รถม้าค่อยๆ แล่นผ่านถนนหินเรียบของเมืองซูไห่ บรรยากาศโดยรอบยังคงอบอวลด้วยกลิ่นสมุนไพรและไออุ่นของแสงแดดยามเที่ยง ใต้หลังคาโค้งของเรือนร้านค้า ผู้คนยังเดินขวักไขว่ด้วยจังหวะเร่งรีบที่แฝงด้วยจุดมุ่งหมาย เด็กเร่ขายข่าววิ่งสวนทางกับแม่ค้าขายโอสถ เงาของรถม้าคันหนึ่งทอดยาวลงบนพื้นหินราวกับบันทึกเส้นทางแห่งวาสนา
ภายในรถ อวี้หลานยกม่านผ้าเปิดออกเล็กน้อย มองผ่านความพลุกพล่านไปยังตรอกซอยเบื้องหน้า ดวงตาเขาฉายแววเงียบขรึมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปกล่าวกับชายชราที่ยังกุมบังเหียนอยู่
“ผู้าุโหลี่ ที่ตรงนั้นคงจะพอแล้ว... พวกข้าสองพ่อลูกจะขอลงตรงนี้เถิด มิเหมาะนักที่จะรบกวนพวกท่านไปมากกว่านี้”
ชายชราหันขวับกลับมา คิ้วขมวดเล็กน้อย “เหตุใดต้องรีบร้อนนัก น้องอวี้ เราเองก็เหมือนญาติมิตรกันแล้ว ไหนเลยจะเรียกว่ารบกวนได้?”
อวี้หลานยิ้มบาง สีหน้าสงบ
“ท่านผู้าุโเป็ผู้มีคุณ ข้ากับบุตรชายเพียงได้รับเมตตา ชายชาติบัณฑิตควรรู้จักถนอมวาสนาให้เหมาะสม นับจากนี้เส้นทางของพวกข้าคงแตกต่างจากท่านแล้ว... ที่ตรงนี้เพียงพอ ขอบคุณท่านเป็อย่างยิ่ง”
ชายชราเงียบงันไปครู่ ก่อนถอนหายใจเบาๆ
“เช่นนั้นก็แล้วแต่... หากในวันหน้ามีเหตุให้้าความช่วยเหลือ ใต้หล้านี้ ยังมีชายเเก่เเซ่หลี่อยู่ที่จวนตระกูลซู น้องอวี้...อย่าได้ลังเลที่จะมาหาข้า”
เสียงรถม้าชะลอลงจนหยุดนิ่ง
ม่านผ้าด้านในถูกเปิดออกอีกครั้ง อวี้หลานก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ก่อนจะยื่นมือขึ้นดึงลูกชายของตนลงมาด้วย อวี้เหวินเงยหน้ามองคุณหนูซูเหยาที่นั่งอยู่ด้านใน ใต้ผ้าคลุมหน้าสีจันทร์นวล แววตานางเปล่งประกายอ่อนโยน ราวแสงจันทร์เยือกเย็นยามเหมันต์
“คุณหนูซู... น้ำใจของท่านในครั้งนี้ ข้ากับบุตรชายไม่มีวันลืมเลือน” อวี้หลานโค้งตัวต่ำเป็การคารวะ
อวี้เหวินตามหลังบิดา โค้งคำนับอย่างงาม “หากมีวาสนา... ข้าหวังว่าสักวันจะได้พบกันอีกครั้ง”
หญิงสาวมองสองพ่อลูกเบื้องหน้าอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบาๆ
“ยามวาสนาเวียน หากพระเ้ายังไม่ตัดวาสนา... พวกเราคงได้พบกันอีกครั้ง”
อวี้เหวินลังเลไปชั่วขณะ แต่แล้วกลับยกมือขึ้นจับป้ายไม้เล็กๆ ที่เก็บไว้ในแหวนมิติ ก่อนกล่าวเสียงแน่วแน่
“คุณหนู... แม้ตอนนี้ข้ายังไร้ชื่อไร้ฐาน แต่ในวันหน้า หากท่าน้าสิ่งใด ขอเพียงบอก ข้าจะยินดีช่วยเหลือสุดกำลัง”
คำพูดนั้นออกจากปากเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าในใจกลับเต้นไม่เป็จังหวะ... เขาเองก็รู้ดีว่า ในตอนนี้ตนยังไม่มีสิ่งใดเลยที่คู่ควรให้ตระกูลผู้สูงศักดิ์ร้องขอความช่วยเหลือจากเขาได้
หญิงสาวมองเขานิ่ง... ก่อนยิ้มเล็กน้อยใต้ผ้าปิดหน้า แววตานางดุจกลีบดอกเหมยยามผลิบาน ใสซื่อละมุน
“มิต้องเกรงใจ... ทุกสิ่งที่ผ่านมา หาใช่เื่ลำบากอันใด”
เสียงนางเบาราวสายลมผ่านดอกหญ้า แต่กลับอบอุ่นดุจแสงตะวันในยามเช้า
ข้างนาง เสี่ยวจิ้งสาวใช้เพียงพยักหน้าน้อย ๆ แม้ใจจะยังอาลัยอาวรณ์กับสองพ่อลูก แต่ก็รู้ดีว่า เส้นทางของพวกเขาได้ขาดออกจากกัน ณ ที่แห่งนี้แล้ว
อวี้หลานยกมือประสานอีกครั้งก่อนหันหลังกลับ เขากับอวี้เหวินเดินห่างออกมาจากรถม้าไปทีละก้าว... เสียงกีบม้าเริ่มเคลื่อนอีกครั้ง เมื่อมองย้อนกลับ รถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวหลอมรวมกับฝูงชนในเมืองซูไห่ทีละน้อย... จนกลืนหายไป
อวี้เหวินหันกลับไปมองเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ราวต้องมนตร์ ภาพหญิงสาวภายใต้ผ้าคลุมหน้าในรถม้านั้น... ยังตราตรึงอยู่ในดวงตา
“บิดา... ที่พักของท่าน อยู่ห่างจากที่นี่หรือไม่?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
อวี้หลานพยักหน้าช้า ๆ “มิต้องไกลนัก จากตรงนี้ราวครึ่งลี้ เดินตรงไปจนถึงตรอกสือฉี ด้านในมีโรงโอสถเล็ก ๆ ที่ข้าเคยทำงานอยู่ เ้าจะได้เห็นสิ่งที่แท้จริงของเมืองนี้... ไม่ใช่เพียงภาพงดงามของผิวภายนอก”
“เช่นนั้น... ก็พาข้าไปรู้จักโลกใบนี้เถิดท่านพ่อ”
เสียงของอวี้เหวินนั้นมั่นคง แม้จะอ่อนเยาว์ ทว่าเปี่ยมด้วยความตั้งใจ เขายกมือลูบหน้าอกตนเบา ๆ ตรงที่ป้ายไม้ถูกเก็บไว้... ดั่งเป็การสาบานในใจ
ไม่ว่าข้าจะไร้ชื่อเพียงใด... วันหนึ่ง ข้าจะมีสิ่งที่คู่ควรแก่การ “ให้” เช่นเดียวกัน
ถนนหินใต้ฝ่าเท้าสะท้อนเสียงย่ำเบาราวบทเพลงแ่ของวิถีชีวิต อวี้หลานและอวี้เหวินย่ำเดินเคียงกันไปในตรอกสายหนึ่งของเมืองซูไห่ รอบกายเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งเมืองท่าเรืองรอง กลิ่นสมุนไพรระเหยโชยจากร้านค้าข้างทางคลุกเคล้าไปกับกลิ่นทะเลสาบอันสดชื่น สายลมพัดมาจากทิศตะวันออกเย็นเยียบแต่ไม่หนาวเหน็บ ลูบไล้กายและใจผู้เดินทางอย่างแ่เบา
เมืองซูไห่แห่งนี้ ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาสูงตระหง่านและทะเลสาบกว้างใหญ่เบื้องหน้า เส้นขอบฟ้าถูกตัดขาดด้วยแนวสันเขาที่ห่มคลุมด้วยม่านหมอกบาง และเบื้องล่างยังคงมีละอองคลื่นสะท้อนแสงอาทิตย์ประหนึ่งอำพันเคลื่อนไหว บ้านเรือนสร้างด้วยไม้สลักแผ่นเรียบ เรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบ ตัวอาคารทาสีหม่นดูสมถะ แต่หากเพ่งมองลึกลงไปจะพบว่าทุกหลังล้วนถูกดูแลอย่างดี สะอาดงามหมดจดราวผ่านมือช่างผู้ประณีต
“เมืองนี้... มิเพียงงามงดด้วยทิวทัศน์ แต่ยังเปี่ยมด้วยความหมาย” เสียงอวี้หลานเอ่ยพลางยกมือไพล่หลัง ก้าวเดินช้าแต่มั่นคง “ในยามหนุ่ม ข้าเคยเดินร่อนเร่ไปทั่ว ทั้งเผชิญความอดอยาก ทั้งต้องซ่อนตัวจากโจรป่า... จนในที่สุด ได้มายืน ณ ที่แห่งนี้”
อวี้เหวินเดินข้างบิดา ใบหน้ายังเปื้อนเหงื่อจากการเดินทาง แต่ดวงตานั้นเบิกกว้างด้วยความสนใจ
“บิดาเคยลำบากถึงเพียงนั้นหรือ?”
อวี้หลานหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงปนรำลึก “ลำบากยิ่งกว่านั้นนัก... ยามนั้น ข้าไร้ทั้งที่พักพิง ไร้ทั้งความหวัง จนกระทั่ง—” เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยต่ออย่างเนิบช้า “จนกระทั่งได้พบกับเถ้าแก่ฟ่าน...”
“เถ้าแก่ฟ่าน?”
“ใช่แล้ว...” อวี้หลานยิ้มอย่างนึกถึง “ชายผู้นั้น หัวโล้น ท่วงท่าหลวม ๆ พูดจาหยอกเย้าเหมือนคนไม่จริงจัง แต่จิตใจกลับยิ่งใหญ่ดุจพญาอินทรีย์ บรรดาพ่อค้าทั่วแผ่นดินใต้ ล้วนเคยได้ยินชื่อของเขา ฟ่านเจิ้นไห่”
สายตาอวี้หลานทอดไกลออกไป ประหนึ่งมองเห็นภาพในอดีต
“เขาไม่เพียงเป็พ่อค้ารายใหญ่ที่ควบคุมร้านค้ามากมาย หากยังเป็ผู้มีเมตตา เอื้อเฟื้อแก่ผู้ตกยาก วันนั้น... ข้าเดินมาถึงหน้าร้านโอสถร้านหนึ่ง ร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรง โหยหิวจนมองเห็นเงาตนเองเลือนราง เถ้าแก่ฟ่านเดินผ่านมา เหลือบมองเพียงครั้งเดียว... กลับเรียกให้ข้าเข้าไปในร้าน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้งานให้ทำ”
อวี้เหวินเดินฟังเงียบ ๆ สีหน้าแน่นิ่ง ในใจพลันคล้ายถูกจุดประกายด้วยภาพในจินตนาการของพ่อค้าใจดี ผู้อุ้มชูคนยากไร้... แต่มุมปากของเขายังยกเพียงเล็กน้อยอย่างคลางแคลง
คนเช่นนั้น... จะมีอยู่จริงหรือ?
แม้จะสงสัยในใจ แต่อวี้เหวินก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา เพียงเดินต่อไปอย่างสงบ
อวี้หลานเหลือบมองบุตรชาย ก่อนกล่าวต่อเสียงทุ้ม
“เ้าจงจำไว้ หากวันใดมีโอกาสได้พบเถ้าแก่ฟ่าน ก็จงทำตัวดีๆ พูดจานุ่มนวล แม้เพียงคำพูดของเ้าก็อาจแลกวาสนาได้ เ้าเข้าใจหรือไม่?”
อวี้เหวินพยักหน้าเงียบ ๆ “ข้าจะจำไว้ บิดา”
เสี้ยวเวลาก็พัดผ่านราวกระพริบตา ถนนหินทอดยาวค่อยเปลี่ยนเป็ตรอกแคบซึ่งเงียบสงบกว่าบริเวณหลักของเมือง สองข้างมีต้นสนเตี้ยตั้งเรียงราย ร่มเงาเย็นราวพัดโบกใจ
แล้ว... เบื้องหน้าก็ปรากฏอาคารหลังหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มร้านค้าอันสลัวเงา อาคารไม้สองชั้นขนาดย่อมมีป้ายผ้าเขียนคำว่า “หอโอสถฟ่าน” แขวนอยู่หน้าร้าน ผืนผ้าเก่าซีดแต่สะอาด แสดงถึงมือผู้ดูแลที่มิยอมปล่อยปละ
หน้าร้านมีชั้นวางสมุนไพรซึ่งมัดรวมเป็กำ ๆ วางเรียงราย กลิ่นหอมของโกฐหัวบัว ผักแพวขม และโสมป่า ลอยคลุ้งอยู่ทั่ว
“ถึงแล้ว...” อวี้หลานกล่าว พลางก้าวเข้าไปเบา ๆ มือผลักบานไม้ที่คุ้นเคย ราวกลับมาสู่รังเดิม
เสียงระฆังเล็กหน้าประตูดังกริ๊งหนึ่ง รับการมาเยือนของเ้าของเดิมพร้อมผู้ติดตาม
ประตูไม้แง้มออกตามแรงผลัก เสียงระฆังเล็กหน้าร้านดังแว่วคล้ายต้อนรับคนกลับบ้าน สายลมเย็นระเรื่อยเข้ามาภายใน กลิ่นสมุนไพรยังอวลแน่น กลบกลิ่นฝุ่นจากการเดินทางไปสิ้น
ภายในหอโอสถเงียบสงบ โต๊ะปรุงยาและชั้นวางสมุนไพรยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม เปลี่ยนไปเพียงฝุ่นละอองที่ลดลง ราวกับมีผู้ดูแลเอาใจใส่ทุกซอกมุมไม่เว้นวัน
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากด้านใน มุมห้องไม้เก่าด้านหลังม่านไม้ไผ่ มีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวช้า ๆ ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมา ผมขาวโพลนแต่เกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย สีหน้าใจดี ดวงตาเปี่ยมด้วยเมตตาราวสายธารในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อสายตาของชายชราเหลือบเห็นอวี้หลาน ใบหน้าที่ย่นย่อก็คลี่เป็รอยยิ้มทันที
“โอ... เ้ากลับมาแล้วหรือ อวี้หลาน”
น้ำเสียงของเขานุ่มละมุน เหมือนสายฝนแรกที่พรำลงบนผืนดินแห้งแล้ง เต็มไปด้วยความยินดีปนอบอุ่น
อวี้หลานยิ้มรับอย่างเคารพ เขาก้มศีรษะเล็กน้อยด้วยท่วงท่าถ่อมตน “ขอรับ ท่านผู้าุโ ข้ากลับมาแล้ว”
จากนั้นเขาก็หันไปด้านข้าง ดันร่างของอวี้เหวินออกมาข้างหน้าเบา ๆ ด้วยมือข้างหนึ่ง ดวงตาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“ผู้าุโ นี่คือลูกชายของข้า นามว่าอวี้เหวิน”
"เเละนี้คือเถ้าเเก่หลิน ผู้าุโหลิน"อวี้หลานเเนะนำชายชราเเก่อวี้เหวิน
อวี้เหวินเมื่อเห็นบิดากล่าวเช่นนั้น ก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม เขาประสานมือขึ้นเบื้องอกคำนับด้วยท่วงท่าผู้เยาว์ในแวดวงวรยุทธ์ สีหน้าเรียบนิ่งนอบน้อม
“ผู้เยาว์นามอวี้เหวิน ขอคารวะผู้าุโหลิน”
สายตาชายชราหันมามองอวี้เหวิน ดวงตาเหี่ยวย่นกลับเปี่ยมด้วยประกายบางอย่าง ลอบสำรวจั้แ่ท่วงท่ายืน สีหน้าสายตา ไปจนถึงความนิ่งสงบของหนุ่มน้อยตรงหน้า
“เด็กคนนี้ หน้าตาก็หล่อเหลา... ท่วงท่าก็สุภาพเรียบร้อย ไม่เสียทีที่เป็บุตรของเ้าจริง ๆ”
เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี เสียงหัวเราะเบา ๆ คล้ายสายลมที่พัดผ่านไม้ใบหนึ่ง
“เ้าหนุ่ม... คิดเสียว่าที่นี่เป็บ้านของตนเถิด อย่าได้เกรงใจ พักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องเคร่งขรึมมากนัก”
คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยไมตรีจิต ไม่มีอารมณ์เหนือกว่าผู้อื่นแม้แต่น้อย อวี้เหวินแม้เป็คนระแวดระวังแต่ก็ยังรู้สึกอบอุ่นในอก เขาคำนับอีกครา น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“ขอรับ ขอบพระคุณท่านผู้าุโ ข้าจะไม่ลืมเมตตานี้”
ชายชรายิ้มพลางพยักหน้า “ดี ดีแล้ว เช่นนั้น... อวี้หลาน เ้าพาบุตรชายไปจัดของให้เรียบร้อยก่อนเถิด หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ก็เรียกข้าได้ทุกเมื่อ”
อวี้หลานโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบพระคุณท่านผู้าุโ ข้าจะพาเขาไปที่ห้องพักทันที”
เขาหันไปพยักหน้าให้บุตรชาย อวี้เหวินจึงเดินตามบิดาไปอย่างเงียบงัน ความรู้สึกอบอุ่นในอกยังคงไม่จาง คล้ายไอแดดอ่อนในเช้าฤดูใบไม้ผลิ
ใจหนึ่งแม้ยังระมัดระวังตามนิสัย แต่ลึกลงไป... อวี้เหวินก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่อาจเป็จุดเริ่มต้นอันเรียบง่ายแต่มั่นคง จุดเริ่มต้นที่เขา ผู้ที่เดินทางจากหมู่บ้านเล็ก ๆ
จะได้ััโลกภายนอกอย่างแท้จริง
---
เมื่ออวี้เหวินจัดแจงเก็บข้าวของเรียบร้อย ห้องพักที่เขาได้รับนั้นอยู่ถัดจากห้องของบิดา เพียงผนังบางๆ คั่นกลาง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่อบอยู่ในห้องชั้นล่างยังลอยคลุ้งขึ้นมาตามลมเย็นยามเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้บานพับ
เขานั่งลงบนเตียงเรียบง่ายที่ปูด้วยฟูกบางๆ หลับตาเงียบงัน ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ในห้วงความสงบ
“ข้าบรรลุถึงขั้นกำเนิดกายแล้ว…”
เสียงในใจพลันเอ่ยขึ้นแ่เบา
แม้ยังเป็เพียงขั้นต้น แต่ก็เป็หลักชัยแรกในเส้นทางสายยุทธที่เต็มไปด้วยขวากหนาม หมัดอัคนีสังหารที่เขาฝึกฝนมานานก็ได้ยกระดับถึงขั้นกลาง และวิชาเตาอัสนีวิบัติซึ่งเป็มรดกล้ำค่าจากซ่งเหยียนเฟย…ก็บรรลุถึงขีดสุดของขั้นแรกแล้ว
แต่การจะย่างก้าวไปยังขั้นที่สองของเตาอัสนีวิบัติ ขั้นแห่งการขัดเกลาดาบซึ่งหมายถึงการหลอมร่างตนผ่านการต่อสู้อย่างแท้จริงนั้น…จำเป็ต้องเข้าสู่สนามจริง
“ข้าคงต้องรอจนได้เข้าสู่ตำหนักัเมฆาเสียก่อน...”
เขาคิดพลางลืมตาขึ้นอย่างแน่วแน่ สายตาเปล่งประกายมั่นคง
…
เวลาล่วงเลยจนดวงอาทิตย์ลับฟ้า เงาสลัวของพลบค่ำแผ่ปกคลุมเมืองซูไห่เบื้องนอก ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูแ่เบาก็ดังขึ้น
“เหวินเอ๋อร์ ออกมาเถิด เ้าจะมัวขลุกอยู่ในห้องอยู่ไย”
เสียงของอวี้หลานดังลอดเข้ามา
อวี้เหวินลุกขึ้นเปิดประตู เห็นบิดายืนยิ้มอยู่หน้าแสงโคมไฟ “เถ้าเเก่หลินเตรียมอาหารไว้ให้เรา มาร่วมกินข้าวด้วยกัน”
…
ห้องโถงเล็กด้านหลังร้านโอสถถูกจัดวางโต๊ะไม้กลมหนึ่งตัว รายล้อมด้วยเก้าอี้เล็กๆ พอเหมาะ แสงจากตะเกียงน้ำมันอุ่นสว่างไสว บนโต๊ะนั้นมีอาหารเรียงรายละลานตา เป็ดตุ๋นสมุนไพร หัวไชเท้าผัดน้ำมันงา ผักป่าอบแห้งซุป และปลาเค็มทอดกรอบโรยพริกแห้ง
นอกจากอาหาร ยังมีไหเล็กใส่เครื่องดื่มสมุนไพรสีทองอำพัน วางเด่นอยู่กลางโต๊ะ กลิ่นหอมขมแต่ชวนดื่มโชยชัด
“เครื่องดื่มนี้ เรียกว่า ชิงหยางหลู เป็สูตรพิเศษของเมืองซูไห่ ข้าสั่งคนปรุงไว้สำหรับพวกเรา” เถ้าแก่หลินกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “แม้แต่ผู้บ่มเพาะระดับฝึกกายอย่างเ้าก็ยังได้ประโยชน์จากมัน”
อวี้เหวินประสานมือกล่าวขอบคุณ ก่อนจะยกถ้วยเล็กขึ้นจิบ…
ของเหลวขมอมหวานไหลลงคอทันที ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก วงจรโลหิตและเส้นเอ็นสั่นะเือย่างแ่เบา
“ร่างกาย…มั่นคงขึ้น...”
เขาหลุบตาต่ำ ไม่อาจซ่อนสีหน้าประหลาดใจได้
เถ้าแก่หลินหัวเราะเบาๆ “คุณสมบัติของมันไม่ใช่เื่ล้อเล่น ข้าเองก็อาศัยมันพยุงร่างในวัยเฒ่านี้อยู่ไม่น้อย”
“ว่าแต่…เหตุใดเ้าถึงพาบุตรชายมาด้วยล่ะ?” เขาหันไปถามอวี้หลาน สีหน้าสงสัยแต่ยังคงเปี่ยมเมตตา
อวี้หลานวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าอยากให้เหวินเอ๋อร์เข้าร่วมทดสอบเข้าสู่ตำหนักัเมฆา ข้าเชื่อว่า ที่นั่น…จะเป็สถานที่ที่เหมาะสมกับเขา”
ชายชราพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเหลือบตามองอวี้เหวินอย่างลึกซึ้ง
“เ้าหนู…ระดับกำเนิดกายอย่างเ้า ดูแล้วมิได้ด้อยกว่าข้าเลยหรืออาจจะเทียบเท่าด้วยซ้ำ ไม่เลว…ไม่เลวเลยจริงๆ”
อวี้เหวินประสานมือเล็กน้อย สีหน้าเปี่ยมความเคารพ แม้ในใจจะยังรู้สึกว่า ตนเองยังห่างไกลจากคำว่า “ไม่เลว” อย่างแท้จริง
“ในอีกสิบวัน…การทดสอบจะเริ่มขึ้น ตำหนักัเมฆาจะเปิดประตูรับผู้บ่มเพาะทั่วทุกหัวระแหง” เถ้าแก่หวังกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ว่ากันว่า มีอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ในแถบนี้อย่างน้อยสองหรือสามคนที่เข้าร่วมด้วย พวกเขา...ล้วนมิธรรมดา เ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม”
อวี้เหวินรับฟังพลางพยักหน้าในใจ ความกดดันคล้ายระลอกคลื่นแผ่ซ่านในอก ทว่าแววตากลับแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
เมื่ออาหารสิ้นลง ทั้งสามจึงแยกย้ายกลับห้องพัก ท่ามกลางแสงจันทร์บางเบาที่ทอดเงาเงียบงันบนหลังคาไม้
อวี้เหวินเงยหน้ามองฟ้า พลางกำมือแน่นในเงามืด
“อีกสิบวัน…ข้าจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ”
และในใจลึกๆ เขารู้ดีว่า เส้นทางเบื้องหน้าจะมิใช่เพียงบททดสอบ แต่คือบทเริ่มต้นของตำนาน ของเขาเอง.
ยามสายของวันที่แสงแดดอ่อนโยนคล้ายม้วนแพรสีทองโปรยปรายจากฟากฟ้า เหล่าพนักงานแห่งร้านโอสถต่างทยอยกลับมาจนครบหน้า เสียงเอ่ยทักเจือเสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วมาท่ามกลางกลิ่นโอสถหอมอ่อนๆ ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ
เมื่อข่าวว่า "อวี้เหวิน" บุตรชายของอวี้หลานผู้เป็หัวหน้าของพวกเขา ได้มาพำนักอยู่ ณ ร้านโอสถนี้แพร่สะพัดออกไป ทั่วทั้งร้านก็คล้ายมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ผู้คนต่างเข้ามาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สายตาที่ทอดมองล้วนมีความชื่นชมและเป็มิตร
“ข้าน้อยเคยได้ยินเพียงชื่อ ทว่าไม่คาดเลยว่าท่านจะดูสง่างามถึงเพียงนี้” พนักงานหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวพร้อมยกมือคารวะ
อวี้เหวินโค้งคำนับเล็กน้อย สีหน้าสุภาพไม่ถือตัว “ผู้เยาว์นามอวี้เหวิน มิกล้าอวดอ้างใด เพียงแต่เดินตามรอยท่านบิดามิให้ขายหน้าก็สุดแล้วแต่ใจ”
น้ำเสียงของเขานุ่มลึก ปราศจากจริตแสร้ง กระนั้นกลับสะกดใจผู้คนโดยมิรู้ตัว
สาวใช้สองสามคนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก ต่างพากันก้มหน้า ซ่อนใบหน้าที่แดงปลั่งราวกลีบบุปผาแรกแย้มไว้ใต้แขนเสื้อ เมื่อสบตาเขาเข้าโดยบังเอิญ ดวงตาของพวกนางกลับฉายประกายคล้ายเห็นพระจันทร์ส่องแสงกลางห้วงรัตติกาล
พลันปรากฏเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง วัยประมาณสิบสามสิบสี่ฤดูใบไม้ผลิ รูปร่างสมส่วน ใบหน้ายังแฝงความเยาว์แต่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ดวงตาดำวาวเฉียบแหลมแฝงความใสซื่อ เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีร่าเริง ประสานมือคารวะเล็กน้อย
“ข้าน้อยนามอู๋ซวน เป็หนึ่งในพนักงานของร้านนี้ เห็นท่านเงียบขรึมนัก จึงขออนุญาตเข้ามาทักทาย หากไม่รังเกียจ ข้าประสงค์จะขอเป็สหาย”
อวี้เหวินยิ้มน้อยๆ มุมปากยกขึ้นอย่างละมุนละไม ดั่งดอกเหมยแย้มบานยามเหมันต์ “ข้าน้อยยินดี สหายย่อมเป็ของประเสริฐ หากท่านมีไมตรี ข้าย่อมเปิดใจต้อนรับ”
อู๋ซวนหัวเราะเบา ๆ แววตาพร่างพรายด้วยความชื่นชม “วันนี้เถ้าแก่หลินอนุญาตให้ข้าออกไปพักนอกเวลา เห็นเมืองซูไห่วันนี้อากาศดี ข้าจึงอยากชวนท่านออกไปเดินเที่ยวให้หายเหงา จะว่าอย่างไรหรือ?”
อวี้เหวินพยักหน้าน้อย ๆ ความนิ่งเงียบในดวงตาคล้ายจะอ่อนลงเล็กน้อย “แม้นข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่กี่วัน ทว่ายังมิได้ชมเมืองด้วยใจสงบเลยสักครา เช่นนั้นก็ขอรบกวนด้วย”
ทันทีที่ทั้งสองออกจากร้านโอสถ ถนนศิลาอ่อนก็ทอดยาวเบื้องหน้า เต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ เสียงร้องเรียกขายสินค้าขึ้นคละเคล้ากับเสียงหัวเราะอันสดใส
“เมืองซูไห่มีนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘นครหมอกเงิน’” อู๋ซวนเอ่ยอย่างภาคภูมิ ขณะชี้ไปยังเส้นทางหนึ่ง “หมอกยามเช้าจะลอยล้อมทะเลสาบซูหรง ราวกับม่านฟ้าทอจากหยก ทัศนียภาพช่างงดงามล้ำ... หากมีโอกาส ข้าจะพาท่านไปชม”
อวี้เหวินมองตามปลายนิ้วของเขา ดวงตาฉายความพึงใจอย่างเงียบงัน “เพียงได้ยินคำบรรยาย ใจข้าก็คล้ายเห็นภาพตรงหน้าแล้ว”
ทั้งสองเดินเลียบไปตามลำคลองใสสะอาด ที่ข้างฝั่งมีแผงค้าสมุนไพรและเครื่องหอมประดับเรียงราย กลิ่นจันทน์ผสมกลิ่นกานพลูคลุ้งคล้ายม่านบางห่อหุ้มอารมณ์ให้ล่องลอย
“ท่านเตรียมตัวสำหรับการทดสอบตำหนักัเมฆาหรือยัง?” อู๋ซวนเอ่ยเสียงเบา เหลือบตามองเพื่อนใหม่ด้วยความอยากรู้
อวี้เหวินพยักหน้าช้า ๆ “ในอีกห้าวันข้างหน้า ข้าจักก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งการพิสูจน์ตน”
อู๋ซวนยกมือขึ้นทุบอกเบา ๆ “หากท่านผ่าน ข้าจะถือเป็เกียรติที่ได้รู้จักยอดยุทธ์ั้แ่ยังมิทันก้าวเข้าสำนัก!”
อวี้เหวินหัวเราะเบา ๆ เสียงคล้ายลมเช้าโบกไหวในไผ่ “ยังมิได้ก้าว ก็อย่าเพิ่งชมเกินตัว ข้าเพียงตั้งใจเดินในทางของตนเท่านั้นเอง”
เสียงหัวเราะของทั้งสองพลันก้องท่ามกลางแสงแดดอ่อน ความเป็สหายเพิ่งเริ่มงอกงาม หากแต่ดูจะหยั่งรากลึกในใจทั้งคู่...