บทที่ 15 พวกเรามีลูกสาวกันอีกสักคนเถอะ (รีไรต์)
"ข้าว่าเ้าคิดถูกแล้ว! ไม่แปลกใจเลยที่สะใภ้สามพูดจาเช่นนั้น คอยแต่จะโยนความผิดมาที่ซิ่งซิ่งตลอด คงเป็เพราะเห็นว่านางไม่มีพ่อแม่เป็แน่ จึงอยากจะสาดโคลนใส่ซิ่งซิ่ง คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วพี่จวี๋ก็จะหลุดพ้นไปได้อย่างนั้นหรือ?" แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนตัวสั่น
ยิ่งพูดแม่เฒ่าเว่ยก็ยิ่งโมโห ตบโต๊ะเสียงดัง "แบบนี้สะใภ้สามจะสั่งสอนพี่จวี๋ได้อย่างไร!"
ซิ่งซิ่งได้ยินเสียงแม่เฒ่าเว่ยโมโหและเสียงตบโต๊ะดังลั่นจากในห้อง เด็กน้อยก็หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว
นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบลงจากเตียงในห้อง แล้ววิ่งเท้าเปล่าออกมาอย่างรวดเร็ว
ซิ่งซิ่งกอดมือแม่เฒ่าเว่ย น้ำตาคลอด้วยความสงสาร "ท่านย่าเ้าขา ท่านย่าเจ็บมือไหม ซิ่งซิ่งจะเป่าให้หายนะ"
ความโกรธของแม่เฒ่าเว่ยพลันมลายหายไปในพริบตา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "ไม่เป็ไร ย่ามิเจ็บหรอก"
ซิ่งซิ่งกอดมือแม่เฒ่าเว่ย เงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้ามองหญิงชราด้วยความน่าสงสาร "ท่านย่าเ้าขาอย่าโกรธเลยนะเ้าคะ โกรธแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ"
หลานสาวตัวน้อยแสนน่ารักเช่นนี้ แม่เฒ่าเว่ยจะโกรธลงได้อย่างไร!
แม่เฒ่าเว่ยโอบกอดซิ่งซิ่ง แล้วถอนหายใจ "ตกลง ๆ เด็กดี ย่าไม่โกรธแล้ว"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งซึ่งยืนอ้าปากค้างอยู่ข้าง ๆ มองดูแม่สามีที่ขึ้นชื่อเื่อารมณ์ร้ายซึ่งตอนนี้กลับถูกหลานสาวอย่างซิ่งซิ่ง ปลอบจนใจเย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองซิ่งซิ่งด้วยแววตาอิจฉา
มีเด็กน้อยน่ารัก อ่อนหวาน และกตัญญูแบบนี้คอยอยู่ข้างกาย คอยเอาใจใส่ดูแล นางคงจะมีความสุขทุกวันเป็แน่!
ยิ่งคิด ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ยิ่งร้อนใจ นางตัดสินใจแล้ว คืนนี้ต้องรอให้ลูกชายที่อยู่ข้างห้องเข้านอนก่อน แล้วนางจะลากสามีมา ‘หว่านเมล็ด’ สักหน่อย!
นางอยากได้ลูกสาวอีกคน!
ตกบ่าย ผู้ชายบ้านตระกูลอวี้ก็ทยอยกลับมา
อวี้ต้าหนิวพาลูกชายทั้งสองเข้าไปวางกับดักสัตว์ในูเา ต้องรออีกหลายวันกว่าจะมีอะไรติดกับ แต่พวกเขาก็ไม่ได้กลับมามือเปล่า เพราะในตะกร้าที่แบกมา มีหน่อไม้บรรจุอยู่เต็ม
หลี่ชุนฮวาอดใจไว้มิไหว รีบดึงสามีไปคุยเป็การส่วนตัว แล้วเล่าเื่ที่ซิ่งซิ่งกับอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยช่วยชีวิตหลัวเชียหนิวให้เขาฟัง
อวี้ต้าหนิวร้องเสียงดังด้วยความยินดี "เด็ก ๆ ทำได้ดียิ่งนัก!"
หลี่ชุนฮวายิ้มแก้มปริ "ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างก็ชมบ้านเราไม่หยุด พอดีเมื่อครู่นี้ข้าไปซักผ้าที่ลำธาร ทุกคนก็รุมล้อมชมมิหยุดปาก ทั้งยังมีคนมาถามข้าด้วยว่า พี่ไหวลูกชายข้ามีคนรักหรือยัง บอกว่าถ้าสาวคนไหนได้แต่งเข้าบ้านเรา คงจะสบายใจได้เป็แน่"
อวี้ต้าหนิวรีบกำชับ "เ้าอย่าไปรับปากใครเขาเลอะเทอะนะ เื่ของพี่ไหว ข้าว่าท่านย่าของเขาคงจะหาให้เอง"
หลี่ชุนฮวาพูดรัวเร็วว่า "รู้แล้ว ๆ ข้าแค่พูดให้เ้าฟังเฉย ๆ ... เฮ้อ แต่เื่ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเรายิ่งดีขึ้นไปอีกนะ!"
อวี้ต้าหนิวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ส่วนทางด้านอวี้เอ้อร์หู่ของบ้านรอง เมื่อรู้เื่จากไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มกริ่มแล้วพูดว่า
"ภรรยา เ้านี่สอนลูกได้ดีจริง ๆ!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหลือบมองสามีตนแวบหนึ่ง แต่แววตากลับเป็ประกายระยับ ดูไม่เหมือนทุกที
อวี้เอ้อร์หู่เห็นแล้วใจก็ร้อนรุ่ม พลันได้ยินไป๋เสี่ยวเฟิ่งกระซิบว่า "สามี พวกเรามีลูกชายสองคนแล้ว มีลูกสาวอีกสักคนดีหรือไม่?"
อวี้เอ้อร์หู่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง รีบตอบรับเสียงดัง "ตกลง พวกเรามีลูกสาวกันเถอะ!"
เสียงดังเสียจนลูกชายสองคนที่อยู่นอกบ้านได้ยิน
ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "..."
นางโมโหจนตบแขนสามีฉาดใหญ่!
"ใครจะอยากมีลูกสาวกับคนโง่เง่าแบบนี้อีกเล่า!"
บ้านใหญ่และบ้านรองต่างก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มีเพียงบ้านสามที่เงียบสงัด
ซูโหรวเอ๋อร์นั่งหันหลังให้อวี้ซานเป้าพร้อมกับเย็บปักผ้าอย่างเฉยเมย ปล่อยให้เขาไปรินน้ำเอง อวี้ซานเป้าส่งเสียงออกมาเบา ๆ โดยไม่ใส่ใจอะไรและไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น บนโต๊ะมีแป้งทอดใส่ผักที่หลี่ชุนฮวาทำ รวมถึงหน่อไม้ผัดเห็ด ถือว่าอุดมสมบูรณ์กว่าปกติ ประกอบกับฝีมือการทำอาหารของนางนั้นยอดเยี่ยม เพียงแค่ได้กลิ่นก็รู้ว่าอร่อย
อวี้ซื่อหยาง บุตรชายคนที่สี่ของตระกูลอวี้ ตอนเด็ก ๆ เขาเคยป่วยหนัก ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน แม้จะไม่ถึงขั้นโง่เขลา แต่จิตใจก็บริสุทธิ์และเรียบง่ายกว่าคนทั่วไปมาก
เขาเอ่ยปากชมเสียงดังว่า "พี่สะใภ้ทำกับข้าวอร่อยจริง ๆ นะขอรับ!"
ใบหน้าของหลี่ชุนฮวาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "พวกเ้าทานให้อร่อยก็พอแล้ว!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกระแอมออกมาเบา ๆ ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกนี้เป็ผักที่พี่หลิ่ว พี่กุ้ย และซิ่งซิ่งเพิ่งไปขุดมาเมื่อเช้านี้ สดมาก ๆ เลยนะเ้าคะ"
หลี่ชุนฮวารีบพูดเสริมด้วยความไม่ยอมแพ้ "ส่วนเห็ดกับหน่อไม้นี่ พี่ไหวกับพี่ไป๋ เพิ่งเข้าไปขุดมาจากูเา สดมาก ๆ เช่นกันเ้าค่ะ"
พ่อเฒ่าอวี้พยักหน้าหงึก ๆ “ดี ดี เด็ก ๆ รู้จักช่วยงานที่บ้าน นี่สิถึงเรียกว่าเก่ง!” ชายชราเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “พวกเขาก็เล่าให้ข้าฟังเหมือนกัน ว่าหลาน ๆ บ้านเราช่วยชีวิตเ้าเด็กบ้านสกุลหลัวไว้ ไม่เลวเลยนะ สมแล้วที่เป็เป็เด็กดีของตระกูลอวี้!”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะ
เดิมที ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอยากจะพูดอะไรต่ออีกสองสามประโยค แต่เห็นว่าแม่เฒ่าเว่ยยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าเรียบเฉย จึงคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ นางเหลือบมองซูโหรวเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก ได้แต่นั่งเงียบเป็เป่าสาก
บนใบหน้าของแม่เฒ่าเว่ยดูไร้อารมณ์ ไม่อาจคาดเดาได้
เมื่อทานอาหารเสร็จ อวี้หย่งจวี๋ก็ทนไม่ไหว ร้องงอแงอยากออกไปเล่น แม่เฒ่าเว่ยจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “พี่จวี๋ยังไม่ต้องไปไหน หลานกับสะใภ้สามอยู่ก่อน ข้ามีเื่จะคุยด้วย”
สีหน้าของซูโหรวเอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย รู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งรัก
แม้อวี้ซานเป้าจะรู้สึกสงสัย ผู้เป็แม่เรียกหลานชายเอาไว้พูดคุยเช่นนี้ จะมีอะไรแปลกประหลาดหรือไม่? เขาคิดเช่นนั้นจึงไม่ได้โต้แย้งอะไร ตอบรับคำหนึ่ง พร้อมกับคว้าตัวอวี้หย่งจวี๋เข้ามาไว้ในอ้อมแขน ตบก้นของลูกชายเบา ๆ เป็เชิงบอกให้ลูกชายอย่าซน
พี่จวี๋ดิ้นไปดิ้นมาในอ้อมกอดของผู้เป็พ่อ เตะขาอ้วนป้อมไปมา เมื่อเห็นว่าดิ้นไม่หลุดก็ทำได้เพียงยอมแพ้แต่โดยดี นั่งนิ่ง ๆ อยู่ในอ้อมกอด
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นขึ้นมาทันที คิดในใจว่าอยากอยู่ต่ออีกหน่อย จึงแกล้งล้างจานชามอย่างเชื่องช้า
หลี่ชุนฮวามองน้องสะใภ้รองด้วยสายตาแปลก ๆ
เวลาน้องสะใภ้รองอยู่ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ก็ทำตัวใสซื่อเป็คนดีตลอด วันนี้เป็อะไรไป เหตุใดถึงอืดอาดยืดยาดแบบนี้? เช่นนี้จะไม่ทำให้ท่านแม่เสียงานหรอกหรือ?
หรือว่าป่วยตรงที่ใดรึเปล่า?
หรือว่าเป็วันนั้นของเดือนรึ?
หลี่ชุนฮวาเดาไม่ออก จึงเดินเข้าไปจัดการเก็บโต๊ะอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพูดกับไป๋เสี่ยวเฟิ่งอย่างเห็นอกเห็นใจว่า "น้องสะใภ้รอง ถ้าไม่สบายก็พักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำให้เอง"
พูดจบก็รีบถือชามออกไปจากห้อง
ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "..."
พี่สะใภ้คนนี้ช่างซื่อตรงเสียจริง!
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งไม่มีข้ออ้าง จึงได้แต่ถือชามที่เหลือ เดินตามหลี่ชุนฮวาออกไปอย่างเซ็ง ๆ
รอจนคนอื่น ๆ ในห้องออกไปหมดแล้ว แม้แต่ซิ่งซิ่งก็ถูกพ่อเฒ่าอวี้พาออกไปเดินเล่น ตอนนี้ในห้องจึงเหลือแค่แม่เฒ่าเว่ย อวี้ซานเป้า ซูโหรวเอ๋อร์ และจวี๋เอ๋อร์
"ท่านแม่ มีเื่อะไรหรือขอรับ?" อวี้ซานเป้าถามอย่างไม่คิดอะไรมาก
แม่เฒ่าเว่ยนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉย นางเมินคำถามของลูกชายคนที่สามและเอ่ยถามกับอวี้หย่งจวี๋ก่อนว่า “พี่จวี๋ ย่าขอถามหน่อยว่าหลานได้แตะต้องอะไรในบ้านย่าหรือไม่?”
เมื่ออวี่ซานเป้าได้ยินสิ่งนี้ก็หันไปจ้องลูกชายตาเขม็ง เขาก็นึกสงสัยอยู่ว่าเหตุใดท่านแม่ถึงได้เรียกพวกเขาเอาไว้ ที่แท้ก็เป็เพราะเ้าตัวแสบก่อเื่อีกแล้วนี่เอง!
แต่ก่อนที่เขาจะได้ได้พูดอะไรออกไป อวี้หย่งจวี๋ก็ร้องะโเสียงดัง “ข้ามิได้ทำ ข้าไม่ได้แตะหญ้าที่อยู่บนขอบหน้าต่างห้องท่านย่าเลยนะ!” เขาวิ่งไปหลบหลังแม่ของตนเองแล้วกอดเอวไว้แน่น และซุกหัวลงไปที่ตัวนาง
อวี้ซานเป้า “...”
‘เ้าเด็กนี่ แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับสารภาพของมาโต้ง ๆ เลยมิใช่รึ!’
แม่เฒ่าเว่ยจ้องมองไปที่ซูโหรวเอ๋อร์ด้วยดวงตาคมกริบราวกับคมดาบ