะให้ชั้นลากขาลงจากเตียง “ ซิสเตอร์คนเดิมมาปลุกซ้ำ
“ ว้า กำลังฝันดีเลยเสียดายจัง ” เด็กสาวผมเปีย ั์ตากลมโตอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด ลุกขึ้นอย่างงัวเงียก่อนจะจัดแจงพลิกฟูกที่นอนเพื่อเปลี่ยนผ้าปูผืนใหม่เมื่อผ้าตึงดีแล้วก็รีบวิ่งไปห้องน้ำ ผลัดผ้าเป็ชุดผ้าถุงกระโจมอกแล้วตักน้ำอาบจากอ่างซีเมนต์สูงประมาณครึ่งเมตร ยาวหกเมตร เป็ห้องอาบน้ำรวมใครมาอาบช้า น้ำก็จะไม่พออาบ ทุกอย่างจึงต้องแข่งกับเวลาเมื่อแปรงฟันล้างหน้าเสร็จก็แต่งตัวในชุดนักเรียนเสื้อขาวแขนยาว กระโปรงสีน้ำเงินแล้วเดินเรียงแถวไปยังโบสถ์ของโรงเรียนเซนต์มารีอาคอนแวนต์โรงเรียนเก่าแก่ของเมืองจอร์จทาวน์ เกาะปีนัง ประเทศมะลายา
ในโบสถ์วันนี้มีพิธีมิสซาเพื่อขอพรจากพระเ้าในวันเปิดเรียนนักเรียนหญิงทุกคนก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเ้า โดยมีบาทหลวงแกว่งโถกำยานเป็เบื้องต้นก่อนแล้วเด็กทุกคนก็เดินเรียงแถวไปรับการป้อนขนมปังไม่มีเชื้อ จิบเหล้าองุ่นเป็สัญลักษณ์แทนกายและโลหิตของพระเยซูที่ไถ่บาปให้แก่ชาวโลก
เสร็จพิธีมิสซา ประมาณ07.00 นาฬิกา เด็ก ๆ ก็ได้รับมอบหมายให้ไปทำความสะอาดในจุดต่าง ๆ รอบโรงเรียนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน สำหรับวันนี้โสมสุดาก็มีเวรปัดกวาดห้องพักครูพร้อมกับเพื่อนอีกหลายคน
“ นี่ ซูด้าถ้าเรียนจบมัธยมแล้ว เธอจะไปเรียนต่อที่ไหนน่ะ “ เด็กสาวหน้าตาแขก ๆเอ่ยถามโสมสุดา ขณะที่มือก็ถือไม้กวาดปัดพื้นไปด้วย
“ฉันคิดว่าจะไปเรียนต่อที่สิงคโปร์นะ แล้วเธอล่ะ กาวิต้า “ โสมสุดาตอบ
“ ฉันยังไม่รู้เลยคงต้องแล้วแต่พ่อแม่น่ะแหละ แล้วหม่อมหลวงบุญเหลือล่ะ จะเรียนต่อที่ไหนคะ “กาวิต้าหันไปถามเด็กหญิงผิวเข้มแบบชาวสยาม
“ แหมเรียกเสียเต็มยศเชียว บอกแล้วว่าให้เรียกบุญเหลือก็ได้ฉันไม่ใช่คนเ้ายศเ้าอย่างหรอกนะ ฉันว่าจะกลับไปเรียนต่อที่กรุงเทพน่ะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดมาได้สิบกว่าปี ฉันคิดถึงและเป็ห่วงท่านพ่อมากจากกันมานานแล้ว “ เด็กสาวเชื้อเ้าถือที่โกยผงมาช่วยเพื่อนเก็บกวาดพื้นห้องจนสะอาด
ในอีกมุมหนึ่งที่ห้องน้ำของโรงเรียน
เด็กหญิงผิวขาวผมบ๊อบท่าทางนักเลงยืนจังก้าอยู่หน้าห้องน้ำโดยมีลูกสมุนเป็นักเรียนหญิงด้วยกันยืนอยู่ด้านหลังราวสามสี่คนแล้วก็สั่งให้เด็กนักเรียนอีกกลุ่มทำความสะอาดห้องน้ำอยู่
“ ขัดล้างให้สะอาดนะไม่อย่างนั้นพวกแกโดนดีแน่ แล้วห้ามไปฟ้องครูล่ะ รู้จักมั๊ยคำว่าตายน่ะพวกแกเป็รุ่นน้อง ต้องเชื่อฟังรุ่นพี่อย่างฉัน เอ้า มือน่ะล้วงเข้าไปขัดคอห่านหัวส้วมให้หมดจดนะ ที่นี่มันไม่มีแปรงขัดส้วม ก็ต้องใช้มือน่ะแหละ “พอออกคำสั่งเสร็จ หมวยผมบ๊อบก็เดินไปทางห้องพักครู พวกเด็กในห้องน้ำก็กระซิบกันว่า
“อีนังหลี่จิงจิงนี่มันทำตัวกร่างไปทั่วโรงเรียนเลยนะ เมื่อไหร่หนอจะมีคนมาปราบมันได้สักที ฉันจะกราบแทบเท้าเลยแหละ ”
ทางฝ่ายโสมสุดาเมื่อทำความสะอาดห้องพักครูเสร็จแล้ว ก็ออกจากห้องไปโดยไม่รู้ว่ามีคนแอบมองอยู่ที่มุมตึก เป็หลี่จิงจิงนั่นเอง เมื่อเห็นปลอดคนแล้วหมวยผมบ๊อบก็พาพวกเข้าไปในห้องพักครูที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จใหม่ ๆ
“ นี่แน่ะขยันกันนักใช่มั๊ย ฉันจะทำให้พวกแกโดนทำโทษ “หลี่จิงจิงเทถุงกระดาษที่บรรจุมูลฝอยซึ่งมีทั้งใบไม้ใบหญ้าและฝุ่นทรายลงพื้นห้องจนเลอะไปทั่วแล้วหยิบไม้กวาดละเลงมูลฝอยเ่าั้ก่อนวางไว้จัดฉากให้ดูเหมือนว่าพวกโสมสุดาทำงานค้างอยู่แล้วหลี่จิงจิงก็ย่องออกจากห้องไปโดยไม่มีใครเห็น
เมื่อครูผู้ดูแลตึกมาพบสภาพในห้องพักครูจึงให้เด็กไปตามพวกโสมสุดามาพบ แล้วตำหนิว่า
“พวกเธอทำเวรกันยังไงดูซิเนี่ย เลอะยังกับไก่เขี่ยอย่างนี้ ใครสั่งใครสอนเธอหา “พูดพลางก็เอาไม้เรียวฟาดใส่โสมสุดากับเพื่อนคนละป้าบสองป้าบ โสมสุดาก็แย้งว่า
“เปล่านะคะพวกหนูไม่ได้ทำเลอะ เพิ่งทำความสะอาดเสร็จไปสักครู่นี่เอง ไม่ทราบใครมาแกล้ง”
“ ไม่ต้องมาเถียงหลักฐานตำตาอย่างนี้ เช้านี้พวกเธอไม่ต้องกินข้าวประเดี๋ยวก็ไปยืนตักข้าวให้เพื่อนในโรงอาหารด้วยฉันจะแจ้งฝ่ายระเบียบการตัดคะแนนของพวกเธอ ไปได้แล้ว “
ที่พุ่มไม้ข้างนอกห้องพักครูหลี่จิงจิงกับพวกแอบซุ่มอยู่เมื่อเห็นโสมสุดาถูกครูตำหนิและลงโทษก็หัวเราะด้วยความสะใจ
ที่โรงอาหารมีโต๊ะอาหารทรงกลมแบบโต๊ะจีนวางเรียงรายกว่าสามสิบตัวโต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้ให้นั่งได้ 8 ที่ บนโต๊ะมีกับข้าวสามอย่างและโถข้าวสวยหนึ่งโถ เมื่อเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นและปลายมานั่งเต็มโต๊ะแล้ว พวกนักเรียนรุ่นพี่เป็เวรก็ตักข้าวเสริฟ
“วันนี้กับข้าวไม่น่ากินเลย เมื่อวานมีหลักซา * ของโปรดของฉันเลยวันศุกร์จะมีช่าก๋วยเตี๋ยว “ หลี่จิงจิงบ่นกับเมนูอาหารวันนี้ที่ประกอบด้วยผัดผักรวม แกงจืดเต้าหู้หมูสับ และไข่เจียว
เมื่อหม่อมหลวงบุญเหลือเดินถือโถข้าวผ่านโต๊ะสาวผมบ๊อบจอมเกเรก็แกล้งยื่นเท้าไปขวางทางเดินจนหม่อมหลวงสะดุดล้มลงโถตกพื้นข้าวกระจัดกระจาย พวกหลี่จิงจิงก็ทำไม่รู้ไม่ชี้โสมสุดาเดือดดาลที่เพื่อนถูกแกล้ง ก็จะลุกไปเอาเื่ แต่กาวิต้าดึงตัวไว้ก่อนแล้วลงไปพยุงหม่อมหลวงบุญเหลือขึ้นซิสเตอร์แอนนาครูประจำชั้นก็เดินมาดูและถามไถ่อาการ แล้วก็บอกว่าไปนั่งกินข้าวได้เดี๋ยวจะให้เพื่อนคนอื่นทำแทน จากนั้นครูแอนนาก็เดินไปคุยกับหลี่จิงจิงว่า
“ เธออีกแล้วนะ หลี่จิงจิงเมื่อไหร่จะเลิกแกล้งเพื่อนสักที ั้แ่มัธยมต้นแล้วเธอกับโสมสุดามีเื่แค้นเคืองอะไรกันนักหนานะ ไม่เลิกจองเวรกันสักที “
“ อะไรคะ หนูไม่รู้เื่หนูก็นั่งอยู่ดีดี บุญเหลือเขาล้มเอง “ หลี่จิงจิงทำหน้าเหรอหรา
“ มีอะไรกันหรือ แอนนา “ซิสเตอร์ซูซี่เดินมาที่โต๊ะอาหารของลูกศิษย์
“ อ้าว ครูซูซี่มาก็ดีแล้ว เมื่อกี้ฉันเห็นหลี่จิงจิงแกล้งขัดขาให้บุญเหลือลูกศิษย์ของฉันสะดุดล้มก็เลยมาอบรมสั่งสอนนิดหน่อย “
“ มีอะไรก็พูดกับฉันสิลูกศิษย์ฉัน ฉัน จะเป็คนดูแลเอง เธอไม่ต้องมาก้าวก่าย “ครูซูซี่แสดงท่าไม่พอใจ
“ งั้นก็ดูแลศิษย์ของเธอดีดี แล้วกัน อย่าปล่อยไปเกเรเขาจนทั่วแบบนี้ “ ครูแอนนาพูดจบก็เดินออกมา
“ เชอะทำเป็คนดีวิเศษถือว่าเป็ตัวเก็ง ศึกชิงตำแหน่งแม่อธิการคราวนี้ ฉันต้องไขว่คว้ามาให้ได้แกอย่าหวังว่าจะทำสำเร็จเลย “ ครูซูซี่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา เบา
วันนี้เป็วันเปิดเรียนวันแรกของเทอมที่หนึ่งก่อนจบมัธยมปลายอาจารย์ประจำชั้นก็ทบทวนกฎระเบียบในโรงเรียนและตารางการเรียนการสอนจากนั้นก็คัดเลือกหัวหน้าชั้นมัธยมปีที่ 6
หลี่จิงจิงได้เป็หัวหน้าห้อง1 มีครูประจำชั้นคือ ซิสเตอร์ซูซี่
โสมสุดาได้รับเลือกเป็หัวหน้าชั้นห้อง2 มีซิสเตอร์แอนนาเป็ครูประจำชั้น
หลังอาหารกลางวันซิสเตอร์แอนนาเรียกโสมสุดาไปคุยกันใต้ร่มไม้ริมสนามหญ้าของโรงเรียนเมื่อสังเกตว่าไม่มีใครแอบฟังแล้ว ครูแอนนาก็ถามโสมสุดาว่า
“ ครูถามเธอจริง ๆ เถอะระหว่างเธอกับหลี่จิงจิง เคยมีเื่ผิดใจอะไรกันมารึ ดูเขาชอบกลั่นแกล้งเธอจัง “
โสมสุดาก็เล่าความหลังให้ฟังว่า
“ ั้แ่หนูเรียนม.ศ.3แล้ว ตอนนั้นหลี่จิงจิงสนิทสนมกับนักเรียนรุ่นพี่ม.ศ.6 ชื่อ หลิวอาซ่านครูก็คงจะรู้จักอยู่นะคะ เขาเป็ผู้หญิงที่ชอบทำตัวเป็ผู้ชาย (สมัยนี้เรียกว่าทอม ) หลี่จิงจิงหลงรักอาซ่านมาก เพราะหน้าตาดี มีสาว ๆมาติดพันมากมาย แถมยังเล่นกีฬาเก่ง ผลการเรียนก็ดี แต่อาซ่านมาตามจีบหนูซึ่งหนูก็ไม่ได้คิดอะไรกับเขา ต่อมาวันหนึ่ง หนูอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำโรงเรียนอาซ่านก็ย่องมาตอนหนูกำลังหลับตาสระผม แล้วกอดหนูจากด้านหลัง เขาพยายามลวนลามลูบคลำเนื้อตัวหนู ใช้จมูกไซ้ซอกคอ หอมแก้มหนู และหลี่จิงจิงเข้าไปเห็นพอดีหล่อนโกรธมาก เข้ามากระชากผมหนูตบตี แต่อาซ่านช่วยไว้ได้ทัน นับแต่นั้นหลี่จิงจิงก็คอยหาเื่กลั่นแกล้งหนูตลอดมา จนกระทั่งหลิวอาซ่านเรียนจบม.ศ.6 ไปก็ไม่ได้เจอกับหนูอีก แต่หลี่จิงจิงก็ยังไม่ยอมรามือยังคงเห็นหนูเป็ศัตรูอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ “
ครูแอนนาได้ฟังแล้วก็กล่าวว่า
“ อืม เป็อย่างนี้นี่เองเอาล่ะ ไว้ครูจะหาทางทำให้หลี่จิงจิงกลับใจมาเป็มิตรกับเธอให้ได้ อดทนไว้นะ “
“ ค่ะขอบพระคุณมากค่ะคุณครู “ โสมสุดายกมือไหว้ซิสเตอร์แอนนา
ต่อมาวันหนึ่งโสมสุดากับเพื่อนกำลังทำเวรกวาดใบไม้บริเวณริมกำแพงรั้วติดกับป่าช้าหลังโรงเรียนหลี่จิงจิงก็พาพรรคพวกไปวิ่งแล้วแกล้งเตะกองใบไม้ที่กวาดแล้วให้กระจัดกระจายโสมสุดาก็โกรธ ต่อว่าไปทันที
“ นี่ พวกแกทำไมทำอย่างนี้ที่อื่นไม่มีให้วิ่งเหรอ มารยาทน่ะมีบ้างมั๊ย ในกมลสันดานน่ะ “
ลูกน้องของหลี่จิงจิงคนหนึ่งก็เอ่ยว่า
“ สำหรับลูกฏอย่างแกจำเป็ต้องมีมารยาทด้วยหรือ อย่าคิดนะว่าไม่มีใครรู้กำพืดของแกเลวเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูกน่ะแหละ เหอ ๆ ๆ “
โสมสุดาโกรธจัดที่โดนลบหลู่ถึงพ่อ ก็ตบหน้าคนพูดเข้าไปฉาดใหญ่
เพี้ยะ !
โอ๊ย..
เด็กคนนั้นก็ตบหน้าโสมสุดากลับคืนหลี่จิงจิงก็เข้ามาผลักอกโสมสุดาอีก โสมสุดาก็ต่อสู้แต่พวกของหลี่จิงจิงมีมากกว่าก็เข้ากลุ้มรุมทำร้ายโสมสุดากับเพื่อน ๆที่ประกอบด้วยกาวิต้าและหม่อมหลวงบุญเหลือ
ทันใดนั้น
มีผลของต้นหมากจำนวนมากไม่ทราบมาจากทิศทางใดปลิวเข้าไปโดนตัวพวกของหลี่จิงจิงจนร้องโอดโอยแล้วก็มีเสียงดังกังวานและเยือกเย็นของผู้หญิงกล่าวว่า
“ หยุดเถิดเ้าเด็กเกเรทั้งหลาย หลุมถ่านเพลิงในนรกจะรอเ้าอยู่หากยังไม่เลิกรังแกเพื่อนเช่นนี้ “
พวกหลี่จิงจิงก็มองหาผู้พูดจนทุกทิศทางแต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่าเป็ผีในป่าช้า ก็ใกลัว พากันวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
กาวิต้าและหม่อมหลวงบุญเหลือก็ช่วยพยุงโสมสุดาและเพื่อนอีกหลายคนไปห้องพยาบาลของโรงเรียนเมื่อซิสเตอร์แอนนาทราบเื่ จึงไปต่อว่าซิสเตอร์ซูซี่ แต่ซิสเตอร์ซูซี่กล่าวว่า
“ลูกศิษย์ของฉันมาบอกว่าโสมสุดาไปด่าพ่อเขาก่อน เป็ใครใครก็ต้องโกรธใช่มั๊ยั้แ่โสมสุดามาเรียนในโรงเรียนนี้ ฉันก็เห็นว่ามีแต่เื่วิวาทกับเพื่อนฉันว่าเธออบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้ดีดีกว่านี้เถอะนะเดี๋ยวจะเสียคะแนนตอนประเมินเลื่อนระดับเป็อธิการิณีนี่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนเองนะ เฮอะ ๆ ๆ “
ในยามค่ำคืนบนหอพักนักเรียน
เมื่อซิสเตอร์ตรวจเวรเห็นว่านักเรียนนอนหลับกันหมดแล้วก็ลงจากตึกไปทำวัตรในโบสถ์ พวกเด็กที่ยังไม่หลับก็พากันจับกลุ่มเล่าเื่ผีสางให้ฟังกันจริงบ้างไม่จริงบ้าง ตามแต่จินตนาการในบรรดาเื่เล่าเ่าั้ก็คือเื่ผีในป่าช้าหลังโรงเรียนนี้นั่นเองซึ่งในยามค่ำคืน บรรยากาศหลังโรงเรียนจะน่ากลัว ไม่มีใครกล้าไปย่างกรายเพราะล่ำลือกันว่าผีดุ
เด็กบางคนก็แอบไปอ่านหนังสือเรียนในห้องน้ำบางกลุ่มก็เล่นผีถ้วยแก้วในห้องน้ำ ที่ล่อแหลมกว่านั้นคือคู่นักเรียนที่เป็หญิงเล่นเพื่อน คือชอบพอเพศเดียวกันก็จะแอบเข้าไปพลอดรักกันในห้องน้ำ ซึ่งเด็กในหอก็รู้กันดี แต่ไม่กล้าไปฟ้องครูเพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันอยู่ ทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่นั่นเอง
หลายวันต่อมา
โสมสุดานั่งเรียนอยู่ในห้องเมื่อเธอหันไปมองนอกหน้าต่างก็เห็นเหมือนมีคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดคลุมยาวคล้ายกับซิสเตอร์แต่เป็สีน้ำตาลเดินอยู่หลังป่าช้า แต่เห็นไม่ถนัด เธอจึงถามซิสเตอร์แอนนาในระหว่างพักว่าคนเ่าั้เป็ใคร เข้าไปทำอะไรอยู่ในป่าช้า ครูแอนนาก็เล่าว่า
“ ที่เห็นน่ะเป็ซิสเตอร์คณะคาร์เมไลท์ ( Carmelite ) ซึ่งสืบทอดมาั้แ่สมัยาครูเสดแล้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภคนีลับหรือชีลับ เป็ซิสเตอร์ที่อุทิศตนอย่างฤาษี ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอกอยู่อย่างยากจน แต่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธามีกิจวัตรประจำวันคือรำพันภาวนาสวดอ้อนวอนเพื่อชาวโลก มีการเย็บปักเสื้อในพิธีมิสซาสำหรับบาทหลวงทำขนมปังไร้เชื้อตัดเป็ชิ้นเล็ก ๆ เพื่อใช้ในพิธีมิสซาหรือพิธีศีลมหาสนิทเรียกว่า แผ่นศีล บางครั้งก็ไปนั่งฟังผู้มาสารภาพบาปผ่านทางตู้หมุนซึ่งคู่สนทนาจะไม่เห็นหน้ากัน ชีลับเหล่านี้จะสวมชุดสีน้ำตาล มีฐานะเป็เสมือนเ้าสาวของพระเ้า “
“ แหม ดีจังเลยนะคะฟังดูแล้ว หนูยิ่งอยากจะไปพบท่านจัง “ โสมสุดาเริ่มสนใจในชีลับเ่าั้
“ไม่ค่อยมีใครได้เห็นท่านหรอก ท่านจะไม่ออกไปไหนขนาดบางท่านมีญาติเสียชีวิตยังไม่ออกไปร่วมงานศพเลยเพราะถือว่าสละชีวิตทางโลกอุทิศให้พระเ้าแล้ว เหมือนดั่งตนเองตายไปแล้วได้แต่สวดภาวนาให้แก่ญาติอยู่ภายในสำนักเท่านั้นแหละ “
ปกติแล้วนักเรียนประจำที่นี่จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ทุกวันเสาร์–อาทิตย์สิ้นเดือนเท่านั้นแต่การเยี่ยม ผู้ปกครองสามารถมาเยี่ยมได้ทุกวันอาทิตย์เวลาเที่ยงวันถึงสี่โมงเย็นเช่นเดียวกับเสาร์นี้ที่นักเรียนบ้านไกลอย่างโสมสุดากับหม่อมหลวงบุญเหลือและกาวิต้า ที่ต้องอยู่แต่ในโรงเรียนหม่อมหลวงบุญเหลือจึงชวนกาวิต้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดส่วนโสมสุดาได้รับมอบหมายจากซิสเตอร์แอนนาให้ไปรับเศษแผ่นศีลที่ซิสเตอร์จินต้า( Cinta ภาษามาเลย์ แปลว่า ความรัก )แห่งสำนักชีลับหลังป่าช้านั่นเอง
หน้าประตูทางเข้าซึ่งติดกับป่าช้านั้นมีรูปปั้นพระแม่มารีประดิษฐานอยู่ในซุ้มสไตล์โรมันพระพักตร์อันสดใสงดงามของพระแม่บ่งบอกความเมตตาต่อทุกคนโสมสุดาเดินเข้าไปตามทางลูกรังผ่านต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายสองข้างทางที่ยังเป็ป่ารกทึบ
เมื่อเห็นอาคารสำนักแม่ชีลับอยู่เบื้องหน้าระยะห่างราวห้าสิบเมตรนั้นกิ่งไม้ของต้นฉำฉาใหญ่หักดังแครก หล่นลงมาตรงหัวของสาวน้อยพอดีหล่อนใทำอะไรไม่ถูก ยืนตะลึงอยู่
ฉับพลันก็มีผู้โฉบเข้าคว้าตัวเธอหลบไปยืนห่างจากจุดเดิมราวสามสิบเมตร
เมื่อหายตะลึงโสมสุดาก็เห็นว่าผู้มาช่วยเธอคือซิสเตอร์ในชุดสีน้ำตาลคนหนึ่งยังเป็สาวอายุราวยี่สิบต้น ๆ ใบหน้างดงามสะอาดหมดจด เปี่ยมด้วยแววแห่งความกรุณา
“ หนูมาหาฉันใช่ไหมฉันคือซิสเตอร์จินต้า “ แม่ชีลับเอ่ยถาม
“ ใช่ค่ะซิสเตอร์แอนนาให้หนูมารับเศษแผ่นศีลค่ะ “
“ เข้าไปนั่งในบ้านก่อนสิฉันจะไปหยิบให้ “
เมื่อซิสเตอร์จินต้าเข้าไปหยิบเศษขนมปังห่อใหญ่มาให้แล้วโสมสุดาก็ถามว่า
“ เมื่อสักครู่นี้คุณแม่ช่วยหนูให้พ้นภัยด้วยวิชาหรือเวทมนต์อันใดหรือคะ ช่างพิสดารจริง ๆ “
แม่ชีจินต้าหัวเราะเบา ๆยิ้มที่มุมปากแล้วว่า
“ ไม่ใช่เวทมนต์หรอกเป็วิชาปันจักสีลัตขั้นที่ 7 ซึ่งแม่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษผู้เคยเป็ขุนนางของเ้าชายปรเมศวร แห่งอาณาจักรมัชปาหิตซึ่งลี้ภัยไปสร้างเมืองมะละกาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14วิชานี้จะถ่ายทอดให้เฉพาะคนในตระกูลเท่านั้น ไม่ถ่ายทอดให้บุคคลภายนอกด้วยเหตุนี้สำนักต่าง ๆที่สอนวิชาปันจักสีลัตจึงเข้าใจว่าวิชานี้มีระดับฝีมือเพียงแค่ 6 ระดับ ได้แก่
1.ระดับ Mengetahvi Seni เป็ระดับที่รู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว่ลีลา ศิลปะการตอบโต้
2.ระดับ Budaya Seni เป็ระดับการเรียนรู้วิถีชีวิตและคำสั่งการพร้อมการเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัว Silat
3.ระดับ Bangsa Seni เป็ระดับการศึกษาเชิงลึกของศิลปะการป้องกันตัวและภูมิหลังของศิลปะการป้องกันตัว Silat
4.ระดับ Budi Pekerti Seni เป็ระดับการเรียนรู้เข้าใจกฏระเบียบ และหลักเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silat
5.ระดับ Jiwa Seni เป็ระดับสร้างจิตสำนึกในศิลปะการป้องกันตัวSilat และศึกษาความเร้นลับของศิลปะการป้องกันตัว Silat
6.ระดับ Alam Seni เป็ระดับการเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัวSilat และสร้างหรือรักษากฏเกณฑ์ของศิลปะการป้องกันตัว Silatให้อยู่ในจิติญญาของนักศิลปะการป้องกันตัวSilat ทุกคน
หารู้ไม่ว่ายังมีวิชาระดับ 7 เรียกว่า Gaya bebas Seni แปลว่า ระดับไร้รูปลักษณ์เคลื่อนไหวไปมารวดเร็ว ไร้ร่องรอย อย่างคราวที่หนูถูกรุมรังแกที่ริมรั้วใกล้ป่าช้าแม่ก็ใช้วิชานี้แหละช่วยหนู ซัดผลหมากใส่พวกเด็กเกเรเ่าั้จนหนีไปยังไงล่ะ “
โสมสุดานั่งฟังจนอ้าปากค้างแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า
“ โห น่าสนใจจังเลยค่ะแต่น่าเสียดายที่หนูไม่ใช่ลูกหลานของคุณแม่นะคะ หนูอยากเรียนวิชานี้จังเลยค่ะ “
“คงเป็พระประสงค์ของพระเ้า จึงนำพาให้หนูมาพบกับแม่ถึงแม้หนูจะไม่ใช่สายเืของแม่ แต่แม่มั่นใจว่าหนูเป็คนดีดังนั้นแม่จะถ่ายทอดวิชาให้หนู เท่าที่หนูจะเรียนรู้ได้ถึงขั้นไหนแต่หนูต้องยอมรับเงื่อนไขของแม่ก่อน แม่จึงจะถ่ายทอดให้ได้ ”
“ เงื่อนไขอะไรหรือคะ “
“ ข้อแรกหนูต้องกราบเป็ลูกบุญธรรมของแม่ก่อน “
“หนูยินดีกราบแม่ด้วยความเต็มใจค่ะ “ โสมสุดายิ้มรับด้วยความเบิกบาน
“ ข้อสองห้ามนำวิชาไปถ่ายทอดให้บุคคลที่ไม่ใช่บุตรหลานเด็ดขาด “
“ ค่ะหนูจะปฏิบัติตามข้อห้ามค่ะ “
“ ข้อสามห้ามนำวิชานี้ไปฆ่าคนเด็ดขาด “
“ เอ่อแล้วถ้าเราไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่ต้องป้องกันตัวล่ะคะ “
“ ตัวเธอก็ย่อมรู้ดีว่าเจตนาฆ่าหรือไม่ ตกลงยอมรับหรือไม่ “ แม่ชีสาวเริ่มมีเสียงเข้ม
“ ค่ะ ยอมรับค่ะ “ โสมสุดาคุกเข่าลงก้มกราบ
“ ดีมากถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มเรียนพื้นฐานกันก่อนเลย “
จากนั้น แม่จินดาหรือซิสเตอร์จินต้า ก็จัดชุดเสื้อผ้าสำหรับฝึกสีลัตให้โสมสุดา เป็เสื้อแขนยาวหลวมๆ กับกางเกงแบบจีน พันรอบเอวด้วยผ้าโสร่งมีสายรัด โพกศีรษะด้วยผ้าปักสวยงามส่วนท่าทางการฝึกเริ่มแรกก็ให้ฝึกหยั่งรากในท่าคันธนูคือก้าวขาไปข้างหน้าข้างหนึ่ง แล้วทิ้งน้ำหนักตัวไว้อีกข้าง ยกมือในท่าดีดพิณเป็ท่าตั้งการ์ดเตรียมพร้อมต่อสู้ ซึ่งท่านี้ยังเป็ท่าพื้นฐานในมวยไท้เก๊กด้วยต่อมาก็ฝึกการก้าวเท้าสลับไปมา ถ่ายเทน้ำหนักไปซ้ายขวาจนเกิดความคล่องตัวสัปดาห์ต่อมาจึงสอนจุดสำคัญต่าง ๆ บนร่างกาย และจุดตายซึ่งเราใช้โจมตีศัตรูส่วนมากจะเป็บริเวณข้อต่อต่าง ๆ ของแขนขา อันประกอบด้วยเส้นเอ็นและเส้นเืถ้าหากใช้มีดสั้นหรือกริชเชือดเฉือนบริเวณเหล่านี้ศัตรูก็จะเคลื่อนไหวไม่สะดวกและล้มลง
เพียงเวลาสองเดือนกว่าโสมสุดาก็ฝึกปันจักสีลัตสำเร็จในขั้นที่ 4และคุณแม่จินดายังย้ำเตือนให้ลูกสาวบุญธรรมคนนี้ทบทวนคำมั่นที่ให้ไว้ว่าจะไม่นำวิชานี้ไปฆ่าใครหรือก่อเื่เดือดร้อนใครก่อน
ต่อมาวันหนึ่งเป็เวรของหม่อมหลวงบุญเหลือต้องเสริฟกับข้าวให้เพื่อน ๆ ในโรงอาหารเมื่อเดินมาถึงระหว่างโต๊ะของโสมสุดากับโต๊ะของหลี่จิงจิงสาวผมบ๊อบก็คิดจะกลั่นแกล้งเช่นเดิมโดยลุกขึ้นยืนเบียดจนถาดอาหารที่หม่อมหลวงบุญเหลือถืออยู่เบี่ยงเบนทำท่าจะหล่นแต่โสมสุดาใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาประคองแขนของคุณบุญเหลือไว้แล้วสะท้อนพลังกลับคืนจนน้ำแกงกระฉอกเข้าใส่หน้าของหลี่จิงจิงจนเปรอะเปื้อนคุณบุญแหลือกล่าวขอโทษ แต่หลี่จิงจิงหัวเสียมาก ทำท่าจะทำร้ายคุณบุญเหลือโสมสุดาจึงยื่นมือเข้าใต้โต๊ะอาหารแล้วดีดเมล็ดบ๊วยใส่ท้องน้อยของหลี่จิงจิงจนจุก จอมเกเรนั่งลงคลำท้องของตนโดยไม่รู้ว่าใครโจมตี
จากนั้นมาถ้าหากโสมสุดาเห็นหลี่จิงจิงรังแกนักเรียนคนไหนเธอก็จะหาทางแกล้งหลี่จิงจิงกลับคืนเช่นดีดเมล็ดบ๊วยเข้าใส่รังมดแดงบนต้นมะม่วงให้หล่นใส่หัวหลี่จิงจิงกับพวก เหตุที่ใช้เมล็ดบ๊วยเพราะโสมสุดาชอบซื้อมาอมอยู่เป็ประจำ และพกพาง่ายโดยไม่มีใครผิดสังเกต
บรรดานักเรียนที่เคยตกเป็เหยื่อความรุนแรงของหลี่จิงจิงก็พากันแปลกใจและซักถามกันว่า บุคคลลึกลับที่ช่วยปราบหลี่จิงจิงเป็ใครกัน
“ถ้าฉันรู้ว่าเป็ใครที่ช่วยพวกเราปราบนังตัวร้ายนั่นฉันจะจุมพิตให้ซักหนึ่งทีเลยหละ “
“ นั่นนะสิแต่ทำไมเขาไม่เปิดเผยตัวตนนะ “
ขณะเดียวกันที่กระดานข่าวหน้าอาคารเรียน ก็มีคณะซิสเตอร์และนักเรียนมามุงดูกันเต็ม
“นี่มันรูปซิสเตอร์แอนนานี่นะ ทำไมยืนคุยกับผู้ชายสองต่อสอง มีส่งยิ้มให้กันด้วยสิน่าบัดสีจังนะเธอ “
“ นั่นสิปกติในโรงเรียนเราก็ไม่เห็นมีผู้ชายเข้ามา นี่ต้องแอบไปนัดเจอกันข้างนอกแน่เลย “พวกซิสเตอร์ซูซี่กล่าวเสริมให้ดูแย่มากเข้าไปอีก
“ หน้าตาก็ดี ผลงานก็เด่นกำลังเป็ตัวเก็งชิงตำแหน่งแม่อธิการอยู่เชียวคราวนี้ต้องเสียคะแนนไปเยอะเลยแหละเธอ เสียดายเนอะ ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย “
ข่าวลือเื่ซิสเตอร์แอนนาแอบคบหากับผู้ชายระบาดออกไปถึงนอกโรงเรียนร้อนถึงผู้บริหารโรงเรียนต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง
“ฉันให้เวลาเธอหนึ่งสัปดาห์ ถ้ายังหาพยานหลักฐานมาแก้ข้อกล่าวหาไม่ได้คงต้องตัดรายชื่อเธอออกจากผู้สมัครชิงตำแหน่งอธิการิณีแน่นอน “
“ ค่ะ ดิฉันจะพยายาม “ซิสเตอร์แอนนากล่าวด้วยความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน
หลายวันต่อมาตาแป๊ะเข็นรถขายฝรั่งดองและบ๊วยเค็มต่าง ๆ ก็มาจอดขายริมรั้วข้างโรงเรียนตามปกติโสมสุดาก็เอารูปภาพชายที่ยืนคุยกับครูแอนนาให้ตาแป๊ะดู
“ อาแปะ ขายของแถวนี้เคยเห็นผู้ชายในรูปนี้มั๊ย “
ตาแป๊ะดูแล้ว ก็หัวเราะร่ากล่าวว่า
“ ฮ่าฮ่าทำไมอั๊วจะไม่รู้จัก อีเป็ลูกชายของอั๊วเอง ชื่ออาเธอร์ แซ่ฉั่วเป็อาจารย์สอนโรงเรียนชายล้วนใกล้ ๆ นี่แหละ ปกติอีจะมาวิ่งออกกำลังตอนเย็น ๆแถวหน้าโรงเรียนลื้อนี่แหละ ถามทำไมเหรอ “
โสมสุดาก็เล่าเื่ข่าวลือทั้งหมดให้ฟังตาแป๊ะก็รับปากว่าจะไปบอกให้ลูกชายมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้
วันรุ่งขึ้น ครูอาเธอร์ก็มาที่โรงเรียนเซนต์มารีอา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแก้ข้อกล่าวหาให้ซิสเตอร์แอนนาจนผู้บริหารโรงเรียนเข้าใจ ว่าตนเพียงวิ่งออกกำลังผ่านมาเห็นซิสเตอร์แอนนายืนคุมเด็กนักเรียนถางหญ้าหน้าโรงเรียนก็กล่าวทักทายกันตามธรรมดา ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น
“ดิฉันต้องขอบคุณอาจารย์มากนะคะ ที่ช่วยแก้ข้อกล่าวหาให้ดิฉัน ไม่อย่างนั้นคงแย่แน่ๆ แต่อาจารย์ทราบได้อย่างไรคะว่าเกิดเื่ในโรงเรียนของดิฉัน “ ครูแอนนากล่าวขอบคุณครูอาเธอร์
“ อ๋อ ไม่เป็ไรครับพอดีว่าคุณพ่อผมแกมาเข็นรถขายของแถวนี้ แล้วลูกศิษย์ของซิสเตอร์ที่ไว้ผมเปีย ตาโตๆ ดูเหมือนจะชื่อเสี่ยวเยี่ยนหรืออะไรนี่แหละ เป็คนบอกคุณพ่อผมแกเห็นรูปถ่ายก็รู้ว่าเป็ผม เลยไปบอกที่บ้าน ผมทราบเื่ก็ร้อนใจมากจึงรีบมาชี้แจงนี่แหละ งั้นผมขอตัวลากลับก่อนนะครับ “
“ ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะขอพระเ้าอวยพระพรค่ะ “
หลังจากนั้นผู้บริหารโรงเรียนก็เรียกซิสเตอร์แอนนาไปพบ เพื่อซักถามว่ามือลึกลับที่นำภาพถ่ายมาติดไว้เป็ใคร และมีจุดประสงค์อะไร
“ดิฉันก็ไม่ทราบว่าเป็ใคร นำมาติดไว้ั้แ่เมื่อไหร่แต่เชื่อว่าต้องไม่ประสงค์ดีต่อดิฉันแน่ ๆคงเป็ผู้ที่เสียผลประโยชน์หากดิฉันได้รับตำแหน่งอธิการิณีแน่นอนค่ะ “ซิสเตอร์แอนนากล่าวจบ ก็หันไปมองซิสเตอร์ซูซี่
“ อะไร ฉันไม่เกี่ยวนะทำไมมองฉันแบบนั้น “ ครูซูซี่ร้อนตัว รีบเดินออกจากห้องไป
ในบ่ายวันอาทิตย์ปลายเดือน
อากง อาม่า และญาติ ๆของโสมสุดาเดินทางมาจากเมืองกันตัง ประเทศสยามเพื่อเยี่ยมเยี่ยนหลานสาวที่ห้องรับรองหน้าโรงเรียน
“ เสี่ยวเยี่ยนหลานอยู่ทางนี้เป็อย่างไรบ้าง คงไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านเรา ก็อดทนเอานะอีกปีเดียวก็จบมัธยมแล้ว “ อาผู้ชายของโสมสุดาเรียกเธอด้วยชื่อภาษาจีน
“ ก็พออยู่ได้ค่ะ อาเจ๊กแล้วทางกันตังเป็อย่างไรกันบ้าง หนูไม่ได้กลับไปหลายปีแล้ว “ โสมสุดากล่าว
“ พวกเราก็สบายกันดีแต่ก็แก่ลงไปทุกวัน เฝ้ารอดูหลานเป็ฝั่งเป็ฝามีครอบครัวแล้วก็คงหายห่วงละนะ “
โสมสุดาได้ฟังอาหญิงพูดเื่มีครอบครัวก็หน้าแดงตอบว่า
“ แหม อาโกวก็พูดไปหนูเพิ่งอายุ 17 จะให้รีบแต่งงานไปไหน “
โสมสุดาเห็นเพื่อน ๆคนอื่น มีพ่อแม่มาเยี่ยม ก็พลันนึกถึงพ่อแม่ของตนขึ้นมา
“ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่ก็ดีสินะคะ “
“แม่ของหนูเขาไปดีแล้วแหละ นี่ก็เกือบสี่ปีแล้วป่านนี้ท่านคงไปเป็นางฟ้าอยู่บน์นะ “ อาโกวกล่าวปลอบใจหลาน
“ ชื่อของลื้อคือเติ้งเสี่ยวเยี่ยน รู้มั๊ยทำไมพ่อลื้อถึงตั้งชื่อนี้ให้ “ เ้าสัวเติ้งเซ่งชวนผู้เป็อากงหรือคุณปู่ถามโสมสุดา
“ รู้ค่ะคุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า เสี่ยวเยี่ยน หมายถึง นกนางแอ่นตัวน้อยที่คุณพ่อตั้งชื่อนี้ให้ เพื่อให้หนูมีความอดทนสู้ชีวิตเหมือนนกนางแอ่นที่ขยันทำรังและขยันหากิน ทั้งยังรักในถิ่นฐานของตนด้วย “
“ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นหลานสาวของอากง ต้องไม่หลั่งน้ำตาง่าย ๆ จำไว้นะ เสี่ยวเยี่ยน “ อากงย้ำ
“ ค่ะ หนูจะจดจำไว้ค่ะอากง “
หลังจากญาติ ๆ กลับไปแล้วเสี่ยวเยี่ยนหรือโสมสุดา ก็ไปหาคุณแม่จินดาของเธอที่สำนักชีลับอันเปรียบเสมือนบ้านแห่งที่สองของหล่อน
“ คุณแม่คะคุณแม่จะโกรธหนูมั๊ย ถ้าหนูจะถามอะไรสักอย่าง “เสี่ยวเยี่ยนเอ่ยถามขณะกำลังช่วยแม่ชีตัดแผ่นขนมปังไร้เชื้อ
“ ถามอะไรหรือ ว่ามาสิ “
“ หนูอยากรู้จังว่าซิสเตอร์แต่ละท่าน ตัดสินใจมาบวชเพราะอะไรคะ “
“ อ๋อบางท่านเคยมีครอบครัวมาแล้ว ได้เห็นความแปรปรวนทางโลกแล้วก็เลยเบื่อบางท่านผิดหวังในชีวิต บางท่านมาบวชเพราะได้เห็นต้นแบบของซิสเตอร์ท่านอื่นจึงเป็แรงจูงใจให้มาบวช บ้างก็อกหักผิดหวังในความรัก ที่นี้หายสงสัยหรือยังล่ะ “
“ แล้วคุณแม่ละคะมาบวชเพราะอะไร คุณแม่เคยมีความรักมั๊ยคะ “
ซิสเตอร์จินดาได้ฟังคำถามก็หยิกแก้มยุ้ยของโสมสุดาเบา ๆ ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า
“ แม่น่ะเมื่อยี่สิบปีก่อน สมัยยังเป็ฆราวาส เคยรักกับผู้ชายบ้านเดียวกันที่ปีนังนี่แหละแต่พ่อแม่ของเราทั้งสองฝ่ายกีดกันไม่ให้เราแต่งงานกันแม่กับคนรักจึงตกลงกันว่าต่างฝ่ายต่างจะออกบวชในศาสนาของตนฝ่ายชายเขาไปบวชเป็พระภิกษุในศาสนาพุทธอยู่ที่ไทรบุรี ( ปัจจุบันคือ รัฐเคดะห์ประเทศมาเลเซีย ) จนเดี๋ยวนี้ยังไม่สึก ส่วนแม่ก็บวชเป็ชีลับนี่แหละ “ ซิสเตอร์ในวัยสี่สิบเศษแต่ดูราวกับสาวรุ่นเล่าความหลังให้ฟัง
“ โหแล้วไม่ทรมานจิตใจแย่หรือคะ “ เสี่ยวเยี่ยนรู้สึกะเืใจแทน
“ คนรักกันบางทีก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ด้วยกันหรอกนะ เราสองคนถือว่าตัวเองได้ตายไปแล้วทางโลกและเกิดใหม่ในโลกแห่งธรรมสร้างความรักที่บริสุทธิ์สะอาดให้ปกคลุมไปทั่วทั้งโลกแทนยังไงล่ะ “
เดือนต่อมา
ทางโรงเรียนเซนต์มารีอาได้ส่งคณะนักเรียนอันประกอบด้วยโสมสุดา , กาวิต้า , ม.ล.บุญเหลือ , หลี่จิงจิง ซาฟริร่า และ ไลลา รวม 6 คนไปแสดงระบำตารีกีปัส หรือ ระบำพัดในงานแข่งขันบาสเก็ตบอลชิงแชมป์เครือจักรภพอังกฤษ ณ โรงยิมของโรงเรียน Penang Free School เป็โอกาสที่มีไม่บ่อยนักในการได้ออกมานอกรั้วโรงเรียนของนักเรียนประจำเหล่านี้
กว่าจะไปถึงโรงเรียนปีนังฟรีสคูลการแข่งขันก็เข้าสู่ควอเตอร์ที่สองแล้วเป็รอบชิงแชมป์ระหว่างทีมมหาวิทยาลัยนิวสิงคโปร์หรือ NSU ( New Singapore University ) กับทีมมหาวิทยาลัยแห่งมะลายาหรือ UM ( University of Malaya ) ในควอเตอร์แรก ทีม NSUนำอยู่ 38 – 35 มีหลี่หงหมิน เป็มือชู้ต และในควอเตอร์ที่สองนี้ทางฝ่ายมะลายาแก้เกมตีตื้นขึ้นมาได้ 47-45 จนหมดเวลา พักครึ่ง 15 นาทีก็เป็่เวลาที่นักเรียนจากเซนต์มารีอาต้องขึ้นแสดงบนเวที
ทันทีที่ระบำตารีกีปัสเริ่มแสดงเด็กหนุ่ม ๆ ทั้งสนามก็ผิวปากโห่ฮิ้วแซวสาว ๆนักแสดงด้วยพึงใจในความสวยน่ารักของพวกเธอ ที่วันนี้ดูสวยเป็พิเศษ แต่งหน้าทาปากเกล้าผมประดับด้วยดอกไม้ทอง สวมเสื้อบันดงโปร่งบางเข้ารูปแขนยาว ผ่าอกตลอดยาวคลุมสะโพก ปักฉลุลวดลายที่ชายเสื้ออย่างสวยงาม นุ่งผ้าซอเก๊ะพับทบจีบทางด้านขวาคาดเข็มขัดทอง ถือพัดไม้ฉลุลายประดับด้วยผ้าสีฟ้าและสีทองดูหรูหราคลอเคล้าด้วยเสียงกลองรำมะนา ฆ้อง ไวโอลินให้บรรยากาศของดินแดนมลายูอันขรึมขลังและชวนฝัน
คณะครูอาจารย์ที่คุมนักเรียนมาก็กล่าวชื่นชมในความสวยงามของการแสดงชุดนี้ว่า
“ไม่เสียแรงที่จ้างครูจากปัตตานีมาสอนนะ แสดงได้ดีจริง ๆ ”
หลี่หงหมินชายหนุ่มรูปงามผู้มีความสูงราว 180 เิเ ผิวขาว ตาโต จมูกโด่ง คิ้วหนาแถมสีหน้าออกจะกวน ๆ ชวนหาเื่ก็สะดุดตาในตัวโสมสุดาซึ่งยืนอยู่หน้าสุดของคณะระบำถึงกับเดินจากข้างสนามบาสไปยืนจังก้ามองดูสาวงามตาโตที่ร่ายรำอยู่บนเวทีพลางคิดอยู่ในใจว่าจะหาหนทางทำความรู้จักกับเพื่อนของน้องสาวตนเองนี้ได้อย่างไรโสมสุดาก็แอบมองดูเขาเช่นกัน ในยามนั้น หล่อนรู้สึกไม่ถูกชะตากับเขาเลย และไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกับที่มาว่าเขาเป็ใครด้วยเพียงแต่รู้ว่าพี่ชายของจิงจิงก็อยู่ทีมนี้
เมื่อแสดงจบก็ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั้งสนามบรรดานักแสดงก็เข้าไปนั่งพักอยู่ข้างสนาม เพราะต้องรอร่วมพิธีปิดการแข่งขันด้วย
ในควอเตอร์ที่สามทีมสิงคโปร์เปิดเกมรุก ด้วยทีมเวอร์คที่ดี มีการประสานพาสส่งลูกไปมาจนทีมมลายูคาดเดาเกมได้ยาก
หลี่จิงจิงก็สะกิดให้เพื่อนคนหนึ่งดู มือชู้ตของทีมสิงคโปร์
“ไต้ไต้ นั่นไงเล่าคนที่สวมเสื้อหมายเลข 5 นั่น พี่ชายของฉัน ชื่อหลี่หงหมินเป็หัวหน้าทีมและมือชู้ตของทีมสิงคโปร์ ”
เสี่ยวเยี่ยนมองตามมือคู่ปรับที่ชี้ก็นึกในใจว่า
“ อีตาหมอนี่เองหรือเมื่อกี้มายืนจ้องมองเราอย่างกับไม่เคยเห็นผู้หญิง นิสัยประหลาดไม่แพ้น้องสาวเลย ”
คะแนนของฝ่ายสิงคโปร์จึงนำหน้าไปเป็68-59 จนเมื่อเข้าควอเตอร์ที่สี่ ทีมมลายูเริ่มลนลานพยายามชู้ตลูกใต้แป้นแต่ก็พลาดอยู่บ่อยครั้งและยังฟลาวจากการกระแทกตัวฝ่ายสิงคโปร์ ในที่สุดทีมสิงคโปร์ก็ชนะไปด้วยคะแนน 76-67
ขณะที่รอรับถ้วยรางวัลอยู่นั้นบรรดากองเชียร์ของทีมมะลายาก็ไม่พอใจในการตัดสินวิ่งกรูเข้ามารุมล้อมกองเชียร์ทีมสิงคโปร์ จนเกิดการโต้เถียงชกต่อยขึ้นหลี่หงหมินหัวหน้าทีมสิงคโปร์ก็พยายามจะเข้าไปห้ามแต่ฝ่ายตรงข้ามก็ชักมีดออกมาแทงใส่ หลี่หงหมินเบี่ยงตัวหลบและจับแขนของผู้แทงไว้เกิดการยื้อแย่งมีดกันจนพลาดไปบาดแขนหลี่หงหมินเืออกเขาใช้มืออีกข้างกุมาแไว้ คนร้ายก็เงื้อมีดจะแทงซ้ำเข้าที่คอของเขาโสมสุดาซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็ขว้างพัดที่ใช้ในการแสดงพุ่งไปโดนมีดในมือของคนร้ายหลุดกระเด็นไปแต่คนร้ายยังไม่ยอมหยุด หล่อนจึงใช้วิชาปันจักสีลัตที่เรียนมาล้มมือมีดจนนอนกองอยู่กับพื้นภายในท่าเดียว แพทย์สนามมาตรวจแล้วพบว่าคนร้ายรายนี้กระดูกแขนขาหัก ต้องใส่เปลหามออกไป
“ เป็อย่างไรบ้างเืคุณออกเยอะเลย เอาผ้าเช็ดหน้านี่ปิดแผลไว้ก่อน ”โสมสุดาช่วยปฐมพยาบาลให้หลี่หงหมิน หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนสงบลงแล้ว
“ ขอบใจนะทำไมเธอถึงมาช่วยพี่ล่ะ ไม่กลัวอันตรายหรือ ” ชายหนุ่มรูปงามปานเทพบุตรกล่าวขอบคุณเพื่อนของน้องสาว พร้อมกับจ้องมองใบหน้าอันสวยหวานของสาวน้อยโสมสุดาสบตาเขาแล้วก็รีบก้มหลบสายตาด้วยความขวยเขิน และตอบว่า
“ฉันทนเห็นคนร้ายซ้ำเดิมคนทีเผลอไม่ได้ มันไม่สมเป็ลูกผู้ชายเลย ขี้แพ้ชวนตีจริง ๆ” หมวยั์ตาแขกตอบขณะที่ช่วยขมวดปมผ้าเช็ดหน้าที่พันแขนคนเจ็บ
“ นี่เธอ พอแล้วเดี๋ยวเป็หน้าที่ฉันดูแลเขาเอง ”สาวจีนหน้าตาแฉล้มแต่งตัวทันสมัยเข้ามายืนเกาะแขนหลี่หงหมินไว้ พลางสายตาก็มองค้อนโสมสุดา
“ ถิงถิง อย่าเสียมารยาทสิน้องเขาอุตส่าห์ช่วยชีวิตพี่นะ ” หลี่หงหมินกล่าว
“ พี่ใหญ่ รถพยาบาลรออยู่ไปทำแผลที่โรงพยาบาลเถอะค่ะ อย่าเสียเวลาเลย ”หลี่จิงจิงดึงตัวพี่ชายออกไปพร้อมกับสาวที่ชื่อถิงถิงก็เดินตามไปด้วย
หลายวันต่อมาที่มุมหนึ่งในสวนดอกไม้ภายในโรงเรียน
โสมสุดานั่งอ่านหนังสืออยู่หลังพุ่มไม้อันร่มรื่นสักพักก็ได้ยินเสียงผู้หญิงทุ่มเถียงกันด้วยเื่อะไรสักอย่าง
“ ซูซี่ไหนเธอบอกว่าจะแบ่งให้ฉันแบบแฟร์ ๆ ไงล่ะ ทำไมให้ฉันน้อยแบบนี้ ฉันไม่ยอมนะเดี๋ยวจะแฉให้รู้หมดทั้งโรงเรียนหรอกว่าเธอทุจริตจัดซื้อวัสดุเครื่องเขียนของโรงเรียน แถมยักยอกเงินไปใช้ “
“ แหม อย่าเสียงดังไปสิก็ฉันต้องแบ่งให้ร้านค้าที่ออกใบเสร็จปลอมให้เราส่วนหนึ่งไหนจะต้องส่งส่วยให้ผู้ใหญ่เบื้องบนอีก มันมีคนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตัวหารเยอะก็เหลือแบ่งกันน้อยนะสิ ใจเย็น ๆ นะ พอลล่า ”
“ ไม่รู้ละยังไงก็เอามาให้ฉันอีกหมื่นเหรียญ ไม่งั้นมีเื่แน่ ไปหละนะ ” พอลล่าเ้าหน้าที่การเงินคาดคั้นเอากับซิสเตอร์ซูซี่ให้ได้
เมื่อครูซูซี่กับพอลล่าไปแล้วโสมสุดา จึงรีบนำความไปบอกซิสเตอร์แอนนา ครูแอนนาก็บอกว่า
“ ขอบใจเธอมากแต่เรายังไม่มีหลักฐานที่แ่า อย่าเพิ่งไปบอกใครนะ รอให้สืบหาหลักฐานก่อน ”
“ ให้หนูช่วยสืบได้ไหมคะหนูคิดว่าหลักฐานส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่อาจารย์พอลล่าซึ่งรับผิดชอบการเงินของโรงเรียนน่าจะเริ่มจากจุดนี้ก่อนนะคะ”
“ เธอแน่ใจหรือจะให้พลาดไม่ได้นะ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ครูจะแสร้งให้เธอมาช่วยงานเอกสารที่ห้องพักครูทางหอพักจะได้ไม่สงสัยว่าเธอหายไปไหน รอจนดึกหน่อยค่อยให้เธอย่องเข้าไปที่ห้องการเงิน ”
“ มั่นใจเถอะค่ะหนูจะทำให้ได้ ” สาวน้อยผมเปียรับคำมั่นเหมาะ
คืนนั้นเมื่อเห็นว่าทางสะดวกปลอดคนดีแล้วโสมสุดาก็ลอบเข้าไปในห้องการเงินด้วยกุญแจสำรองที่ครูแอนนาแอบปั๊มไว้เพื่อค้นหาสมุดบัญชีวัสดุของโรงเรียน เมื่อพบแล้วก็นำไปให้ครูแอนนาดูครูก็ทำการถ่ายภาพไว้ จากนั้นก็ให้สาวน้อยนำไปเก็บที่เดิม รออีกสามวันต่อมา เมื่อนำฟิลม์ไปล้างอัดภาพเสร็จแล้วครูแอนนาก็นำภาพถ่ายเอกสารหลักฐานทางบัญชีให้ผู้บริหารของโรงเรียนดู
“วัสดุของจริงกับในใบจัดซื้อทำไมสเป๊คไม่ตรงกันล่ะ ราคาก็แพงเกินกว่าท้องตลาดดูไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว ต้องตั้งกรรมการสอบสองคนนี้โดยด่วน ”ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกล่าว
ต่อมาทางโรงเรียนก็ประสานทางตำรวจไปสอบสวนร้านค้าที่ร่วมมือกับพอลล่าจนรับสารภาพว่าขายของสเปคต่ำแต่ราคาสูงจริงและบอกว่าครูซูซี่กับพอลล่าเป็ตัวการสำคัญเมื่อทางโรงเรียนนำหลักฐานไปคาดคั้นกับครูซูซี่และพรรคพวก หล่อนถึงกับหน้าถอดสียอมรับสารภาพว่ากระทำทุจริตจริง
“ ดิฉันผิดไปแล้วขอโอกาสให้กลับตัวด้วยเถอะค่ะ อย่าดำเนินคดีเลยนะ จะตัดเงินเดือนฉันก็ได้ ”ครูซูซี่วิงวอน ขณะที่พอลล่าก็ได้แต่นั่งร้องไห้
“ เอาล่ะเราคงต้องรอมติที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการโรงเรียนพิจารณาก่อนนะประมาณสองวันนี้คงรู้ ”
สองวันต่อมามติที่ประชุมออกมาเห็นควรให้ไล่ครูซูซี่กับพอลล่าออกจากตำแหน่งและส่งเื่ดำเนินคดีทางแพ่งต่อไปฝ่ายครูซูซี่ก็ผูกใจเจ็บ และหาทางแก้แค้นอย่างเงียบ ๆ
“ เจ็บใจนัก คอยดูเถอะฉันต้องเอาคืนพวกแกอย่างสาสม ”
สัปดาห์ต่อมา
ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมค่ายแรลลี่ที่เชิงเขาปีนังฮิลล์อันตั้งตระหง่านอยู่กลางเกาะหมากนี้นักเรียนหญิงร่วมสองร้อยคน แต่มีตำรวจคุ้มกันเพียงสองนายเมื่อทุกคนกางเต็นท์กันเสร็จแล้ว ก็ออกไปทำภารกิจเดินป่าตามที่รับมอบหมายกลุ่มของครูแอนนา ซึ่งมีโสมสุดา หลี่จิงจิง และเพื่อนรวมกัน 20 คนแยกออกมาทางหนึ่งใกล้กับยอดเขา ก็แวะดูทิวทัศน์ของเมืองจอร์จทาวน์เห็นทะเลเป็สีน้ำเงินสวยงาม ไม่ทันไรก็มีเมฆฝนดำทะมืนมาถึงทั้งครูและนักเรียนก็วิ่งไปหาที่หลบฝนในบ้านร้างซึ่งเป็บ้านพักเก่าของเ้าหน้าที่อุทยาน
เมื่อฝนหยุดแล้วขณะที่กำลังจะออกจากบ้านร้างนั้นนั่นเอง ก็ปรากฏชายฉกรรจ์สี่ห้าคนยืนขวางหน้าประตูไว้ แล้วเข้ามารุมล้อมครูแอนนากับนักเรียนไว้คนที่เป็หัวหน้าก็สั่งว่า
“ จับมัดไว้ให้หมดอย่าให้หนีไปได้ ใครขัดขืนยิงทิ้งทันที ”
“ พวกแก้าอะไรอย่าทำอะไรเด็ก ๆ นะ ” ครูแอนนากล่าวขณะถูกจับมัดมือไพล่หลัง
“ ไม่ต้องพูดมาก เฮ้ยเอาพวกมันไปกองรวม ๆ กันไว้ เด๋วจะได้เผาไปพร้อมบ้านหลังนี้เลย ”
เด็ก ๆ ก็ใกลัวกันมากเมื่อได้ยินว่าจะถูกเผา พากันหวีดร้องเป็ที่น่าเวทนา
หัวหน้าโจรเห็นหลี่จิงจิงรูปร่างดีแถมผิวขาวแบบสาวหมวย ก็เข้าไปลวนลาม หวังจะกระทำมิดีมิร้าย
ฝ่ายโสมสุดานั้นถ้าเพียงลำพังตัวคนเดียวก็คงพอเอาตัวรอดได้อยู่ แต่นี่มากับครูและเพื่อนซ้ำคนร้ายมีปืน หากว่าเธอต่อสู้ขัดขืนก็เกรงว่าคนร้ายจะยิงปืนใส่ครูหรือเพื่อนให้ได้อันตราย จึงยอมให้จับมัดไปด้วยแต่วิสัยของสาวน้อยคนนี้ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว เมื่อเห็นหลี่จิงจิงตกอยู่ในอันตรายจึงออกอุบายกับคนร้ายที่เป็หัวหน้าว่า
“ พี่ชาย มาทางนี้หน่อยสิ” หล่อนส่งสายตายิ้มหวานให้
“ มีอะไรหรือ อย่าตุกติกนะ” ชายหนุ่มเคราหนาเข้ามาใกล้
“ ไหน ๆ พวกฉันก็จะตายแล้วอยากจะขอให้พี่ช่วยอะไรสักอย่าง ั้แ่ฉันเกิดมาจนโตเป็สาวยังไม่เคยรับรู้เลยว่ารสจูบของผู้ชายน่ะ มันเป็ยังไงวันนี้จึงขอให้พี่ช่วยอนุเคราะห์จูบฉันสักทีก่อนฉันตายเถอะนะ”
หัวหน้าโจรได้ฟังก็ลูบหนวดเคราแล้วเหน็บปืนเก็บไว้ที่เอวก่อนจะตอบว่า
“ แหม นึกว่าอะไร ได้สิจะจูบเดี๋ยวนี้แหละ ” ว่าแล้วก็เตรียมจะก้มลงมา แต่โสมสุดาพูดว่า
“ เดี๋ยวพี่ทำตรงนี้ฉันก็อายเพื่อนแย่สิ เราเข้าไปทำกันสองคนในห้องนั้นดีกว่านะเผื่อว่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้นน่ะ นะพี่รูปหล่อ ” โสมสุดาก็ทำจริตจะก้านมารยาชม้ายชายตายั่วตัณหาใส่เ้าโจร
“ เอ้า เอาก็เอา เฮ้ย พวกแกอย่าแอบดูนะเว้ย ”แล้วเ้าหนุ่มก็หิ้วตัวสาวผมเปียเข้าไปในห้องใกล้ ๆ กันนั้น
จบตอนที่ 2 โปรดติดตามตอนที่ 3โลกสดใสของนกน้อย
หมายเหตุ
หลักซา (Laksa) เป็อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวรสเผ็ดของชาวเปอรานากันซึ่งเป็การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนและมาเลย์ในมาเลเซียและสิงคโปร์รวมทั้งในอินโดนีเซียด้วย
หลักซายังแบ่งออกได้หลายชนิดตามแต่ความนิยมในแต่ละเมือง เช่น หลักซาแกง นิยมในกลันตัน ตรังกานู และสิงคโปร์ในปีนังเรียกหมี่แกง กับอีกชนิดเป็หลักซาเปรี้ยว ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามหรือส้มแขก และใช้เนื้อปลาเป็หลัก นิยมกันใน ปีนังปะลิส เคดะห์ นอจากนี้ยังมีหลักซาที่ผสมระหว่างหลักซาแกงและหลักซาเปรี้ยวซึ่งนิยมกันในอีกหลายรัฐ เช่นที่ ซาราวัก
ช่าก๋วยเตี๋ยว CharKway Teaow อาหารพื้นเมืองของปีนัง แบบธรรมดาและแบบใส่กุ้งรสชาติคล้ายผัดไทย