ระหว่างทางเดินกลับโรงเตี๊ยม เจียนั่วสวมชุดเกราะติดอาวุธ เดินเข้าไปในตรอกหนึ่งสายที่ไร้ซึ่งผู้คนอย่างเงียบเชียบ
คนทั้งสามออกมาหาของกินด้วยกัน ลาถีเท่อกับเก๋อจือถือห่ออาหารส่วนของโม่จ้านวิ่งกลับโรงเตี๊ยมไปก่อนแล้ว มิรู้ว่าเพราะเหตุใด ตนจึงมักรู้สึกว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ไม่มีทางกลับมาในเร็วๆ นี้ ดังนั้นตนจึงเดินอ้อมตรอกเล็ก คิดอยากลองดูว่าจะได้ดักพบอีกฝ่ายที่กำลังกลับมาอย่างบังเอิญหรือไม่
...นี่มันความคิดประหลาดอันใดกัน
เจียนั่วหัวเราะให้กับสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของตนอย่างกะทันหันก่อนเอนกายพิงอยู่บนโต๊ะไม้ใหญ่ข้างทาง สัมผัสอันคุ้นเคยจากด้านหลังส่งผลให้ความทรงจำของเจียนั่วพรั่งพรู --- ยามที่ตนกับโม่เจ๋อเอ่อร์พบกัน ‘อย่างเป็นทางการ’ ครั้งแรก ดูคล้ายว่าจะอยู่ในท่าทางเช่นนี้เช่นเดียวกัน
แท้จริงแล้วในยามนั้น ตนเพียงรู้สึกว่าอีกฝ่ายแลดูคุ้นตาอยู่บ้างเท่านั้น ไม่มีความปรารถนาที่อยากจะเปิดบทสนทนาแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยพึมพำว่า “มิได้ได้มาด้วยความสามารถอันแท้จริงก็ไม่มีคุณค่าใดให้ศึกษา ซื้อไปก็เพียงเอาไว้พกติดตัวเท่านั้น มิเห็นจะมีประโยชน์อันใด” กลับทำให้ตนนึกสนใจเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าพละกำลังและการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเหนือกว่าคนทั่วไป มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ กระนั้นกลับไม่มีแม้แต่ตำแหน่งหน้าที่การงานเล็ก ครั้นตนคิดจะลองชักชวนอีกฝ่ายเช่นที่ชักชวนฉีเอ่อร์เท่อ อีกฝ่ายมิเพียงแต่ไม่เผยสีหน้าซาบซึ้งด้วยความเหลือเชื่อ กลับหวาดกลัวเสียจนหนีไปเสียแล้ว ยามนี้ความสนใจใคร่รู้ของตนถูกสะกิดเข้าเต็มเปา ดึงดันจะค้นหาความจริงจากอีกฝ่ายให้จงได้
แน่นอน เจียนั่วไม่มีทางยอมรับว่านั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายเปิดโปงว่าตนซื้อชุดผิดจนกลายเป็นชุดนอนของสตรี
ไม่ว่าจะยามอยู่ในสันตะสำนักหรือเมืองแห่งนักดาบพเนจร ตนล้วนแต่ชอบอุดอู้อยู่ในชุดเกราะ ราวกับช่องว่างที่ถูกอัดแน่นสามารถชดเชยความกังวลและความเงียบเหงาภายในใจ มิรู้ว่าเป็นเพราะตนอยู่ตัวคนเดียวมานานเกินไปหรือไม่ ถึงขั้นทำให้มักกักเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้โดยมิรู้ตัว จึงได้นำมาซึ่งความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้
ยามอยู่เพียงลำพัง เสียงภายในใจของตนจะดังขึ้น คอยเน้นย้ำความรู้สึกและความคิดของตนซ้ำไปซ้ำมา ทำให้ตนเข้าสู่สภาพ ‘ครุ่นคิดอย่างหนัก’ ในสายตาของคนภายนอก แม้ว่าตนจะลำพองใจกับการตัดสินใจโดยใช้หลักเหตุผล ทว่าความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้กลับค่อยๆ แผ่ขยายออก ทำให้สติของตนถูกกลืนกินเช่นกัน หลงทางอยู่ในเศษเสี้ยวความทรงจำกับความรู้สึกยากอธิบายที่ผสมปนเปกันจนกลายเป็นอยู่ท่ามกลางความงุนงงไม่รู้จะทำอย่างไร
แม้ว่าเก๋อหลินจะเอ่ยถามตนว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ตนก็ทำได้เพียงสื่อว่ามิอาจบอกออกไป เพราะกระทั่งตนเองก็ยังมิรู้เช่นกัน...
นี่คล้ายกับอาการป่วยทางจิต ครั้งหนึ่งตนเคยคิดว่าเป็นเพราะมีแรงกดดันมากจนเกินไป ส่วนลึกภายในใจซ่อนความรู้สึกไม่ยินยอมเพราะถูกราชาปีศาจทำให้พ่ายแพ้ กอปรกับสภาวะสับสนระคนไม่สบายใจ ทำให้สภาพจิตใจของตนถูกบีบบังคับจนถึงขีดจำกัด จึงได้ถูกกระทำจนพบกับลู่ทางระบายอารมณ์แปลกๆ เช่นนี้
หากมิใช่เพราะตนจงใจให้เก๋อหลินเห็นสภาพมิต่างกับปีศาจคลุ้มคลั่ง เกรงว่ากระทั่งยามนี้ตนยังคงรับราชการทหารอยู่ในกองอัศวินแห่งพระวิหาร มิอาจมีโอกาสได้หยุดพักผ่อนแม้สักนิด
หากสภาพแวดล้อมภายนอกผ่อนคลายมากกว่า สภาพจิตใจก็น่าจะผ่อนคลายขึ้นบ้างกระมัง? ตนคิดเช่นนี้อย่างไร้เดียงสา
ทว่าเรื่องราวกลับตรงกันข้ามกับที่คิดเอาไว้ หลังตนออกจากสันตะสำนัก สภาพอารมณ์ที่ไม่มั่นคงกลับยิ่งปรากฏเด่นชัดยิ่งกว่าเก่า --- นอกเสียจากอาการนอนไม่หลับและความทรงจำเลือนหายกะทันหัน ตนถึงขั้นสะอื้นไห้อย่างไร้สาเหตุ เจ็บปวดเสียจนแค้นเคือง ทำให้ท่านเจ้าเมืองที่คอยเป็นห่วงตนต้องกังวลอย่างมาก เพียงแต่หลังจากที่อารมณ์แปรปรวนสงบลง ทุกสิ่งอย่างพลันกลับสู่สภาวะปกติ ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
เจียนั่วถอนหายใจ เคาะขมับของตนผ่านหมวกเหล็กพร้อมกับเผยหนึ่งรอยยิ้มขมขื่นที่มิอาจสังเกตเห็น
ลาถีเท่อกล่าวเอาไว้ไม่ผิด โม่เจ๋อเอ่อร์มีเวทมนตร์พิเศษบางอย่าง สามารถทำให้คนรอบข้างถูกดึงดูดเข้าหาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพียงแต่สำหรับตนแล้ว ‘แรงดึงดูด’ นี้รุนแรงกว่าผู้อื่นหลายขั้น ดึงดูดถึงขั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อเป้าหมายชีวิตในอนาคตของตน
แท้จริงตนนั้นได้ค้นพบมานานแล้ว นับตั้งแต่ครั้งแรก คล้ายกับว่าตนจะมีความรู้สึกอันดีต่อโม่เจ๋อเอ่อร์ จึงได้แสดงพฤติกรรมมากมายที่ไร้เหตุผลออกไป เริ่มตั้งแต่เสี่ยงทำการชี้นำจนถึงขั้นเข้าร่วมกลุ่ม ตนล้วนแต่กำลังพยายามเข้าใกล้อีกฝ่ายทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง พยายามทำให้อีกฝ่ายสนใจตน สิ่งที่โชคดีคือ อีกฝ่ายเริ่มจากการเข้าใจผิดจนกลายเป็นยอมรับตน แม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาจะกระทบกระทั่งกันบ้าง ทว่าท้ายที่สุดยังคงเป็นที่น่าพึงพอใจ
หากหยิบยืมคำพูดของเก๋อจือ นี่ก็คือ...ความรัก?
...เพราะขนลุกเกรียวอยู่ภายใต้ชุดเกราะทำให้มิอาจลูบ ช่างทรมานเสียจริง
แม้โม่เจ๋อเอ่อร์มิเคยเอ่ยออกมา ทว่าตนกลับสัมผัสได้เสียแต่ต้นแล้ว --- สีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ กับการติดต่อซีนั่วที่บ่อยครั้ง อธิบายได้เพียงว่าโม่เจ๋อเอ่อร์พบเจอปัญหาใหญ่อย่างหาได้ยากยิ่ง
โม่เจ๋อเอ่อร์ไม่บอกตน แสดงว่ากำลังใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพียงแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยุ่งหน้ายุ่งหลัง ทว่าตนกลับทำสิ่งใดมิได้สักอย่างจึงอดรู้สึกหดหู่อยู่บ้างมิได้
เจียนั่วถอดหมวกเกราะออกหนีบไว้ใต้ท้องแขน จากนั้นแหงนหน้าขึ้นมองแสงจันทร์กระจ่างดังกระจก
ทว่านั่นเป็นถึงโม่เจ๋อเอ่อร์ผู้มีความภาคภูมิใจในตนเองสูง หากอีกฝ่ายพบเจอปัญหาที่ยุ่งยากจริง แต่กระดากใจที่จะบอกกับตน...
เมื่อนึกถึงท่าทางลำบากใจยามอีกฝ่ายเอ่ยขอโทษตน มิใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้ อีกฝ่ายเองก็คล้ายกับตน คุ้นชินกับการทำสิ่งต่างๆ เพียงลำพัง หากเป็นปัญหาส่วนตัวที่สามารถคลี่คลายเองได้ จะไม่มีทางไหว้วานผู้อื่นอย่างเด็ดขาด
แต่กระนั้นตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายจะพึ่งพิงตนมากขึ้นสักหน่อย...
“โม่เจ๋อเอ่อร์อา...เหตุได้เจ้าจึงไม่มาขอให้ข้าช่วย อีกทั้งยังไม่คิดหารือกับข้าเสียด้วยซ้ำ...”
สีหน้าของอัศวินหนุ่มค่อนข้างหดหู่ ยืนอยู่ข้างทางพลางเอ่ยกับตนเอง
“...ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก...”
ทันใดนั้น พลันมีเสียงสายลมแผ่วเบาพัดมารบกวนบริเวณหลังคอ เจียนั่วตกตะลึงเตรียมตวัดหอกยาวโดยสัญชาตญาณ ทว่าจมูกกลับได้กลิ่นอันคุ้นเคย อัศวินหนุ่มเผยรอยยิ้มบางเบาพร้อมทั้งปิดเปลือกตาลง เฝ้ารอเรี่ยวแรงที่คุ้นชินมิต่างกันตบลงบนบ่าของตน
ทว่าสิ่งที่เจียนั่วได้รับจากการรอคอยกลับมิใช่การตบไหล่ หากแต่เป็นหนึ่งอ้อมกอดแนบแน่น --- แผงอกอบอุ่นของโม่เจ๋อเอ่อร์แนบชิดลงบนเกราะด้านหลังของตน มือทั้งสองสอดผ่านข้างกายโอบกอดเอวเจียนั่วเอาไว้แน่น เมื่อได้รับสัมผัสใกล้ชิดถูกคั่นกลางด้วยแผ่นเหล็กหนึ่งชั้น ภายในใจของเจียนั่วรู้สึกประหลาด ครั้นเตรียมจะเอ่ยถามออกไปกลับถูกริมฝีปากของโม่จ้านปิดเอาไว้เสียแล้ว
“อื้อ..”
เด็กหนุ่มทอดมองเจียนั่วด้วยสายตาลึกซึ้งฉายแววอ่อนโยน ใบหน้าของอัศวินหนุ่มแดงก่ำลามไปถึงคอ ทั่วทั้งร่างล้วนแต่แข็งทื่อ จูบที่โดยปกติมักดุดันในยามนี้กลับอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก ปลายลิ้นแตะผ่านริมฝีปากของเจียนั่วแผ่วเบา โม่จ้านสูดหายใจเข้า ตามด้วยคลี่ยิ้มก่อนจะประทับจูบลงอีกครั้ง
“ช่างบังเอิญเสียจริง ข้ามีภารกิจสำคัญจะมอบหมายให้เจ้า...”
โม่จ้านวางปลายคางลงบนไหล่ของเจียนั่ว ปิดเปลือกตาพร้อมกับโอบกอดอัศวินหนุ่มอย่างแนบแน่น
“เมื่อเทียบกับเรื่องนี้ เขากังวลว่าเจ้าจะไม่เชื่อใจข้าเสียมากกว่า..”
“เจ้าไม่บอกข้า แสดงว่าจะต้องมีความลำบากใจอย่างแน่นอน ข้าไม่จำเป็นต้องซักถาม”
เจียนั่วหัวเราะเสียงเจื่อน ถอดเกราะมือด้านขวาออก ฝ่ามือวางทาบลงบนมือที่กำลังโอบกอดเอวของตนแผ่วเบา
“...ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ข้าก็ไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะไปซักถามเช่นกัน...”
ลาถีเท่อเคยกล่าวว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ดูคล้ายจะมีอคติต่อไหลเต๋อและสันตะสำนัก ตนจำเรื่องนี้ฝังไว้ในจิตใต้สำนึก แต่ไหนแต่ไรมาตนมิเคยเล่าถึงอดีตให้อีกฝ่ายฟัง ในทำนองเดียวกัน ตนเองก็ไม่รู้ภูมิหลังของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน และแหล่งข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือเพียงแหล่งเดียวกลับกลายเป็นสุดยอดนักเล่าเรื่องอย่างเก๋อจือ
“...ไม่มีสิทธิ์อันใด? หากเจ้าไม่มีสิทธิ์ ผู้อื่นก็คงไม่มีเช่นกัน”
สีหน้าของโม่จ้านฉายแววจนใจอยู่บ้าง โอบกอดเจียนั่วพลางใช้หางตาเหลือบมองสีหน้าของอีกฝ่าย ทว่ากลับพบว่าแก้มของเจียนั่วเจือสีแดงระเรื่อ ในเสี้ยววินาทีที่คนทั้งสองสบตากัน อัศวินหนุ่มพลันหันหน้าหนีอย่างแข็งทื่อ ทิ้งเพียงท้ายทอยไว้ให้โม่จ้าน
“เจียนั่ว” “โม่เจ๋อเอ่อร์”
หลังจากนิ่งเงียบไปนาน ราวกับคนทั้งสองจิตใจตรงกัน มิเพียงแต่เปิดปากพร้อมกัน ทว่ายังต่างฝ่ายต่างสบตาซึ่งกันและกันอีกด้วย
หลังนิ่งงันครู่หนึ่ง คนทั้งสองต่างพากันหัวเราะออกมา
“เจ้าพูดก่อนเถิด นี่คือคำสั่งของหัวหน้า” โม่จ้านเลิกคิ้ว
“รอกระทั่งพวกเรากลับไปแล้ว ข้าอยากพาเจ้าไปบ้านเกิดของข้า...หวังว่าเมื่อถึงยามนั้นเจ้าจะไม่ผิดหวัง”
น้ำเสียงของเจียนั่วค่อนข้างแผ่วเบา โม่จ้านสัมผัสได้ถึงความสองจิตสองใจในน้ำเสียงอย่างน่าประหลาด คิ้วของเด็กหนุ่มผมเงินขยับเล็กน้อย ตามด้วยตบหน้าท้องของอัศวินเบาๆ
“หากพวกเราสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ข้าเองก็จะเล่าเรื่องคนโง่เขลาที่ความโชคดีติดลบให้เจ้าฟังเช่นกัน”
“...ถึงยามนั้น หวังว่าเจ้าจะไม่ผิดหวังเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หวังว่าถึงยามนั้นเจ้าจะยังเชื่อมั่นในตัวข้า”
ภายในคำกล่าวของโม่จ้านแฝงความหนักอึ้งที่มิอาจอธิบาย เจียนั่วลูบหลังมือของโม่จ้านแผ่วเบา ชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออกว่าควรจะเอ่ยปลอบโยนเช่นไร
ตนเกิดในอาณาจักรที่อีกฝ่ายรังเกียจ มีตำแหน่งสูงในสันตะสำนักที่อีกฝ่ายชิงชัง...หากโม่เจ๋อเอ่อร์รู้จะคิดอย่างไร?
นอกจากนั้น เหตุใดโม่เจ๋อเอ่อร์จึงกล่าววาจาคล้ายคลึงกับตน? หรือแท้จริงแล้วอีกฝ่ายคือนักโทษหลบหนีหรือทาส และรู้สึกต่ำต้อยเพราะเหตุนี้?
เจียนั่วส่ายหน้า เขากุมมือโม่จ้านเอาไว้ จากนั้นเดินไปทางโรงเตี๊ยมด้วยกัน
นี่ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อันใด แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนักโทษหลบหนีจริงๆ ตนก็จะปฏิบัติตามกฎของอัศวินดังเดิมโดยการคอยอยู่เคียงข้างเพื่อดูแลและปกป้องเขา